เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2 3 ... 17
  พิมพ์  
อ่าน: 20510 พระพุทธเจ้าอยู่หัวในความทรงจำของผม
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10614


 เมื่อ 22 ต.ค. 16, 09:26

ระหว่างที่ท่านอนุโลมให้ราษฎรเรียกพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลด้วยความเคารพจากใจว่ากระไรก็ได้นั้น ผมขออนุญาตที่จะเอ่ยพระนามพระองค์ตามความจำได้หมายมั่นที่ยังติดอยู่ในจิตสำนึก ในขณะที่มันยังไหลลื่นออกมาอย่างช้าๆนะครับ ขอได้โปรดให้อภัย งดโทษต่อการควรมิควรของผมด้วย
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10614


ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 22 ต.ค. 16, 09:29

รูปที่เขาส่งต่อๆกันมาในโซเชียลเน๊ตเวอร์คแล้วมาปรากฏในหน้าจอของผมชุดนี้ ทำให้ความจำในช่วงวัยเด็กอนุบาลของผมปรากฏขึ้นทั้นที เลือนลางในตอนแรก แล้วก็เริ่มชัดขึ้นๆ ต้องรีบบันทึกไว้ก่อนที่มันจะเลือนลับไปตามกาลกิริยา
ลองเข้าไปอ่านในระโยงนี้ก่อนนะครับ

https://www.dogilike.com/board/view.php?id=15669

โรงเรียนปิดเทอมใหญ่คราวนั้น ผมน่าจะอายุสักสี่ห้าขวบ เมื่อแม่พาผมร่วมขบวนไปเที่ยวหัวหินพร้อมๆกับพี่ๆน้องๆหลานคุณตาคุณยาย โดยไปเช่าบ้านที่อยู่ไม่ไกลพระราชวังไกลกังวลนัก ตอนนั้นอยู่กันยาวเป็นอาทิตย์เพราะกว่าจะเดินทางไปถึงลำบากลำบน ต้องนั่งรถโขยกกันทั้งวัน
ตกเย็นเราก็ลงไปเล่นน้ำกันเป็นหมู่ ในรูปนี้ ผมก็คือเด็กที่กำลังออกอาการสำลักน้ำ


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10614


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 22 ต.ค. 16, 10:36

ยามเย็นวันหนึ่งเมื่อมองไปทางวัง เห็นกลุ่มคนเล่นน้ำกันอยู่แต่ไกลๆ ผู้ใหญ่บอกว่าคงเป็นในหลวงกับพระราชินี เพราะมีทหารยืนรักษาการณ์อยู่ระยะในห่างๆ กัน ไม่ให้คนล้ำเข้าไปในเขตที่กำหนดไว้ แต่คนก็ไม่ค่อยมากเท่าไหร่นะครับเท่าที่ผมจำได้ ส่วนใหญ่ก็เป็นคนกรุงที่ไปตากอากาศ และชาวบ้านแถวนั้นจริงๆ มิได้มืดฟ้ามัวดินเหมือนสมัยต่อๆมา

แล้วผมก็ได้เรียนรู้จากบทเรียนแรกของแม่ ที่สอนว่าในหลวงคือใครก็ในคราวนั้น

ก่อนที่ครอบครัวใหญ่ของเราจะกลับ เย็นหนึ่งผมได้ยินพี่ๆตะโกนเรียกกัน ได้ยินคำว่า “ในหลวงเสด็จ  ในหลวงเสด็จ”
ไม่รอช้า ผมวิ่งตามเขาออกไปที่ชายหาดทันที

ผมเห็นพระเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระนางเจ้า ทรงพระราชดำเนินช้าๆ ในพระอิริยาบทสบายๆอยู่หน้าวังของท่าน ท่ามกลางห้อมล้อมหลวมๆของผู้ติดตามจำนวนไม่มากนัก มีสุนัขสองตัววิ่งนำหน้ามาแต่ไกลๆวนไปวนมา เดี๋ยวก็วิ่งกลับไปหาพระเจ้าอยู่หัว เดี๋ยวก็วิ่งมาทางกลุ่มชาวบ้านซึ่งนั่งเฝ้าอยู่เป็นกลุ่มๆ แบบบ้านใครบ้านมัน เจ้าตัวสีน้ำตาลออกแดงๆมันวิ่งมาใกล้จนผมเห็นหน้าค่าตามันชัดว่าดำๆจมูกหัก แปลกกว่าอีกตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นหมาไทยธรรมดาๆสีกระดำกระด่างตั้งแต่หัวจรดหาง ลุงเขยคนหนึ่งของผมเป็นนายสัตวแพทย์บอกว่าตัวสีน้ำตาลแดง หน้าดำจมูกหักเป็นหมาฝรั่งพันธุ์บ๊อกเซอร์ เสียงใครไม่รู้บอกว่ามันชื่อโจโฉ อีกตัวนั้นชื่อโจกา
ชื่อโจโฉกับโจกานั้นประทับอยู่ในสมองของผมนานมากกก จนกระทั่งมีวุฒิภาวะแล้วจึงนึกออกว่า อ๋อ ที่จริงชื่อของมันคือ จรกา ผู้ร้ายตัวดำในเรื่องอิเหนานั่นเอง

เข้าใจว่าหมาไทยตัวนั้นจะเป็นหมาของชาวบ้านในละแวก ที่ไปทำเนียนถวายตัวเองเป็นชาววัง กินข้าวพระราชทานจนมีน้ำมีนวล ชื่อจรกาของมันน่าจะเป็นชื่อพระราชทานด้วย เพราะเหมาะสมกับตัวมันที่สุด

ส่วนโจโฉ คุณเข้าไปดูในกูเกิลเถอะครับ คุณวิกี้ผู้แสนรู้จะบรรยายว่า “ คุณโจโฉ เป็นสุนัขพันธ์เกรทเดน ทรงเลี้ยงเมื่อก่อน พ.ศ. 2500”
ผมดีใจที่มีหลักฐานยืนยันว่าโจโฉเป็นสุนัขพันธ์ Boxer และไม่ได้เป็นคุณ สุนัขทรงเลี้ยงที่ทรงเรียกเป็นคุณ ก็คือคุณทองแดงนะครับ แต่จรกานั้นไม่มีในทะเบียนสุนัขทรงเลี้ยง


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10614


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 22 ต.ค. 16, 10:37

.


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10614


ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 22 ต.ค. 16, 10:38

.


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10614


ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 22 ต.ค. 16, 10:44

เมื่อผมแต่งงานแล้วแยกบ้านมาอยู่เป็นเอกเทศกับภรรยา เราเห็นดีเห็นชอบที่จะเลี้ยงหมาสักตัว หมาตัวแรกที่เราเลี้ยงจึงเป็นหมาบ๊อกเซอร์ตามความมุ่งมั่นของผม ที่มีแรงบรรดาลใจมาจากโจโฉ สุนัขทรงเลี้ยงของพระเจ้าอยู่หัว


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10614


ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 22 ต.ค. 16, 10:54

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในช่วงนั้น ทรงโปรดที่จะประทับอยู่ที่พระราชวังไกลกังวลมากกว่าจะเสด็จอยู่ในกรุงเทพ ผมอ่านหนังสือมากแล้วจึงทราบว่า รัฐบาลไม่มีความประสงค์จะให้ทรงมีบทบาทมากมัก นอกจากงานตามหมายกำหนดการซึ่งมีความจำเป็นในการรักษาสถาบันกษัตริย์เท่านั้น ที่ทรงมีความจำเป็นจะเสด็จกลับกรุงเทพเป็นครั้งคราว

เด็กน้อยอย่างผมไม่มีโอกาสได้เห็นพระองค์อีกเลย จวบจนผมอยู่ชั้นมัธยมหนึ่ง
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10614


ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 22 ต.ค. 16, 13:40

ขอแทรกเรื่องที่เกิดขึ้นตรงหน้าในยามที่ผมยังเขียนอะไรต่อไม่ออกสักนิด
 
ขณะนี้ประชาชนคนไทยเต็มสนามหลวงนับจำนวนไม่ถ้วนได้ร่วมแรงร่วมใจกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ ซึ่งเช่นเดียวกับทุกครั้ง น้ำตาของผมจะต้องไหลลงมาเป็นสายน้ำ หาสาเหตุไม่ได้เลยว่า ในเมื่อผมไม่ได้กำลังเสียอกเสียใจ ไม่ได้เจ็บปวด ทำไมน้ำตามันจึงไหลล้นเป็นวรรคเป็นเวรขนาดนั้น
 
น้ำตาอันเกิดจากความปิติ


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10614


ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 22 ต.ค. 16, 13:42

จนได้พบ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” ตรงอกตรงใจผมเผง ขออนุญาตถ่ายทอดลงในกระทู้นี้

“…พอเห็นพระองค์ท่านโบกพระหัตถ์ ผมก็น้ำตาไหลเลยครับ  ไม่รู้ว่าทำไม  อยู่ ๆ ก็ไหลออกมา…”

“…พอขบวนรถท่านเสด็จฯ ผ่าน  พี่ก็น้ำตาท่วมเลย  ได้แต่โบกธง  พยายามจะตะโกนคำว่า “ทรงพระเจริญ” แต่มันพูดไม่ออกน่ะค่ะ  มันสะอื้นเฮือกออกมาจากข้างในอกเลย  ไม่รู้ว่าเป็นอะไรค่ะ…”

ผู้เขียนเชื่อว่า พวกเราชาวไทยที่มีความจงรักภักดีทุกคนคงจะเคยมีประสบการณ์ตื้นตันน้ำตาไหลหรืออย่างน้อยก็น้ำตาคลอกันบ้างเวลาเห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ไม่ว่าจากการได้มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จฯ ณ สถานที่จริงหรือเพียงการได้เห็นพระองค์ท่านผ่านสื่อต่าง ๆ

หลายคนพูดเหมือนกันว่า “ไม่รู้ว่าทำไม…”

วันนี้เราจะมาพบกับคำตอบว่า “ทำไม”

เชื่อหรือไม่ว่าทั้งวิทยาศาสตร์และพุทธศาสตร์มีคำตอบ!

บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10614


ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 22 ต.ค. 16, 13:45

“ปีติ” ในแง่วิทยาศาสตร์

ผู้เขียนได้อ่านนิยามของปีติในแง่วิทยาศาสตร์ครั้งแรกเมื่อได้ลงทะเบียนเรียนออนไลน์วิชา ศาสตร์แห่งสุข (The Science of Happiness) ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียแห่งเมืองเบิร์คลีย์เมื่อปีที่แล้ว

ผู้ริเริ่มค้นคว้าเรื่องนี้คือศาสตราจารย์โจนาธาน ไฮด์ท (Jonathan Haidt) นักจิตวิทยาสังคมแห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก  เขาตั้งคำถามว่า
 “ทำไมบางครั้งมนุษย์เราจึงรู้สึกตื้นตันถึงขั้นน้ำตาไหลเมื่อได้เห็นหรือรับรู้การทำความดีหรือความเสียสละของผู้อื่น…
…ถึงแม้ตัวเราเองจะไม่ได้เป็นผู้ได้รับประโยชน์นั้นโดยตรง?”

หลังจากการค้นคว้าวิจัย ศ.ไฮด์ทค้นพบสิ่งที่เขาเรียกว่า “Elevation” ซึ่งผู้เขียนขอแปลว่า “ปีติ” อันมีนิยามว่า “ความรู้สึกอบอุ่นใจ ซาบซึ้งประทับใจ และการรู้สึกว่าจิตได้รับการยกขึ้น

ศ.ไฮด์ทกล่าวว่า สภาวะ “ปีติ” นี้ จะเกิดขึ้นเมื่อเรา “ได้เห็นผู้อื่นทำความดี แสดงความเมตตากรุณา หรือความกล้าหาญ”

ทันทีที่เห็นคำนิยาม ผู้เขียนก็นึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขึ้นมาทันที
“ปีติ” ไม่ได้เพียงแค่ทำให้เราน้ำตาไหลเท่านั้น  แต่ศ.ไฮด์ทค้นพบว่ามันส่งผลให้เรา “ลงมือทำ” อะไรบางอย่างต่อไปด้วย!

ลองอ่านดูว่าคุณเองก็เป็นเช่นนี้หรือไม่

บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10614


ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 22 ต.ค. 16, 13:50

ผลที่ตามมาของ “ปีติ”

ศาสตราจารย์ไฮด์ทอธิบายว่าเมื่อภาวะ “ปีติ” นี้เกิดขึ้นกับใคร มันจะส่งผลให้ผู้นั้น
๑) อยากช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง
๒) อยากเป็นคนที่ดีขึ้นมีคุณธรรมขึ้น และ
๓) ทำให้เกิดความต้องการที่จะมีส่วนร่วมหรือผูกพันเป็นหนึ่งเดียวกับบุคคลที่ทำให้เราเกิดความ “ปีติ” นั้นด้วย

ฟังแล้วยิ่งขนลุกและรู้สึกขึ้นมาว่า “ใช่เลย!”

เพราะไม่เพียงน้ำตาแห่งความปีติเท่านั้น  เมื่อคนไทยเราได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เราจะอยากทำสิ่งต่อไปนี้ด้วย คือ
๑) “ทำดีเพื่อในหลวง” ในรูปแบบการช่วยเหลือผู้อื่น
๒) “ตั้งใจจะเป็นคนดีเพื่อพ่อ” และ
๓) หลายคนจะตั้งสัจจอธิษฐานว่า “ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป” ซึ่งก็คือความประสงค์ที่จะ “ผูกพัน” เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ท่านนั่นเอง

ตรงเป๊ะครบทั้ง ๓ ข้อตามผลการวิจัยของศ.ไฮด์ททุกประการ!


“ปีติ” ที่วิทยาศาสตร์ยังอธิบายไปไม่ถึง

ที่น่าสนใจก็คือ คนไทยเราจะเกิดภาวะ “ปีติ” นี้ไม่เพียงแต่ในขณะที่เราเห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกำลังทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจบำบัดทุกข์บำรุงสุข ช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับความลำบากเท่านั้น
เพียงแค่ได้เห็นพระองค์ท่านโบกพระหัตถ์ให้ หรือแม้แต่การได้เห็นพระบรมฉายาลักษณ์ในขณะแย้มพระสรวลน้อย ๆ ในขณะที่หูได้ยินเพลงสรรเสริญพระบารมี  คนไทยเราก็สามารถเกิดภาวะ “ปีติ” นี้ได้เช่นกัน

อย่าว่าแต่การได้เห็นพระองค์ท่านเลย  ผู้เขียนเองและเชื่อว่าชาวไทยแทบทุกคนที่ไปรอเข้าเฝ้าฯ รับเสด็จอยู่ริมถนนก็เคยเกิดสภาวะ “ปีติ” น้ำตาไหลจากการเพียงได้เห็นรถพระที่นั่งประดับธงประจำพระองค์วิ่งช้า ๆ มาแต่ไกลแล้ว
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10614


ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 22 ต.ค. 16, 13:53

ถึงแม้วิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมแค่ได้เห็นเพียงรถพระที่นั่งพร้อมธงประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกำลังเคลื่อนที่มาช้า ๆ พวกเราคนไทยก็เกิดปีติตื้นตันน้ำตาไหลได้แล้ว แต่พุทธศาสตร์สามารถอธิบายได้

นั่นคือ จิตมนุษย์นั้นเป็น “ธาตุรู้” พูดง่าย ๆ ก็คือ จิตเราสามารถ “รับรู้” ได้ถึง “พระเมตตา” ที่มีต่อพวกเราตลอดมาทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง
ไม่ว่าในวินาทีนั้นสายตาเราจะกำลังเห็นภาพของพระเมตตาอยู่หรือไม่ก็ตาม!

พระเมตตาที่บางท่านอาจยังไม่รู้

พระเมตตานั้นลึกซึ้งกว่าที่เราเห็นด้วยตาจากพระราชกรณียกิจที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงช่วยราษฎรตามถิ่นทุรกันดารมากมายนัก เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง “เจริญเมตตาภาวนา” ให้พสกนิกรและสรรพสัตว์ทั้งหลายอยู่เสมอด้วย

การเจริญเมตตาภาวนา  คือการตั้งจิตเป็นสมาธิ ส่งความเมตตาปรารถนาดีอยากเห็นผู้อื่นเป็นสุขที่ส่งออกมาจากหัวใจอย่างไร้เงื่อนไขและไม่ปรารถนาสิ่งใดตอบแทน

จากการศึกษาคำปรารภของเหล่าพระอริยสงฆ์ของไทยทุกองค์ที่พูดถึงพระองค์ท่าน ผู้เขียนเชื่อมั่นว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญเมตตาภาวนาเพื่อพวกเราทุกวันอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ในทุกๆวันพระ (อย่างน้อยในช่วงก่อนที่จะมีพระชนมพรรษามากขึ้นและทรงพระประชวร) ก็ยังทรงรักษาอุโบสถศีล หรือศีล ๘  และทรงอธิษฐานบุญกุศลนั้นให้พสกนิกรอย่างพวกเราทุกคนอยู่เย็นเป็นสุขอีกด้วย

บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10614


ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 22 ต.ค. 16, 13:54

“จิต” รู้ แม้ “สมอง” ยังไม่รู้!

เมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงยอมสละความสะดวกสบายส่วนพระองค์ งดพระกระยาหารเย็น งดเว้นมหรสพในวันพระ รักษาศีลเจริญภาวนา เพื่อที่จะทรงอธิษฐาน “ยกส่วนบุญกุศลนั้นให้ประชาชนทุกคน” มาเป็นเวลาหลายสิบปีนั้น  “จิต” ซึ่งเป็นธาตุรู้ของพวกเราต้องรับรู้ได้แน่นอน


“จิต” ของพวกเราทุกคนได้รับพระเมตตาและพระกุศลที่ทรงอุทิศให้พวกเรามาโดยตลอด  ดังนั้นจิตจึง “รู้” และ “จำได้”
ถึงแม้ “สมอง” ของพวกเราจะยังไม่เคยทราบเรื่องราวเหล่านี้มาก่อนก็ตาม!

และนั่นคือคำอธิบายทางพุทธศาสตร์ว่า  “ทำไมเราถึงตื้นตันน้ำตาไหลเมื่อเห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10614


ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 22 ต.ค. 16, 13:59

เจ้าประคุณเอ๋ย อย่างนี้นี่เอง

ผมได้สัมผัสกระแสพระเมตตานี้มาตั้งแต่เด็กจนแก่ ทำไมจิตของผมจึงจะไม่รับรู้และเกิดปฏิกิริยาสนองตอบตามหลักพุทธศาสตร์ดังว่า

บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10614


ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 23 ต.ค. 16, 09:48

เมื่อจบชั้นประถมแล้ว ผมย้ายไปเรียนชั้นมัธยมหนึ่งที่วชิราวุธวิทยาลัย ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำที่พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาขึ้นแทนการสร้างวัดประจำรัชกาลที่ ๖ นักเรียนโรงเรียนนี้ถูกปลูกฝังจิตสำนึกตามพระบรมราโชวาทที่ล้นเกล้าฯพระราชทานในไว้คราวเสด็จมาที่โรงเรียนครั้งหนึ่ง ความสำคัญที่สุดมีว่า “…เจ้าเหล่านี้ข้าถือเหมือนลูกของข้า ส่วนตัวเจ้า เจ้าก็ต้องรู้สึกว่าข้าเป็นพ่อเจ้า…”
ซึ่งผมได้ฟังท่านผู้บังคับการท่านกล่าวอบรมนักเรียนบนหอประชุมตั้งแต่วันแรกๆที่เข้าไปเป็นลูกวชิราวุธ

ในโรงเรียนใหม่ของผมมีพระบรมฉายาลักษณ์ทั้งภาพถ่ายและภาพเขียนของพระผู้พระราชทานกำเนิดหลายภาพ แต่ภาพที่ทำให้ผมรู้สึกได้ถึงพระเมตตาตามความหมายในพระราชดำรัสข้างต้น เป็นภาพของพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ครับ



บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 ... 17
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.034 วินาที กับ 19 คำสั่ง