เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 7
  พิมพ์  
อ่าน: 9951 ผู้หญิงของสุนทรภู่
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30548

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 30  เมื่อ 17 เม.ย. 16, 13:44

ทั้งๆสุนทรภู่รักแม่จัน ชนิดคิดถึงทุกลมหายใจเข้าออก     แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพระเอกของเราจะไม่เหลียวแลสาวอื่นเอาเสียเลย
มีทั้งจริงบ้างเล่นบ้าง     
เมื่อตอนไปเมืองแกลง   ก็ไปก่อนิยายชิงรักหักสวาท หนึ่งชายสองหญิงเข้ากับเด็กสาวสองคน ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลาน ชื่อม่วงกับคำ

ตอนป่วย  สองสาวนี้ก็มาปรนนิบัติดูแลอย่างญาติ  แต่ดูแลกันท่าไหนไม่ทราบ  เกิดหึงหวงกันขึ้นมาเอง สาเหตุคือสุนทรภู่เก็บดอกไม้มาฝากเป็นการตอบแทนน้ำใจ    แต่คงจะฝากไม่เท่ากัน หรือสองสาวอยากให้ฝากตัวคนเดียว ไม่อยากให้อีกคนมีส่วนแบ่ง   ก็เลยหึงกันขึ้นมาเอง
พระเอกเราเห็นท่าไม่ดี  พอหายป่วยก็รีบลาพ่อ   เปิดแน่บออกจากบ้านกร่ำ   โดยไม่ลาสองสาว   คือผลุนผลันกลับกรุงเทพเอาดื้อๆ ม่วงกับคำไม่ทันรู้ตัว  ไม่มีแม้แต่จะกล่าวลา
การเปิดหนีไปดื้อๆ แบบนี้  สุนทรภู่ให้เหตุผลที่ดิฉันรู้สึกว่าท่านบอกไม่หมดยังไงพิกล

ครั้นจะมิหนีมาจะลาเล่า           จะสร้อยเศร้าโศกาเพียงอาสัญ
จึงพากเพียรเขียนคำเป็นสำคัญ   ให้สองขวัญเนตรนางไว้ต่างกาย
อย่าเศร้าสร้อยคอยพี่พอปีหน้า   จึงจะมาทำขวัญเหมือนมั่นหมาย
ไม่ทิ้งขว้างห่างให้เจ้าได้อาย            จงครองกายแก้วตาอย่าอาวรณ์
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30548

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 31  เมื่อ 17 เม.ย. 16, 13:58

คือให้เหตุผลว่า ถ้าออกปากลาให้สองสาวรู้ว่าจะกลับกรุงเทพละ      นางก็จะร้องห่มร้องไห้จะเป็นจะตาย   สงสารนาง เลยหนีเข้ากลีบเมฆไปก่อนดีกว่า
แต่ไม่ลาเสียเลยก็ใจจืดใจดำ  เลยเขียนหนังสือทิ้งไว้ว่า ไปแล้วไม่ไปลับ  ไปชั่วคราว  ปีหน้าจะกลับมาทำขวัญ    ไม่ต้องห่วงว่าเป็นการเปิดหนีไปไม่ไยดี ทิ้งให้สองสาวอายชาวบ้านอยู่ทางนี้     ในเมื่อพี่ไปแล้วก็จงรักษาตัวไว้ให้ดี รอพี่กลับมา เหมือนเนื้อเพลงสุนทราภรณ์

เราก็รู้ว่าสุนทรภู่สบถสาบานมาแต่แรกแล้วว่ามาบ้านกร่ำลำบากเลือดตาแทบกระเด็น   แม้เจ้านายไม่ใช้แล้วไม่มา   หลังจากนั้นในประวัติก็ไม่ปรากฏว่าท่านกลับมาอีกเลย       ไม่มีแม้แต่จะเอ่ยถึงพ่อหรือญาติทางพ่ออีก

ส่วนเรื่องหนังสือที่เขียนทิ้งไว้ปลอบใจสาวนั้น       ลองอ่านดีๆ นะคะ   มันมี keyword  ชวนสะดุดใจอยู่หลายคำ   เช่นบอกว่าปีหน้าจะกลับมาทำขวัญ   
ทำขวัญอะไร  ทำไมต้องทำขวัญ
ไม่ต้องกลัวว่าจะทิ้งขว้าง ให้สาวเจ้าอายชาวบ้านอยู่ทางนี้   
ก็ถ้าแค่จีบกัน แบบเซิฟๆ    ฝ่ายหนึ่งรักษาพยาบาล อีกฝ่ายแค่เด็ดดอกไม้ให้ของกำนัลเล็กๆน้อยๆ ก็ไม่เห็นจะต้องหึงหวงกันหนัก  และมันก็ไม่เห็นจะเป็นพันธะผูกพันจนต้องปลอบสาวว่าพี่ไม่ทิ้งขว้าง  ไม่ต้องกลัวว่าจะอายชาวบ้าน
ถ้าปลอบกันขนาดนี้ มันก็เลยขั้นรักษาพยาบาล  หรือ "หยอด" คำหวานให้สาวปลื้ม ไปไกลแล้ว
เพราะถ้าแค่เกี้ยวพาราศีกันเล่นๆ    ไม่ต้องสัญญิงสัญญากันถึงขนาดนี้     เขียนขอบอกขอบใจนึกถึงบุญคุณ  บอกว่าถ้ามีโอกาสตามพ่อแม่ไปบางกอกเมื่อไหร่ให้ไปหา   แค่นี้ก็พอถมเถไป

แม้แต่ลาก็ไม่กล้าลา   เพราะกลัวสาวทั้งสองจะยื่นคำขาดไม่ยอมให้ไปใช่ไหม    ในเมื่อความสัมพันธ์มันล้ำเส้นไปแล้ว   ผู้หญิงก็ต้องถือว่าจะมาเด็ดดอกหญ้าแซมผมแล้วขว้างทิ้งไม่ได้   ดีไม่ดี  นางฟ้องพ่อแม่ ฟ้องพ่อสุนทรภู่    เรื่องก็จะไปกันใหญ่  แม่จันเอาตายแน่
พระเอกเราก็เลือกทางออกที่ปลอดภัยที่สุด คือบอกลาผู้ใหญ่พอเป็นพิธี แล้วเปิดแน่บกลับเมืองหลวง    หายตัวไปเลย ไม่กลับมาอีก
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30548

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 32  เมื่อ 19 เม.ย. 16, 17:06

ในที่สุดเมื่อกลับเมืองหลวง  สุนทรภู่ก็สมหวัง ได้มีโอกาสร่วมหอลงโรงกับแม่จัน   แต่ชีวิตคู่ก็ไม่ราบรื่น  ทะเลาะเบาะแว้งกันบ่อย 
ทั้งสองมีลูกชายคนหนึ่งชื่อพัด   หรือตอนลูกยังเล็กๆ สุนทรภู่เรียกบุตรชายว่า "หนูพัด"    แต่มีลูกแล้วก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ในที่สุดก็เลิกกันเด็ดขาด    แม่จันไปมีสามีใหม่   ส่วนลูกชาย แม่จันให้อยู่กับพ่อ

สุนทรภู่คงจะอยู่กับแม่จันได้ไม่กี่ปี   เพราะลูกชายยังเล็กขนาดเรียก "หนู" ได้    อีกอย่างแม่จันมีสามีใหม่ได้ก็แสดงว่ายังสาวอยู่    เมื่อเธอมีครอบครัวใหม่ไปแล้วก็คงจะตัดใจเด็ดขาดจากสามีเก่าไปเลย      ไม่มีตอนไหนแสดงว่าแม่จันอาลัยอาวรณ์อยากจะกลับมาหาสามีอีก   มีแต่สุนทรภู่ที่เขียนอาลัยอาวรณ์ภรรยาอยู่ เช่น ในโคลงนิราศสุพรรณ เขียนถึงแม่จันตอนหนึ่งว่า

ยนย่านบ้านบุตั้ง            ตีขัน
ขุกคิดเคยชมจรร            แจ่มฟ้า

ในนิราศพระประธมก็ได้กล่าวถึงแม่จันว่า

เห็นต้นรักหักโค่นต้นสนัด                    เป็นรอยตัดรักขาดให้หวาดไหว
เหมือนตัดรักหักสวาทขาดอาลัย            ด้วยเห็นใจเจ้าเสียแล้วเจ้าแก้วตา
   
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30548

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 33  เมื่อ 19 เม.ย. 16, 17:24

แต่ความรักของสุนทรภู่   ต่อให้ม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร  ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมาน อย่างที่ท่านเขียนไว้ให้เรื่องพระอภัยมณี  ก็ไม่วายมีข้อแม้อยู่ข้อหนึ่งว่า  มันจะไม่มีวันเป็นรักหนึ่งเดียว     คือรักได้ชั่วนิรันดรโดยเป็นพหูพจน์  ไม่ใช่เอกพจน์

เมื่อสุนทรภู่ได้เข้ารับราชการ มีการงานมั่นคง เป็นอาลักษณ์คนโปรดของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 2  ขนาดมีโอกาส  "หมอบใกล้ได้กลิ่นสุคนธ์ตลบ" อย่างที่ท่านพรรณนาไว้ในนิราศภูเขาทอง    ไม่ต้องไปหมอบอยู่ท้ายแถวสุดท้องพระโรงเพราะเป็นแค่ขุนนางชั้นขุน    ท่านก็ดูเนื้อหอม  ทำให้มีสาวๆเข้ามาพัวพัน    คนที่ท่านติดเนื้อต้องใจชื่อแม่นิ่ม     นางได้ตกลงปลงใจเป็นภรรยาคนที่สองของสุนทรภู่   ทั้งๆภรรยาคนแรกก็ยังไม่ได้เลิกร้างกัน
ก็มีผู้สันนิษฐานว่า นี่คือสาเหตุที่แม่จันเลิกกับสามี ชนิดเด็ดบัวไม่เหลือใย

บันทึกการเข้า
Molly
อสุรผัด
*
ตอบ: 25


ความคิดเห็นที่ 34  เมื่อ 20 เม.ย. 16, 10:26

อ่านแล้วสนุกได้อรรถรส น่าติดตาม อาจารย์เทาชมพูกรุณามาเล่าต่อนะคะ เหมือนติดนวนิยายในนิตยสารยังไงยังงั้นเลยค่ะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30548

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 35  เมื่อ 20 เม.ย. 16, 11:11

แม่นิ่ม น่าจะเป็นผู้หญิงนิ่มๆ สมชื่อ   มีสามีแล้วก็อุทิศชีวิตจิตใจให้สามี   จะสุขทุกข์ยังไงก็ไม่โทษฝายชาย ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ศรีภริยาไปตามที่ควรทำ     คงไม่ได้บาดหมางกัน  เพราะในนิราศต่างๆที่เอ่ยถึงนาง จึงไม่มีตอนไหนที่พูดถึงรสชาติแสบเผ็ดเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายอย่างที่พูดถึงแม่จัน
แม่นิ่มมีบุตรชายชื่อตาบ หรือสุนทรภู่เรียกว่า หนูตาบ     ชีวิตสุนทรภู่ขึ้นๆลงๆ เป็นขุนนางแต่ก็กินเหล้าเมาไปทุบตีญาติผู้ใหญ่ถึงต้องจำคุก   แม่นิ่มก็อดทนส่งเสียสามีให้ได้กินได้อยู่ไม่อดตาย  เลี้ยงลูกไปด้วย   เมื่อสุนทรภู่ตกยากในรัชกาลที่ ๓  ต้องออกบวช หมายความว่าไม่ได้ทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวหาเลี้ยงลูกเมีย   แม่นิ่มก็หาเลี้ยงหนูตาบกันสองคนแม่ลูกที่บ้านบางกรวย  จ.นนทบุรี
ไม่มีที่ไหนในนิราศบอกว่าแม่นิ่มรู้สึกยังไงกับชีวิตสมรสกับกวีเอก    แต่ถ้าดูจากชะตาชีวิต  เห็นทีแม่นิ่มจะไม่สุขอย่างที่ควรจะเป็น  อาจจะเป็นเพราะเหนื่อยมากหรืออะไรก็ตาม สุขภาพแม่นิ่มก็เลยไม่ดี   ตายไปเสียก่อนตั้งแต่ยังไม่ทันกลางคน  ลูกชายคือหนูตาบก็ยังเล็ก

สุนทรภู่รำพันถึงมรณกรรมของภรรยาคนที่สองไว้ว่า

“บางกรวยตรวดน้ำแบ่ง                บุญทาน
ส่งนิ่มนุชนิพพาน                       ผ่องแผ้ว
จำจากพรากพลัดสถาน                ทิ้งพี่ หนีเอย
เห็นแต่คลองน้องแคล้ว                คลาดเคลื่อนเดือนปี”

สุนทรภู่รำพันถึงแม่นิ่มไว้ในนิราศพระประธม (พระปฐม) ว่า

“ถึงคลองขวางบางกรวยระรวยจิต                     ไม่ลืมคิดนิ่มน้อยละห้อยหา
เคยร่วมสุขทุกข์ร้อนแต่ก่อนมา                         โอ้สิ้นอายุเจ้า ได้เก้าปี
แต่ก่อนกรรมนำสัตว์ให้พลัดพราก                     จึงจำจากนิ่มน้องให้หมองศรี
เคยไปมาหาน้องในคลองนี้                             เห็นแต่ที่ท้องคลองนองน้ำตา
สงสารบุตรสุดเศร้าทุกเช้าเย็น                         ด้วยเป็นกำพร้าแม่ชะแง้หา
เขม้นมองคลองบ้านดูมารดา                          เช็ดน้ำตาโทรมซาบลงกราบกราน”
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30548

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 36  เมื่อ 20 เม.ย. 16, 11:16

     ขอมองในแง่ร้ายว่า แม่นิ่มตายไปเสียก่อนตั้งแต่ยังสาว  ระหว่างอยู่กินกันก็พลัดพราก ลุ่มๆดอนๆให้คิดถึงกันอยู่เสมอ   ความรักของสุนทรภู่จึงไม่ทันเบื่อหน่ายจืดจาง    ถ้าแม่นิ่มอยู่จนแก่ เบื่อหน้ากันแทบตายทั้งสองฝ่าย  ความทรงจำของสุนทรภู่คงไม่ออกมาซาบซึ้งตรึงใจขนาดนี้ก็เป็นได้  
     สุนทรภู่เก็บรักษาแหวนและแพรสีของแม่นิ่มไว้ดูต่างหน้าถึง ๙ ปี จึงได้นำไปถวายพระพุทธรูป ที่พระปฐมเจดีย์เพื่ออุทิศผลบุญแด่เจ้าของผ้า

“ยังมิคุ้นอุ่นจิตไม่บิดเบือน                  มาเป็นเพื่อนทุกข์ยากเมื่อจากจร
ยังเหลือแต่แพรสีที่พี่ห่ม                   ขึ้นประธมจะถวายให้สายสมร”

และนิราศพระประธมอีกตอนหนึ่งว่า

“โอ้คิดไปใจหายเสียดายนัก            ที่เคยรักเคยเคียงเรียงหมอน
มาวายวางกลางชาติถึงขาดรอน        ให้ทุกข์ร้อนรนร่ำระกำตรอม
ยังเหลือแต่แพรชมพูของคู่ชื่น        ทุกค่ำคืนเคยชมได้ห่มหอม
พี่ยอมเหลืองเปลื้องปลดสู้อดออม        เอาคลุมห้อมหุ้มห่มประธมทอง
กับแหวนนางต่างหน้าบูชาพระ        สาธุสะถึงเขาผู้เจ้าของ
ได้บรรจงทรงเครื่องให้เรืองรอง        เหมือนรูปทองธรรมชาติสะอาดตา”

เป็นอันว่าภรรยาคนนี้ จากตาย ไม่ได้จากเป็น  ก็เลยมีแต่ความเศร้าโศกอย่างเดียว ไม่มีชอกช้ำระกำใจอย่างกรณีภรรยาคนแรก
บันทึกการเข้า
unming
อสุรผัด
*
ตอบ: 19


ความคิดเห็นที่ 37  เมื่อ 20 เม.ย. 16, 13:26

รอติดตามอาจารย์มา เล่าต่อค่ะ
บันทึกการเข้า
Neepata
อสุรผัด
*
ตอบ: 24


ความคิดเห็นที่ 38  เมื่อ 20 เม.ย. 16, 23:06

นุ่งโจงห่มสไบมารออ่านต่อคร้า  รู้สึกชีวิตสุทรภู่ลุ่มๆดอนๆทั้งเรื่องรัก เรื่องงานเลยนะคะ รอลุ้นเผื่อสมหวังกับแม่หญิงคนต่อไป ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30548

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 39  เมื่อ 21 เม.ย. 16, 16:40

เมื่อไม่มีแม่นิ่ม สุนทรภู่ก็มีความสัมพันธ์กับหญิงสาวอีกหลายคน      แต่ดูจากบทรำพันในนิราศ  พวกนี้ไม่น่าจะร่วมหอลงโรงกันอย่างสามีภรรยา   เพราะมีแต่บทรำพึงรำพันหลงใหลอยากได้มาครองบ้าง   หรือครองแล้วนึกถึงความหลังบ้าง    จะเอาพ.ศ.ที่แต่งนิราศเป็นตัวตัดสินก็ไม่ได้ เพราะอาจเท้าความถึงอดีต ไม่ใช่ปัจจุบัน
เข้าใจว่าสาวๆพวกนี้น่าจะเป็น "กิ๊ก" ของท่าน มากกว่าภรรยาที่อยู่กินกันเป็นเรื่องเป็นราว

ในจำนวนนี้ คนสวยกว่าเพื่อน ชื่อแม่งิ้ว  กล่าาวไว้ในนิราศวัดเจ้าฟ้า ว่า

ถึงบ้านงิ้วงิ้วต้นแต่พงหนาม              ไม่ออกงามเหมือนแม่งิ้วที่ผิวเหลือง
เมื่อแลพบหลบพักตร์ลักชำเลือง         ดูปลดเปลื้องเปล่งปลั่งกำลังโลม
มาลับนวลหวนไห้เห็นไม้งิ้ว               เสียดายผิวพักตร์ผ่องจะหมองโฉม
เพราะเสียรักหนักหน่วงน่าทรวงโทรม    ใครจะโลมเลียมรสช่วยชดเจือ”

    แม่งิ้วในบทกลอนนี้กำลังเป็นสาวเต็มตัว ผิวพรรณสวย    บทความนี้บอกให้รู้ว่านึกถึงความหลังสมัยเจอกัน   ฝ่ายหญิงหลบตาไม่ประสานสายตาด้วย ฝ่ายชายก็แอบมองเห็นกำลังสาวเปล่งปลั่งไปทั้งตัว     เลยสงสัยว่าคงจะเป็นสมัยท่านร่อนเร่พเนจรอยู่ในรัชกาลที่ ๓  ไปเจอแม่งิ้ว  ก็เลยถูกตาต้องใจเข้า    แต่ก็มีเหตุให้ต้องจากกันไป ไม่ได้ร่วมหอลงโรงกัน      เมื่อจากกันไปแบบนี้  แม่งิ้วก็อกหักไปตามระเบียบ
    แม่งิ้วปรากฏชื่ออีกครั้งในนิราศพระประธม ซึ่งเป็นเรื่องก่อนสุดท้าย

        "น้ำค้างพรมลมเฉื่อยเรื่อยเรื่อยริ้ว                หนาวดอกงิ้วงิ้วออกดอกไสว
   เกสรงิ้วปลิวฟ้ามายาใจ                     ให้ทราบในทรวงช้ำสู่กล้ำกลืน
   โอ้งิ้วป่าพาหนาวเมื่อคราวยาก              สุดจะฝากแฝงหน้าไม่ฝ่าฝืน
   แม้นงิ้วเป็นเช่นงานเมื่อวานซืน                   จะชูชื่นช่วยหนาวเมื่อคราวครวญ"
         
         เมื่อผู้ชายจากไป จะตีจากหรือจำใจจากเพราะฐานะขัดสนไม่พร้อมจะมาสู่ขอ     หรืออะไรก็ตาม    แม่งิ้วก็คงไม่ได้อยู่เฉยๆ แต่ตกลงปลงใจไปกับชายอื่น   สุนทรภู่กลับมาอีกครั้ง ก็พบว่าแม่งิ้วบ๊ายบายไปนานแล้ว   ทิ้งไว้แต่ความหลังให้คร่ำครวญฝายเดียว
         ก็นับเป็นโชคดีของแม่งิ้ว  ที่ไม่ต้องอยู่อย่างแม่นิ่ม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30548

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 40  เมื่อ 22 เม.ย. 16, 17:02

   ชีวิตสุนทรภู่เมื่อร่อนเร่อยู่ในรัชกาลที่ ๓    ดูจะไม่ขาดรสชาติจากสาวๆมากหน้าหลายตาที่เข้ามาเติมสีสันให้ชีวิต      เป็นใคร อยู่ที่ไหนท่านไม่ได้บอกรายละเอียด   อาจจะเป็นสาวชาวบ้าน หรือลูกสาวผู้ดีมีตระกูลที่ท่านมีโอกาสเจอก็ได้ทั้งนั้น
   แต่ละคนมีความสัมพันธ์ระดับตื้นหรือลึกขนาดไหน ท่านไม่ได้บอกตรงๆ   แต่ดูจากคำบรรยาย ก็น่าจะไม่ธรรมดากันทั้งนั้น

    “…ถึงโพแตงคิดถึง แตง ที่แจ้งจัก        ดูน่ารักรสชาติประหลาดเหลือ
แม้นลอยฟ้ามาเดี๋ยวนี้ที่ในเรือ                 จะฉีกเนื้อนั่งกลืนให้ชื่นใจ”

   ลองถ้าคิดถึงขั้น "หม่ำ" ไม่มีเหลือ    น่าจะเคยหม่ำมาแล้ว
บันทึกการเข้า
สองล้อ
อสุรผัด
*
ตอบ: 9


ความคิดเห็นที่ 41  เมื่อ 22 เม.ย. 16, 21:48

กราบสวัสดีท่านอาจารย์เทาชมพูครับ สบายดีไหมครับอาจารย์
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30548

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 42  เมื่อ 25 เม.ย. 16, 10:24

สบายดีค่ะ  ฮืม ฮืม

ในช่วงชีวิตที่ต้องระเหเร่ร่อน ในรัชกาลที่ ๓   สุนทรภู่ได้เติมสีสันให้ชีวิตด้วยสาวๆอีกหลายคน  ในนิราศวัดเจ้าฟ้า ซึ่งอ้างชื่อว่าเณรพัดเป็นคนแต่ง  ซึ่งอาจจะทำให้สะดวกที่จะพรรณนาเรื่องผู้หญิงบ้าง อกหักบ้าง โดยไม่น่าเกลียดเท่ากับเปิดเผยว่าท่านเขียนขณะอยู่ในเพศบรรพชิต
สาวงามหนึ่งในนั้น ชื่อแม่อิน

“…ถึงเกาะเรียงเคียงคลองเป็นสองแยก                       ป่าละแวกวังราชประพาสสินธุ์
ได้นางห้ามงามพร้อมชื่อ หม่อมอิน                            จึงตั้งถิ่นที่เพราะเสนาะนาม
หวังถวิลอินน้องละอองเอี่ยม                                   แสนเสงี่ยมงามพร้อมเหมือนหม่อมห้าม
จะหายศอุตส่าห์พยายาม                                      คงจะงามพักตร์พร้อมเหมือนหม่อมอิน…”

ชื่อแม่อินขวัญใจของกวี ไปพ้องกับชื่อหม่อมอิน  ที่ตำนานบอกว่าเป็นสาวชาวบ้านอาศัยอยู่ตรงเกาะที่เรียกว่าบางปะอินในปัจจุบัน   ย้อนหลังไปสมัยสมเด็จพระนเรศวร    พระเอกาทศรถพระราชอนุชา ในวันหนึ่งเสด็จประพาสทางเรือมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา  ถึงแถวนั้นเรือล่ม  ทรงว่ายน้ำไปขึ้นฝั่งได้ในละแวกบ้านที่แม่อินอาศัยอยู่     ความงามของแม่อินเป็นที่ต้องพระทัย  จึงได้นางมาเป็นบาทบริจาริกา
ชื่อบางนั้นก็เลยเรียกว่าบางนางอิน  ต่อมาเพี้ยนเป็นบางปะอิน


“…ตลาดแก้วแล้วแต่ล้วนสวนสล้าง        เป็นชื่ออ้างออกนามตามวิสัย
แม้นขาย แก้ว แววฟ้าที่อาลัย            จะซื่อใส่บนสำลีประชีรอง
ประดับเรือนเหมือนหนึ่งเพชรสำเร็จแล้ว        ถนอมแก้วกลอยใจมิให้หมอง
ไม่เหมือนนึกตรึกตราน้ำตานอง            เห็นแต่น้องหนูแนบแอบอุรา”
บันทึกการเข้า
Molly
อสุรผัด
*
ตอบ: 25


ความคิดเห็นที่ 43  เมื่อ 26 เม.ย. 16, 09:48

มารอ ร้อ รอ ตอนต่อไปค่ะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30548

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 44  เมื่อ 26 เม.ย. 16, 10:20

รอแป๊บค่ะ   วิ่งรอก ๒ กระทู้  แฮก แฮก แฮก
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 7
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.038 วินาที กับ 19 คำสั่ง