เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 35 36 [37] 38 39 ... 49
  พิมพ์  
อ่าน: 43078 ห้วยขาแข้ง เมื่อ '14 '15
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3674


ความคิดเห็นที่ 540  เมื่อ 16 ก.พ. 16, 19:17

เอายอดมะกอกและใบอ่อน ขนาดกำปริมาณประมาณขวดน้ำ ล้างน้ำ สะบัดพอแห้ง แล้วเอามาแผ่ย่างบนไฟแรงๆ พลิกไปพลิกมาจนใบมะกอกสยบพอควร    รูดเอาใบมะกอกออกมารวมเป็นปั้นแล้วใช้มีดซอยพอละเอียด (ขนาดประมาณครึ่ง ซม.)   เอาแย้ที่ต้มสุกแล้วมากก (ตัด)หัวทิ้งไป กกเล็บทิ้งไป ที่เหลือก็เอามาลาบ (สับให้ละเอียดจนคล้ายหมูบะช่อสับแบบหยาบ)

ได้เวลาแล้วก็เอากะละมังทำกับข้าวมา เอาใบมะกอกที่ซอยแล้วใส่ลงไป ใช้มือโหย่งให้มันหลุดแยกออกจากกัน ไม่เป็นก้อนๆ เอาเนื้อแย้สับใส่ลงไปคลุกเคล้า พอดูเข้ากันดีแล้วก็เอาเครื่องชูรสที่ตำไว้นั้นใส่งลงไป คลุกให้ทั่วพร้อมไปกับการบีบคั้นเสมือนหนึ่งการคั้นกะทิ น้ำจากใบมะกอกที่ออกรสเปรี้ยว ฝาด (แฝงไว้ด้วยความหวานชุ่มคอ) ก็จะออกมาผสม   ลองชิมรสดู ปรกติก็ไม่ต้องเติมอะไรอีกแล้ว แต่หากต้องการก็เพียงเติมน้ำปลาและพริกป่นให้ได้รสแซบตามที่ต้องการ   
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3674


ความคิดเห็นที่ 541  เมื่อ 16 ก.พ. 16, 19:42

ในปัจจุบันนี้ ผมก็ยังเมนูนี้ทานอยู่นะครับ  แต่ได้แปลงวิธีการทำออกไปให้ง่ายขึ้น  เป็นเมนูแบบ "แสร้งว่าแย้ยำยอดมะกอก"

เมนูนี้จะทำได้เมื่อใดก็ตามที่เห็นมียอดมะกอกอ่อนออกมาขายอยู่ในตลาด     ลองดูครับ ง่ายมาก แถมอร่อยด้วย    จะใช้เป็นเมนูทานเล่น หรือใช้แกล้มเหล้าแกล้มเบียร์ หรือใช้ทานกับข้าวร้อนๆก็ได้ทั้งนั้น

เอาแบบง่ายๆสุดๆ ไม่ต้องใช้ฝีมือใดๆเลยนะครับ    ยอดมะกอกที่ได้มานั้นก็ทำอย่างที่เล่ามา แต่โดยใช้เตาแกสทำให้มันสยบแทนการใช้เตาอั้งโล่   สำหรับหอมแดงนั้น เพิ่มอีกสักหัวสองหัว ปอกเปลือกแล้วซอยบางๆเลย (ทำเหมือนซอยใส่ในถ้วยน้ำปลาที่ใช้จิ้มอาหาร)  กระเทียมไม่ต้องใช้ ยกเลิกไป   พริกแห้งก็ใช้พริกขี้หนูสดแทนตามความเผ็ดที่ต้องการ จะซอยก็ได้หรือจะสับให้ละเอียดก็ได้ทั้งนั้น  กะปิ ไม่ต้องใช้ ยกเลิกไป  สำหรับเนื้อนั้น ใช้คอหมูย่างที่มีขายอยู่ตามหน้าปั้มหรือตามรถเข็นขายไก่ย่างส้มตำ จะใช้ปริมาณมากน้อยเพียงใดก็แล้วแต่จะชอบ  เท่านั้นเอง

เอาทั้งหมดมาขยำดังที่เล่ามาโดยใช้น้ำปลาดีที่มีกลิ่นหอมๆปรุงรสตามชอบ  เท่านี้เองครับ
   
ใส่ปากเคี้ยวแล้วลองย้ำเหมือนกับการกินเมี่ยงคำ  ก็จะได้อรรถรสที่อร่อยอย่างครบถ้วน 
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3674


ความคิดเห็นที่ 542  เมื่อ 16 ก.พ. 16, 20:08

เมนูง่ายๆ ทำง่ายๆ ใช้วัสดุพื้นบ้าน อุดมไปด้วยพืชผักและวิตามิน   ลองทำดูนะครับ

เขียนมาถึงตรงนี้ เพิ่งจะนึกออกว่า เหมือนเคยเล่าถึงเมนูนี้ในเรือนไทยมาแล้ว ขออภัยที่หากเป็นการเล่าซ้ำครับ 
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3674


ความคิดเห็นที่ 543  เมื่อ 17 ก.พ. 16, 19:43

เล่าเรื่องแย้ลงผิดรูเจองูรองาบอยู่  ก็จะต่อไปในเรื่องของงู

ผมพบเห็นหรือจะเอ๋กับงูน้อยมากเมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่ผมเดินทำงานอยู่ในป่าดง ซึ่งก็คงจะเป็นเพราะว่าต้องระวังตัวให้มากเป็นพิเศษ ด้วยว่าใส่รองเท้าแตะเดินทำงานก็เลยต้องวางเท้าเหยียบบนพื้นที่ๆไม่ค่อนข้างเด่น ประกอบกับเดินแบบไม่ระวังเสียงอีกต่างหาก ซึ่งเป็นการไล่สัตว์พวกมีพิษที่ชอบหมกตัวแอบซ่อนอยู่ให้หลบหนีไป 
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3674


ความคิดเห็นที่ 544  เมื่อ 17 ก.พ. 16, 20:37

ในพื้นที่ห้วยขาแข้งช่วงล่างนี้ แม้กระทั่งงูพวกที่เลื้อยอยู่ตามกี่งตามใบไม้ (งูเขียว งูปากจิ้งจก) ก็เกือบจะไม่เห็นเลย  ซึ่งก็คงจะเนื่องมาจากลักษณะของพืชพรรณไม้ของพื้นที่นี้  สำหรับพวกงูตัวเล็กๆ (งูขว้างฆ้อน ?) ที่ชอบซ่อนตัวอยู่ใต้ใบไม้หรือก้อนหินในห้วยแห้ง ก็ไม่พบเห็นเช่นกัน   ส่วนงูมีพิษแรงๆเช่นงูเห่าและงูจงอางนั้น จำได้ว่าได้ยินการพูดถึงงูเห่าอยู่บ้าง แต่ไม่เคยได้ยินการพูดถึงงูจงอางเลย     สำหรับงูจงอางนั้นพบอยู่มากในพื้นที่ก่อนข้ามเข้าเขตลุ่มห้วยขาแข้ง

ชื่อของงูที่ผมพอจะได้ยินชาวบ้านมีการกล่าวถึงบ่อยคืองูเหลือม และก็ไม่เคยได้ยินการกล่าวถึงงูหลาม   ส่วนสำหรับชื่องูที่ได้ยินบ่อยมากที่สุดก็คือ งูสิง ครับ

อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่ามันก็น่าจะมีทุกชนิดนะครับ เพียงแต่ว่าความชุกชุมของมันอาจจะไม่มากเท่ากับในพื้นที่อื่นๆ       
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3674


ความคิดเห็นที่ 545  เมื่อ 17 ก.พ. 16, 20:53

สำหรับงูสิงนั้น เป็นงูที่เมื่อมันเห็นคนหรือรู้ว่าเป็นคนเดินมาเมื่อใด มันจะต้องโกยอ้าวแบบหนีสุดชีวิตอย่างเดียว  มันรู้ว่ามันจะต้องถูกตามล่าเอาไปกินแน่ๆ และก็จะเป็นการตามล่าแบบไม่พักหยุดจนกว่าจะได้ตัวมัน

ชื่องูสิงเป็นชื่อของงูที่ชาวบ้านทั่วประเทศไทยรู้จัก  และเมื่อถามชาวบ้านถึงงูชื่อนี้ ก็จะได้คำอธิบายที่พ่วงสรรพคุณความอร่อยตามมาด้วยเสมอ   เขาว่าเนื้อของมันเหมือนเนื้อไก่    ครับ..เนื้อของมันขาวยังกับเนื้ออกไก่จริงๆ  ส่วนกลิ่นและความคาวนั้น ผมว่าน้อยมากพอที่จะเอามาต้มทำเป็นแกงจืดได้   

ผมไม่เคยกินเนื้องูสิงขณะเมื่อทำงานอยู่ในพื้นที่ห้วยขาแข้ง  เคยแต่กินเนื้องูเหลือมและตับของมันก่อนที่จะต้องขยับไปเข้าพื้นที่สำรวจส่วนเหนือขึ้นไป 
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3674


ความคิดเห็นที่ 546  เมื่อ 18 ก.พ. 16, 18:33

เนื้องูเหลือมก็พอจะจัดได้ว่าไม่คาวนัก มีกลิ่นอยู่บ้าง แต่คงจะเอามาทำอาหารได้เพียง 2 แบบ คือ หั่นเป็นแว่นๆแล้วทอด หรือทำผัดเผ็ดได้เท่านั้น ไม่เข้าท่าเลยที่จะเอาไปแกง   จัดว่าเป็นเนื้อสัตว์ที่ไม่น่ากินเอาเสียเลย  เนื้อที่สุกแล้วจะออกสีเฟอร์นิเจอร์ไม้สัก มีความแห้งและไม่นิ่ม (คงเป็นเพราะไม่มีมัน) ไม่มีรสเนื้อใดๆเลย  ที่แปลกก็คือมันมีลักษณะโปร่งใส    มิน่าเล่า...เลยไม่เห็นชาวบ้านเขานิยมเอามากินกัน

ตับของงูเหลือมนั้น มีลักษณะคล้ายกิ่งใบของต้นขี้เหล็ก  ผมเอามาย่างให้สุกแล้วก็ลองกินดู พอจิ้มน้ำปลาแล้วก็พอกินเป็นกับแกล้มได้เหมือนกัน
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3674


ความคิดเห็นที่ 547  เมื่อ 18 ก.พ. 16, 18:47

ที่ผมประทับใจมากที่สุด คือการได้ชักคะเย่อกับงูหลาม เรื่องนี้เกิดในพื้นที่ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร คิดว่าเคยเล่าไว้แล้วครั้งหนึ่งในกระทู้อื่น แต่เล่าซ้ำอีกครั้งก็คงไม่เป็นไรนะครับ  

ครับ..ขณะนั่งรถบนเส้นทางผ่านป่าทุ่งใหญ่ฯ ก็เห็นงูหลามตัวขนาดโคนขาของเราค่อยๆเลื้อยอย่างอืดอาดตัดผ่านถนนหน้ารถ  เราก็จอดรถลงไปดูเขา  เขาหยุดนิ่งเหมือนกับจะท้าทายอะไรสักอย่าง แล้วก็ค่อยๆเอื้อนตัวต่อไป พวกผมคนหนึ่งก็เข้าไปจับหางดึง เขาก็หยุดนิ่งๆ หันมามองเล็กน้อยแล้วก็เลื้อยต่อไป คล้ายกับเป็นการบอกว่ามาประลองกำลังกันสักตั้งใหม   ได้ทีเลยครับ ผมกับพวกอีกสองคน เป็นสามคน ก็ช่วยกันจับหางมัน ดึงกับมัน แพ้มันครับ มันลากเรากระจุยเลย เปลี่ยนคนก็ถูกลากกระจุยอีก  ในที่สุดมันก็คงรำคาญ จึงหยุดนิ่ง คราวนี้หันมาทั้งหัวและตัว ค่อยๆเอี้ยวมา คงจะบอกว่า พอแล้ว พวกผมเลยต้องหยุด ยืนดูเขาค่อยๆเลื้อยอย่างช้าๆหนีไป  
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3674


ความคิดเห็นที่ 548  เมื่อ 18 ก.พ. 16, 19:16

สัตว์อีกชนิดหนึ่งที่พบค่อนข้างบ่อยในพื้นที่ของห้วยขาแข้งช่วงล่างนี้ คือ ตัวนิ่ม หรือ ตัวลิ่น   ตัวมันมีเกล็ดแข็งปิดอยู่ตั้งแต่หัวจรดปลายหาง ยกเว้นที่บริเวณท้องที่จะเห็นเนื้อหนังนิ่มๆสีขาว  เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อาหารหลักของมันได้แก่มดและปลวก เมื่อพบศัตรู มันก็จะม้วนตัวกลมคล้ายลูกฟุตบอลล์   

สมัยเมื่อ พ.ศ.2500 ต้นๆ บนถนนราชวิถีช่วงเขาดินกับรัฐสภา ก็มีตัวนิ่มออกมาหากินในเวลากลางคืนเป็นประจำ ถูกรถชนรถหรือทับมันบ่อยมาก

ตัวนิ่มที่เราพบอยู่ในพื้นที่นี้ เป็นตัวชี้นำให้เรารู้ถึงลักษณะและสภาพของพื้นที่นั้นๆค่อนข้างมาก อาทิ ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ความลึกของระดับน้ำผิวดิน ฯลฯ           
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3674


ความคิดเห็นที่ 549  เมื่อ 18 ก.พ. 16, 19:31

แต่ตัวนิ่มมันก็ไม่มีความโชคดีนัก 

ตามตำรายาของจีน ตัวนิ่มทั้งตัวเป็นยาโด๊ป เราจึงได้เห็นตามร้านขายยาแผนโบราณบางแห่งมีเกล็ดของตัวนิ่มแขวนโชว์อยู่ในตู้กระจกหน้าร้าน 

ในขณะที่ ในมุมมองของชาวบ้านทั้งหลายไปคิดถึงความอร่อยของเนื้อของมันว่าคล้ายเนื้อลูกหมู ซึ่งชาวบ้านเขาจะเอามาแกงกินกัน จะไม่นำไปผ้ดเผ็ดหรือทำอาหารประเภทอื่นๆ

น่าสงสารเนาะ   มันวิ่งก็ไม่เร็ว ใช้วิธีม้วนตัวกลมเพื่อหนีศัตรู  ใช้หนีสัตว์นักล่าก็พอได้อยู่หรอ  แต่สำหรับหนีคนนี่ซิ การม้วนตัวของมันทำให้ง่ายต่อการจับตัวมัน เพียงหาปลายหางของมันให้เจอ แงะออกมา ใช้มือจับให้มั่น หิ้วไปเลย
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3674


ความคิดเห็นที่ 550  เมื่อ 20 ก.พ. 16, 18:41

เล่าความคละกันไปมาระหว่างเรื่องของคนกับเรื่องของสัตว์และความเกี่ยวพันกัน      ก็มีที่ตกหล่นบ้าง เล่าไม่จบบ้าง เล่าขาดๆหายๆบ้าง   ส่วนหนึ่งก็มาจากว่า ต้องเขียนไประวังไป เพราะในหลายเรื่องทั้งหลายเหล่านั้น มีส่วนที่ไม่เหมาะที่จะเล่าลงไปในรายละเอียดลึกๆ     
ผมมิได้เขียนเรียบเรียงเตรียมไว้ก่อน เป็นการเขียนและเรียบเรียงแบบสดๆครับ  พยายามจะทำให้เป็นในลักษณะของการบรรยายให้ผู้คนในหมู่คณะที่มีความสนใจได้ฟังกัน ได้เห็นภาพของอดีตต่างๆทั้งในเชิงของวิถีของธรรมชาติ ของผู้คน และของสังคมที่มีอยู่ในพื้นที่ๆเรียกว่าห้วยขาแข้งในองค์รวม           
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30484

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 551  เมื่อ 20 ก.พ. 16, 18:58

เล่าอย่างที่คุณตั้งอยากเล่า     เล่าเท่าที่จะเล่าได้ค่ะ   
ถ้าเกรงว่าจะกระทบกระทั่งใคร ก็เว้นชื่อจริง สถานที่จริง เหตุการณ์จริงเอาไว้ก็พอค่ะ
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3674


ความคิดเห็นที่ 552  เมื่อ 20 ก.พ. 16, 20:33

คิดว่า ที่เล่ามาแล้วนั้น คงจะพอทำให้สามารถประมวลเรื่องจนได้ภาพที่เราเรียกว่าป่าที่บริสุทธิ์และป่าที่สมบูรณ์นั้นได้ว่าเป็นอย่างไร    

ขาแข้งเป็นตัวจริงของสถานภาพในธรรมชาติที่เรียกว่ามี Bio-diversity ในระดับที่สูงมาก

ครับ...ขาแข้งมีระบบนิเวศน์ที่สมบูรณ์ ซับซ้อน และไขว้กันไปมา    มันมิใช่เป็นเรื่องของห่วงโซ่อาหารแต่เพียงมุมเดียว(ดังที่เรามักจะได้รับรู้มา) แต่เป็นเรื่องของการอยู่ร่วมกันของหลากหลายระบบของโลกทางกายภาพ (Lithosphere) โลกของสิ่งมีชีวิต (Biosphere ซึ่งประกอบไปด้วยโลกของพืช_plant kingdom  และโลกของสัตว์_animal kingdom)  ขาแข้งมีการผสมกลมกลืนกันระหว่างความต่างๆๆ ทีมีอยู่ต่างๆกันเหล่านั้น

ในความเห็นของผม หากมีการเข้าถึงอย่างลึกซึ้งกับหลักการพื้นฐาน(หรือมาตรการ)ทาง Conservation 6-7 ข้อและการ zoning ที่ใช้กันในการบริหารจัดการธรรมชาติแบบการอนุรักษ์ทั่วไป   สภาพของห้วยขาแข้งที่ผมได้พบเห็นได้เล่ามานี้ ก็น่าจะยังคงสภาพดังเดิมอยู่ได้

แต่ในปัจจุบันนี้จะเปลี่ยนไปเพียงใดก็มิทราบได้    ซึ่ง..ในเชิงของ lithosphere นั้น เชื่อว่ายังขาดข้อมูลและความรู้อีกเยอะ (เพราะการห้ามต่างๆ)  ส่วนในเชิงของ biosphere นั้น เชื่อว่าก็คงรู้อะไรๆเพิ่มมากขึ้นอีกมาก แต่ก็ยังน่าจะขาดส่วนที่เป็น legend อยู่อีกพอสมควร (เพราะมีหลักนิยม isolation กั้นอยู่)            
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3674


ความคิดเห็นที่ 553  เมื่อ 20 ก.พ. 16, 20:38

ขอบพระคุณครับ   

ทำให้เกิดความรู้สึกอุ่นใจและความรู้สึกดีๆว่า  มิได้เดินป่าดงโดดๆอยู่แต่เพียงผู้เดียวครับ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30484

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 554  เมื่อ 20 ก.พ. 16, 21:25

นอกจากไม่ได้เดินคนเดียว  คุณตั้งยังมีคนอ่านในโซเชียลมิเดีย เดินตามกันมาเป็นพรวนในกระทู้นี้   เป็นขบวนยาวเหยียดทีเดียวค่ะ
เพียงแต่ตามมาอย่างเงียบๆ ระมัดระวังไม่เหยียบแย้ งูเหลือม ตะกวด ฯลฯ  ให้ตื่น เท่านั้นเอง
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 35 36 [37] 38 39 ... 49
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.034 วินาที กับ 19 คำสั่ง