เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 37 38 [39] 40 41 ... 49
  พิมพ์  
อ่าน: 44386 ห้วยขาแข้ง เมื่อ '14 '15
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4341


ความคิดเห็นที่ 570  เมื่อ 24 ก.พ. 16, 18:43

ด้วยที่ผมเคยทำงานในพื้นที่ในเขตภาคเหนือต่อเนื่องมาทางเขต จ.ตาก ลงมาถึงเขตของ จ.กาญจนบุรี ที่กำลังเล่าเรื่องอยู่นี้ ก็ทำให้พอรู้ความต่างของภาษากะเหรี่ยงที่ใช้กัน ซึ่งคนกะเหรี่ยงเองต่างก็เรียกพวกที่ไม่อยู่ในพื้นที่ของตนว่าเป็นพวกกะหร่าง ผมเองแยกเรียกคนกะเหรี่ยงออกเป็นสองพวก คือ พวกแลซือล่อ อยู่เหนือแม่สอดขึ้นไป กับ พวกลิคือแล่ อยู่ใต้แม่สอดลงมา (แปลว่า ไปใหนมา)  แต่บางทีก็ถามเขาว่าเป็นพวก พาดู๊ หรือ พวกพาโด๊ะ (แปลว่า ใหญ่)

ค่ำวันหนึ่งก็ได้ตั้งวงนั่งกินเหล้าที่บ้านหลังหนึ่งร่วมกับฝรั่งสองคน (สามี-ภรรยา) และกะเหรี่ยงเจ้าของบ้าน  ฝรั่งสองคนนี้มาเข้ามาทำการศึกษาวิจัย โดยฝังตัวอยู่กับชาวบ้านมานานพอที่จะพูดภาษากะเหรี่ยงได้ จำได้ว่ามาจาก สวีเดน   คุยไปคุยมาจึงได้รู้ว่า กะเหรี่ยงนั้นมีอยู่ 4 พวก คือพวกกะโพร่ว ก็คือพวกลิคือแล่ (หรือกะเหรี่ยงน้ำ ควาญช้างของผมว่าอย่างนั้น) พวกปากะญอ ก็คือพวกแลซือล่อ (หรือพวกกะเหรี่ยงดอย) และอีก 2 พวก ผมจำชื่อไม่ได้ (ซึ่งเป็นพวกที่อยู่ในเขตประเทศพม่า) 
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4341


ความคิดเห็นที่ 571  เมื่อ 24 ก.พ. 16, 19:22

ผมมีข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับชุมชนชาวกะเหรี่ยงซึ่งพอจะกล่าวถึงได้ ดังนี้

ชุมชนกะเหรี่ยงที่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ (บ.เกริงไกร) ที่อยู่ลึกเลยเข้าไปไกลกว่าบ้านไก่เกียง จะเป็นบ้านไม้ไผ่ยกพื้นไม่สูง (ประมาณ 1 ม.)  ต่างจากหมู่บ้านไก่เกียงที่เป็นชุมชนค่อนข้างใหญ่ ซึ่งจะเป็นบ้านยกพื้นสูง (ประมาณ 2 ม.) ใช้เสาไม้จริง ส่วนประกอบอื่นๆของบ้านใช้ไม้ไผ่ 

หลังคาของบ้านทั้งสองลักษณะมุงด้วยตับหญ้าคา    บนบ้านจะมีการกั้นเป็นห้อง 1 ห้อง  บางบ้านก็ใช้เป็นห้องนอน บางบ้านก็ใช้เป็นห้องเก็บของ  ทุกบ้านมีพื้นที่สำหรับก่อไฟทำอาหารอยู่ใต้หลังคา  ส่วนที่จะก่อไปทำอาหารจะกั้นเป็นคอกสี่เหลี่ยมเล็กๆรองพื้นด้วยขี้เถ้าเก่า  บนบ้านแต่ละหลังจะมีพื้นที่เปิดโล่งเป็นลานสำหรับใช้เตรียมอาหาร ล้างเครื่องใช้ ฯลฯ

เกือบจะทุกบ้านจะมีการเลี้ยงหมู (ในคอก) และไก่ (ปล่อย)  บางหมู่บ้านที่บ้านเพียง 2-3 หลัง ก็จะเลี้ยงหมูและไก่แบบปล่อย   ซึ่งผมไม่เคยเห็น (ในทุกพื้นที่และในทุกภาค) หมูที่เขาเลี้ยงกันนั้นมีตัวใหญ่เกินกว่าขนาดประมาณสุนัขไทยตัวอ้วนๆ  (คงมีการเสียผีกันบ่อยไปหน่อยกระมัง  ยิงฟันยิ้ม)   
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4341


ความคิดเห็นที่ 572  เมื่อ 24 ก.พ. 16, 19:52

ก็คงพอจะฉายภาพให้เห็นพอในเบื้องต้นได้ว่า 
   - พื้นที่ป่าเปิดใหม่ที่เข้าไปตั้งบ้านเรือนกันใหม่นั้น มีลักษณะบ้านอยู่แบบชั่วคราว ไม่มีลานบ้านที่เตียนขาวเห็นแต่ผิวดิน แต่เป็นเตียนแบบต้นไม้เตียน (ยังคงมีวัชพืชคลุมอยู่เป็นหย่อมๆ)
   - ชาวบ้านป่าที่รุกลึกเข้าไปในป่า มิได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการดำรงชีพด้วยการเป็นพรานล่าสัตว์   
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4341


ความคิดเห็นที่ 573  เมื่อ 25 ก.พ. 16, 19:13

คงมีความเห็นแย้งว่า จะเป็นการอยู่แบบชั่วคราว และ ไม่ดำรงชีพด้วยการเป็นพรานล่าสัตว์  เป็นไปได้อย่างไร   

คงจะต้องให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เท่าที่ผมได้คลุกคลีกับคนและสังคมของกะเหรี่ยงมา  กะเหรี่ยงนิยมที่จะตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้ห้วยที่มีน้ำไหล ในบริเวณที่เรียกว่าตะพักลำน้ำ (river terrace) ซึ่งจะเป็นที่ราบ  ไม่นิยมใช้พื้นที่ๆมีความลาดชันมากๆในการทำไร่เหมือนดังพวกม้ง อีก้อ และอื่นๆ..   การถากถางพื้นที่ทำไร่ก็มักจะจำกัดอยู่แต่เฉพาะบริเวณที่เป็นชัฎป่าไผ่ โดยเฉพาะที่เป็นป่าไผ่หนาม  แต่ละครอบครัวจะถือครองพื้นที่ๆถากถางเท่าที่เคยถือครองมา เกือบจะไม่มีการถากถางขยายพื้นที่เพิ่มเติม  พื้นที่ๆถูกถากถางใหม่มักจะเป็นของครอบครัวที่ตั้งใหม่ หรือพวกที่ย้ายมาจากที่อื่น     

ขยายความเพิ่มเติม...  ในเรื่องที่กล่าวถึงนี้ ขอจำแนกพื้นที่ตะพักลำน้ำนี้ออกเป็น 2 ลักษณะ คือ แบบที่เป็นตะพักเก่า (high terrace) ซึ่งตะพักเก่านี้จะเป็นที่ค่อนข้างราบที่มีระดับสูงกว่าตะพักในปัจจุบัน ง่ายๆก็คือ น้ำป่าไม่ไหลหลากท่วมอีกแล้ว  ตะพักเก่านี้ค่อนข้างจะมีผิวดินที่ปกปิดอยู่เป็นสภาพกรด สภาพเดิมเป็นป่าโปร่ง (ป่าแดง)     และอีกแบบที่เป็นตะพักใหม่ หรือตะพักในปัจจุบัน (low terrace) ง่ายๆก็คือ มีน้ำป่าไหลบ่าท่วมถึงเป็นครั้งคราว สภาพดินค่อนข้างจะเป็นกลาง (หรือ+/- เล็กน้อย) สภาพเดิมเป็นป่าที่มีไม้พื้นล่างหนาแน่น   
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4341


ความคิดเห็นที่ 574  เมื่อ 25 ก.พ. 16, 19:39

ที่เล่ามาจะเห็นว่า การทำไร่เลื่อนลอยในหมู่คนกะเหรี่ยงนั้นเกือบจะไม่มีเลย จะเหมาเอาว่าเขาถางป่าจนเตียนไปหมดก็คงไม่ใช่   จะว่าไปแล้ว ป่าที่กะเหรี่ยงถางนั้น หากดูตามโครงการปลูกป่าของทางราชการ เขาก็ว่าเป็นสภาพของป่าเสื่อมโทรม พื้นที่ปลูกป่าเท่าที่เคยเห็นมาหลายแห่งก็เริ่มจากการถางป่าไผ่ให้เตียน แล้วปลูกไม้(ยืนต้น)เศรษฐกิจแทนนี้แหละ   เท่าที่ได้สัมผัสมา กะเหรี่ยงไม่มีเรื่องของการค้าการลงทุนและเรื่องกำไรอยู่ในความคิดเอาเลย  เราจึงไม่เห็นเขาหัวโล้นในพื้นที่ๆมีกะเหรี่ยงอาศัยอยู่

กะเหรี่ยงที่เป็นกะโพร่วก็เป็นอย่างที่เล่ามา ส่วนที่เป็นปากะญอ(หรือพวกยาง ซึ่งยังแบ่งออกเป็นยางแดงและยางขาวอีก) ซึ่งอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือนั้น ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4341


ความคิดเห็นที่ 575  เมื่อ 25 ก.พ. 16, 20:07

แล้วทำมาหากินอะไรกัน

ขอต่อในวันพรุ่งนี้นะครับ
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4341


ความคิดเห็นที่ 576  เมื่อ 26 ก.พ. 16, 19:10

วิถีชีวิตและการทำมาหากินที่จะกล่าวถึงนี้ เป็นของพวกกะโพร่ว(หรือกะเหรี่ยงน้ำ)นะครับ

บริเวณที่อยู่อาศัยและชื่อเรียกก็บ่งบอกแล้วว่า เป็นพวกที่อยู่ในหุบเขาที่มีห้วยน้ำไหลรินตลอดปี  ก็คืออาศัยอยู่ในเส้นทางที่คนชาวป่าดงทั้งหลายใช้ในการเชื่อมต่อกันทั้งด้านการคมนาคม เศรษฐกิจ และสังคม  เส้นทางในหุบห้วยนี้จึงมักจะไม่ใช่ทางผ่านของของต้องห้ามทั้งหลาย  (การเคลื่อนไหวของบรรดาของต้องห้ามทั้งหลายจะนิยมใช้เส้นทางตามสันเขา/สันดอย)   กะเหรี่ยงพวกนี้จึงเกือบจะไม่มีอาชีพอยู่ในวงจรของๆต้องห้ามใดๆ   

การทำมาหากินของเขาจริงๆก็คือ การการรับจ้าง อาทิ แบกของ นำทาง ลากไม้ ต่างของโดยใช้ม้าและช้าง (ม้าต่าง ช้างต่าง) รวมทั้งการเข้ามาเป็นลูกจ้างในเขตชุมชนเมือง เป็นต้น   และการทำให้ตัวเองให้อยู่ในสถานะ self sufficient ในเรื่องของอาหาร ซึ่งก็คือการทำสวน ทำไร่ และเลี้ยงสัตว์ตามกำลังความสามารถของตน    ครับ..เราจึงพบเห็นคนกะเหรี่ยงทั้งในป่าและในเขตชุมชนเมืองมากกว่าชาวเขาชาติพันธุ์อื่นๆ   
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4341


ความคิดเห็นที่ 577  เมื่อ 26 ก.พ. 16, 19:45

เท่าที่คุ้นเคยมา กะเหรี่ยงเกือบจะทั้งหมดไม่นิยมล่าสัตว์ใหญ่ จะว่าไปแล้วก็อาจจะกล่าวได้ว่าไม่นิยมกินเนื้อสัตว์ใหญ่เกินกว่าเก้ง  แม้กระทั่งเก้งเองก็ยังไม่นิยมออกไปตามล่า จะด้วยว่าไม่มีอาวุธที่เหมาะสมก็ไม่ใช่ เพราะก็มีปืนแก๊บกันเหมือนกัน แต่ก็มิใช่เรื่องที่ทุกคึรัวเรือนจะต้องขวนขวายว่าจะต้องมีให้ได้ (คือไม่ใช่เรื่องของ It's a must) 

สัตว์ที่ตั้งใจจะออกล่ากันจริงๆก็จะเป็นพวกสัตว์ขนาดเล็ก ก็ดังที่ได้เล่าผ่านมา ก็มีอาทิ เม่นใหญ่ (ขนกลม) ชะบา(เม่นหางพวง ขนแบน) อีเห็นบางชนิด(เห็นอ้ม) ไก่ป่า ตุ่น อ้น เป็นต้น     ครับ...ไม่มีกวาง หมูป่า (น้อยมาก) ตะกวด กระทิง ช้าง นกขนาดใหญ่ ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น    หรืออีกนัยหนึ่ง คือมุ่งจับเฉพาะพวกที่สามารถใช้กับดักได้   
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4341


ความคิดเห็นที่ 578  เมื่อ 26 ก.พ. 16, 20:00

อาหารประจำวันจริงๆก็คือพวกพืชผักป่าและสัตว์เล็กๆในห้วยที่หาได้ในแต่ละวัน อาทิ ผักกูด หน่อไม้  ปูห้วยตัวเล็กๆ ปลาตัวเล็ก และปลาที่ฟันได้ในตอนกลางคืน.....   
แล้วก็มีที่เอามาดอง เช่น ยอดต้นกุ่มดอง (อร่อยเหลือหลายจริงๆ บางตลาดในกรุงเทพฯก็พอมีขาย ส่วนมากมาจากแถวลพบุรี) มะเขือเปราะดอง และรวมทั้งผักหลายอย่างที่เหลือจากการกิน (ก็เพียงเอาลงใส่ภาชนะที่ใช้ดองที่มีทั้งแบบใช้น้ำเกลือและใช้น้ำมะพร้าว)

น้ำพริกผัก คือเมนูหลักของอาหารทุกๆมื้อครับ 
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4341


ความคิดเห็นที่ 579  เมื่อ 27 ก.พ. 16, 18:32

ด้วยวิถีการดำรงชีพที่ค่อนข้างง่าย อาศัยอยู่ในพื้นที่ๆมีธรรมชาติค่อนข้างจะสมบูรณ์ กะเหรี่ยงน้ำจึงเป็นพวกที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีการแข่งขันน้อยกว่าชาติพันธุ์อื่นๆ ยังผลให้เป็นคนที่มีความซื่อมากกว่าที่จะเป็นพวกที่มีเหลี่ยมคู  ซึ่งส่งผลให้ถูกชักชวนทำอะไรๆได้ง่าย ดังตัวอย่างที่จะขยายความดังนี้ครับ

กะเหรี่ยงเล่าให้ผมฟังเมื่อผมถามว่าไปสูบฝิ่นได้อย่างไร   (...ฝิ่นมีการปลูกโดยชนกลุ่มน้อยในเขตพม่าตามตะเข็บชายแดนทางภาคเหนือของไทย มันไม่ง่ายนักที่จะทำให้เกือบทุกคนในห้วยขาแข้งสูบ _ตั้งแต่ อ.บ้านไร่ อุทัยธานี ลงมาจนถึงปากลำ_ หากว่ามันไม่มีอุปทานที่มากพอ...)     

เมื่อมีการอพยพหนีภัยของชาติพันธุ์อื่นเข้ามาในพื้นที่ พวกอพยพก็อาศัยพวกกะเหรี่ยงให้ช่วย โดยจ้างเป็นแรงงานให้หักร้างถางพง เพื่อปลูกข้าวไร่และปลูกพืชที่มีผลผลิตที่สามารถนำไปขายได้  (ครับ...ส่วนหนึ่งของเขาหัวโล้นและความเตียนของพื้นที่ทางใต้ของ อ.แม่สอด ก็มีส่วนมาจากแรงงานของกะเหรี่ยงนี่เอง)    พอพักกินอาหารกลางวัน นายจ้างซึ่งสูบฝิ่นก็ชวนลูกจ้างให้ลอง คะยั้นคะยอให้ร่วมวง ว่าเป็นยาช่วยแก้เมื่อยแก้ปวด แรกๆก็จ่ายเป็นเงินค่าแรง+สูบฝิ่นฟรี   ต่อมาพอเริ่มติด ก็กลายเป็นว่าหักค่าแรงส่วนหนึ่งเป็นค่าฝิ่น  พอเริ่มติดฝิ่นได้ที่แล้วก็ให้ค่าแรงเป็นฝิ่น สุดท้ายก็ต้องทำงานแลกยาฝิ่น และในที่สุดก็เอาที่ทำกินของตนไปขายหรือแลกกับยาฝิ่น   
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4341


ความคิดเห็นที่ 580  เมื่อ 27 ก.พ. 16, 18:49

ก็คงจะมีความสงสัยว่า ติดแล้ว ไม่มีเงินไปซื้อ แล้วทำอย่างไรกัน   ที่เขาใช้ประทังอาการก็คือ ทันใจ ซองละ 25 สตางค์  และที่ว่าลงแดงตายนั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากทันใจนี้แหละ ที่กรอกใส่ปากเช้า-เย็นตอนท้องว่าง กระเพาะทะลุตายกันเป็นแถว

น่าจะให้ภาพได้พอสมควรแล้ว  จะไม่สาธยายต่อไปในเรื่องราวและลงรายละเอียดนะครับ คงจะไม่เหมาะสมอย่างยิ่งในเวทีสาธารณะนี้ 
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4341


ความคิดเห็นที่ 581  เมื่อ 27 ก.พ. 16, 19:19

แล้วภาพที่เล่ามามันก็มาถึงตัวผม 

วันหนึ่ง ขณะจะออกสำรวจเพื่อเก็บตกรายละเอียด ก็มีกะเหรี่ยงคนหนึ่งเดินเข้ามาหาผม ขอแบ่งปันฝิ่น (คงอยากเต็มที)  ผมก็บอกว่าไม่มี เขาไม่เชื่อ ตื้ออย่างเดียว ผมก็ยืนยันว่าไม่มี  ในที่สุดเขาก็ไป แต่ก็ทิ้งท้ายในทำนองว่าให้ระวังตัวให้ดีในขณะที่ยังทำงานอยู่ในป่าแถบนี้  ไม่สนุกเสียแล้วละครับ 

บังเอิญว่าเป็นช่วงก่อนที่จะต้องย้ายไปทำงานโดยใช้ทางเข้าในเขต จ.อุทัยธานี  การทำงานของผมจึงทำในลักษณะการตั้ง base camp แล้วเดินออกไปเก็บตกข้อมูลต่างๆ  (อันที่จริงก็มีเหตุสำคัญอื่นให้ต้องย้าย เดี๋ยวค่อยว่ากันครับ)   เจ้าของบ้านที่ปากลำบอกผมว่า คนที่มาขอแบ่งฝิ่นจากผมนี้ร้ายกาจพอควร  ควรจะต้องระวังตัวให้มากที่สุด ซึ่งเขาก็ไม่สะทกสะท้านและพร้อมที่จะเดินไปกับผมในทุกที่   

ความมาแตกในไม่นานต่อมาว่า เขาเป็นอดีตตำรวจ ผมก็เลยถึงบางอ้อว่า มิน่าเล่าเขาถึงพร้อมจะมาเดินร่วมกับคณะของผมและทำหน้าที่เป็นคนนำทางเข้าไปในทุกที่  หลายพื้นที่ๆผมเข้าเขาก็ไม่เคยเข้าไปถึง ก็ได้ผมและคณะเป็นเพื่อนในการเข้าไปรู้จักพื้นที่ของเขา  ผมคิดว่าโดยพื้นแล้ว เขาเป็นสายมากกว่า
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4341


ความคิดเห็นที่ 582  เมื่อ 27 ก.พ. 16, 19:52

ครับ... ตั้งแต่นั้น คณะเดินสำรวจของผมซึ่งจัดเป็นคณะเล็ก ก็จะมีกัน 3 คน เขาเดินนำหน้าสะพายปืนลูกกรด ผมเดินกลาง ห้อยปืนสั้น .38 ติดเอว ผู้ช่วยของผมเดินปิดท้าย สะพายปืนลูกซองแฝด   ผมก็เดินไปในทุกเส้นทางที่ผมอยากจะไป ไม่บอกผู้ใดล่วงหน้าว่าจะไปที่ใหน แต่ก็รู้ข่าวตลอดมาว่าคลาดกันไปมาตลอด 

หากจะว่าผมบ้าไปหรือเปล่าที่ยังเสี่ยงเดินทำงานอยู่ได้  ไม่หรอกครับ หูตาของผมก็สับปะรดเหมือนกัน  อยู่ในสถานะการณ์เช่นนั้น จะเลือกเป็นแมวหรือจะเลือกเป็นเสือ  หรือจะเลือกตอบสนองแบบ defensive หรือ เลือกแบบ offensive
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4341


ความคิดเห็นที่ 583  เมื่อ 28 ก.พ. 16, 18:03

ไม่นานต่อมา เรื่องราวก็เข้มข้นขึ้น  พวกคนที่มาท้าผมยิงกันก็แตกคอกัน มีการยิงขู่กัน (นัยว่าเป็นเรื่องผลประโยชน์เกี่ยวกับจุดที่พบแร่ ที่มโนว่าจะเป็นเหมืองแร่ต่อไป) เรื่องว่าเห็นต่างในการนำเสนอนายทุนว่าจะเป็นผู้ใด  ถัดจากวันทียิงขู่กันได้วันเดียว ผมก็เห็นเพื่อนร่วมอาชีพเดินตัวเปล่ามา ก็ถามว่ามาทำอะไร จะไปใหน  เขาก็ว่าจะไปพบคนที่จะพาไปดูจุดที่พบแร่ ผมเลยบอกให้เขาหันหลังกลับไปเลย ให้เพื่อนนอนกับผมคืนหนึ่งแล้วช่วยจัดการส่งตัวกลับไปเลย    ส่วนผมก็อยู่ทำงานต่อไป     รู้สึกเสี่ยงนิดหน่อยที่ผมกระทำแบบนั้น แต่ก็เชื่อว่าไม่ควรจะมีผลอะไรตามมาเนื่องจากทุกคนในพื้นที่นั้นรู้แบบกระจ่างชัดแล้วว่าผมมาทำงานอะไร เป็นเรื่องของแผ่นดินอย่างเดียวล้วนๆ ไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของผู้ใดทั้งสิ้น  ที่สำคัญก็คือได้ช่วยไม่ให้เพื่อนได้รับอันตรายร้ายแรงที่อาจถึงกับชีวิต   
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4341


ความคิดเห็นที่ 584  เมื่อ 28 ก.พ. 16, 18:34

หลังจากนั้น ผมก็จัดการเดินสำรวจแบบคณะใหญ่พร้อมช้างขนสัมภาระ 2 ตัว เดินสำรวจแบบเจาะลึกขึ้นไปตามห้วยขาแข้งให้ได้ไกลที่สุด กะว่าจะประมาณ 7 วัน ตามสภาพสะเบียงที่พอมีเหลืออยู่ในขณะนั้น

ไปได้ 3 คืนเท่านั้นเอง ตกเย็นของวันที่สาม ก็มีกะเหรี่ยงเข้ามาพบแล้วบอกว่า เขาสั่งให้มาบอกว่า เข้ามาลึกมากพอแล้ว ให้กลับออกไป กลัวว่าจะได้รับอันตราย

เขาคือใคร ??

ซักถามคนที่เอาข่าวมาบอกอยู่พักหนึ่ง แบบไม่ค่อยอยากจะสนทนาด้วย  ก็ได้ความว่ามีคนมาบอกเขาให้ช่วยมาบอกต่ออีกทีหนึ่ง   คราวนี้ก็เดาได้แล้วว่า เขานั้นเป็นใคร

ลุกจ้างในคณะของผมทั้งหมดถอดใจ บอกว่าพอแล้ว เชื่อเขาเถอะ หันหลังกลับดีกว่า    ผมก็เลยตั้งยกคณะเดินทางกลับ  ไปหาทางเข้าห้วยขาแข้งส่วนที่ยังไม่ได้สำรวจ ใช้เส้นทางใหม่จะดีกว่า
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 37 38 [39] 40 41 ... 49
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.123 วินาที กับ 19 คำสั่ง