เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6
  พิมพ์  
อ่าน: 24748 ฟันเฟืองปิศาจ ฟรานซ์ สแตงเกล
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1277


ความคิดเห็นที่ 60  เมื่อ 07 มิ.ย. 15, 04:20

ในสามเดือนแรกที่ทริเอสเต้ หน้าที่ของสแตงเกลคือรับผิดชอบดูแลครวามปลอดภัยขบวนรถไฟจากอิตาลีที่ขึ้นเหนือ ซึ่งขบวนรไฟเหล่าขนทั้งผู้โดยสาร สินค้าที่นาซีปล้นสะดมมา แและในบางครั้งก็มีนักโทษด้วย ครั้งหนึ่งสแตงเกลหนีความตายได้แบบหวุดหวิด สแตงเกลได้วันลาหยุด หน้าที่ประจำของสแตงเกลถูกมอบหมายให้ฟรานซ์ ไรเชลทเนอร์ (Franz Reichleitnet) ซึ่งเคยเป็น ผบ. ค่ายโซบิบอร์คนต่อจากสแตงเกล ซึ่งเมื่อโซบิบอร์ถูกปิดก็ถูกย้ายมาอิตาลีเช่นกัน  ในคืนนั้นเองมีการลาดตระเวนตามปกติ ไรเชลทเนอร์ถูกพวกกองโจรซุ่มโจมตีและสังหาร การลาหยุดของสแตงเกลถูกยกเลิกและต้องมารับหน้าที่ตามล่าพวกกองโจรที่สังหารไรเชลทเนอร์แทนแต่คว้าน้ำเหลว


ในเดือนกุมภาพันธ์ 1944 สแตงเกลได้ลาพักเพื่อกลับไปเยี่ยมลูกสาวคนที่สามที่เพิ่งเกิดที่ออสเตรีย เป็นช่วงเวลาสุขสันต์อีกครั้งของครอบครัวสแตงเกล  แม้จะไม่เคยเล่าเรื่องงานให้ครอบครัวฟัง ฟรานซ์บ่นให้เทเรซ่าภรรยาฟังว่าเบื่อที่ถูกสั่งให้ต้องคอยมองหาพวกยิวด้วย และอยากจะเลิกจากหน้าที่แบบนี้แต็มทน

หลังลาพักกลับมาที่ทริเอสเต สแตงเกลได้รับหน้าที่ใหม่เป็นนายทหารส่งกำลังบำรุงให้กับโครงการก่อสร้างป้อมค่ายในอิตาลีเพื่อป้องกันการรุกของฝ่ายสัมพันธมิตร โครงการนี้มีคนงานอิตาลีเข้าร่วมงานมากกว่าห้าแสนคน นอกจากหน้าที่นี้จะไม่อันตรายเท่างานเก่าที่ต้องต่กกรกับพวกกองโจรแล้ว หน้าที่นี้ทำให้สแตงเกลได้มีโอกาสพบปะผู้คน สร้างสายสัมพันธ์ซึ่งต่อมาจะช่วยในการหลบหนีของสแตงเกลหลังสงคราม


หน้าที่นี้ของสแตงเกลคือจัดหาสิ่งของที่ต้องการให้กับโครงการก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า อาหารฯลฯ  สแตงเกลเดินทางประสานงานติดต่อทั้งกับกองทัพบกเยอรมัน พวก SS โดยสวมใส่ชุดพลเรือน ทุกฝ่ายต้องให้ความร่วมมือกับสแตงเกลเพราะสแตงเกลมีเอกสารยืนยันที่ลงชื่อโดยนายพลตำแหน่งสูง สั่งให้ทุกหน่วยต้องให้ความร่วมมือกับ "ร้อยเอกสแตงเกล"  สแตงเกลยังมีผู้ช่วยอีกคนที่ไม่มีหน้าที่อะไรมากไปกว่าถือกระเป๋าที่อัดแน่นด้วยเงินคอยเดินตามสแตงเกล คำสั่งของสแตงเกลคือให้ซื้ออะไรก็ได้ที่ต้องการโดยไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน สแตงเกลซื้อของที่ต้องการแต่หาซื้อจากร้านค้าทั่วไปไม่ได้จากตลาดมืด ไม่ว่าจะเป็นยางรถยนต์ ชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ น้ำมัน ฯลฯ ได้รู้จักทั้งพ่อค้า ตัวแทนจำหน่วยสินค้า นักค้าของเถื่อน คนชั้นสูงที่ต้องการขายข้าวของทรัพย์สิน ซึ่งคนเหล่านี้ภายหลังจะมีส่วนช่วยสแตงเกลหลบหนี

ฟรานซ์ ไรเชลทเนอร์คนที่ลูกศรชี้ ที่ตายแทนสแตงเกล


บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1277


ความคิดเห็นที่ 61  เมื่อ 09 มิ.ย. 15, 14:31

 หน้าเรียนผู้ที่ยังติดตามทุกท่าน เนื่องจากหาบทสัมภาษณ์ตัวเต็มของสแตงเกลแบบฟรีไม่ได้ ที่หาได้ก็กระปริบกระปรอยเต็มทนมีแค่บางส่วนนิดเดียว  ข้าพเจ้าจึงสั่งหนังสือ Into That Darkness by Gitta Sereny มาอ่านซะให้สิ้นเรื่องสิ้นราว  เนื่องจากภาษาอังกฤษอ่อนแอ หนังสือ 394 หน้าตอนนี้อ่านไปได้ 60 หน้าแล้ว แต่ต้องยอมรับว่า อ่านแล้ววางไม่ลงจริงๆ ขอเวลาอ่านให้จบแล้วจะมาเล่าเรื่องราวการลบหนีของสแตงเกลและการพิจารณาคดี จนถึงการสัมภาษณ์และบทวิเคราะห์จากหนังสือต่อ  ขออภัยที่ต้องให้รอ




บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30584

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 62  เมื่อ 09 มิ.ย. 15, 19:25

ไม่เคยอ่านกระทู้ไหน อ่านแล้วหดหู่กับชะตาของมนุษย์เท่ากระทู้นี้เลย     แต่ก็จะตามอ่านจนจบค่ะ

ป.ล. ไม่มีพล็อตสนุกๆ อย่างเจ้าชายปางฟ้าตามหารักแท้แต่ไม่เจอ  จนต้องม้วนเสื่ออังกฤษ หนีบเสื้อครุย  เก็บของกลับบ้านภายในปีนี้บ้างหรือคะ
บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1277


ความคิดเห็นที่ 63  เมื่อ 09 มิ.ย. 15, 23:21

หนุ่มปางฟ้ารู้สึกจะรอสอบต้นเดือนหน้าครับ จะหมู่หรือจ่าผ่านไม่ผ่านปลายเดือนหน้าก็ต้องกลับไปตามหารักแท้ที่เมืองไทยต่อแล้ว  แท็กซ่งแท็กซี่ต้องขายเลิกกิจการกันเลย  รอกลับไปซื้อเสื้อวินปลอมตัวเปลี่ยนอาชีพตามหารักแท้ต่อไป ยิ้ม

เรื่องสแตงเกลหดหู่นี่จริงครับ หนังสือที่อ่านตอนนี้ยิ่งทำให้หดหู่ เพราะมีรายละเอียดบางอย่างเช่นการวางแผนกำจัดคนที่ไม่เป็นที่ต้องการ มีคนที่รับรู้เรื่องเหล่านี้ล่วงหน้าเช่นฝ่ายศาสนากลับไม่ทำอะไรเพื่อต่อต้านความเลวร้าย  ยิ่งอ่านยิ่งเห็นว่าฮิตเลอร์นี่บ้าและเลวร้ายแบบไม่มีคำบรรยายจริงๆ 


แต่ที่หดหู่ที่สุดคือเรื่องแบบนี้ผ่านไป 70 กว่าปีแล้ว คนจำนวนมากในปัจจุบันยังไม่คิดจะเรียนรู้เข้าใจหรือป้องกัน ยังใช้อคติอยู่มาก เรื่องแบบนี้จะไม่มีวันหมด แค่เปลี่ยนที่ เปลี่ยนหน้านทำ เปลี่ยนรายละเอียดปลีกย่อยเท่านั้น


ปล กระทู้นี้พิมพ์ผิดพิมพ์ตกพิมพ์เกินเยอะไปหมด  บางทีตัดปะตรงโน้นตรงนี้แล้วไม่เนียนเพราะด้วยความขี้เกียจไม่ได้เขียนใน word ก่อน  ต้องขออภัยท่านผู้อ่านด้วย พอเห็นจะกลับไปแก้ก็ไม่ทันแล้ว อายจัง
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1277


ความคิดเห็นที่ 64  เมื่อ 12 มิ.ย. 15, 18:07

เมื่อท่านอาจารย์ใหญ่บอกว่าอ่านกระทู้นี้แล้วหดหู่  ตามประแสนักเรียนนิสัยไม่ดี เมื่อมีจังหวะแกล้งครูบาอาจารย์ได้ก็ต้องทำซะหน่อย  จึงขอเพิ่มความหดหู่ให้ท่านเจ้าเรือนอาจารย์ใหญ่ซะเลย   ไม่อยากเก็บความหดหู่ไว้คนเดียว


คำเตือน ความเห็นนี้และภาพหดหู่นะครับ ใครใจแข็งอ่านแล้วจะเอาไปฝากหม่อมโจ้ที่แกบอกว่าการฆ่ายิวเป็นเรื่องลวงโลกก็ได้ ภาพและเรื่องนี้ถ่ายและเล่าโดยทหารเยอรมันเอง


เฮอร์เบิร์ต ฟอช (Hubert Pfoch  1920-2008) เด็กหนุ่มออสเตรียถูกเกณฑ์เป็นทหารเช่นเดียวกับชายหนุ่มเยอรมันในสมัยนั้น ฟอชสังกัดทหารราบ หน่วยของฟอชได้รับภารกิจในแนวรบด้านตะวันออก ต้องเดินไปทางรถไฟทำให้ฟอชได้เป็นพยานเห็นเหตุการณ์การเคลื่อนย้ายชาวยิวไปกำจัดที่เทรบลิงกาเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 1942   ไม่แค่เป็นพยาน ฟอชยังได้แอบถ่ายรูปรถไฟขนนักโทษไว้ด้วย ตามที่เคยเอามาให้ดูก่อนหน้า  และฟอชยังได้บันทึกรายละเอียดสิ่งที่พบเห็นไว้ในไดอารี่ด้วย เผื่อว่าซักวันจะมีผู้พบเห็นและได้เผยแพร่ความเลวร้ายที่เค้าได้พบออกไป  ภาพที่ฟอชถ่ายถูกใช้เป็นเอกสารประกอบการพิจารณาคดีอดีตการ์ดที่เทรบลิงกาในปี 1964 ด้วย ฟอชบันทึกไว้ว่า


กองร้อยของฟอชเคลื่อนย้ายกำลังจากออสเตรียไปยังรัสเซียทางรถไฟ บนเส้นทางผ่าน Mährisch Ostrau, Kattowitz, the Upper Silesian industrial region, Radom, Lukow และมาถึงที่ Siedlce ในตอนหัวค่ำและกำลังได้รับอาหารเย็น  ระหว่างนั้นฟอชได้ยินเสียงปืนตลอดเวลา ฟอชจึงออกไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น ก็พบว่าไม่ห่างจากรางรถไฟที่ฟอชโดยสาร บนชานชาลาใกล้ๆ มีฝูงชนประมาณเจ็ดพันคน ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กเนืองแน่น ต่างนั่งยองๆ หรือกำลังหมอบอยู่ที่พื้น  และใครที่บังอาจลุกขึ้น จะถูกพวกการ์ดยิงทันที   คืนนั้นอากาศรอนชื้น เหล่าทหารนอนไม่ค่อยหลับกัน



เช้าวันต่อมา วันที่ 22 สิงหาคม ขบวนรถของฟอชย้ายไปที่อีกรางซึ่งอยู่ถัดจากชานลาลาที่เต็มไปด้วยฝูงชนนั้น ช่วงนั้นฟอชถึงได้ยินข่าวลือว่า พวกที่เห็นคือชาวยิวที่กำลังถูกเคลื่อนย้าย คนเหล่านั้นบอกพวกทหารว่าพวกเค้าเดินทางกันมาสองวันแล้วโดยไม่มีทั้งน้ำหรืออาหาร พวกเค้าถูกขนมาโดยตู้สำหรับขนสัตว์ เหล่าทหารได้เป็นพยานภาพที่น่าสยอง ศพของพวกที่ถูกฆ่าเมื่อคืนถูกขนไปทิ้งโดยรถบรรทุกที่ต้องวิ่งกลับมาขนถึง 4 เที่ยว (ภาพที่ 1 ด้านล่าง) พวกการ์ดซึ่งเป็น SS อาสาสมัครชาวยูเครน บางคนเมา อัดคนประมาณ 180 คนในตู้ขนสัตว์ 1 ตู้ (ฟอชนับจำนวนด้วยตัวเอง) พ่อแม่ไปตู้นึง ลูกไปอีกตู้นึง พวกการ์ดไม่สนใจว่าครอบครัวเดียวกันจะต้องอยู่ด้วยกัน พวกการ์ดตะโกนเร่ง ใช้พานท้ายฟืนฟาดพวกนักโทษอย่างแรงจนพานท้ายปืนหัก เมื่อพวกนักโทษถูกอัดแน่นในตู้รถไฟแล้ว เหล่านักโทษต่างร้องขอน้ำ บ้างขอแลกน้ำกับแหวนทองที่พกมา บ้างบอกว่าจะให้เงิน 5,000 zloty (2,500 Reichsmark) เพียงพื่อน้ำแก้วเดียว  นักโทษบางคนปีนออกมาทางช่องระบายอากาศ ก็จะถูกยิงทิ้งทันทีที่ถึงพื้น นี่คือการสังหารโหด


สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เหล่าทหารเศร้าไปถึงวิญญาณ เป็นอะไรที่เหล่าทหารไม่เคยแม้แต่จะฝันว่าจะได้เห็น แม่คนหนึ่งกระโดดลงมาพร้อมลูก หันไปมองยังปากกระบอกปืนที่ชี้ลงมา  ไม่กี่อึดใจเสียงปืนก็ดังขึ้น การ์ดที่ยิงทั้งคู่ยังคุยโม้ว่ายิงทั้งคู่ที่หัวได้ด้วยกระสุนแค่นัดเดียว


เหล่าทหารทนไม่ได้ ฟอชและเพื่อนถามผู้หมวดของตัวว่าจะขอเข้าไปขัดขวางพวกนี้ได้ไหม ร้อยโทหนุ่มห็นด้วย และเข้าไปคุยกับนายทหาร SS ที่คุมขบวนรถไฟ บอกไปว่าการกระทำป่าเถื่อนแบบนี้ไม่จำเป็นและทำให้เสื่อมเสียต่อเกีรติภูมิของเยอรมัน  นายทหาร SS แผดเสียงใส่ร้อยโทหนุ่มและทหารที่เหลือว่าถ้าพวก Ostmarkler (เป็นคำที่พวกเยอรมันใช้เรียกพวกออสเตรียแบบเหยียดหลังการรวมประเทศ คลคล้ายๆ กับพวกบ้านนอกบ้านเราอะไรทำนองนี้) ไม่ชอบสิ่งที่เห็นและไม่หุบปาก  นายทหาร SS ผู้นั้นยินดีจะเพิ่มตู้พิเศษสำหรับทหารเหล่านั้นไปที่เทรบลิงกา เพื่อที่เหล่าทหารจะได้ร่วมประสบการณ์เดียวกันกับพวกยิว


เมื่อขบวนรถนักโทษเคลื่อนออกไป มีศพอย่างน้อยห้าสิบศพ ทั้งชาย หญิง และเด็ก บางร่างเหลือยเปล่า เกลื่อนกลาดอยู่ข้างทางรถไฟ  พวกตำรวจยิวเคลื่อนย้ายศพ ยึดสิ่งของมีค่าเข้ากระเป๋า  จากนั้นขบวนรถของฟอชก็เคลื่อนขบวนตามขบวนรถนักโทษ ระหว่างนั้นเหล่าทหารได้เห็นศพข้างทางตลอดจนมาทันกันอีกทีที่เทรบลิงกา ขบวนรถไฟจอดคู่กัน กลินศพที่กำลังเน่าตลบอบอวล ทหารบางคนอาเจียน เหล่านักโทษต่างพากันร้องขอน้ำ พวกการ์ดยังคงรุนแรงต่อนักโทษ เสียงยิงปืนดังตลอดเวลา คนสามแสนคนถูกส่งมาที่นี่ (นี่เป็นข้อความที่ฟอชบันทึกไว้ตั้งแต่ปี 1942) ทุกๆ วันคนหนึ่งหมื่นถึงหมื่นห้าถูกรมแก็สและเผา พวกการ์ดอ้างว่าพบอาวุธที่เก็ตโต้และนี่เป็นสาเหตุของการตอบโต้รุนแรงเช่นนี้


ฟอชยังเพิ่มเติมรายละเอียดในรูปที่ถ่าย(รูปที่ 4 ด้านล่าง) ว่า วินาทีถัดมาหลังจากถ่ายรูปนี้ การ์ดที่เห็นในรูปเอาพานท้ายปืนฟาดเด็กๆ ที่เคลื่อนไหวช้าเกินไป ฟาดแรงจนพานท้ายปืนหัก

รูปที่ฟอชถ่าย  รูปแรก ศพของชาวยิวที่ถูกพวกการ์ดยิงทิ้ง
รูปที่ 2 รถที่มาขนศพนักโทษ
รูปที่ 3 การขนนักโทษขึ้นรถไฟ  นักโทษเหล่านี้ทั้งหมดถูกกำจัดในเวลาต่อมา
รูปที่ 4 เด็กๆ และการ์ดชาวยูเครนในภาพที่ฟอชเล่าถึงวินาทีถัดมา





คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10732



ความคิดเห็นที่ 65  เมื่อ 11 ก.ค. 15, 16:43

ระหว่างที่รอ ดร.ประกอบ มาสรุปเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขออนุญาตชวนทุกท่านรำลึกถึงชาวมุสลิมบอสเนียราว ๘,๐๐๐ คน ที่เสียชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของกองกำลังชาวเซิร์บในวันนี้เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว (๑๑ - ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๘) ที่เมืองสเรเบรนิกา (Srebrenica) ประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา

คุณจิตรา อินทร์เพ็ญ เล่ารายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในบทความเรื่อง “เซเบรนิกา” เสี้ยวประวัติศาสตร์ของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ใจกลางยุโรปในโลกยุคใหม่


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10732



ความคิดเห็นที่ 66  เมื่อ 11 ก.ค. 15, 19:20

สิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่โลกก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น หาได้แก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องบนโลกได้  เนื่องจากเหตุการณ์ความขัดแย้งยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นตั้งแต่การเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๑ (ค.ศ. ๑๙๑๔-๑๙๑๘), สงครามโลกครั้งที่ ๒ (ค.ศ. ๑๙๓๙-๑๙๔๕), สงครามในยูโกสลาเวีย (ค.ศ. ๑๙๙๑-๑๙๙๕), การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา (ค.ศ. ๑๙๙๔), การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกัมพูชา (ค.ศ. ๑๙๗๕-๑๙๗๕), โศกนาฏกรรมความรุนแรงในปาเลสไตน์, การเหยียดชนชาติและสีผิวในแอฟริกา, ปัญหาระหว่างคนผิวขาวและคนผิวดำที่มีความขัดแย้งกันมาจนถึงปัจจุบันในสหรัฐอเมริกา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งโศกนาฏกรรมการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุที่เมืองเซเบรนิกาที่เกิดขึ้นใจกลางยุโรปต่อหน้าต่อตาชาวตะวันตก  ที่ร้ายไปกว่านั้นการวางเฉยของประชาคมโลกต่อเหตุการณ์ความรุนแรง  ความล้มเหลวและความไร้ประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กรระหว่างประเทศในการป้องกันและยุติความขัดแย้งก็ยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้โศกนาฏกรรมความสูญเสียเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“เซเบรนิกา” เสี้ยวประวัติศาสตร์ของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ใจกลางยุโรปในโลกยุคใหม่ - จิตรา อินทร์เพ็ญ

http://youtube.com/watch?v=Fliw801iX84#ws
บันทึกการเข้า
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1876



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 67  เมื่อ 11 ก.ค. 15, 23:20

สงครามกลางเมืองในยูโกสลาเวียเป็นเรื่องที่น่าจะคุยกันเป็นกระทู้ยาวๆได้เลยนะครับ
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30584

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 68  เมื่อ 12 ก.ค. 15, 08:21

เห็นด้วยกับคุณม้าค่ะ
บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1277


ความคิดเห็นที่ 69  เมื่อ 12 ก.ค. 15, 17:52

ระหว่างที่รอ ดร.ประกอบ มาสรุปเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒

ใครหว่า ดร.ประกอบเนี่ย

ฮิฮิ เหลวไหลหายไปนาน อ่านเรื่องสแตงเกลจนจบแล้วก็ไม่ได้มาสรุปต่อซะที มีเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้ต้องทำเลยเฉไฉซะนาน  เดี๋ยวคืนนี้จะมาต่อครับ


พูดถึงเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ผมมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นว่าเรื่องแบบนี้จะมีต่อไปเรื่อยๆ ตราบใดที่ยังมีมนุษย์อยู่  และเรื่องพวกนี้ไม่ได้ไกลตัวจากคนไทยเราอย่างที่เรากำลังเชื่อกันอยู่ด้วย การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นรูปแบบที่สุดขั้วที่สุดของความขัดแย้งที่เกิดจากอคติเป็นตัวนำ และในความเป็นจริงความขัดแย้งในลักษณะนี้มีอยู่ทั่วไปทุกสังคม ไม่ว่าจะในประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศหยุดพัฒนา เพียงแต่ในสังคมที่มีระเบียบแบบแผนหรือกรอบของสังคมที่แตกต่างกันจะเป็นตัวควบคุมระดับความรุนแรงให้ไม่เท่ากันในการที่คนส่วนใหญ่แสดงออกต่อคนที่แตกต่าง ที่อาจจะต่างในเรื่องเชื้อชาติ สีผิว ศาสนา ฯลฯ เช่นในตะวันตก อาจจะทำได้แค่คิด  ซุบซิบ บอกให้ฆ่าทิ้งผ่านโลกออนไลน์หรือแสดงออกโดยการเหยียดผิว แต่ในสังคมที่ขื่อแปน้อยกว่า หรือสุดขั้วกว่า ก็จะออกมาเป็นการฆ่ากัน


ไม่ต้องไปไกล ผมตามข่าวนักศึกษาไม่กี่คนประท้วงในบ้านเรา  ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเด็กเหล่านี้  ผมเชื่อว่าเด็กเหล่านี้มีสิทธิที่จะแสดงความเห็นตราบใดที่ไม่ได้ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กพวกนี้ทำให้ผมเห็นความเหมือนกันหลายประการกับที่เกิดขึ้นสมัยนาซีเยอรมัน  เช่นความเกลียดชังที่คนจำนวนไม่น้อยในสังคมมีต่อเด็กเหล่านี้โดยใช้แต่มุมมองเรื่องความมั่นคงในการตัดสิน  เห็นสงครามจิตวิทยาเช่นการพยายามทำลายชื่อเสียงเด็กพวกนี้โดยเอาเรื่องเกรดขึ้นมาตำหนิ  การส่งคนไปข่มขู่กลุ่มคณาจารย์ที่ลงชื่อให้ปล่อยตัวเด็กจากเรือนจำ สื่อที่เข้าข้างฝ่ายผู้มีอำนาจและสื่อฝ่ายตรงข้ามที่ต้องการใช้เด็กเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการคานอำนาจกัน  ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่ออกมาสนับสนุนฝ่ายที่มีอำนาจจนน่าเกลียด  คนที่เลือกที่จะเข้าข้างและทำทุกอย่างแม้แต่มองความอยุติธรรมให้คนอื่นเพื่อเอาใจผู้มีอำนาจเพื่อเป็นบันไดไต่เต้าให้ตัวเอง  และที่สำคัญที่สุด คนที่ไม่พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่เลือกจะวางเฉยเพราะไม่อยากเปลืองตัว  องค์ประกอบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในเยอรมันเมื่อกว่า 80 ปีที่แล้วมีเหมือนกันหมด แตกต่างที่ดีกรีความรุนแรงเพราะเรายังต้องแคร์ประชาคมโลกอยู่เท่านั้น ทำให้เราสร้างค่ายมรณะหรือค่ายกักกันแรงงานไม่ได้


การศึกษาประวัติศาสตร์สำหรับผมจึงไม่ใช่แค่การบอกเล่าหรือบันทึกเรื่องราวในอดีต แต่ต้องเป็นการทำความเข้าใจที่มาที่ไปของเหตุการณ์ต่างๆ องค์กระกอบ เชื่อมโยงมาถึงปัจจุบัน และเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจ เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เหล่านี้ย้อนรอยเกิดขึ้นอีกครั้งในสังคมของเรา

บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1277


ความคิดเห็นที่ 70  เมื่อ 12 ก.ค. 15, 17:55

เอาเรื่องที่ผมเคยเขียนไว้ไม่นานมานี้มาคั่นเรื่องของสแตงเกลซะหน่อย  เอ พักนี้รู้สึกอยู่แต่ในโหมดจริงจังยังไงก็ไม่รู้  ฮืม  ขยิบตา  ขยิบตา


เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเปิดฉาก ฮันส์ โชลกำลังเรียนแพทย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยมิวนิค โซเฟียน้องสาวของฮันส์ตามมาเรียนชีววิทยาและปรัชญาที่มหาวิทยาลัยเดียวกันในปี 1941 เพื่อนชายของเธอ ฟริซ เป็นนายทหาร ประจำการอยู่ในสมรภูมิด้านตะวันออก ฟริซได้เห็นการความชั่วร้ายที่กระทำโดยฝ่ายเยอรมันเช่นการสังหารหมู่ หรือการกำจัดชาวยิว ฟริซได้เขียนจดหมายมากมายเล่าเรื่องที่เห็นให้โซเฟียรู้ ส่วนฮันส์พี่ชายเข้าร่วมกลุ่มรักสันติและต่อต้านนาซีที่ชื่อว่ากลุ่มกุหลาบขาว เพราะใช้ดอกกุหลาบสีขาวเป็นสัญลักษณ์ กลุ่มกุหลาบขาวเขียนใบปลิวต่อต้านพวกนาซีหลายฉบับ เมื่อโซเฟียรู้ถึงกิจกรรมที่พี่ชายทำ เธอไม่ลังเลที่จะเข้าร่วม เพราะด้วยความเป็นผู้หญิง ทำให้ง่ายกว่าในการหลบเลี่ยงและกระจายใบปลิวไปตามที่ต่างๆ โดยไม่ถูกตำรวจเรียกตรวจเหมือนผู้ชาย


ในฤดูร้อนปี 1942 ฮันส์และเพื่อนสมาชิกในกลุ่มอีกหลายคนถูกเกณฑ์เข้าร่วมกองทัพ เพื่อทำหน้าที่ในหน่วยแพทย์ช่วงที่มหาวิทยาลัยปิดภาคเรียน เมื่อกลับมาถึงมิวนิค ทางกลุ่มเริ่มทำใบปลิวต้อต้านนาซีต่อ มีใบปลิวประมาณ 5000 – 9000 ชุดถูกส่งยังที่ต่างๆ หัวใบปลิวเขียนว่า “เสียงเรียกร้องถึงชาวเยอรมันทุกคน” เนื้อหาในใบปลิวเตือนชาวเยอรมันว่าฮิตเลอร์กำลังนำพาเยอรมันไปสู่ความพินาศ เรียกร้องให้ผู้คนต่อต้านเผด็จการ เรียกร้องเสรีภาพในการพูด เสรีภาพในการนับถือศาสนา และปกป้องประชาชนจากระบบรัฐเผด็จการ แต่ในที่สุด ทั้งฮันส์และโซเฟีย รวมทั้ง คริสตอฟโพรบ ถูกจับในเดือนกุมภาพันธ์ 1943 ทั้งสามถูกตั้งขอหาทรยศต่อชาติ และถูกตัดสินให้ประหารชีวิตเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ การประหารชีวิตใช้การตัดศีรษะด้วยกิโยตินถูกดำเนินการในวันเดียวกันกับที่ศาลตัดสินเลย โซเฟียเป็นคนแรกที่ถูกประหาร ก่อนที่ใบมีดจะหล่นลงมาถึงคอ คำพูดสุดท้ายของเธอคือ “พระอาทิตย์ยังคงส่องแสง” ส่วนคำพูดสุดท้ายของฮันส์คือ “เสรีภาพยืนยงตลอดไป” ในสัปดาห์ต่อๆ มา สมาชิกคนอื่นๆ ของกลุ่มกุหลาบขาวต่างถูกจับกุม บ้างถูกตัดสินประหารชีวิต บ้างถูกส่งไปค่ายกักกัน


แม้กลุ่มกุหลาบขาวจะจากไปแล้ว แต่ใบปลิวบางส่วนเล็ดลอดไปถึงฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งได้ทำสำเนาเพิ่มอีกเป็นล้านๆ ชุด โปรยไปทั่วเยอรมันระหว่างสงคราม ทำให้คำพูดและอุดมการณ์ของกลุ่มกุหลาบขาวไม่ได้หายไปกับสายลม


ภาพของกลุ่มกุหลาบขาว ถ่ายในหน้าร้อนปี 1942 ที่มิวนิค จากซ้ายไปขวา ฮันส์ โชล โซเฟีย โชล และคริสตอฟ โพรบ
เครดิตภาพและเนื้อหา เพจ WW2 Colourised Photos


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10732



ความคิดเห็นที่ 71  เมื่อ 12 ก.ค. 15, 20:01

เรื่องราวของกลุ่มกุหลาบขาวและอุดมการณ์ของพวกเขาถูกถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ในชื่อว่า SOPHIE SCHOLL : THE FINAL DAYS

http://youtube.com/watch?v=nXtC08tWxqA#ws


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30584

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 72  เมื่อ 15 ก.ค. 15, 15:09

อเอฟพี/เอเจนซีส์ – ออสการ์ กรูนนิง (Oskar Groening) อดีตทหารหน่วย SS นาซีเยอรมันวัย 94 ปีฉายาผู้คุมบัญชีแห่งเอาชวิทซ์ จะถูกศาลเมืองลูเนบวร์ก (Lueneburg) ทางเหนือของเยอรมัน ตัดสินในวันนี้(15) ในเวลา 21.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากในวันสุดท้ายของการไต่สวน อดีตนาซีผู้จงรักภักดีต่ออดอล์ฟ ฮิตเลอร์ยอมรับด้วยความเสียใจว่า “ไม่ควรที่จะต้องมีใครถูกขังที่ค่ายนรกเอาท์วิช” ในความผิด 300,000 กระทงในความผิดสมรู้ในการกระทำความผิดโทษส่งนักโทษชาวยิวที่อาศัยในฮังการีร่วม 300,000 คนเข้าห้องรมแก๊สพิษในช่วงระหว่างพฤษภาคม-มิถุนายน1944
       
       ออสการ์ กรูนนิง(Oskar Groening)อดีตทหารหน่วย SS นาซีเยอรมัน หรือกองกำลังคุ้มกันชุทซ์ชทัฟเฟิล (Schutzstaffe หรือ SS) วัย 94 ปีหากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงจะต้องถูกลงโทษจำคุกเป็นเวลา 3 – 15 ปี แต่อย่างไรก็ตามมีการคาดว่า อดีตนาซีเยอรมันผู้มีฉายา “ผู้คุมบัญชีแห่งเอาชวิทซ์” หากถูกลงโทษจริง เวลาที่จะถูกจำคุกจะขึ้นอยู่กับอายุที่มาแล้ว และสุขภาพที่ไม่สู้จะดีของชายชราผู้นี้ และทำให้ก่อนหน้านี้กระบวนการยุติธรรมก่อนหน้านี้ต้องถูกเลื่อนไป
       
       โดยในชั้นไต่สวนผู้คุมบัญชีเอาชวิทซ์ได้ร้องขอให้ศาลพิพากษาปล่อยตัวเขาไป โดยในครั้งการขึ้นปากคำต่อศาลในวันที่ 21 เมษายน 2015 กรูนนิงอ้างว่า ขาไม่ได้มีบทบาทในการสังหารหมู่โดยตรง แค่เป็นผู้ที่ทำหน้าที่นับเงินที่ยึดจากผู้ถูกจับเข้าไปในค่ายเท่านั้น
       
       เอเอฟพีรายงานว่า ในช่วงการทำหน้าที่ของกรูนนิงในค่ายกักกันเอาชวิทซ์ เขาถูกสั่งการให้ทำหน้าที่ควบคุมบัญชีรับจ่ายของเงินที่ยึดได้จากบรรดานักโทษยิวที่ถูกสังหารหรือถูกใช้แรงงานเป็นทาส โดยรวบรวมเงินตราต่างประเทศหลายสุกลก่อนที่จะส่งกลับไปยังสำนักงานใหญ่นาซีที่กรุงเบอร์ลิน
       
       กรูนนิงได้ขึ้นให้การในชั้นศาลในเมษายนที่ผ่านมา และขึ้นให้การอีกครั้งในเดือนนี้ยอมรับว่า เขารู้สึกกลัวต่อความโหดร้ายทารุณผิดมนุษย์ที่เหล่านาซีเยอรมันกระทำต่อนักโทษยิวในค่ายกักกันแห่งนี้ที่กรูนนิงได้เริ่มต้นทำงานตั้งแต่ปี 1942 และกรูนนิงอ้างว่า เขาได้ร้องขอผู้บังคับบัญชาหน่วย SS ในขณะนั้นให้ย้ายไปแนวหน้าถึง 3 ครั้งเพราะไม่สามารถทนในสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งไม่ได้รับการอนุมัติจากหน่วยเหนือจนกระทั่งในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 1944 ซึ่งในวันสุดท้ายก่อนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ชายผู้นี้ถูกส่งตัวไปร่วมรบที่สมรภูมิอาร์เดนเนส
       
       เอเอฟพีรายงานว่า กรูนนิงรับรู้ถึงความผิดในเชิงจริยธรรมแต่ทว่าขึ้นกับดุลพินิจของศาลที่จะพิพากษาในความผิดตามข้อกล่าวหา 70 ปีหลังจากการเกิดฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
       
       และกรูนนิงถือเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ยอมเปิดเผยบทบาทของตัวเองในการสังหารหมู่เพราะต้องการยับยั้งกลุ่มที่พยายามปฏิเสธว่าการสังหารหมู่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง กรูนนิงเคยให้สัมภาษณ์ในสารคดีค่ายเอาชวิทซ์ของบีบีซีเมื่อปี 2005 ว่า เขาได้เห็นห้องรมแก๊สและเตาเผาศพ เขายังเคยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อแดร์สปีเกลอีกว่า ตัวเขาเองมีความผิดแต่ก็ไม่ได้เต็มใจทำ
       
       และมีรายงานว่า มีการตั้งข้อหาต่อกรูนนิงตั้งแต่เมื่อราว 30 ปีที่แล้ว แต่ในตอนนั้นยังขาดหลักฐานว่าเขามีส่วนร่วมทำให้ข้อหาตกไป อย่างไรก็ตามอัยการในคดีล่าสุดเชื่อว่าจะมีการสั่งลงโทษในกรณีของกรูนนิงจากการที่เขาทำงานอยู่ในค่ายกักกันนั้น
       
       และในสัปดาห์ที่ผ่านมา อัยการเยอรมันได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า เยอรมันได้ร้องให้มีการจำคุกกรุนนิงเป็นเวลา 3 ปีครึ่งจากความผิดในการฆาตกรรมเหยื่อจำนวนมากที่เกือบจะนับจำนวนไม่ได้ แต่โทษถูกลดลงจากการจำกัดของข้อกล่าวหาในการทำให้เหยื่อเหล่านั้นเสียชีวิต ซึ่งกรุนนิงถูกตั้งข้อกล่าวหาใน 3 วาระ คือการที่เขาทำหน้าที่ขนย้ายนักโทษยิวที่เดินทางมาถึงหลังจากเดินทางมาที่ค่ายกักกันนรกแห่งนี้ในโปแลนด์ด้วยรถขนปศุสัตว์
       
       เอเอฟพียังรายงานเพิ่มเติมหัวหน้าชุดสอบสวนกลางเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของนาซีเยอรมันได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อหนังสือพิมพ์รายวันเยอรมัน ควร์ต ชริมม์ (Kurt Schrimm)ให้สัมภาษณ์ในเดือนนี้ว่า คดีอื่นของการ์ดค่ายนาซีเยอรมันเอาชวิทซ์ยังคงอยู่ในระหว่างการสอบสวน ถึงแม้ว่าจะมีจำนวนมากทางทีมอัยการเยอมันต้องทำการยกเลิกการสอบสวนเป็นเพราะอดีตการ์ดเหล่านั้นได้เสียชีวิต หรือสุขภาพทรุดโทรมหนักจนไม่สามารถขึ้นให้การในชั้นไต่สวนได้

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9580000080025
       
       



คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1277


ความคิดเห็นที่ 73  เมื่อ 15 ก.ค. 15, 16:56

คุณปู่อาจจะถูกตัดสินว่าผิดและถูกจำคุกก็ได้ แต่คิดว่าคงเป็นเวลาสั้นๆ และน่าจะถูกปล่อยตัวไม่นานด้วยเงื่อนไขด้านอายุและสุขภาพ


เยอรมันไม่มีโทษประหารชีวิตมานานแล้ว และการปฏิบัติต่อนักโทษก็ดีกว่าในสมัยนาซีมาก   ผู้คุมค่ายตัวเอ้หลายคนที่ถูกจับได้และถูกดำเนินคดี  คนเหล่านี้ชั่วช้าว่าปู่กรูนนิงหรือสแตงเกลมาก เช่นเคิร์ท ฟรานซ์ ที่เป็นรอง ผบ. ค่ายเทรบลิงกา และรับตำแหน่ง ผบ. ต่อจากสแตงเกล เป็นคนที่สังหารนักโทษด้วยความโหดเหี้ยวด้วยมือตัวเองจำนวนมาก  เลี้ยงหมาแบรี่ที่ถูกฝึกให้ทำร้ายนักโทษ   ภายหลังถูกจับและถูกดำเนินคดี ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตแต่ได้รับการปล่อยตัวในช่วงทศวรรษที่ 90  เพราะสุขภาพไม่ดี และตายนอกคุกหลายปีหลังถูกปล่อยตัว

ปล. ว่าจะมาต่อกระทู้แต่ยังไม่ได้ต่อซะที ขอแก้เล่ม เอ๊ย ไปขับ taxi หาเงินกับรักแท้ก่อน แล้วจะมาต่อนะคร้าบบบ  ยิงฟันยิ้ม  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1277


ความคิดเห็นที่ 74  เมื่อ 15 ก.ค. 15, 20:49

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่15ก.ค.ว่า นายออสการ์ โกรนนิง วัย94ปี ถูกศาลเยอรมนีตัดสินจำคุก4ปี ซึ่งมีความผิดฐานมีส่วนรู้เห็นกับการรมแก๊สฆาตกรรมชาวยิว300,000รายที่ค่ายกักกันเอาชวิตซ์ ที่โปแลนด์เมื่อปี2487

ทั้งนี้นายโกรนนิงถือเป็นอดีตเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสของนาซี ทำงานเป็นพนักงงานบัญชีภายในค่ายกักกันชาวยิวในโปแลนด์ คอยเก็บรวบรวมเงินจากชาวยิวที่ถูกฆ่าและใช้แรงงานส่งกลับไปให้กองทัพนาซีในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี

การไต่สวนคดีกินเวลานานกว่า3ปีครึ่ง ซึ่งได้เริ่มพิจารณาคดีตั้งแต่เดือนเม.ย.ที่ผ่านมา โดยระหว่างที่ฟังคำพิพากษาของศาลพบว่านายโกรนนิงมีสีหน้านิ่งเฉย ขณะที่วันอังคารที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่เขาให้การในชั้นศาล นายโกรนนิงยอมรับว่าเขารู้เห็นกับเหตุการณ์ฆ่าหมู่ชาวยิวในครั้งนั้น พร้อมกับกล่าวคำขอโทษด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและรู้สึกเสียใจต่อการกระทำของตัวเอง

ด้านเหยื่อที่มีชีวิตรอดจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แถลงว่า พวกเขาต่างยินดีกับคำตัดสินของศาล ซึ่งถือเป็นย่างก้าวสุดท้ายของความยุติธรรมที่ทำให้ประชาชนราว1.1ล้านคนต้องเสียชีวิตภายในค่ายเอาชวิตซ์ระหว่างปี2483-2488 ส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรปเชื้อสายยิว และคาดว่าน่าจะเป็นการตัดสินคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คดีสุดท้าย

ที่มา http://www.dailynews.co.th/foreign/335173
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.056 วินาที กับ 19 คำสั่ง