เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 40 41 [42] 43 44 ... 49
  พิมพ์  
อ่าน: 43494 ห้วยขาแข้ง เมื่อ '14 '15
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3919


ความคิดเห็นที่ 615  เมื่อ 09 มี.ค. 16, 18:48

ก็รู้อยู่ว่าจุดเข้าออกห้วยขาแข้งที่สำคัญอยู่ในเขต อ.บ้านไร่ แถวๆ บ.ใหม่ บ.คอกควาย     อ.บ้านไร่ เป็นเสมือนแหล่งสะเบียงของชาวบ้านป่าในย่านพื้นที่ส่วนในของทิวเขาทิวแรกของเทือกเขาด้านตะวันตกของไทย  ก็มีทั้งเครื่องอุปโภคบริโภคและของต้องห้ามแบบเบาๆและแบบหนักๆ   

ครับ.. แหล่งสะเบียงสำคัญด้านในใกล้ชายแดนมากที่สุดก็คือ อ.ทองผาภูมิ (ก็มี บ.ไร่ เช่นกัน)  ถัดลึกเข้ามาก็ อ.ศรีสวัสดิ์ (บ.นาสวน) ลึกเข้ามาอีกก็ อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี นี่เอง  เหนือจากบ้านไร่อุทัยธานีขึ้นไปก็แถวน้ำตกคลองลาน จ.กำแพงเพชร เหนือขึ้นไปอีกก็ บ.นาโบสถ์ (ใต้ของน้ำตกลานสางลงมา) จ.ตาก  ลงไปทางใต้ก็ บ.สวนผื้ง จ.ราชบุรี บ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี   

ชื่อสถานที่ๆกล่าวถึงเหล่านี้ไม่ค่อยมีคนอยากจะเข้าไปหรอกครับ โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลที่มีหน้าที่ด้านการบังคับใช้กฎหมาย เป็นพื้นที่ๆอุดมไปด้วยปืน ของต้องห้าม และคนที่ดูสงบเสงี่ยมแต่ลึกและเด็ดขาด     ก็น่ากลัวพอที่ผมโดนขอเดินทางเข้าร่วมเข้าไปในรูปของคนในคณะบ้าง ในรูปของร่วมขบวนบ้าง กระทั่งโดนฝากของให้เข้าไปช่วยแจกให้ก็ยังมี  ซึ่งผมทำได้อย่างเดียวคือ การปฎิเสธ     
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3919


ความคิดเห็นที่ 616  เมื่อ 09 มี.ค. 16, 20:08

ผมเชื่อในการคิดดี ทำดี ทำงานให้แผ่นดิน ทำในสิ่งที่จะเกิดและจะเป็นประโยชน์แก่ทุกผู้คน ไม่เบียดบังประโยชน์เข้าตน    ซึ่งความคิดและความเชื่อของผมนี้เกิดขึ้นในขณะที่กำลังทำงานอยู่ที่จุดๆหนึ่งบนเส้นทางขึ้นเหนือสายเก่า (เส้นทางผ่านตัว อ.วังเจ้า จ.ตาก)

ก็มีพื้นที่บริเวณหนึ่งที่มีรั้วลวดหนามกั้น เป็นพื้นที่เนินเตี้ยๆ  ในฐานะที่เป็นนักสำรวจก็ต้องเข้าไปดูว่าอะไรเป็นอะไร  ถามชาวบ้านแถวนั้นเพื่อจะหาเจ้าของเพื่อจะขออนุญาตเข้าไป  ก็ได้ความว่า เข้าไปได้ ไม่เป็นไรหรอก แต่เป็นสถานที่ๆเฮี้ยนเอาทีเดียว   ผมก็เข้าไป สิ่งที่เจอก็คือเป็นเนินแร่แคลไซด์ทั้งเนินที่มีแร่เป็นผลึกใสสะอาด  เอาละซี หากเป็นลักษณะเช่นนี้ ดีไม่ดีอาจจะเป็นแหล่งแร่ฟอสเฟตที่สำคัญก็ได้ (เอามาทำเป็นธาตุตัวกลางของของปุ๋ย NPK สูตรต่างๆ)  ก็จำเป็นจะต้องใช้ฆ้อนต่อยกระเทาะหินเพื่อเอาตัวอย่างออกมาเพื่อส่องดูด้วย hand lense  ก็กล้าๆกลัวๆอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดก็คิดได้ดังที่ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ต้น แล้วก็ลงมือทำ   

กลับลงมาขับรถเข้าเมืองตาก เป็นช่วงเวลาประมาณบ่าย 4 โมงเย็น ก็ได้เห็นภาพที่ประทับใจมากๆ หนุ่มสาวคู่หนึ่งนั่งคู่กัน นั่งคุยกันอยู่บนเกวียนไปตามถนนที่ร่มรื่นไปด้วยร่มเงาของต้นสัก ...ขี่ควายขี่เก๋งก็เหมือนกัน มันก็พระจันทร์ดวงเดียว...

ทุกอย่างดูดี ราบรื่น สดสวย ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจากการไปต่อยหินที่เนินนั้น   แต่..ตั้งแต่นั้นมา ภายใต้ความเชื่อนั้น หน้าที่ความรับผิดชอบของผมก็คือการทำงานในพื้นที่ๆผู้คนต่างๆไม่ค่อยอยากจะเข้าไปสัมผัสด้วย   ผมก็ตัดสินใจถูกต้อง ก็รอด ก็คลาดกันไปในเรื่องที่อันตรายถึงชีวิตในทุกเรื่อง           
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3919


ความคิดเห็นที่ 617  เมื่อ 09 มี.ค. 16, 20:20

ทางเข้าห้วยขาแข้งจุดหนึ่งแถวที่เรียกว่าซับฟ้าผ่า ก็มีเรื่องที่ผมและคณะเกือบจะได้รับอันตรายถึงชีวิต   สำหรับผมนั้น มันเป็นเหตุการณ์ที่ผมเห็นว่ามันเป็นเหตุบังเอิญมากเกินไป น่าจะต้องมีเทพยดาฟ้าดิน เทพารักษ์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย   ครับ.. มันมีเรื่องที่เกิดอย่างต่อเนื่องภายในช่วงเวลาตั้งแต่บ่ายวันหนึ่ง ข้ามคืนไปถึงเช้าอีกวันหนึ่ง
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3919


ความคิดเห็นที่ 618  เมื่อ 10 มี.ค. 16, 18:31

หลังจากได้แปลความหมายจากภาพถ่ายทางอากาศมาเป็นข้อมูลทางธรณีฯ พร้อมๆไปกับการดูช่องทางและวางแผนการเดินสำรวจ ก็พบว่าช่องเขาที่สามารถเดินเข้าห้วยขาแข้งได้ไม่ยากนักแล้วยังจะให้ช้อมูลทางธรณีฯอย่างมากอีกด้วย ก็อยู่ในบริเวณที่ชาวบ้านเขาเรียกกันว่า ซับฟ้าผ่า

ด้วยประสบการณ์ที่พอมี เราก็รู้ว่าจะต้องว่าจ้างคนงานแบกหามกี่คน ก็มีการเตรียมการ นัดแนะว่าจะไปรับในวันใหน  ด้วยไม่รู้สภาพถนนหนทาง ก็เลยเลือกใช้รถ UNIMOG ซึ่งได้ทั้งการนั่งได้หลายคน ขนของได้มาก   มีพื้นท้องรถสูง ยางใหญ่ กำลังมาก ไม่ต้องกังวลเรื่องสภาพของทาง ไม่ว่าจะเป็นหล่มโคลน ร่องน้ำ ขอนไม้หรือตอไม้

ระหว่างทางเข้าไปก็จอดแวะรับคนงาน ผมลงเดินเข้าไปในสวนเพื่อไปบ้านพักของเขา ก็เกิดไปเตะเอาแขนงของรากไม้ที่โผล่เหนือดิน (เพราะใส่รองเท้าแตะฟองน้ำ)  เป็นแผลคล้ายถูกแมวข่วน   แผลเส้นเดียวเล็กๆที่ผิวหนัง สั้นน้อยกว่า 1 ซม ที่ด้านข้างของหัวแม่เท้า  จากนั้นก็เดินทางเข้าไปจนถึงจุดที่ตั้งใจจะเริ่มเดินเข้าห้วย ไปถึงเอาตอนบ่ายแก่ๆ ก็พบว่ามีบ้านยกพื้นสูง (ประมาณ 2+ ม.) อยู่หลังหนึ่ง พื้นที่รอบบ้านเรียบ เตียน สะอาด   มีต้นไม้อยู่ต้นหนึ่งอยู่ด้านหน้าบันใดขึ้นบ้าน พลขับเอารถจอดอยู่ใต้ต้นไม้นั้น 
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3919


ความคิดเห็นที่ 619  เมื่อ 10 มี.ค. 16, 19:27

พบว่ามีผู้ชายสองคนอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้ คุยไปคุยมาจึงได้รู้ว่าเป็น จนท.รักษาป่าประจำหน่วยซับฟ้าผ่านั่นเอง  ก็แบ่งปันวัตถุดิบทำอาหารให้ตามสมควร      นอนค้างคืนหนึ่งแบบง่ายๆด้วยผ้าใบ 3 ผืน ผืนหนึ่งทำหลังคา ผืนหนึ่งปูพื้นสำหรับนอน ผืนเล็กอีกผืนหนึ่งปูพื้นนั่งทำครัวและกินข้าว   กะว่าพรุ่งนี้เช้าก็จะเดินเข้าไปตามช่องเขาเข้าสู่ห้วยขาแข้ง

ตื่นเช้าขึ้นมา  ไอ้หยา หัวแม่เท้าบวมเป่ง แผลอักเสบ เจ็บร้าวไปทั้งเท้าเลย  แต่ก็ยังพอทนเดินสำรวจใกล้ๆรอบๆที่พักได้ กะว่ารุ่งอีกวันหนึ่งน่าจะบรรเทามากพอที่จะเดินทางไกลเข้าไปทำงานอยู่ในห้วยขาแข้งประมาณ 1 สัปดาห์ได้    แต่ก่อนที่จะออกเดินสำรวจรอบๆที่พัก ก็ได้ยินเสียงดังที่รถ ทุกคนหันไปดู ต่างก็นึกว่าเป็นกิ่งไม้ตกลงมาใส่รถ    อ้าว กลับกลายเป็นงูตัวขนาดประมาณแขน ยาวประมาณ 1 วา หล่นลงมาบนหลังคารถ แล้วเลื้อยตกลงพื้นดินไป

รุ่งขึ้นเช้าอีกวัน ทุกคนก็จะเตรียมเก็บสัมภาระเข้าห้วย  แต่ความเจ็บปวดที่เท้าผมกลับเพิ่มขึ้น บวมไปทั้งเท้า เล่นเอาต้องเดินแบบค่อยๆเขยกเลยทีเดียว   พอสายๆก็ได้รับข่าวว่า มีกลุ่มคนไทย 4-5 คนถูกยิงเสียชีวิตในช่องเขาที่ผมและคณะจะเดินเข้าไป ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่ผมและคณะได้แผนเอาไว้พอดี 

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าที่เจ้าทาง เทพยดาฟ้าดิน เทพาอารักษ์ทั้งหลายทั้งปวงประจำถิ่นนั้น คงจะได้ร่วมกันช่วยหยุดผมและคณะมิให้เคลื่อนที่เข้าไปอยู่ในพิกัดที่มีอันตรายถึงชีวิตเป็นแน่แท้

เรื่องนี้แหละครับ ที่ทำให้ผมเกิดความเชื่อและมั่นใจมากๆในการคิดดี ทำดี ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อแผ่นดิน ต่อส่วนรวม ไม่มุ่งหวังให้เกิดประโยชน์แห่งตน

สำหรับเรื่องเท้าของผมนั้น จากแผลขนาดแมวข่วน ก็ไปไกลถึงขนาดต้องไปรักษาที่โรงพยาบาล ฉีดยาสเตร็บฯอยู่หลายเข็ม รักษากันกว่าจะหายอีกหลายอาทิตย์ต่อมา   
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3919


ความคิดเห็นที่ 620  เมื่อ 10 มี.ค. 16, 19:47

เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์อันตรายที่รอดมาได้  ซึ่งนับแต่นั้นมา ผมก็ไม่มีโอกาสได้เข้าห้วยขาแข้งทางซับฟ้าผ่าอีกเลย

เป็นอันว่า ที่ผ่านมา ผมได้พบกับอันตรายในหลายรูปแบบพอสมควรแล้ว อาทิ การเฝ้าดู การติดตาม การขู่ การท้าดวล การเป็นเป้านิ่ง ฯลฯ   
บันทึกการเข้า
Anna
องคต
*****
ตอบ: 500


ความคิดเห็นที่ 621  เมื่อ 11 มี.ค. 16, 18:03

ดิฉันกำลังหนักใจเรื่องงาน แต่พออ่านกระทู้นี้ก็ช่วยให้ได้คิดว่าปัญหาของเรามันแค่จิ๊บๆ เทียบไม่ได้กับของอาจารย์ ที่ลำบากทั้งกายใจ แถมเสี่ยงตายอีกต่างหาก ขอบพระคุณมากค่ะที่กรุณาเล่าให้ฟัง


บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3919


ความคิดเห็นที่ 622  เมื่อ 11 มี.ค. 16, 19:05

เหตุการณ์ที่ซับฟ้าผ่านี้ ได้ยืนยันเรื่องที่มีชาวบ้านในห้วยขาแข้งที่ได้เข้ามาบอกผมว่าเข้าลึกเกินไปแล้ว ว่ามีกลุ่มคนของอีกอุดมการณ์เมืองหนึ่งกำลังทำงานอย่างจริงจังอยู่ในพื้นที่นี้

มิน่าเล่า ผมก็ว่าผู้คนในย่าน อ.บ้านไร่ จึงดูแปลกๆ ก็คือเป็นมิตรแต่เว้นระยะห่างมากๆของการคบหาสมาคม    ที่จริงก็ดูแปลกๆในทุกพื้นที่ๆอยู่ใกล้ตีนของเทือกเขาทางตะวันตกของเรา ตั้งแต่เขตของ จ.ตาก ลงเรื่อยไปจนถึงเขต จ.เพชรบุรี  

จะไม่ขยายความต่อและจะไม่ล่วงล้ำลึกเข้าไปในเรื่องทาง Geopolitics ที่มีเรื่องน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวนะครับ ที่เรารับรู้กันมานั้น ก็เฉพาะในเรื่องของการต่อสู้ทางอุดมการณ์เท่านั้น ซึ่งมันก็มีเรื่องหน้าฉากที่มีความสมเหตุสมผลของมัน    แต่หากย้อนไปพลิกตำราพิชัยสงครามของซุ่นวู มันก็มีอีกมุมมองหนึ่งที่มองได้ ซึ่งพอจะเห็นได้ว่า จุดประสงค์ที่ต้องการจะได้รับจริงๆนั้น มันมีซ่อนเร้นอยู่

ผมเคยเขียนแทรกไว้ในกระทู้ใหนก็จำไม่ได้แล้วว่า (หรือไม่เคย ??) ประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยขาตินั้น มันเกี่ยวพันกับเรื่องของทรัพยากร
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3919


ความคิดเห็นที่ 623  เมื่อ 11 มี.ค. 16, 19:37

ขอบคุณครับ คุณ Anna

ผมเพียงประสงค์จะได้ฉายภาพสภาพของสิ่งแวดล้อมและสภาพแวดล้อมในการทำงานเมื่อ 40 ปีก่อนโน้น ซึ่งคงจะมีคนจำนวนไม่มากนักที่ได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสกับชีวิตของชาวบ้านและคลุกคลีแบบถึงลูกถึงคนจริงๆ

   
บันทึกการเข้า
ninpaat
มัจฉานุ
**
ตอบ: 70


ความคิดเห็นที่ 624  เมื่อ 11 มี.ค. 16, 20:13

ผมขออนุญาตนำภาพตัวอย่าง รถ UNIMOG มาประกอบเรื่องท่านอาจารย์
ในแฟ้มกูเกิล มีภาพให้เลือกเยอะมาก แต่ผมชอบคันนี้มากที่สุด น่ะครับ



บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3919


ความคิดเห็นที่ 625  เมื่อ 13 มี.ค. 16, 18:12

ขอบคุณสำหรับภาพประกอบครับ

รุ่นที่ผมใช้นั้นมีหน้าตาและตัวเก๋งดังภาพ ต่างกันที่กระบะท้ายของรุ่นที่ผมใช้นั้นมีความยาวกว่า ยาวประมาณ 1.50 ม.  ผมเข้าใจว่ารถรุ่นนี้ใช้เครื่องดีเซลทั้งหมด ประหยัดน้ำมันมากกว่ารุ่นก่อนที่ใช้เครื่องเบนซินมากๆ 

UNIMOG มีเกียร์ดินหน้าปรกติ 6 เกียร์ ถอยหลัง 2 เกียร์ (ใช้คันเกียร์อีกคันหนึ่งปรับให้เดินหน้าหรือถอยหลังกับเกียร์ 1 หรือ 2) สามารถปรับให้ใช้งานขับเคลื่อน 4 ล้อแบบทั่วๆไป (4x4) หรือจะให้ขับเคลื่อนทั้ง 4 ล้อไปพร้อมกันทุกล้อ (AWD) ก็ได้    เป็นรถที่ใช้สปริงมิได้ใช้แหนบ จึงค่อนข้างจะโยกเยกกว่าปรกติ     
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3919


ความคิดเห็นที่ 626  เมื่อ 13 มี.ค. 16, 18:57

ครั้งหนึ่ง ผมขับรถ UNIMOG นี้แหละ ไปตามทางลากไม้เพื่อเข้า บ.ไก่เกียง ในห้วยขาแข้ง กำลังค่อยๆไต่ขึ้นเขาชัน  บะแหล่ว เจ้าช้างป่าก็โผล่หัวมา แล้วก็ออกมายืนเป็นขวางเป็นเจ้าถนน จะทำอย่างไรดีล่ะ พอดีสังเกตเห็นหัวอีกตัวหนึ่งกำลังจะโผล่ออกมา  เราก็ใจชื้นแล้วล่ะ แสดงว่าเจ้าตัวที่โผล่มายืนอยู่นั้นมิใช่เจ้าสีดอแน่ๆ เป็นช้างฝูงก็สบายใจหน่อย  อย่างน้อยก็จะน่าไม่มุทะลุดุดันฟาดหัวฟาดหางดังเช่นเจ้าสีดอ 

เจ้า UNIMOG นี้ ก็ดังที่เล่ามาว่ามันมีเกียร์เยอะ เขาออกแบบมาให้ค่อยๆคลานไปอย่างช้ามากๆได้   ผมก็เปลี่ยนจากเดิมที่ใช้เกียร์สองไปเป็นเกียร์หนึ่งให้คลานช้าลงไปกว่าเดิมอีก จะเบรคหยุดอยู่บนทางชันก็คงไม่สนุกนัก ด้วยรู้อยู่ว่าเบรคขณะถอยหลังของเจ้ารถคันนี้ไม่ค่อยจะดีนัก (เคยไหลเข้ารกเข้าพงข้างทางมาแล้วครั้งหนึ่ง)     ก็ด้วยกำลังและอัตราการทดเกียร์ของรถที่ดีเยี่ยม รถก็คลานขึ้นด้วยความเร็วพอๆกับการเดิน  ฝ่ายเจ้าช้างที่ว่ากำลังจะโผล่ออกมานั้นก็ผลุบหัวกลับเข้าไป เจ้าตัวที่ยืนอยู่บนถนนก็เดินกลับตามเข้าป่าไป    ก็ถิอว่าเป็นโชคดีครับ รอดมาได้   

ก็ยังนึกอยู่ว่า หากช้างมันวิ่งเข้าใส่ เราจะทำอย่างไรดี เบรครถเราไม่ดีพอที่จะดันสู้ที่มันดุนชนได้  จะลงวิ่งหนี แค่เปิดประตูโดดลงรถที่สูง กว่าจะตั้งตัววิ่งได้ ก็คงไม่ทันที่มันจะเข้าถึงตัวเรา  หากมันดันรถเราก็คงถอยกลิ้งตกใหล่เขาพลิกไปมาอยู่หลายรอบ       
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3919


ความคิดเห็นที่ 627  เมื่อ 13 มี.ค. 16, 19:46

ต่อครับ

เข้าซับฟ้าผ่าไม่ได้ ก็ย้ายไปเข้าทางห้วยทับเสลา  เส้นทางนี้ต้องเดินกันเต็มเหยียดเต็มวันเลยทีเดียว เพิ่มความเหนื่อยด้วยการต้องลัดข้ามเขาหนึ่งลูก เรียกกันว่า สี่กั๊ก   แบกของสะพายหลังทั้งอาหาร เครื่องนอน และเสื้อผ้า เหนื่อยล้าอย่าได้บอกใครเลยครับ   

การเดินเข้าไปทำงานในลักษณะนี้ หากจะเข้าไปอยู่ทำงานประมาณหนึ่งสัปดาห์กว่าๆ แบบไม่โหดและไม่เบียดเบียนธรรมชาติมากนัก  ก็จะใช้คนทั้งทีมประมาณ 8 คน โดยทุกคนจะต้องช่วยกันแบกสิ่งของ นอกจากของส่วนตัวแล้วก็มีของกลางที่ใช้ร่วมกัน   ซึ่งสำหรับงานของผมนั้น ขาเข้าไปก็หนักอยู่แล้ว แต่ขากลับออกมานั้น อาจจะหนักกว่าขาเข้าก็ได้ เพราะว่าต้องเก็บตัวอย่างหินออกมาด้วย เอามาศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมที่สำนักงานในกรุงเทพฯ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกเก็บมามากน้อยเพียงใด แต่ละก้อนโดยประมาณก็ประมาณกำปั้นมือ

ลองประมาณน้ำหนักของหินดูนะครับ แท่งหินตันขนาด 1 ลบ.ม. จะมีน้ำหนักประมาณ 2.5 ตัน    ก้อนหินปริมาตร 1 ลบ.ม.ของหินก้อนขนาดประมาณครึ่งกำปั้นมือจะมีน้ำหนักประมาณ 1.5 ตัน  ผมไม่บ้าเก็บในปริมาณมากเท่านั้นหรอกครับ อ่านข้อมูลให้ได้มากที่สุดในสนาม แล้วก็เลือกเก็บตัวอย่างเฉพาะก้อนที่มันน่าจะเล่าเรื่องราวได้มากที่สุด ตั้งแต่มันเกิดที่ใหน มันมาจบอยู่ที่นี่ได้อย่างไร มันเดินทางไปในที่ใดๆในสภาพแวดล้อมและสิ่งแวดล้อมอย่างไรมาบ้างตลอดอายุของมัน และมันควรจะมีอายุเท่าใด เป็นต้น     
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3919


ความคิดเห็นที่ 628  เมื่อ 13 มี.ค. 16, 20:06

ไปถึงริมห้วยขาแข้ง หาที่เหมาะๆได้ก็กางเต็นท์ผ้าใบสองผืน ทำหลังคาผืนนึง ปูนั่งนอนผืนนึง

แถวนี้ไม่มีจุดน้ำลึก  เป็นห้วยน้ำไหลผ่านกรวดหินธรรมดาๆ ไม่มีวังน้ำให้ปลาตัวขนาดเขื่องๆอยู่  มีแต่ปลาตัวเล็กตัวน้อยต่างๆ   มีปูตัวเล็กๆ มีปลากั้งซ่อนอยู่ตามหลืบก้อนหิน  ไม่ได้ยินเสียงกบเสียงเขียดเลย ไม่เหมือนกับป่าของทางภาคเหนือ   ลักษณะพื้นที่เป็นหุบกว้าง รู้สึกสัมผัสได้กับความความเป็นพื้นที่โล่ง อากาศถ่ายเทดี ไม่รู้สึกอับชื้น   
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3919


ความคิดเห็นที่ 629  เมื่อ 13 มี.ค. 16, 21:08

ก็ตามประสาคนเดินป่าครับ  มาถึงเอาเย็น พวกหนึ่งก็ช่วยกันตั้งแคมป์ จัดที่นอน เตรียมทำครัว อีกพวกหนึ่งก็ออกไปช่วย หาขอนไม้แห้งและกิ่งไม้แห้งเพื่อเอามาจุดไป   รีบหุงหาอาหารและกินก่อนที่จะมองไม่เห็นอะไร   

เดินแบบนี้ไม่เอาตะเกียงมาด้วยครับ ตะเกียงรั้วนั้นไม่มีคำว่าไม่รั่วไม่ซึม น้ำมันก๊าดที่ใช้จุดตะเกียงนั้นไม่ว่าจะไปสัมผัสกับสิ่งใด กลิ่นของมันก็จะฝังตัวติดแน่นอยู่กับสิ่งนั้น  ...เรื่องสำคัญที่สุดที่จะต้องไม่ลืมเลย คือ น้ำมันก็าดกับข้าวสารต้องแยกห่างจากกันโดยเด็ดขาด  อื่นใดก็ยังพอหาของป่าทดแทนได้ แต่ข้าวนั้นหาจากป่าทดแทนไม่ได้เลย

กินข้างเสร็จก็นั่งคุยกันถึงเรื่องที่ได้พบมาในระหว่างเดินมาทั้งวัน ถกความเห็นต่างๆ ประเมินสถานการณ์ที่ผ่านมาและคิดว่าจะต้องทำอะไรและอย่างไรในวันต่อๆไป ฯลฯ

พอตกค่ำมืด ความสว่างก็ได้จากกองไฟนั่นแหละ ตกดึกสงัดก็ได้ความสว่างสลัวๆจากไฟที่คุติดอยู่ที่ขอนไม้ พอเข้าตีสองตีสาม น้ำค้างก็แรงขึ้น ไฟที่ขอนไม้ก็จะมอดไปหรือเกือบดับ  ทุกคนก็จะกระสับกระส่าย นอนพลิกตัวไปมาเพราะไออุ่นจากไฟที่ขอนไม้หายไป ก็จะมีคนทนไม่ได้ ลุกขึ้นมาจุดไฟให้โชนใหม่  ก็จะมีคนที่ตื่นแล้วแต่ไม่ลุกขึ้น นอนต่อแต่ไม่หลับ  มีคนที่ตื่นแล้วตื่นเลย  แล้วก็มีคนขี้เซาหลับคุดคู้โลดจนฟ้าแจ้ง
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 40 41 [42] 43 44 ... 49
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.093 วินาที กับ 19 คำสั่ง