เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 10 11 [12] 13 14 ... 49
  พิมพ์  
อ่าน: 42989 ห้วยขาแข้ง เมื่อ '14 '15
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3590


ความคิดเห็นที่ 165  เมื่อ 22 ก.ย. 15, 18:11

ต่อเรื่องขาแข้ง

สรุปได้ว่า มีข้อมูลเพียงพอทึ่จะวางแผนการทำงานได้ว่า แต่ละครั้งที่เข้ามาทำงานเดินสำรวจอยู่ในพื้นที่รับน้ำของห้วยขาแข้ง (catchment area) นี้

   - จะต้องเตรียมอะไรบ้าง  -- วัสดุอุปกรณ์สำรวจ? เครื่องนอน? เครื่องกิน? อุปกรณ์สำหรับยังชีพ? คนงาน? การสื่อสารกับโลกภายนอก? การจัดการกับปัญหาอุบัติเหตุ?  ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน? ฯลฯ   วู้..วววว     

สรุปง่ายๆว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้งานมากที่สุด ใช้เวลาน้อย ใช้เงินน้อยและคุ้มค่าที่สุด  และที่สำคัญคือจะต้องมีชีวิตรอดและปลอดภัย
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3590


ความคิดเห็นที่ 166  เมื่อ 22 ก.ย. 15, 19:05

   - เตรียมอย่างไร -- หลักๆก็อยู่บนเรื่องของการ packing    ฉายภาพให้เห็นง่ายๆว่า หากเป็นม้าต่าง จะต้องบรรทุกสัมภาระห้อยอยู่ด้านข้างของตัวม้า  หากเป็นช้างก็บรรทุกของบนหลัง หากเป็นคนงานก็ได้ทั้งแบก หาบ และหาม    รูปแบบของการจัดสิ่งของและปริมาณสิ่งของบรรทุกมีความแตกต่างกันมาก รวมไปถึงค่าใช่จ่ายที่แตกต่างกันด้วย 

หากใช้ม้า    packing ก็ควรจะมีลักษณะคล้ายกระเป๋าเสื้อผ้า ก็คงจะต้องมีจำนวนมากชิ้นและต้องใช้ม้าหลายตัว  จะต้องมีทีมของผู้ควบคุมม้าอย่างน้อยก็สองคน (หัวขบวน-ท้ายขบวน)    ม้ามีปัญหาเรื่องกิน จึงมีการใช้ในลักษณะของการขนของระหว่างจุดที่พักหนึ่งไปยังอีกจุดที่พักหนึ่ง ไม่เหมาะสำหรับใช้ในการเดินต่อเนื่องทุกๆวันเข้าไปในพื้นที่ป่าเขา     

ข้อสำคัญ คือ ม้าเป็นสัตว์ขี้ตื่น ตกใจง่าย เตลิดเปิดเปิงง่าย กลัวงูและไม่ถูกกับช้าง

เสียงของสัมภาระที่บรรทุกที่กระทบกันเสียงดังในขณะเดิน ก็ทำให้ม้ากลายเป็นม้าเต้นได้  ยิ่งขยับมาก เสียงกระทบกันก็ยิ่งดัง ยิ่งกระโดดเตะ (พยศ) ก็ยิ่งมีเสียงดังมากขึ้น เพื่อนๆม้าด้วยกันก็เลยช่วยกันผสมโรง ช่วยกันกระโดดเตะ ผลก็คือสิ่งของที่บรรทุกมาทั้งหมดนั้นก็บรรลัยยับเยิน  ให้ภาพทั้งขำและเซ็งไปพร้อมๆกัน
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3590


ความคิดเห็นที่ 167  เมื่อ 22 ก.ย. 15, 19:39

   - เตรียมปริมาณเท่าใด --- หลักๆก็เป็นเรื่องของการกิน ก็จึงหนีไม่พ้นในเรื่องของข้าวสารอาหารแห้ง
   
ในการเข้าพื้นที่สำรวจของผมแต่ละครั้งนั้น เป็นพฤติกรรมปรกติของผมที่จะซื้อวัตถุดิบ เป็นเนื้อหมู เนื้อวัว อย่างละ 1-2 กก. เป็นพวกผักที่ใช้ในแกงเผ็ดชนิดละ 1 กก. และอื่นๆที่ใช้ทำอารหารสำหรับสองวันแรกที่เข้าไปถึงพื้นที่สำรวจ  จากนั้นก็หากินเองไปวันๆ สุดแท้แต่ว่าจะหาอะไรได้

ที่ไม่ลืมและต้องเตรียมทุกครั้งก็คือ เหล้าสี (แม่โขง 2-4 ขวด) บุหรี่ (กรุงทองหรือกรองทิพย์ 2 ห่อ, =20ซอง) เหล้ายาดองจีน 1 ขวด สำหรับพ่อครัวและลูกครัว  ของพวกนี้เป็นสื่อกลางของความเคารพและการยื่นความเป็นมิตรไมตรีต่อเจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขา กำนันผู้ใหญ่บ้าน และผู้มีทรงอำนาจในพื้นที่
บันทึกการเข้า
Anna
องคต
*****
ตอบ: 499


ความคิดเห็นที่ 168  เมื่อ 22 ก.ย. 15, 20:23

ต่อเรื่องขาแข้ง

สรุปได้ว่า มีข้อมูลเพียงพอทึ่จะวางแผนการทำงานได้ว่า แต่ละครั้งที่เข้ามาทำงานเดินสำรวจอยู่ในพื้นที่รับน้ำของห้วยขาแข้ง (catchment area) นี้

   - จะต้องเตรียมอะไรบ้าง  -- วัสดุอุปกรณ์สำรวจ? เครื่องนอน? เครื่องกิน? อุปกรณ์สำหรับยังชีพ? คนงาน? การสื่อสารกับโลกภายนอก? การจัดการกับปัญหาอุบัติเหตุ?  ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน? ฯลฯ   วู้..วววว     

สรุปง่ายๆว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้งานมากที่สุด ใช้เวลาน้อย ใช้เงินน้อยและคุ้มค่าที่สุด  และที่สำคัญคือจะต้องมีชีวิตรอดและปลอดภัย

เข้าใจว่าไม่มีหมอร่วมเดินทางไปด้วยใช่ไหมคะ อาจารย์ต้องมีความรู้ทางการแพทย์ด้วยใช่ไหมคะ เวลาป่วยในป่าจะได้รักษาตัวเอง
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3590


ความคิดเห็นที่ 169  เมื่อ 23 ก.ย. 15, 18:33

เรื่องเตรียมยานั้นมีแน่ๆครับ  แต่จะขอต่ออีกหน่อยแล้วค่อยขยายเรื่องยา

รู้ว่าจะต้องเตรียมการยังไงแล้ว  ก็มาถึงเรื่องการนัดแนะกันว่า เราจะเริ่มทำงานกันจริงๆเมื่อใด    ซึ่งจะกำหนดๆได้ก็ต่อเมื่อได้เดินไปทำความรู้จักกับชาวบ้านในพื้นที่นั้น อธิบายความว่าเราจะมาทำอะไร จะมาในรูปแบบใหน ฯลฯ ก็เพื่อมิให้เกิดความเข้าใจผิดแบบที่เคยโดนมาแล้ว

(ผมเคยถูกชาวบ้านเอาปืนจี้จับส่งตำรวจขณะเดินทำงานอยู่ในแม่น้ำยม ใกล้ๆกับ อ.วังชิ้น จ.แพร่   ฤๅจะต้องแยกเป็นอีกกระทู้เรื่อง ทำงานอยู่ในพื้นที่สีชมพูแก่ ?)

นอกจากไปพูดคุลกับชาวบ้านแล้ว ก็ยังมีเรื่องของการจ้างคนงาน และการดูสภาพพื้นที่จริงว่ากันดารหรือสมบูรณ์ระดับใด

หลักๆในการเดินเข้าพื้นที่ครั้งแรกนี้ ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับด้านความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินทั้งสิ้น      รู้จักคน รู้จักหน้าตา รู้จักสังคม/วิถีชีวิตประจำวัน อุปนิสัยใจคอ  หลักนิยมพื้นฐานของความคิด/วิธีปฎิบัติต่างๆ ฯลฯ
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3590


ความคิดเห็นที่ 170  เมื่อ 23 ก.ย. 15, 19:18

เอาละครับ กลับมาขยายความเรื่องของยา การเจ็บป่วย และโรคภัยต่างๆ

แท้จริงแล้วผมตั้งใจจะเรียนแพทย์   เพราะคุณยายก็เป็นแพทย์แผนโบราณ พ่อเป็นหมอแม่เป็นพยาบาล น้าและน้าสะไภ้ก็เป็นหมอกับพยาบาล ป้าก็ทำร้านขายยาแผนโบราณ     ผมสนุกกับชีวิตมากไปหน่อยเลยตกตั้งแต่วิชาพื้นฐานแรกๆเลย แต่ก็ยังมีความใฝ่รู้เรื่องทางแพทย์อยู่ลึกๆในใจ   ครับ..ก็เลยพอจะมีอะไรติดไม้ติดมืออยู่บ้างสำหรับการรักษาชีวิตให้รอดหรือมิให้รุนแรงมากไปกว่าที่ควรจะเป็น

ตัวผมนั้นคิดว่าในกรณีของการเดินทางไปต่างถิ่นใดๆนั้น ความเจ็บป่วยที่ค่อนข้างจะเป็นธรรมดาสำหรับคนทั่วๆไปนั้นมีอยู่ใน 3 เรื่อง คือ
   เกี่ยวกับท้อง ซึ่งหลักๆก็คือ ท้องเสีย กับ ปวดท้อง 
   เกี่ยวกับความเจ็บ ซึ่งหลักๆก็คือ ปวดหัว กับ ปวดเมื่อย
   เกี่ยวกับไข้ ซึ่งสำหรับกรณีการเข้าป่าก็คือ ไข้มาลาเรีย และไข้อื่นๆ

ผมใช้แนวคิดที่กล่าวมานั้นในการวินิจฉัยว่า serious หรือไม่ จะต้องถึงมือหมออย่างเร็วหรือไม่ ซึ่งก็จะต้องดูแบบ holistic ด้วย   และซึ่งผมก็ใช้หลักนี้สำหรับการวางแผนเส้นทางการเดินสำรวจในป่าลึกทุกๆครั้ง
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3590


ความคิดเห็นที่ 171  เมื่อ 23 ก.ย. 15, 19:46

ยาที่ผมจะเตรียมไปจึงประกอบไปด้วย
   - ยาแก้ปวด APC (สมัยนั้น APC เป็นยาแก้ปวดหลักที่มีขายโดยทั่วไป)  ซึ่งอนุโลมใช้สำหรับกรณีมีอาการปวดต่างๆ  เท่าที่มีความรู้ในขณะนั้นคือ ยานี้กัดกระเพาะอาหาร ขับออกโดยไต จึงต้องกินในขณะที่ท้องไม่ว่างและให้ดื่มน้ำเยอะๆตาม
   - ยาเกี่ยวกับท้อง ได้แก่ ยาธาตุน้ำขาว แก้ท้องเสียและอาการปวดถ่าย  ยาถ่านกัมมันต์ ดูดพิษในลำใส้  และยาลดกรดในกระเพาะแบบเม็ด
   - ยา Qualaquin สำหรับกันไข้มาลาเรีย ทานครั้งละ 2 เม็ด สัปดาห์ละครั้ง

นอกจากยาเหล่านี้ ก็มีพวกยาสำหรับการทำแผลทั้งหลาย ก็มี ยาแดง ยาเหลือง ผ้า gauze และผ้าพันแผล แล้วก็ยาแก้ปวดเมื่อกล้ามเนื้อ

ผมเห็นว่า ยาไม่กี่ชนิดดังกล่าวนี้แหละ คือ แก่นแท้ของยาสามัญประจำบ้านป่าตัวจริง  เดินป่ามาหลายปีก็ไม่หนียาเหล่านี้แหละครับ   
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3590


ความคิดเห็นที่ 172  เมื่อ 24 ก.ย. 15, 18:29

ผู้คนตั้งแต่ยุคแรกเริ่มคอมพิวเตอร์ใช้ CPU 8086  คงเกือบจะไม่เคยได้ยินยาแก้ปวด APC เลย     ในปัจจุบันนี้ ยานี้ได้ลดส่วนผสมลงเหลือเพียง Aspirin ตัวเดียว และใช้เป็นยาหลักเกี่ยวกับเรื่องของลิ่มเลือดในหลอดเลือด     แต่ในอดีตนั้นมันเป็นยาแก้ปวดแก้ไข้ที่ชะงัดนักซึ่งมีการผลิตจำหน่ายในท้องตลาดใน 2 รูปแบบ คือแบบเม็ด และแบบผงอยู่ในซอง

ผมต้องซื้อทั้งสองแบบ แบบเม็ดนั้นไว้ใช้เอง ส่วนแบบผงนั้นจะซื้อแบบยกกล่อง ซื้อครั้งแรกก็เพียงครึ่งกล่อง ต่อมาต้องซื้อเป็นกล่อง จากหนึ่ง ก็เป็นกล่องครึ่งหรือสองกล่อง จำไม่ได้แล้วครับว่ากล่องหนึ่งมีกี่ซอง จำได้แต่ว่าร้านขายยาขายขายปลีกซองละ 25 สตางค์  ที่จริงแล้วยาทั้งสองลักษณะนี้ดูเหมือนจะมีส่วนผสมที่ต่างกัน ยาแบบซองนั้นไม่มีส่วนผสมของ P   มีแต่ A (Aspirin) กับ C (Caffeine)

ที่เอาเรื่องยานี้มาขยายความก็เพราะว่า มันมีความสำคัญในเชิงของการเป็นปัจจัยหนึ่งในการดำเนินชีวิตประจำวันของชาวบ้านป่า มันออกฤทธิที่ทำให้เขาเหล่านั้นมีความสุขในวันที่ได้รับยานี้ โดยเฉพาะในหมู่คนที่เสพฝิ่นและมีอาการแบบกึ่งติด  และซึ่งผมพบว่า มีการใช้ยานี้ในหมู่ชาวบ้านในเขตพื้นที่ป่าเขาด้านตะวันตกของไทยมากกว่าในพื้นที่ป่าเขาอื่นๆ
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3590


ความคิดเห็นที่ 173  เมื่อ 24 ก.ย. 15, 18:51

รู้มาแต่แรกๆเริ่มทำงานเมื่อปี 12 แล้วว่า ชาวบ้านในป่าดงชอบใช้ยานี้แก้อาการปวดเมื่อยต่างๆตามร่างกาย    ชาวบ้านในห้วยขาแข้งก็เช่นกัน มีแต่ถามถึงและขอยานี้  ผมก็ว่ามีแล้วก็ให้ไปสองสามซอง เจอะเจอกันเมื่อใดก็ขอ  แล้วก็เห็นวิธีเขากินกัน อย่างน้อยก็วันละซองในตอนเช้า หรืออีกซองหนึ่งในตอนเย็น  กินง่ายๆมากครับ ฉีกซองแล้วเทใส่ปากเลย แล้วตามด้วยน้ำ มีทั้งกินตอนท้องว่างและไม่ว่าง  (ผมก็เคยกินแบบเขาเพื่อแก้อาการปวดหัวอันสืบเนื่องมาจากการดื่มเหล้า มีรสเปรี้ยวๆ กินไปสองสามครั้งก็รู้สึกชินกับรสชาตินั้น)   

คนงานของผมก็กินแบบนี้ ซึ่งผมก็ได้เห็นเขามีความสุข มีความกระชุ่มกระชวยไปตลอดทั้งวันจนจรดเย็น
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3590


ความคิดเห็นที่ 174  เมื่อ 24 ก.ย. 15, 19:16

อย่าไปคิดว่า aspirin เป็นยากล่อมประสาท หรือยาคลายเครียดใดๆนะครับ

ความจริงที่ผมได้พบเห็นก็คือ ในการเสพฝิ่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นแบบใด จะมีการผสมผงยานี้ลงไปด้วยเสมอ และซึ่งเมื่ออาการขาดยาก็คืออาการปวด ยานี้จึงไปช่วยบรรเทา  มิน่าเล่า...เข้าใจนะครับ

ซึ่ง..ผลของการกินยานี้ และกินแบบผิดวิธี  ผลสุดท้ายก็คือที่เรียกว่า ลงแดงตาย ซึ่งโดยทั่วๆไปหมายถึงอาการขาดยาจนเกิดอาการช็อคตาย   แต่สำหรับผม ก็คือ เลือดออกในกระเพาะเพราะว่ากระพาะเป็นแผล หรือกระเพาะทะลุ  (คนที่ผมรู้จักหลายคนตายด้วยเหตุนี้)     
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10674



ความคิดเห็นที่ 175  เมื่อ 24 ก.ย. 15, 19:20

ยาเม็ด APC มีอีกชื่อหนึ่งคือ ยาเม็ดสีชมพู ตามสีของเม็ดยา

ที่เอาเรื่องยานี้มาขยายความก็เพราะว่า มันมีความสำคัญในเชิงของการเป็นปัจจัยหนึ่งในการดำเนินชีวิตประจำวันของชาวบ้านป่า มันออกฤทธิที่ทำให้เขาเหล่านั้นมีความสุขในวันที่ได้รับยานี้ โดยเฉพาะในหมู่คนที่เสพฝิ่นและมีอาการแบบกึ่งติด

แล้วก็เห็นวิธีเขากินกัน อย่างน้อยก็วันละซองในตอนเช้า หรืออีกซองหนึ่งในตอนเย็น  

ที่ทำให้ชาวบ้านติดยาก็เพราะ C - คาเฟอีน นั่นแล  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3590


ความคิดเห็นที่ 176  เมื่อ 24 ก.ย. 15, 19:57

ห้วยขาแข้งถูกประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า  

ด้วยชื่อก็เลยทำให้เราเห็นภาพแต่เพียงว่า มันก็เป็นพื้นที่ปิดเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับสัตว์ป่า แต่สำหรับผมแล้ว พื้นที่นี้มันมีเรื่องราวลึกๆภายในตัวของมันที่มีประโยชน์ในด้านการเรียนรู้ในด้านอื่นๆ แม้กระทั่งในเชิงของสังคมและมานุษยวิทยา   น่าเสียดายที่พื้นที่นี้มันมีสภาพของ prejudice และ discrimination
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3590


ความคิดเห็นที่ 177  เมื่อ 24 ก.ย. 15, 20:11

ยาเม็ด APC มีอีกชื่อหนึ่งคือ ยาเม็ดสีชมพู ตามสีของเม็ดยา

ที่เอาเรื่องยานี้มาขยายความก็เพราะว่า มันมีความสำคัญในเชิงของการเป็นปัจจัยหนึ่งในการดำเนินชีวิตประจำวันของชาวบ้านป่า มันออกฤทธิที่ทำให้เขาเหล่านั้นมีความสุขในวันที่ได้รับยานี้ โดยเฉพาะในหมู่คนที่เสพฝิ่นและมีอาการแบบกึ่งติด
แล้วก็เห็นวิธีเขากินกัน อย่างน้อยก็วันละซองในตอนเช้า หรืออีกซองหนึ่งในตอนเย็น 
ที่ทำให้ชาวบ้านติดยาก็เพราะ C - คาเฟอีน นั่นแล  ยิงฟันยิ้ม

ใช่เลยครับ  ก็ไม่ต่างไปจากคนติดกัญชาที่ไม่รู้ว่าติดยาเส้น (tobacco) หรือติดกัญชา (cannabis) ที่ซอยผสมกันอยู่บนเขียงไม้ข่อย พญามือเหล็ก กำแพงเจ็ดชั้น ฯลฯ
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3590


ความคิดเห็นที่ 178  เมื่อ 24 ก.ย. 15, 20:32

ก็มาขยายความต่อเรื่องของยากันไข้มาลาเรีย

ขอเริ่มด้วยความน่ากลัวว่า ยาป้องกันไข้มาลาเรียนั้นไม่มี มีแต่ยาฆ่าเชื้อมาลาเรีย ซึ่งก็คือฆ่ามันให้ตายเพื่อไม่ให้มันขยายกระจายพันธุ์ต่อไป

เชื้อมาลาเรียเป็นพวกเชื้อกาฝาก (parasite) ใช้เวลาประมาณ 14 วันในการฟักตัวอยู่ในเม็ดเลือดแดง (หลังจากที่ยุงก้นปล่องกัดและถ่ายเชื้อเข้าสู้ระบบไหลเวียนโลหิตของเรา)  พอเชื้อจุลชีพตัวนี้ (Plasmodium) โตเต็มที่ เม็ดเลือดแดงก็จะแตก มันก็จะไปวิ่งอาศัยอยู่ในอีกเม็ดเลือดแดงหนึ่ง ขยายต่อเนื่องไป  อาการหนาวสั่นของไข้มาลาเรียก็เกิดจากเม็ดเลือดแดงแตกไปมากๆนี้เอง ??
บันทึกการเข้า
PATAMA.M
อสุรผัด
*
ตอบ: 11


ความคิดเห็นที่ 179  เมื่อ 25 ก.ย. 15, 09:35

ผมต้องซื้อทั้งสองแบบ แบบเม็ดนั้นไว้ใช้เอง ส่วนแบบผงนั้นจะซื้อแบบยกกล่อง ซื้อครั้งแรกก็เพียงครึ่งกล่อง ต่อมาต้องซื้อเป็นกล่อง จากหนึ่ง ก็เป็นกล่องครึ่งหรือสองกล่อง จำไม่ได้แล้วครับว่ากล่องหนึ่งมีกี่ซอง จำได้แต่ว่าร้านขายยาขายขายปลีกซองละ 25 สตางค์  ที่จริงแล้วยาทั้งสองลักษณะนี้ดูเหมือนจะมีส่วนผสมที่ต่างกัน ยาแบบซองนั้นไม่มีส่วนผสมของ P   มีแต่ A (Aspirin) กับ C (Caffeine)

ที่เอาเรื่องยานี้มาขยายความก็เพราะว่า มันมีความสำคัญในเชิงของการเป็นปัจจัยหนึ่งในการดำเนินชีวิตประจำวันของชาวบ้านป่า มันออกฤทธิที่ทำให้เขาเหล่านั้นมีความสุขในวันที่ได้รับยานี้ โดยเฉพาะในหมู่คนที่เสพฝิ่นและมีอาการแบบกึ่งติด  และซึ่งผมพบว่า มีการใช้ยานี้ในหมู่ชาวบ้านในเขตพื้นที่ป่าเขาด้านตะวันตกของไทยมากกว่าในพื้นที่ป่าเขาอื่นๆ

แบบซองเป็นแบบนี้มั้ยคะ..

(แก้ไขขนาดรูปภาพค่ะ)


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 10 11 [12] 13 14 ... 49
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.043 วินาที กับ 19 คำสั่ง