เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 11 12 [13] 14 15 ... 49
  พิมพ์  
อ่าน: 43191 ห้วยขาแข้ง เมื่อ '14 '15
Anna
องคต
*****
ตอบ: 499


ความคิดเห็นที่ 180  เมื่อ 25 ก.ย. 15, 16:55

ผมเคยถูกชาวบ้านเอาปืนจี้จับส่งตำรวจขณะเดินทำงานอยู่ในแม่น้ำยม ใกล้ๆกับ อ.วังชิ้น จ.แพร่   ฤๅจะต้องแยกเป็นอีกกระทู้เรื่องทำงานอยู่ในพื้นที่สีชมพูแก่ ?

ฟังดู...เหมือนอาจารย์ทำงานอยู่ท่ามกลางบรรยากาศสุดแสนจะโรแมนติคเลยนะคะ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3735


ความคิดเห็นที่ 181  เมื่อ 25 ก.ย. 15, 18:31

.........แบบซองเป็นแบบนี้มั้ยคะ..
(แก้ไขขนาดรูปภาพค่ะ)

ใช่ครับผม  เพียงแต่ชาวบ้านคนไทยจะออกเสียงตามชื่อเดิมที่สะกดด้วยตัว น.หนู    ส่วนพวกกะเหรี่ยงนั้น ไม่ว่าจะสะกดด้วย น.หนู หรือ ม.ม้า ก็ออกเสียงเป็นตัวสะกด ม.ม้า  (ภาษากะเหรี่ยงไม่มีแม่กน)
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3735


ความคิดเห็นที่ 182  เมื่อ 25 ก.ย. 15, 18:36

ยาตัวนี้ แทรกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนติดฝิ่น เพราะมันไปบรรเทาอาการปวดเมื่อยที่เป็นผลจากการขาดสารเสพติด
 
ที่ออกจะแปลกไปก็คือ ยานี้มีการกระจายใช้อยู่ในหมู่พวกคนกะเหรี่ยงมากกว่าหมู่พวกชาวม้ง (แม้ว)   ก็คงไม่ต้องอธิบายนะครับ  ก็เพราะพวกหนึ่งใช้ของจริง อีกพวกหนึ่งใช้ของเทียม

แล้วก็อีกแปลกหนึ่ง  พวกใช้ของจริงมักมีร่างกายที่ค่อนข้างจะผอมแห้งแรงน้อย แต่มีภรรยาหลายคน  แต่พวกใช้ของเทียมกลับมีร่างกายที่ค่อนข้างกำยำ และมีคู่คนเดียว

คำอธิบายก็มีดั่งนี้ครับ
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3735


ความคิดเห็นที่ 183  เมื่อ 25 ก.ย. 15, 19:24

คำอธิบายนี้ ได้มาจากคำบอกเล่าของคนกะเหรี่ยงชาวบ้านป่าในพื้นที่ อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ซึ่งผมสรุปความได้ว่า

พวกแม้วนั้นฉลาด เมื่อได้ลี้ภัยพากันมาอยู่ในพื้นที่ตะเข็บชายแดนบนเส้นทางระหว่าง อ.แม่สอด กับ อ.อุ้ผาง จ.ตาก   ก็หางานหาเงินเลี้ยงชีพโดยรับจ้างทำการหักล้างถางพงให้กับพวกกะเหรี่ยงซึ่งเป็นชนพื้นเดิมในพื้นที่นี้ ลูกจ้างก็ชวนนายจ้างนอนสูบฝิ่นด้วยกันเพื่อคลายอาการเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ไม่นานพวกกะเหรี่ยงก็ติดฝิ่น จากเดิมที่ต้องจ่ายค่าแรง ก็กลับตาลปัตรจากนายจ้างกลายเป็นลูกจ้างที่ต้องทำงานเพื่อให้ได้ยา (ฝิ่น)  ได้เสพยาบ้างไม่ได้เสพยาบ้าง แถมยาที่เสพนั้นยังมีส่วนผสมของเถ้าถ่านในบ้องฝิ่นและกระดาษสาที่ใช้ป้ายยางฝิ่น  มีเนื้อยาอยู่ในก้อนฝิ่นนั้นถึง 50% หรือเปล่าก็ไม่รู้

ส่วนฝ่ายนายจ้างใหม่(แม้ว)นั้น ในสังคมของเขาก็คือ ผู้ชายเป็นใหญ่ (แล้วก็ใหญ่จริงๆ) ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับควันแห่งความสุขจากฝิ่นที่มีเนื้อยาเกือบบริสุทธิ์  เมื่อฝ่ายหญิงหาเลี้ยงได้ไม่พอกิน ก็หาฝ่ายหญิงเพิ่มเป็นสองเป็นสามคน ในขณะที่ตัวเองก็ผอมแห้งแรงน้อยลงๆทุกวันด้วยควันแห่งความสุขอันเข้มข้นนั้น จนในที่สุดชีวิตก็ลอยไปกับควัน

ภาพต่างๆก็เป็นดังเช่นนี้ละครับ  เล่ามากกว่านี้ไม่ได้แล้วครับ   
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3735


ความคิดเห็นที่ 184  เมื่อ 25 ก.ย. 15, 19:43

....ฟังดู...เหมือนอาจารย์ทำงานอยู่ท่ามกลางบรรยากาศสุดแสนจะโรแมนติคเลยนะคะ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

ครับ ก็เป็นพื้นที่โรแมนติคจริงๆครับ เพราะเป็นสีชมพูกับสีแดง

ในสมัยนั้นทางราชการเขาจำแนกพื้นที่โรแมนติคของประเทศไทยออกเป็น 2 ระดับ คือ ระดับสีชมพู กับระดับสีแดง   
  พื้นที่สีชมพูก็มีปืนน้อยหน่อย พบหน้ากันก็ยังพอจะพูดคุยถามไถ่อะไรได้บ้าง อาวุธปืนก็ยังอยู่ในลักษณะไม่นำออกมาโชว์ให้เห็นกันจะๆ 
  พื้นที่สีแดงก็มีปืนมากหน่อย พบหน้ากันก็ยังพอพูดคุยกันได้ แต่ในสภาพพร้อมที่จะใช้ปืนคุยกัน  ในพื้นที่นี้ใช้ปืนเป็นเครื่องประดับกาย 

พื้นที่ทำงานของผมอยู่ในพื้นที่สองสีนี้ ตั้งแต่สีอ่อนๆจนไปจนถึงสีเข้ม (แต่ยังไม่เข้มจัดเท่านั้น)
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3735


ความคิดเห็นที่ 185  เมื่อ 26 ก.ย. 15, 20:14

ก็อาจจะมีข้อสงสัยว่า ไม่กลัวหรือ?    คำตอบก็คือ ไม่รู้ซิครับ ไม่มีความคิดนี่อยู่ในสมองเลย ทั้งๆที่เป็นหน่วยจรลีแบบ free will movement (อิสระที่จะเข้าไปในพื้นที่ใดๆก็ได้เมื่อใดก็ได้) ต่างจากหน่วยอื่นๆที่ส่วนมากทำงานในลักษณะของ planned movement (เป็นไปตามแผนภายใต้ระบบที่วางไว้)

ทั้งนี้ก็อาจจะมาจากสาเหตุหลักๆว่า
  พวกผมมิได้มาจากหน่วยงานราชการที่ชาวบ้านเกลียดชัง 3 หน่วยงาน (ไม่มีทหารนะครับ) 
  พวกผมเข้ามาช่วยทำให้การดำรงชีพและวิถีชิวิตของชาวบ้านดีขึ้น อาทิ หาน้ำให้ใช้  ให้ความรู้ ช่วยสอนหรือช่วยปรับระบบ ปรับกระบวนการทางธรรมชาติบางอย่างในพื้นที่นั้นๆเพื่อช่วยแก้ปัญหา หรือทำให้ธรรมชาตินั้นๆเกิดเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมสำหรับพวกชาวบ้านในท้องที่นั้นๆ 
  ช่วยชีวิตคนป่วยที่มีอาการหนักๆ เมื่อถึงคราวที่จำเป็น   
  และที่สำคัญคือ เชื่อในความดีในสิ่งที่กำลังกระทำให้กับแผ่นดิน เชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของแผ่นดินที่จะปกป้องคนที่ทำดีคิดดี

  "ทั้งใต้ดินบนดินถิ่นของเรา หนักก็เอาเบาก็สู้ บูชาธรรม" 
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3735


ความคิดเห็นที่ 186  เมื่อ 27 ก.ย. 15, 19:23

รู้แล้วว่าจะต้องเตรียมการสำหรับการสำรวจต่อไปย่างไร  คราวนี้ก็มาถึงการเข้าไปทดลองสัมผัสกับสภาพจริง

เดินออกจากปากลำห้วยประมาณสักครึ่งชั่วโมง  ก็ถึงที่ตั้งชุมชนตั้งใหม่ ซึ่งเป็นปางหรือแคมป์ของหมู่ลูกจ้างในการทำไม้ของบริษัททำไม้ ซึ่งกำลังตัดถนนชักลากไม้เลาะเข้ามาตามห้วยแม่พลู   ก็ทำการแนะนำตัว เล่าถึงวัตถุประสงค์ที่เข้ามาสำรวจในพื้นที่นี้ และวิธีการทำงาน/การสำรวจ จนเป็นที่เข้าใจกันดีแล้วก็กลับมาที่ปากห้วยขาแข้ง

ดูเหมือนง่ายนะครับที่ทำการชี้แจงแล้วจะทำให้เกิดความเข้าใจและสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน    แต่มิใช่ครับ..เพราะในความเป็นจริงแล้วทุกผู้ทุกคนต่างก็มีฐานคิดอยู่บนด้านผลประโยชน์  (ใครได้ ใครเสีย ถูกหลอก ขัดผลประโยชน์..)   ดังนั้น ใครจะไปเชื่อเล่าว่า ผมเข้ามาทำการสำรวจทำแผนที่หิน หาความสัมพันธ์ระหว่างหินต่างๆ ตลอดจนประวัติความเป็นมาของหินทั้งหลายตั้งแต่มันเกิดจนกระทั่งมันมาอยู่ร่วมกันในสภาพที่เราเห็นในปัจจุบันในพื้นที่หนึ่งใด  ในขณะที่ในช่วงเวลานั้น ผู้มีอันจะกินจำนวนมากกำลังจะพยายามเป็นเจ้าของเหมืองแร่สักแห่งหนึ่ง 
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3735


ความคิดเห็นที่ 187  เมื่อ 27 ก.ย. 15, 20:33

แน่นอนครับว่า การสำรวจทำแผนที่ธรณีวิทยาพื้นฐานมาตรส่วน 1:250,000 นี้  ผลประสงค์ที่ต้องการก็คือ การนำไปสู่การค้นพบแหล่งทรัพยากรธรณีที่เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจและทางด้านความมั่นคงของประเทศของเรา เช่น น้ำมัน ถ่านหิน น้ำบาดาล แร่ชนิดต่างๆที่ใช้ในด้านอุตสาหกรรมและในด้านเกษตรกรรม ฯลฯ

ก็แน่นอนว่า ผมก็ย่อมต้องสอบถามเรื่องว่ามีคนพบแร่อะไรบ้างหรือไม่ และมีกิจกรรมจ้างหาแร่ในพื้นที่นี้หรือไม่    ซึ่งก็ด้วยความสนใจในข้อมูลลักษณะนี้ จึงย่อมสร้างไม่มั่นใจฝ่ายชาวถิ่นแน่นอน  ความคิดที่เป็นเชิงของขัดกันในผลประโยชน์จึงย่อมเกิดขึ้น  นั่นแหละครับ จึงเป็นพื้นฐานที่ถูกปลูกฝังและเกิดเจริญงอกงามจนทำให้ผมต้องถูกท้ายิงบ้าง ถูกเฝ้าติดตามบ้าง ถูกข่มขู่บ้าง  ....ฯลฯ
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3735


ความคิดเห็นที่ 188  เมื่อ 27 ก.ย. 15, 21:10

ที่ผ่านมาทั้งวัน ไม่เห็นสัตว์ใดๆตลอดเส้นทางเดิน

รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง ก็เดินให้ไกลลึกเข้าไปอีก ต้องข้ามเขาเตี้ยๆ เดินขึ้นชั่งโมงนึง-เดินลงชั่วโมงนึง แล้วก็เดินเลาะตามห้วยขาแข้งจนถึงบ้านไก่เกียง ซึ่งเริ่มได้ความรู้สึกและสัมผัสได้แล้วว่าเข้าป่าที่เป็นป่าจริงๆแล้ว    ตลอดทางเดินไม่พบคน ไม่มีเสียงใดๆนอกจากเสียงนกและเสียงไพร

บ.ไก่เกียงนี้ เป็นหมู่บ้านที่มีชาวกะเหรี่ยงตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่กันมานานแล้ว ซึ่งสังเกตได้จากพื้นที่ในหมู่บ้านที่เป็นลานสาธารณะต่อเนื่องกันระหว่างบ้านแต่ละหลัง มีความสะอาดราบเรียบทั้งหมู่บ้าน  ไม่มีตอไม้ ไม่มีรากไม้ ไม่มีใบไม้ร่วงหล่น ซึ่งแสดงว่ามีการช่วยกันดูแล 
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3735


ความคิดเห็นที่ 189  เมื่อ 28 ก.ย. 15, 19:37

ชาวบ้านที่ บ.ไก่เกียง ดูเป็นมิตรดีกับพวกผม ทุกคนยิ้มแย้มและยินดีจะพูดคุยด้วยในเรื่องต่างๆ กระทั่งได้ขึ้นไนั่งคุยกันบนบ้านและทานอาหารกลางวัน แต่ไม่มีผู้ใดยอมมาเป็นคนงาน/ร่วมเดินอยู่ในคณะของผม

ดูเป็นภาพที่ดีนะครับ แต่สำหรับผมนั้นมันแหม่งๆยังไงไม่รู้   ด้วยประสพการณ์ที่พอจะมีอยู่บ้างเล็กน้อย ก็พอจะสัมผัสรู้ได้ว่าคงจะเป็นพื้นที่ๆน่าจะต้องระมัดระวังเรื่องความความปลอดภัย  ทางแก้ที่ดีที่สุดก็น่าจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีด้วยการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ด้วยการเยี่ยมเยียนกันบ่อยหน่อย เปิดเผย จริงใจ โปร่งใส ช่วยเหลือ มีสัจจะ และหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ (รวมทั้งใจและวาจา) ที่จะทำให้เกิดภาพหรือความนึกคิดได้ว่าเป็นการเอาเปรียบ (ก็คือจะต้องเป็นลักษณะของการให้ที่มากกว่าการรับ)
   
แล้วก็จริงครับ พื้นที่นี้อยู่ในเขตอิทธิพลของ ผกค. แล้วก็มีการปะทะกันกับฝ่ายทหารอย่างดุเดือดในภายหลัง     

ในช่วงหลังปี 2535+ ผมก็ได้เข้าไปอีกครั้งหนึ่ง หมู่บ้านนี้ได้ย้ายหนีน้ำเขื่อนเจ้าเณรท่วมไปอยู่ในพื้นที่เหนือห้วยขึ้นไป ผมก็ได้พบกับคนที่ได้เคยเดินร่วมกันในห้วยขาแข้ง  ได้พูดคุยกันเรื่องของความหลัง เลยได้รู้ว่าเขานั้นได้ไปถือปืนเป็นหน่วยจรยุทธ แล้วก็ได้ช่วยไม่ให้ผมถูกเก็บอยู่หลายครั้ง ก็ด้วยเหตุเพราะว่าผมมีแต่ให้ ไม่มีเอา   
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3735


ความคิดเห็นที่ 190  เมื่อ 28 ก.ย. 15, 20:31

กล่าวถึงคำว่าหน่วยจรยุทธ ก็เลยนึกย้อนกลับไปว่า คณะเดินสำรวจของพวกผมนั้น มันมีจำนวนคนใกล้เคียงกับหน่วยจรยุทธขฃองแท้ แถมยังเดินอยู่ในพื้นที่สีโรแมนติคอีกด้วย 
บนพื้นดินก็ต้องคอยระวังและเตรียมการรับมือกับหน่วยงานความมั่นคงภาคพื้นดินให้ดี แล้วก็ยังต้องระวังบนฟ้าอีก  หลังคารถแลนด์ก็ต้องพ่นสีข้อความว่า หน่วยสำรวจธรณีวิทยา   ในขณะเดิน เมื่อได้ยินเสียงเครื่องเฮลิคอปเตอร์ ก็ต้องหาที่หลบ กลัวถูกสอยหรือไม่ก็อาจจะถูกหน่วยพื้นดินตามจับ ผมไม่เคยถูกจับด้วยกรณีนี้ เคยแต่ต้องคอยหลบซ่อนไม่ให้เขาเห็น

ที่อึ้งไปเลยก็คือ พวกผมใช้รถแลนด์ที่มีตราพลั่วกับจอบ (แบบอีเตอร์) ไขว้กันในวงเฟืองจักรกล  ถูกชาวบ้านแจ้งฝ่ายความมั่นคงว่า เห็นรถมีตราฆ้อนกับเคียวมาวิ่งอยู่ในพื้นที่ ทำให้บางทีก็ลงท้ายด้วยทั้งแคมป์และคนเฝ้าแคมป์ถูกขนไปกองอยู่ที่สถานีตำรวจ    ครั้งหนึ่งคณะของผมกลับจากการสำรวจมาตอนเย็น  อ้าว แคมป์และคนเฝ้าอันตรธานหายไปใหน ต้องตามไปแสดงตนไถ่ออกมาจากสถานีตำรวจ    บางกรณีบ้างก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นในตอนเช้ามืดมาด้วยปากกระบอกปืน

เรื่องในอดีตครับ เรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ มีแต่เอามาคุยหยอกล้อสนุกสนานในพวกกันเอง   
บันทึกการเข้า
Anna
องคต
*****
ตอบ: 499


ความคิดเห็นที่ 191  เมื่อ 28 ก.ย. 15, 20:36

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ติดภารกิจรวมญาติอยู่ในเก๋งจีน เพิ่งจะกลับขึ้นเรือนไทยมาวันนี้เองค่ะ เลยได้อ่านรวบยอด
ในค.ห.๑๘๕ อาจารย์เหมือนจะรู้เลยค่ะ ว่าเดี๋ยวยัยแอนนาต้องถามแน่ ยิงฟันยิ้ม เลยชิงเล่าให้ฟังก่อน
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3735


ความคิดเห็นที่ 192  เมื่อ 29 ก.ย. 15, 18:02

จากนั้นอีกหลายวันก็เดินไปกลับทุกวัน แต่เดินลึกเขาไป แยกซ้ายแยกขวาไปตามร่องห้วยต่างๆ เพื่อปูพื้น (orient) ตนเองทั้งในการบริหารจัดการหน่วยและวิชาการสำหรับปีการสำรวจนั้่น

ถึงวันนัด ลูกพี่ใหญ่ก็เอาเรือมารับ เป็นเรือหางยาวที่มีขนาดเล็กลง ใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 4 สูบ   แต่ก่อนจะกลับก็จะลองขึ้นเหนือน้ำไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไปได้ เพื่อดูว่าการสำรวจต่อไปจะทำได้อย่างไรบ้างและจะมีข้อจำกัดเพียงใด 

เช้าก็ออกจากปากลำขาแข้งรวม 4 คนด้วยกัน คงจะสักประมาณ 20 นาทีเห็นจะได้ ก็ถึงแก่งหินตั้ง  สมชื่อจริงๆเลยครับ มองไปเห็นแต่หินโผล่อยู่เหนือน้ำ ขวางอยู่ระหว่างสองฝั่งน้ำ  คนเรือก็ใจสู้จริงๆ ไม่เคยไปเลยจากปากลำเหมือนกัน แต่ก็อยากลองดูว่าจะรอดใหม
บันทึกการเข้า
samun007
องคต
*****
ตอบ: 433


ความคิดเห็นที่ 193  เมื่อ 29 ก.ย. 15, 18:22

ขออนุญาตขัดจังหวะการเล่าเรื่องครับ

ขอรบกวนสอบถามคุณ naitang ครับ รบกวนถามว่า เคยได้ยินตำนานหรือเรื่องเล่าของพราน(ไม่แน่ใจว่าชาติพันธุ์ไหน) ที่เดินจากอุ้มผาง(หรืออาจจะเป็นช่องทางที่เรียกว่า ช่องแป๊ะ)และน่าจะผ่านทุ่งใหญ่ลงมาที่ทองผาภูมิภายในวันเดียวบ้างไหมครับ  เนื่องจากคนรู้จักผมเขาเล่าตำนานนี้ให้ฟัง แต่ไม่มีรายละเอียด ผมจึงมาขอความกรุณารบกวนสอบถามครับ
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3735


ความคิดเห็นที่ 194  เมื่อ 29 ก.ย. 15, 18:40

ได้เรื่องซิครับ  
พ้นจากปากลำขึ้นไป พวกที่เข้ามาหากินในพื้นที่นี้ เขาใช้เรือเล็กขนาดสามคนนั่ง และใช้เครื่องยนต์เบนซินของรถยนต์ขนาดเล็ก แต่เรือของเราขนาดใหญ่กว่ามาก
    
คนเรือก็เก่งนะครับ  หาช่องที่น้ำไหลโกรก (ซึ่งแสดงว่าน้ำลึกพอ) ค่อยๆกระชุ่นเครื่องยนต์ให้เรือตั้งหัวสวนสายน้ำที่ไหลแรง เบี่ยงหัวเรือไปทางซ้ายทางขวา พยายามหาช่องน้ำไหล ตั้งหัวเรือให้ตรงกับร่องน้ำที่ต้องการ แล้วก็เร่งเครื่องกระโจนขึ้นข้ามไปเลย

สนุกดี ลุ้นดี เสียวดี แล้วก็ alert สุดๆ เพราะใม่รู้เลยว่าจะเจอะเจอกับสภาพและเหตุการณ์อะไรต่อไปบ้าง สิ่งของที่เป็นอุปกรณ์สำรวจก็ใส่เป้สะพายข้างแล้วเหน็บให้แน่นกับร่องของกราบเรือด้านใน  หากเรือแตกและจมลง ของก็ยังน่าจะพอติดอยู่กับซากเรือ เก็บกลับมาได้

ครับ..ก็ของหลวงทั้งนั้น ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ใหม้อยู่แล้วทั้งนั้น  ราคาของเหล่านี้ก็สูงเอาการอยู่ (ฆ้อนธรณี 1 อัน กับเข็มทิศ 1 อัน รวมราคาแล้วมันสูงกว่าเงินเดือนของผมอีก)
  
ตัวพวกผมไม่มีชูชีพ หลักการเอาชีวิตรอดมีอยู่วิธีเดียว คือ ห้ามว่ายน้ำ พยุงตัวเองให้ล่องลอยไปตามกระแสน้ำ พยายามคัดตัวเองให้ไหลตามน้ำไปตามร่องน้ำ ให้ไหลไปจนพ้นพื้นที่แก่ง แล้วจึงค่อยกระเสือกกระสนเข้าหาฝั่งโดยพยายามเข้าไปอยู่พื้นที่ๆกระแสน้ำไหลวนกลับ (eddy current) ซึ่งน้ำจะลดความเร็วลงและหมุนวนพาเราเข้าสู่เขตน้ำตื้นของชายหาด เราก็จะไม่ต้องถูกพัดพาไปไกลจนเกินควร    
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 11 12 [13] 14 15 ... 49
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.041 วินาที กับ 19 คำสั่ง