เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2 3 ... 12
  พิมพ์  
อ่าน: 11332 เรื่องของไวน์กับงานสังคม
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3232


 เมื่อ 08 ส.ค. 16, 20:31

คุณตั้งจะเล่าเรื่องไวน์ไหมล่ะคะ  ดิฉันจะแยกกระทู้ให้ 
อย่าถ่อมตัวเลยค่ะ   เดี๋ยวก็คงมีนักชิมไวน์ท่านอื่นๆมาแจมเองละค่ะ

"กระทู้สั้นๆเรื่องของไวน์กับงานสังคม" จะดีใหมครับ
บันทึกการเข้า
superboy
มัจฉานุ
**
ตอบ: 57


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 08 ส.ค. 16, 20:41

ดีครับ อยากรู้ แม้ปีนี้ผมจะดื่มแต่น้ำเปล่าไม่ใส่น้ำแข็ง ขนาดน้ำอัดลมยังไม่เอาเลยนะ ฮ่า ฮ่า

ทว่าอนาคตก็คงต้องมีกันบ้างอีกนั่นแหละ งานสังคมมันเลี่ยงไม่ได้เนอะ  ขยิบตา
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3232


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 08 ส.ค. 16, 21:20

ขอบพระคุณ อ.เทาชมพู ครับ
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3232


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 08 ส.ค. 16, 22:05

ก่อนอื่นก็จะต้องขอเรียนท่านทั้งหลายที่เข้ามาอ่านกระทู้นี้ว่า  ผมมิใช่นักดื่มไวน์ รสนิยมของผมหนักไปทางวิสกี้มากกว่าทางไวน์และเบียร์  เรื่องทั้งหลายที่จะเล่าสู่กันฟังในกระทู้นี้ นั้น ได้รับรู้มาจากผู้มีประสพการณ์ทั้งคนฝรั่งและคนไทย ผนวกกับการอ่านหนังสือเพิ่มเติมและประสพการณ์ตรงของตัวผมเอง   

เรื่องราวที่จะกล่าวถึงในกระทู้นี้จึงน่าจะผิดแผกไปจากที่เซียนไวน์เขาว่ากัน   

ช่วยชี้แนะเพื่อความถูกต้องด้วยนะครับ
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3232


ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 08 ส.ค. 16, 22:16

ไวน์เป็นเรื่องของรสนิยมและค่านิยมของคนที่อยู่ในสังคมลักษณะต่างๆ  คิดไปในทางเป็นของสะสมก็มี  คิดเป็นสินค้าที่มีราคาก็มี  คิดไปในทางอวดโชว์ก็มี  ฯลฯ

ในสังคมของคนในทวีปยุโรปนั้น งานสังคมกับไวน์เป็นของคู่กัน  เมื่อมีงานสังคมก็ต้องมีไวน์มาเกี่ยวข้อง เป็นวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกมายาวนาน (ผมจะไม่ย้อนไปไกลถึงยุคนักบวชเป็นเจ้าของไร่องุ่นและทำไวน์ดื่มกันเอง)
 
ไวน์จึงมีส่วนเป็นทั้งหน้าตาของผู้จัดงาน ของงาน และทำให้เกิดความสุขแก่ผู้ที่มางาน (ก็คือ ตั้งแต่คนสองคนดื่มด้วยกัน เป็นครอบครัว เป็นงานเลี้ยง จนถึงงานเลี้ยงรับรอง)
บันทึกการเข้า
Naris
พาลี
****
ตอบ: 256


ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 09 ส.ค. 16, 09:08

พี่ Superboy มาเข้า Class ไวน์คนแรกเลย (ฮ่า) 
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3232


ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 09 ส.ค. 16, 20:03

เมื่อไวน์อยู่กับสังคมมานาน ก็ย่อมต้องจะต้องมีพัฒนาการที่เกี่ยวกับเรื่องของ กฎ กติกา มารยาท (etiquette) ทั้งในด้านการผลิต การดื่ม และการใช้ในสังคม   

เมื่อมีการทำไวน์ในยุคแรกๆนั้น ไวน์เป็นผลิตผลหวงห้ามสำหรับเฉพาะกลุ่มชน โดยเฉพาะนักบวช หรือผู้ที่ปกครองเขตพื้นที่ต่างๆ หรือคหบดีผู้เป็นเจ้าของที่ดินผืนใหญ่      ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเขตอาณาของคณะบุคคลดังที่กล่าวมา จะปลูกต้นองุ่นแล้วเก็บผลิตผลส่งให้กับบุคคลเหล่านั้น บ้างก็เป็นงานที่ถูกบังคับให้ทำ บ้างก็ทำเป็นส่วยหรือภาษีอากรประจำปี บ้างก็ทำขายเป็นรายได้ของครอบครัว   
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3232


ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 09 ส.ค. 16, 20:37

โดยรวมๆ ต้นองุ่นชอบพื้นที่ๆมีอากาศเย็น อากาศถ่ายเทดี มีความชื้นในอากาศพอสมควร มีแดดดี และดินระบายน้ำดี   พื้นที่ปลูกที่สำคัญๆจึงมักจะเป็นพื้นที่ในหุบเขากว้างๆ ซึ่งหมายความว่าก็จะต้องมีแม่น้ำสายสำคัญที่มีน้ำไหลตลอดทั้งปีไหลผ่าน  ก็คงพอจะนึกออกนะครับว่ามีแม่น้ำสายสำคัญในยุโรปชื่ออะไรบ้าง   การกระจายของไร่องุ่นจึงแผ่ไปตามร่องเขาเหล่านั้น 

แต่ดินหินที่รองรับอยู่ใต้ต้นองุ่นในพื้นที่ต่างๆเหล่านั้นไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด  ยังผลให้ได้องุ่นที่มีรสและกลิ่นต่างกันไป  ทำให้เมื่อเอาไปทำเป็นไวน์ก็จะได้ไวน์ที่มีรสและกลิ่นต่างๆกันออกไปในแต่ละพื้นที่และแม้กระทั่งแต่ละบริเวณในพื้นที่ละแวกเดียวกัน   เซียนไวน์ทั้งหลายจึงดมไวน์แล้วก็พยายามที่จะจำแนกกลิ่นต่างๆที่โชยมาจากไวน์ของพื้นที่ต่างๆหรือของไร่ต่างๆ

นอกจากกลิ่นแล้ว ก็ยังมีรสและความเข้มข้นที่แตกต่างกัน แถมยังผนวกเรื่องสีของไวน์เข้าไปอีกด้วย

องุ่นที่จะนำมาทำไวน์ของในแต่ละพื้นที่นั้น สามารถจะปลูกได้ทั้งองุ่นแดงและองุ่นขาว และก็ไม่ได้หมายความว่าพื้นที่ๆได้องุ่นแดงมาทำไวน์ได้ดีจะได้องุ่นขาวสำหรับไวน์ขาวที่ดีตามไปด้วย และก็ในทำนองกลับกัน   
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3232


ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 09 ส.ค. 16, 21:30

องุ่นที่ถูกนำพาไปปลูกในถิ่นอื่น ก็มีทั้งแบบยังคงเรียกชื่อเดิม ใช้ชื่อเดิมแต่เพี้ยนไปตามภาษาถิ่น และตั้งชื่อใหม่  บ้างก็ผสมข้ามพันธุ์กันได้สายพันธุ์ใหม่ กระจายพันธุ์ไปในพื้นที่ห่างไกล ฯลฯ   องุ่นทำไวน์ที่เรารู้จักกันในบ้านเรานั้นมีไม่กี่ชนิด ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะ(ถูกจำกัด)ด้วยการทำตลาดและการถูกชักนำ(ว่าของดีต้องเป็นเช่นใด)ของผู้ส่งออกและผู้นำเข้า 
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3232


ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 10 ส.ค. 16, 20:34

จากเรื่องราวพอสังเขปที่เล่ามา  เมื่อพิจารณาในเชิงของความสัมพันธ์ทางภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ ก็คงพอจะทำให้เห็นภาพได้ว่า หุบเขาและแม่น้ำที่มีความสำคัญอย่างเด่นชัดเหล่านั้น ก็คือ แม่น้ำ Danube แม่น้ำ Rhine และแม่น้ำโรนน์ Rhone    ซึ่งบรรดาความหลากหลายของสายพันธุ์องุ่นและไวน์ก็อยู่ในพื้นที่ตามแม่น้ำเหล่านี้

แม่น้ำ Danube และแม่น้ำ Rhine เป็นเสมือนขอบเขตอำนาจและอิทธิพลทางด้านตะวันออกของอาณาจักร Roman (Byzantine) เป็นเขตอาณาของศาสนจักรนิกาย Catholic  แม่น้ำทั้งสองนี้เป็นเส้นคมนาคมและการค้าขายสายหลัก  การปลูกไวน์และการทำไวน์จึงมีตลอดความยาวของลำน้ำ และก็ไม่เลยเข้าไปในพื้นที่ Asia Minor ซึ่งเป็นเขตอาณาของศาสนจักรอิสลาม 

ไวน์ตามเส้นทางนี้ ในพื้นที่ทางเหนือจะมีรสออกไปทางแบบไวน์ฝรั่งเศสอย่างที่เราคุ้นเคยกัน ซึ่งก็ไปได้ดีกับลักษณะอาหารที่มีรสออกไปทางเค็ม    แต่เมื่อลงมาทางใต้เรื่อยๆ ไวน์ก็จะมีรสหวานเพิ่มขึ้น สัมพันธ์กับลักษณะของอาหารที่มีรสจัดมากขึ้น (ด้วยเครื่องเทศและความเผ็ดร้อน)
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3232


ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 10 ส.ค. 16, 20:37

ขออภัยครับ เขียนเพลินไปหน่อย เอาแม่น้ำ Rhine มาผนวกเข้าไปในเรื่องของแม่น้ำ Danube   อายจัง อายจัง
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3232


ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 10 ส.ค. 16, 21:18

ไวน์ในพื้นที่ของแม่น้ำ Rhine มักจะออกรสไปทางหวานนิดหน่อย และส่วนมากจะเป็นไวน์ขาว   แม่น้ำนี้ไหลผ่านประเทศที่อยู่ใกล้ฝั่งทะเลโดยเฉพาะกลุ่มประเทศ Benelux และเยอรมันตอนเหนือ  ก็เป็นไวน์ที่เหมาะกับสัตว์น้ำและอาหารทะเล

ไวน์ของพื้นที่แม่น้ำ Rhone ผมไม่คุ้นนัก   ในพื้นที่ตอนบนของแม่น้ำมีการปลูกองุ่นขาวพันธุ์ที่เอามาทำไวน์จนมีชื่อเสียงโด่งดัง มีรสออกไปทางหวานนิดหน่อย มีกลิ่นที่หอมหวลมาก     
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3232


ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 10 ส.ค. 16, 21:35

คงพอจะได้ภาพกว้างๆส่วนหนึ่งแล้ว   และที่เล่ามาก็คงพอจะเห็นได้ว่า ไวน์นั้นมันมีพลวัตรอยู่ในแผ่นดินยุโรปอย่างไร

เมื่อประเทศในยุโรปหลายประเทศออกไปแสวงหาอาณานิคม ก็มีการเอาองุ่นไปลองปลูกด้วย  ก็เลยมีการทำไวน์ในหลายประเทศนอกพื้นที่ยุโรป เช่น ในพื้นที่อัฟริกาตอนใต้ ในประเทศทางอเมริกาใต้หลายประเทศ ในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ซึ่งต่อมาก็มีการทดลองปลูกและขยายพื้นที่เป็นหย่อมๆออกไปเรื่อยๆ   

คราวนี้นอกจากจะมีชื่อองุ่นพันธุ์ใหม่ๆเพิ่มขึ้นมาแล้ว  ไวน์ก็มีการผลิตออกสู่ท้องตลาดมากขึ้น ข้ามน้ำข้ามทะเลไปขายกันในประเทศต่างๆทั่วโลก   นักดื่มไวน์ก็เลยแบ่งไวน์ออกอย่างง่ายๆเป็นสองพวก คือ ไวน์โลกเก่า กับ ไวน์โลกใหม่  โลกเก่าก็คือแผ่นดินยุโรป โลกใหม่ก็คือนอกยุโรป
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3232


ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 10 ส.ค. 16, 21:40

ชักสับสนวุ่นวายแล้วนะครับ   ก็พยายามจะเล่าพื้นฐานอย่างย่อเพื่อเป็นพื้นก่อนที่จะเข้าเนื้อหาที่ต้องการจะกล่าวถึง

ฮิ ฮิ ยังใจชื้นอยู่ ยังไม่เพี้ยนมากไปจนเซียนไวน์ต้องเข้ามาแย้ง  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3232


ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 11 ส.ค. 16, 19:32

เมื่อไวน์เป็นที่นิยมของคนทั่วโลกมากขึ้น ตลาดมีขนาดใหญ่มากขึ้น แถมไวน์โลกเก่าก็มีผลผลิตไม่พอด้วยว่าพื้นที่สำหรับการปลูกองุ่นมีจำกัด ขยายออกไปไม่ได้     นักลงทุนก็เลยหันไปขยายการผลิตไวน์นอกทวีปยุโรปมากขึ้น  ซึ่งผืนแผ่นดินที่เคยอยู่ในเขตอาณาก็มีอยู่ในทุกทวีป ผืนดินมีอย่างกว้างขวาง มีราคาถูก และยังสามารถเลือกพื้นที่ๆมีลักษณะดินและภูมิอากาศเหมาะแก่การปลูกองุ่น    จึงทำให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่ที่ใช้พื้นฐานทางวิชาการ มีการผสมและผลิตสายพันธุ์องุ่นใหม่ที่เหมาะสมกับพื้นที่ และผลิตไวน์ออกสู่ตลาด

ไวน์ของโลกเก่าแต่ละยี่ห้อ แต่ละเจ้า มีพื้นที่ปลูกองุ่นในเกณฑ์ของหลักร้อยไร่  ก็ย่อมสู้กับพวกที่มีพื้นที่ปลูกองุ่นในหลักพันไร่ไม่ได้  ก็เลยมีการเรียกไวน์โลกใหม่ของพวกที่มีพื้นที่เพาะปลูกจำนวนมากๆนี้ว่าพวก Estate wine   ส่วนพวกที่ทำไวน์แบบผลิดออกมาในระบบความคิดแบบอุตสาหกรรม ก็เรียกว่าพวก Industrial wine 
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 ... 12
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.094 วินาที กับ 19 คำสั่ง