เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 48 49 [50] 51 52 ... 60
  พิมพ์  
อ่าน: 79744 พระองค์เจ้าปฤษฎางค์-ชีวิตลับที่ทรงเผยไม่ตลอด
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30622

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 735  เมื่อ 22 ส.ค. 15, 09:04

สาเหตุที่พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ต้องออกจากราชการ ไม่ใช่ว่าท่านทำความผิดอะไร  แต่ท่านถูกดุลยภาพ คือออกจากราชการโดยไม่มีบำเหน็จบำนาญ    เรื่องนี้เกิดกับขุนนางข้าราชการทุกกระทรวงทุกกรม ยกเว้นกลาโหม 
เป็นวิกฤตเศรษฐกิจในต้นรัชกาลที่ ๗   ทำให้รัฐต้องหั่นงบประมาณรายได้ โดยการลดอัตราข้าราชการแต่ละกระทรวงแต่ละกรมลงไป 

ลักษณะงานของพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ไม่ใช่งานบริหาร   ซึ่งอาจจะทำให้อยู่ยงคงกระพันในหน้าที่ เอาออกไม่ได้     ท่านคงทำงานในหน้าที่ปานกลาง อาจจะงานสารบรรณ หรือล่าม    เอาออกไปคนหนึ่งคน  งานก็เกลี่ยไปให้คนที่เหลือได้

เป็นเคราะห์กรรมที่เกิดกับข้าราชการระดับกลางและผู้น้อยเป็นจำนวนมากในสมัยนั้น     น่าเห็นใจท่าน  แต่คงไม่เกี่ยวกับการกลั่นแกล้งจากใคร
บันทึกการเข้า
V_Mee
สุครีพ
******
ตอบ: 1431


ความคิดเห็นที่ 736  เมื่อ 22 ส.ค. 15, 09:05

มายืนยันิีกเสียงหนึ่งว่า สมเด็จผู้ล่วงลับนั้นคือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนานถึง ๓๘ ปี นับแต่รัชกาลที่ ๕ ตราบสิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๖ ใน พ.ศ. ๒๔๖๖  

ส่วนพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไตรทศประพันธ์ (พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นเทวะวงศ์วโรทัย) ซึ่งลงพระนามในลายพระหัตถ์ให้พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงเข้ารับราชการในกระทรวงการต่างประเทศนั้น  ทรงเป็นพระโอรสพระองค์โตในสมเด็จกรมกรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ  เวลานั้นทรงดำรงตำแหน่งปลัดทูลฉลองกระทรวงการต่างประเทศ  เมื่อมเด็จฯ เสนาบดีสิ้นพระชนม์ลงแล้ว  ก็ได้ทรงรั้งตำแหน่งเสนาบดีแล้วเป็นเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศแทน
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30622

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 737  เมื่อ 22 ส.ค. 15, 09:13

มีกูรูมายืนยันอีกท่าน เป็นอันลงความเห็นได้ว่าสมเด็จที่ล่วงลับคือสมเด็จกรมพระยาเทวะวงศ์ฯ นะคะ

ดูจากประโยคที่ขีดเส้นแดง     พระองค์เจ้าปฤษฎางค์คงหวังพึ่งพาผู้ใหญ่คนใหม่ในกระทรวง แต่ยังไม่ได้  ก็พอดีมีใครสักคน ที่ท่านเรียกว่า "กุ๊กปรุงกับข้าว" มาทำกับข้าวเผ็ดร้อน ที่ท่านกินไม่ลง   ดิฉันตีความว่าสั่งให้ท่านทำงานในหน้าที่อะไรสักอย่างซึ่งท่านยอมรับไม่ได้   ท่านก็เลยไม่ทำตามคำสั่ง    ผู้ใหญ่คนนั้นก็เลยสั่งดุลยภาพท่าน   ท่านเรียกว่า "รุนออกจากราชการ" มีความหมายว่า "ให้ออกจากราชการ"


บันทึกการเข้า
V_Mee
สุครีพ
******
ตอบ: 1431


ความคิดเห็นที่ 738  เมื่อ 22 ส.ค. 15, 17:30

"กุ๊ก" ที่พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงกล่าวถึงน่าจะเป็นพระบรมวงศ์พระองค์หนึ่งที่ในตอนปลายรัชกาลที่ ๖ เคยมีคำสั่งห้ามกลับเข้ารับราชการโดยเด็ดขาด  เมื่อเริ่มรัชกาลที่ ๗ แม้จะไม่โปรดให้พระบรมวงศ์พระองค์นี้กลับเข้ารับราชการ  แต่ในฐานะที่ทรงเป็นพระญาติสนิทของในหลวงและพระบรมราชินี  จึงว่ากันว่าทรงมีบทบาทมากในการดุลยภาพข้าราชการออกไปเป็นจำนวนมากในตอนต้นรัชกาลที่ ๗  โดยเฉพาะผู้ที่เคยเป็นคู่กรณีในสมัยรัชกาลที่ ๖ ล้วนถูกดุลยภาพหมดเกลี้ยง
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30622

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 739  เมื่อ 22 ส.ค. 15, 19:01

กับข้าวทั้งเผ็ดทั้งร้อน ขยอกไม่เข้า  หมายถึงผลงานของ "กุ๊ก" ?
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10869


ความคิดเห็นที่ 740  เมื่อ 23 ส.ค. 15, 07:27

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นเสวยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ.  ๒๔๖๘ ในยามที่สยามกำลังประสบภาวะทรุดโทรมอย่างยิ่ง  โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจที่ระบาดมาจากโลกตะวันตก  รัฐบาลได้ตัดทอนรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปอย่างมากมาย และในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ พระเจ้าอยู่หัวทรงตัดทอนรายจ่ายในราชสำนัก เพื่อเป็นตัวอย่างแก่กระทรวงต่าง ๆ จนในที่สุดต้องปลดข้าราชการออกจากตำแหน่งเป็นจำนวนมาก  เพื่อรักษาดุลยภาพทางการเงินของประเทศ ซึ่งเวลานั้นรายรับของแผ่นดินไม่พอกับรายจ่ายประจำปี

ข้าราชการที่ต้องออกจากงานในเวลานั้น เรียกว่าถูกดุลย์ ครั้งแรกที่มีการดุลย์เป็นจำนวนมากคือเมื่อสิ้นปี พ.ศ. ๒๔๖๘ (สมัยนี้นับเป็น พ.ศ. ๒๔๖๙ แล้ว) โดยหลังถวายพระเพลิงพระบรมศพล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๖  เมื่อวันที่ ๒๔  มีนาคม ๒๔๖๘ เสร็จสรรพ  พอวันที่  ๓๑  มีนาคม  ท่านที่ทำงานในพระราชสำนักหลายคนก็ถูกดุลย์ก็ต้องเก็บของกลับบ้านเป็นตัวอย่าง

น่าเชื่อว่าพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ท่านจะทรงถูกดุลย์ในช่วงปลายปีนั้นเอง และการที่ท่านถูกออกจากงานครั้งนี้ก็คงจะไม่มีใครกลั่นแกล้งท่านเป็นพิเศษ หน้าที่การงานและสถานภาพข้าราชการของท่านยังไงๆก็อยู่ในข่ายที่ตัดออกได้โดยงานของกระทรวงไม่สะดุดอยู่แล้ว
และคงไม่น่าจะเกี่ยวถึงขนาดเจ้านายพระองค์ใดจะมาทรงชี้นิ้วกำกับให้เอาท่านออก “กุ๊ก”ในความหมายของท่านอาจจะเป็นคณะผู้บริหารชุดเล็กๆของกระทรวงที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาเงื่อนไขว่าใครอยู่ในข่ายที่ปลดไปแล้วกระทรวงยังจะคงทำงานต่อไปได้โดยปกติเท่านั้น สำหรับกระทรวงต่างประเทศแม้เป็นองค์กรเล็กๆ แต่ก็ยังน่าจะมีอยู่ด้วยกันร่วมร้อยที่ถูกดุลย์

ถ้านับเวลางานในครั้งนี้ ท่านก็อยู่มาได้สักสองปีครึ่งก่อนถูกดุลย์

บันทึกการเข้า
V_Mee
สุครีพ
******
ตอบ: 1431


ความคิดเห็นที่ 741  เมื่อ 23 ส.ค. 15, 07:45

ผู้ใหญ่ในยุคนั้นเคยเล่าถึงเรื่องการดุลยภาพข้าราชการในตอนสิ้นปี ๒๔๖๘ (๓๑ มีนาคม ๒๔๖๘) ว่า  ดุนออกแล้วก็ดุนเข้า
ที่ดุนออกนั้นคือกวาดออกไปก่อน  แต่เมื่อตระหนักรู้ว่า ไม่มีคนที่คนที่เหลืออยู่ไมมีความรู้ความสามารถพอที่จะทำงาน  ก็เรียกบางคนที่ถูกดุนออกไปกลับเข้ารับราชการอีกครั้งแต่ลดเงินเดือนลง
แต่ที่น่าประหลาด คือ ข้าราชการในพระราชสำนักที่ถูกดุลยภาพออกไปในคราวนั้น  กลับได้รับเลือกไปรับราชการในกรมรถไฟหลวงเป็นจำนวนไม่น้อย
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10869


ความคิดเห็นที่ 742  เมื่อ 23 ส.ค. 15, 08:41

กรมรถไฟหลวงน่าจะเป็นกรมเดียวที่มีรายได้และผลกำไรโดดเด่น เรียกว่าเป็น Cash cow ของยุค ทั้งกิจการเดินรถและโรงแรมรถไฟในกรุงเทพและต่างจังหวัดทั้งหลาย เช่นในกรุงเทพมีโรงแรมราชธานีระดับ ๕ดาวอยู่ในสถานนีรถไฟหัวลำโพงนั่นเอง และยังมีที่หัวหินและเชียงใหม่ด้วย

ครั้งที่การเดินทางด้วยเครื่องบินโดยสารยังไม่มี ทุกเมืองสำคัญๆในโลกจะต้องมี่ Station hotel แบบหรู เพื่อความสะดวกของผู้เดินทางระดับ VIP

สมัยก่อนใครทำงานกรมรถไฟต้องเดินยืดๆหน่อยให้สมฐานะ
บันทึกการเข้า
Anna
องคต
*****
ตอบ: 499


ความคิดเห็นที่ 743  เมื่อ 23 ส.ค. 15, 08:58

กรมรถไฟหลวงน่าจะเป็นกรมเดียวที่มีรายได้และผลกำไรโดดเด่น เรียกว่าเป็น Cash cow ของยุค ทั้งกิจการเดินรถและโรงแรมรถไฟในกรุงเทพและต่างจังหวัดทั้งหลาย เช่นในกรุงเทพมีโรงแรมราชธานีระดับ ๕ดาวอยู่ในสถานนีรถไฟหัวลำโพง


อาจารย์พอจะมีรูปให้ดูไหมคะ
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10869


ความคิดเห็นที่ 744  เมื่อ 23 ส.ค. 15, 09:56

ตามนี้เลยครับ เออนะ ผมนึกว่าคุณแอนนาจะเลิกเข้ามากระทู้นี้แล้ว

http://www.neutron.rmutphysics.com/teaching-glossary/index.php?option=com_content&task=view&id=7543&Itemid=17


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10735



ความคิดเห็นที่ 745  เมื่อ 23 ส.ค. 15, 10:01

 ยิงฟันยิ้ม


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10869


ความคิดเห็นที่ 746  เมื่อ 23 ส.ค. 15, 17:49

ถ้าคุณแอนนายังสงสัยว่าโฮเต็ลราชธานีตั้งอยู่ที่ไหน ก็ตรงอาคารที่หลังคาแดงนั่นแหละครับ


บันทึกการเข้า
Anna
องคต
*****
ตอบ: 499


ความคิดเห็นที่ 747  เมื่อ 23 ส.ค. 15, 18:15

ตามนี้เลยครับ เออนะ ผมนึกว่าคุณแอนนาจะเลิกเข้ามากระทู้นี้แล้ว

http://www.neutron.rmutphysics.com/teaching-glossary/index.php?option=com_content&task=view&id=7543&Itemid=17

พักนี้สัญญาณเน็ทที่บ้านไม่ค่อยจะดีน่ะค่ะ หลุดบ่อยๆ แต่ก็ยังตามอ่านอยู่นะคะ..ด้วยความรู้สึกหดหู่อยู่ลึกๆ
เรียนตามตรงว่าสงสารพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ค่ะ เข้าใจว่าท่านเขียนบันทึกนี้ในวัยชราที่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไร้ญาติ ขาดเงิน ความคับแค้นฝืดเคืองในช่วงนี้คงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยลบ ที่ฉุดให้พระอารมณ์ของท่านดำดิ่งจมลึกลงไปอีก    
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10869


ความคิดเห็นที่ 748  เมื่อ 23 ส.ค. 15, 18:38

ผมเดาทางนั้นอยู่เหมือนกันว่าคุณคงต้องรู้สึกแบบนี้ ผมเองก็หดหู่ใจไม่น้อยว่าบุคคลที่ผมเคยยกย่อง และเคยเป็นทนายแก้ต่างให้ในกระทู้เก่า ได้กลายเป็นคนป่วยทางจิตไปในกระทู้นี้ แต่ก็จำต้องยอมรับความจริง

ผมจำเป็นต้องออกมาเผยเพราะนอกจากเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่เผอิญผ่านวิจารณญาณของผมเข้ามา ซึ่งผมเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าผู้ทรงอุเบกขา ได้ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาจากนักวิชาการกลุ่มหนึ่ง ซึ่งชูพฤติกรรมของพระองค์เจ้าปฤษฎางค์มานานแล้ว หาว่าทรงกลั่นแกล้งอาฆาตพยาบาทเพราะบังอาจไปเสนอแนวทางประชาธิปไตยให้พระองค์ท่าน ซึ่งกระทู้นี้ได้เปิดหลักฐานอย่างชัดแจ้งว่า พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ท่านทรงตกอับด้วยเหตุอันใด

เอาครับ ตั้งใจจะเอาภาพด้านนอกของอดีตโฮเต็ลราชธานีอันหรูหราในอดีต แต่ทรุดโทรมสุดๆในปัจจุบันมาให้ชมเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ


บันทึกการเข้า
Anna
องคต
*****
ตอบ: 499


ความคิดเห็นที่ 749  เมื่อ 23 ส.ค. 15, 18:42

ถ้าคุณแอนนายังสงสัยว่าโฮเต็ลราชธานีตั้งอยู่ที่ไหน ก็ตรงอาคารที่หลังคาแดงนั่นแหละครับ

ขอบพระคุณอาจารย์นวรัตน อาจารย์เพ็ญชมพู ที่กรุณาหารูปมาให้ดูค่ะ

ที่อยากเห็นโรงแรมนี้ก็เพราะนึกขึ้นได้ถึงคุณตาท่านหนึ่งซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ของเพื่อนน่ะค่ะ คุณตาเคยเล่าให้พวกเราฟังถึงตอนที่ท่านได้รับทุนไปเรียนต่อที่อเมริกา ก่อนจะออกเดินทาง อาจารย์ของท่านได้พาลูกศิษย์พวกที่ได้รับทุนทุกคนไปหัดกินอาหารฝรั่งที่ห้องอาหารโรงแรมรถไฟ พอคุณตาเล่ามาถึงตรงนี้ พวกหลานๆทั้งในไส้และนอกไส้อกตัญญูทั้งหลายก็ขำกลิ้ง ทำเอาคุณตาเคืองหยุดเล่าไปสามวิ

ต่อไป หากพวกเราได้อยู่จนถึงอายุเก้าสิบ ถ้าเกิดเล่าให้เด็กยุคหน้าโน้นฟังว่าพวกเราเคยกินข้าว ดูหนังที่ Emquartier กรรมอาจตามสนอง โดนขำมั่งแหละ  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 48 49 [50] 51 52 ... 60
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.038 วินาที กับ 19 คำสั่ง