เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 28 29 [30] 31 32 ... 49
  พิมพ์  
อ่าน: 43073 ห้วยขาแข้ง เมื่อ '14 '15
Anna
องคต
*****
ตอบ: 499


ความคิดเห็นที่ 435  เมื่อ 07 ม.ค. 16, 19:46

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า แต่ละโป่งจะมีชนิดของสัตว์เข้ามากินไม่เหมือนกัน  พรานไพรจึงเลือกโป่งและสัตว์ที่จะไปนั่งห้างล่าเนื้อ แล้วก็ยังเลือกอีกด้วยว่าโป่งใหนอันตรายหรือไม่อันตรายมากน้อยต่างกันอย่างไรอีกด้วย คือเลือกให้เหมาะสมกับความสามาถของตัวหากต้องตกไปอยู่ในสถานการณ์ตั้งรับ (defensive)

โป่งที่มีเก้งและสัตว์ขนาดย่อมเข้ามากิน ก็มักจะต้องมีเสือเข้ามาตามเก็บเกี่ยวอาหารด้วย    โป่งใหญ่ที่มีแอ่งน้ำหรืออยู่ใกล้ป่าที่มีอาหารของช้าง (ไผ่ผาก ดงกล้วยป่า ..) ก็จะมีช้างป่าเข้ามาเสมอๆ     โป่งเล็กๆที่แอบซ่อนอยู่เป็นหย่อมๆในป่าที่ชุ่มชื้น ก็มักจะมีสัตว์เช่นพวกเม่นใหญ่ หรือกระจงเข้ามา แล้วก็อาจจะมีสมเสร็จเข้ามาเที่ยวเล่นด้วย(หากอยุ่ใกล้น้ำ)  ตัวสมเสร็จนี้ก็เหมือนกับตัวน่ารังเกียจ ลงที่ใหนสัตว์อื่นก็หลบไปไม่อยู่ร่วมวงด้วย   

อาจารย์กรุณาขยายความหน่อยได้ไหมคะ ทำไมมันถึงเป็นที่รังเกียจของเพื่อนร่วมป่า
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3666


ความคิดเห็นที่ 436  เมื่อ 08 ม.ค. 16, 18:46

เรื่องสมเสร็จลงโป่งแล้วสัตว์อื่นหลบไปหมดนี้  ผมไม่ทราบครับว่าเพราะอะไร  ผมเองก็ไม่เคยมีประสบการณ์ตรง มีแต่พรานป่าและชาวบ้านที่นิยมการนั่งห้างบอกเล่าให้ฟังตรงกัน   

ผมเองเคยเห็นแต่รอยเท้าที่ผมเรียกว่าตัวสามกีบนี้ยุบยับทับรอยสัตว์อื่นไปหมด ซึ่งก็อนุมาณได้ว่าเมื่อมันเข้ามา สัตว์อื่นก็หลีกไป สอดคล้องกันครับ    ยังเคยคิดเล่นๆให้รอยสามกีบนี้เป็นรอยเท้าของแรดที่ว่าหมดไปจากป่าของเมืองไทยนานแล้ว

รอยเท้าตัวสมเสร็จนี้ พบอยู่ในป่าทางตะวันตกห้วยขาแข้งช่วงปลาย  พบเห็นบ่อยครั้งในพื้นที่ของลุ่มห้วยองก์ทั่ง (เหนือปากลำขาแข้งขึ้นไปตามแควใหญ่)  แต่จะมีมากตัวหรือน้อยตัวผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน   
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3666


ความคิดเห็นที่ 437  เมื่อ 08 ม.ค. 16, 19:24

การเข้าไปล่าเนื้อในโป่งใหญ่นั้นยังมีอีกวิธีการหนึ่ง ไม่ใช้การนั่งห้าง แต่ใช้การทำซุ้มบังตนอยู่บนผืนดินนั่นเอง ก็เรียกซุ้มนี้ว่า บังไพร เช่นกัน ก็มีให้เห็นไม่มากนัก

นักล่าที่ใช้วิธีการนี้ เราแทบจะบอกได้เลยว่าเป็นพวกพรานไพรชาวบ้านป่าที่ใจถึงจริงๆ คือต้องรู้จักกายภาพของโป่งนั้นๆเป็นอย่างดีในทุกมุมมอง และรู้ว่ามีสัตว์อะไรลงมาเข้าโป่งบ้าง  พรานพวกนี้จะยิงสัตว์ตรงบริเวณที่เรียกว่ารักแร้แดง ซึ่งก็คือบริเวณที่ตั้งของหัวใจของสัตว์  วิถีกระสุนจากปืนในท่านั่งหรือหมอบจะอยู่ในระดับเดียวกันกับระดับของรักแร้ (ขาหน้ากับทรวงอก) ตรงบริเวณหัวใจพอดี   ลักษณะนี้ตัวสัตว์จะยืนขวาง กลายเป็นเป้าขนาดใหญที่ยิงผิดได้ยากแม้จะพลาดจากจุดที่เล็งปืน

กรุณาอย่านำเรื่องที่เล่านี้ไปปฎิบัตินะครับ ในยุคปัจจุบันนี้เราคงไม่มีความจำเป็นใดๆเลยที่จะต้องไปทำร้ายเขา นอกเสียจากความสนุกเท่านั้น   แต่ก่อนนั้นมันเป็นเรื่องของ survival จริงๆ ซึ่งคนที่ทำไปเขาก็รู้จักและเข้าใจถึงความเหมาะสมและคำว่าพอ     
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3666


ความคิดเห็นที่ 438  เมื่อ 08 ม.ค. 16, 19:55

ฟังเรื่องโป่งและการนั่งห้างแล้วก็อาจจะรู้สึกว่ามันเป็นลานสังหารที่โหดเหี้ยมและน่ากลัว 

เอาเข้าจริงๆแล้วมันไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเลยครับ    การสังหารนั้นมีจริง แต่มันไม่ได้มีมากดังที่เราอาจจะได้คิดเลยไป    เพราะว่า..คนที่จะไปนั่งห้างที่โป่งนั้นจะต้องเป็นคนใจถึงจริงๆ ซึ่งก็มีไม่มากคนนักหรอกครับ และก็มีไม่มากคนที่จะมีความสามารถในการนั่งนิ่งๆเป็นเวลานาน ขยับกายเมื่อใดตัวห้างและกิ่งไม้ก็ไหวโยกและอาจมีเสียงดัง  ยุงก็มี อยากบุหรี่ก็อยาก ง่วงก็ง่วง ปวดฉี่อีกต่างหาก  ส่วนมากสัตว์ที่ได้มาจึงมักจะได้มาจากการเดินส่องไฟตามทางเดินกลับบ้าน      การไปนั่งห้างที่โป่งจึงมักจะเป็นการไปด้วยความรู้สึกคล้ายกับการอยากไปดูสัตว์ต่างๆในสวนสัตว์     
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3666


ความคิดเห็นที่ 439  เมื่อ 09 ม.ค. 16, 18:33

ยิงสัตว์ตายคาโป่ง แล้วก็ลงไปเก็บไม่ได้ ต้องรอถึงเช้า ยิ่งหากเป็นสัตว์ตัวใหญ่เกินกำลังที่จะแบกกลับมา ก็จะต้องเดินกลับมาตามเพื่อนไปช่วยกันหาม หรือไม่ก็ต้องแล่เนื้อ แบ่งเป็นชิ้นส่วนแล้วช่วยกันแบกกลับมาคนละชิ้นสองชิ้น ที่เอามาไม่หมดก็ไม่เคยเห็นกลับไปเอารอบสองสักครั้ง  สำหรับจำนวนคนที่เคยเห็นในขบวนไปแบกเนื้อก็จะอยู่ที่ประมาณ 7 คนเท่านั้น ก็ลองคิดดูนะครับว่า 7 คนจะได้อะไรบ้าง  หากเป็นกระทิงคนหนึ่งก็หัว อีกสองคนก็คู่ขาหลัง อีกสองคนก็ไหล่และขาคู่หน้า อีกสองคนก็เนื้อส่วนต่างๆ เท่านี้ก็แบกกันหลังแอ่นแล้ว  ลองนึกดูก็แล้วกันว่าจะแบกชิ้นส่วนสัตว์ตัวขนาดลูกวัววัยกำลังหนุ่มก็ยังขนกันแทบจะไม่หมดเลยใช่ใหมครับ

ไอ้ที่เหลือค้างไว้ก็จึงเป็นอาหารอันโอชะของสัตว์กินเนื้อและสัตว์กินซากอื่นๆ  แล้วก็ยังกลายเป็นเหยื่อล่อสำหรับล่าสัตว์อื่นที่มีค่าและมีราคาในตลาด โดยเฉพาะ เสือ ซึ่งก็ต้องเป็นพรานใจกล้าอีกนั่นแหละที่จะกล้าย้อนกลับไปเฝ้ายิงเสือ    ผมเคยเห็นชาวบ้านเดินเป็นทิวช่วยกันแบกเนื้อกระทิง และก็เคยเห็นซากกระทิงที่ชาวบ้านเขาตั้งใจยิงแล้วทิ้งซากไว้เพื่อล่าเสือ
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3666


ความคิดเห็นที่ 440  เมื่อ 09 ม.ค. 16, 18:52

ก็คงจะพอเห็นอีกภาพหนึ่งของการไปนั่งห้างที่โป่งนะครับ สัตว์ที่ชาวบ้านเขาจะเลือกยิงกันจึงเป็นพวกสัตว์ตัวขนาดย่อมๆ ซึ่งก็มักจะเป็นเก้ง ซึ่งในตอนเช้าเมื่อมีแสงสว่างพอมองเห็น ก็ลงจากห้างแล้วหาเถาวัลย์มาผูกรวบขาหลัง ขาหน้า แล้วก็เอาผ้าขะม้าผูกระหว่างขาคู่หน้าและหลัง สะพายหลังแบกกลับที่พัก บางคนก็เพียงผูกขาคู่หน้าแล้วโงกลับบ้าน   ครับ..ง่ายกว่าที่ยิงสัตว์ใหญ่แล้วจะต้องเดินกลับไปกลับมาสองสามรอบ 

ยิงสัตว์ได้ตัวหนึ่งแล้วก็ไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว ระวังแต่เพียงคุดคู้หลับไม่ให้ตกห้างเท่านั้นก็พอ  เสียงปืนที่ดังมากก็ไล่สัตว์ใหญ่อื่นๆไม่ให้มาลงโป่งพอแล้ว เมื่อผนวกเข้ากับกลิ่นบุหรี่ที่สูบ กลิ่นฉี่ และเสียงดังยวบยาบของห้าง ก็คงไม่มีสัตว์อื่นใดเข้ามาอีกแล้ว ก็ถือว่าปลอดภัยพอได้เลยทีเดียว   
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3666


ความคิดเห็นที่ 441  เมื่อ 09 ม.ค. 16, 19:34

ลงมาเรื่องของปืนที่ชาวบ้านใช้กันซักเล็กน้อยนะครับ 

ปืนของชาวบ้านที่เราเกือบจะทุกคนรู้จักกันดีก็คงจะได้แก่ปืนแก๊บ ซึ่งเป็นปืนไทยประดิษฐ์ที่ทำเองโดยช่างปืนชาวบ้าน เป็นปืนที่ต้องอัดดินปืนด้วยตนเองแล้วใช้ลูกปืนที่ทำจากตะกั่ว (ซึ่งก็ทำเองอีกเช่นกัน)  เป็นปืนลูกเดี่ยวที่มีไม่มีความแม่นยำมากนัก ชาวบ้านแบกปืนชนิดนี้เข้าป่าหากินในเวลากลางวัน    สำหรับในเวลากลางคืน ประสิทธิภาพความแม่นของปืนแก็บอาจกล่าวได้ว่าใกล้ศูนย์  ชาวบ้านจึงมักมีปืนอีกกระบอกหนึ่งที่เราเรียกกันว่าปืนลูกซอง และก็เป็นชนิดลำกล้องเดี่ยว มิใช่ลำกล้องแฝดแบบที่คนเมืองผู้มีอันจะกินเขามีกัน   ลูกซองเป็นปืนชนิดที่ลูกกระสุนลูกหนึ่งของมันจะบรรจุลูกตะกั่วใว้หลายเม็ด มีลูกกระสุนหลายแบบให้เลือกใช้ เช่น เบอร์ 4, ลูก SG, ลูก LG, และ Bug หรือ O Bug) แล้วก็ยังมีที่ชาวบ้านแคะเอาลูกปรายออกไปแล้วหลอมลูกตะกั่วใหม่ให้ใหญ่ขึ้นเท่ารูลำกล้องใส่แทนลงไป (ทำให้เป็นลูก Bug)   ชาวบ้านมักจะใช้ปืนลูกซองสำหรับเวลากลางคืน

เล่ามาก็เพื่อจะบอกว่า หากเดินในป่าแล้วเห็นชาวบ้านแบกปืน    เพียงเราเห็นว่าเป็นปืนอะไร เป็นปืนชนิดใหน  เมื่อเอามาพิจารณาร่วมกับสภาพป่า ช่วงเวลาที่พบปะ และทิศทางที่เขาเดินไปเท่านั้น เราก็แทบจะบอกได้ว่าเขาจะไปทำอะไร ??  จะไปยิงสัตว์ประเภทใหนและในแหล่งใด ?? จะเป็นป่าที่น่ากลัวด้วยสัตว์อะไร ?? และรวมทั้งการแสดงถึงสภาพความบริสุทธิ์ของป่าอีกด้วย

จะให้ขยายความใหมครับ ฮืม         
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3666


ความคิดเห็นที่ 442  เมื่อ 09 ม.ค. 16, 19:51

เล่าเรื่องไป เล่าเรื่องมา จะกลายเป็นเรื่องของพรานไพรเสียแล้วครับ
 
ผมยังคงค้างว่าจะมีกระทู้ในเรื่องทำงานกับช้าง   แถมตอนนี้นึกออกอีกว่า อาจจะต้องมีอีกกระทู้ในเรื่องเล็กๆน้อยสำหรับนักนิยมไพร 

จะรอดใหมเนี่ย ??
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3666


ความคิดเห็นที่ 443  เมื่อ 11 ม.ค. 16, 19:33

เงียบๆ...   

 ยิงฟันยิ้ม  ผมก็จะขอเล่าต่อนะครับ   อย่างน้อยก็น่าจะพอมีบ้างเล็กๆน้อยๆที่น่าจะเป็นจัดเป็นองค์ความรู้ที่มีประโยชน์อยู่บ้าง ว่าสภาพและสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ไกลปืนเที่ยงในสมัยก่อนเป็นนั้นเช่นใด
บันทึกการเข้า
Anna
องคต
*****
ตอบ: 499


ความคิดเห็นที่ 444  เมื่อ 11 ม.ค. 16, 19:51

เงียบๆ...   

 ยิงฟันยิ้ม  ผมก็จะขอเล่าต่อนะครับ   อย่างน้อยก็น่าจะพอมีบ้างเล็กๆน้อยๆที่น่าจะเป็นจัดเป็นองค์ความรู้ที่มีประโยชน์อยู่บ้าง ว่าสภาพและสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ไกลปืนเที่ยงในสมัยก่อนเป็นนั้นเช่นใด


นักเรียนยกมือรายงานตัวว่าไม่เคยขาดเรียน ไม่เคยหลับในห้องเรียนเลยนะคะ แต่ที่เงียบ เพราะไม่กล้าขัดจังหวะน่ะค่ะ
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3666


ความคิดเห็นที่ 445  เมื่อ 11 ม.ค. 16, 20:24

ปืนยาวที่มีการจำหน่ายเพื่อการสะสมหรือเพื่อใช้ในการล่าเนื้อในตลาดปืนของไทยในสมัยนั้น ก็มี
   - ปืนขนาดใหญ่สุดเรียกันว่า .375 magnum  ซึ่งแรงเกินพอที่จะใช้ยิงหรือหยุดยั้งการ charge ของสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น ช้าง กระทิง
   - ปืนขนาด 30.06 ที่เรียกกันว่าปืนไรเฟิล เป็นขนาดที่พอฟัดพอเหวี่ยงกับขนาดของสัตว์ขนาดใหญ่ต่างๆในไทย ซึ่งใช้ลูกปืนขนาดเดียวกับปืน ปลยบ. 88 ของทหาร
   - ปืนขนาด .233 ซึ่งเป็นปืนยาวรุ่นใหม่ในสมัยนั้น ใช้ลูกปืนขนาดเดียวกับปืน M16 ของทหาร
   - ปืนขนาด .22 long หรือ .22 magnum ที่เรารู้จักกันในชื่อปืนลูกกรด ใช้กับสัตว์ขนาดเล็กต่างๆ เช่น นก กระรอก ฯลฯ
   - ปืนขนาด 12 gauge caliber ที่เราเรียกกันว่าปืนลูกซอง ซึ่งมีทั้งแบบลำกล้องเดี่ยวและลำกล้องแฝด (แฝดคู่ขนาน และแฝดบนล่าง) ซึ่งเป็นปืนลูกปราย (ลูกกระจาย) ที่ใช้ทั้งในลักษณะของเพื่อการล่าและเพื่อการป้องกันตัว  
   - แล้วก็ ปืนแก๊ป (หรือปืนยาวที่ชาวบ้านทำเอง ซึ่งผมชอบเรียกว่า เสือตบตูด ที่ใช้การยิงด้วยเทคโนโลยีสมัยอยุธยาโน่น)      
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3666


ความคิดเห็นที่ 446  เมื่อ 11 ม.ค. 16, 20:45

ขอบคุณครับ

ผมพอจะคุ้นเคยกับความเงียบในระหว่างการบรรยายในลักษณะนี้ดีพอสมควรครับ  ยิ้มกว้างๆ    ...เพราะมันเป็นเรื่องในอีกมิติหนึ่ง(หรือในอีกวิถีของชีวิตหนึ่งที่ไม่ค่อยจะทราบกัน)ของชีวิตของคนที่ทำงานในภาคสนามที่เป็นงานผสมผสานระหว่างงานในมิติของ white collar กับงานในมิติของ blue collar
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3666


ความคิดเห็นที่ 447  เมื่อ 11 ม.ค. 16, 21:03

ต้องรีบบอกว่า เรื่องปืนที่เล่ามานั้นก็เพียงเพื่อชี้ให้เห็นว่า เพียงเราเห็นปืนกับคนที่อยู่กับมัน เราก็พอจะรู้ได้ว่าอะไรเะป็นอะไร 
 
ตัวชาวบ้านเองที่พอจะหาเงินซื้อปืนได้ ก็เกือบจะไม่เลือกซื้อปืนขนาดอื่นๆหรอกครับ เขาจะเลือกซื้อปืนลูกซองเดี่ยว (ที่ผมแทบจะบอกยี่ห้อได้เลย) มีไม่มากรายนักที่จะนิยมไปซื้อปืนลูกกรด  แม้ว่าลูกปืนลูกกรดมีราคาถูกกว่าลูกปืนลูกซองก็ตาม
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10607


ความคิดเห็นที่ 448  เมื่อ 11 ม.ค. 16, 21:19

ไบคานหรือเปล่าเพ่
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3666


ความคิดเห็นที่ 449  เมื่อ 11 ม.ค. 16, 21:55

ละมั้ง ยิงฟันยิ้ม    ..ก็เป็นหนึ่งในนั้น เป็นที่นิยมและที่ไฝ่ฝันอยากจะมีกัน (ราคาพอจะกัดฟันสู้ได้) แล้วก็อื่นๆที่ราคาเอื้อมถึงได้ยาก  ..สุดท้ายก็มักจะลงเอยที่เป็นตราสัตว์

ย้อนกลับไปอ่าน สะกดผิดนะครับ   คำว่า Bug ใน คห.441 นั้นจะต้องสะกด Buck ครับ ขออภัยจริงๆ  เพลินไปหน่อย เลยเพี้ยนไปเป็นแมลง
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 28 29 [30] 31 32 ... 49
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.041 วินาที กับ 19 คำสั่ง