เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2 3 ... 6
  พิมพ์  
อ่าน: 25377 ฟันเฟืองปิศาจ ฟรานซ์ สแตงเกล
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1306


 เมื่อ 13 พ.ค. 15, 16:44

อารัมภบท
 

ผมได้อ่านเรื่องของฟรานซ์ สแตงเกลจากหนังสือ Nazi Hunter The Wiesenthal File ของ Alan Levy และคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะเมื่อพูดถึงนาซีอาชญากรสงครามชื่อดังหรือพวกผู้คุมค่ายนาซี คนทั่วไปอาจจะจินตนาการถึงคนที่เป็นโรคจิต ซาดิสต์ เลือดเย็น ฆ่าหรือทรมานคนได้โดยไม่รู้สึกรู้สาอะไร บางคนอาจจะคิดว่าถ้าเป็นตัว ต้องมารับผิดชอบหน้าที่ในการฆ่าคนแบบนี้ คงทำแบบนั้นไม่ได้แน่  แต่ฟรานซ์ สแตงเกลไม่ใช่คนที่มีลักษณะอย่างนั้นเลย  หนังสือที่ผมอ่านชี้ภาพให้เห็นว่าฟรานซ์เป็นคนธรรมดาคนนึง ไม่ได้มีความเลวร้ายหรือจิตใจที่อำมหิตมากกว่าคนทั่วไป รักครอบครัว มีภรรยาที่เคร่งศาสนา แต่สามารถทำงานรับผิดชอบการสังหารผู้คนราวหนึ่งล้านคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้น่าสนใจว่าการที่คนคนหนึ่งกลายเป็นปิศาจ หรือเป็นฟันเฟืองหนึ่งของปิศาจ มันง่ายมากขนาดไหน


ไม่กี่วันก่อน ผมได้เข้าไปอ่านและแสดงความเห็นในเว็บพันทิพ เกี่ยวกับกรณีของชาวโรฮิงจา  ผมพบว่าความคิดเห็นของคนไทยจำนวนมากในพันทิพ ซึ่งผมคิดว่าเป็นภาพสะท้อนความคิดของคนระดับชนชั้นกลางขึ้นไป ที่มีการศึกษาสูงพอที่จะใช้อินเตอร์เน็ตเป็น มองชาวโรฮิงจาว่ามีค่าต่ำกว่ามนุษย์  ความเห็นจำนวนมากบอกว่าควรจะฆ่าพวกนี้ที่หลบหนีเข้ามาในประเทศไทยทิ้ง บ้างก็บอกว่าให้จับทำหมันให้หมด  บ้างก็พูดว่าคนพวกนี้ไม่มีคุณภาพ เนรคุณ ดังนั้นไม่มีประโยชน์ที่จะให้ความช่วยเหลือ  ความเห็นเหล่านี้ ซึ่งบางความเห็นมาจากคนที่ผมรู้ว่าเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย มีการศึกษาระดับจบปริญญาเอก เสนอให้ฆ่าคนที่ต้องการแสวงหาชีวิตที่ดีขึ้นทิ้งอย่างง่ายๆ  ทำให้ผมสลดหดหู่ใจมาก ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีหลายเรื่องที่ทำให้เห็นทัศนคติของคนไทย ที่กระทบกระเทือนใจผมยิ่งนัก


แม้จะผลัดวันประกันพรุ่งมานาน ตอนนี้ก็คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ควรจะเอาเรื่องของฟรานซ์ สแตงเกลมาบอกเล่า ความคิดเห็นและทัศนคติของคนไทยระดับที่มีการศึกษา ทำให้ผมมั่นใจว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จะยังคงมีต่อไปในโลก เมื่อใดที่เหตุและปัจจัยเอื้ออำนวย สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ที่ใดก็ที่หนึ่งในโลก หรือแม้แต่ในประเทศไทยที่คนมากกว่า 90 เปอร์เซ็นบอกว่าเป็นชาวพุทธ  มนุษย์ยังคงมีอคติมากพอที่จะเห็นว่าคนบางพวก คนที่แตกต่าง มีคุณค่าน้อยกว่าตัว และวิธีที่ดีที่สุดในการขจัดความแตกต่างหรือความไร้ค่าคือกำจัดทิ้ง


กระทู้นี้คงเขียนไปแบบช้าๆ ตามประสาคนขี้เกียจ เพราะภาพประกอบต่างๆ โดยเฉพาะภาพของฟรานซ์ สแตงเกลหายาก  แต่อยากจะชี้แจงก่อนว่าจุดประสงค์หลักในการเขียน ไม่ใช่อยากเล่าเรื่องราวของฟันเฟืองตัวหนึ่งในระบบการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของนาซี แต่อยากจะให้คนอ่านทำความเข้าใจ และมองเห็นได้ว่า คนธรรมดาอย่างเราๆ วันหนึ่งอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของฟันเฟืองปิศาจได้ง่ายดายขนาดไหน เพื่อที่วันหนึ่งข้างหน้า ความเข้าใจนี้ อาจจะได้มีส่วนในการหยุดการฆ่าอย่างไร้เหตุผลที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตก็ได้


ภาพความคิดเห็นหนึ่งจากเว็บพันทิพ ของอาจารย์มหาวิทยาลัยไทยวุฒิปริญญาเอกในปี 2015  ที่แสดงออกได้ไม่ต่างจากคนเยอรมันหัวรุนแรงที่มีต่อยิวเมื่อ 80 ปีก่อนสมัยที่ฮิตเลอร์เรื่องอำนาจเลย แรงกระตุ้นที่ทำให้ผมเริ่มเขียนกระทู้นี้ซะที ขอใช้เป็นภาพเปิดเรื่อง





บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1306


ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 13 พ.ค. 15, 17:03

ฟรานซ์ สแตงเกล เป็นนาซีที่ไม่ค่อยจะมีใครรู้จักนัก ชื่อเสียงไม่แพร่หลาย แม้แต่ไซมอน วีเซนธัลเองในระยะแรกที่เริ่มการตามล่านาซี  ยังไม่รู้จักชื่อนี้เลย

บทบาทที่สำคัญที่สุดของฟรานซ์ สแตงเกลคือการเป็นผู้บังคับการค่ายเทรบลิงก้า ซึ่งไม่ใช่ค่ายกักกันแรงงาน แต่เป็นค่ายกำจัด หน้าที่หลักของค่ายนี้มีอย่างเดียวคือกำจัดนักโทษที่ถูกส่งตัวมาที่ค่ายให้รวดเร็วและเรียบร้อยที่สุด ในช่วงเวลาปีกว่าๆ ในการดำเนินการ ตั้งแต่กรกฏาคม 1942 - ตุลาคม 1943 ค่ายนี้กำจัดนักโทษซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวยิวไปประมาณ 900,000 คน นับเป็นเป็นค่ายที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

เบื้องหลังความสำเร็จที่น่ากลัวนี้ ฟรานซ์ สแตงเกลคือผู้อยู่เบื้องหลัง ทำหน้าที่บริหารค่ายจนมีประสิทธิภาพแบบเงียบๆ  จนแม้แต่นักโทษในค่ายเองส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักหรือเคยเห็นตัวผู้บังคับการเลยด้วยซ้ำ แต่ฟรานซ์ได้เปลี่ยนค่ายจากค่ายที่การบริหารเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ กลายเป็นค่ายที่มีประสิทธิภาพสูงในการกำจัด มีนักโทษเพียงประมาณสองร้อยกว่าคนเท่านั้น ที่เคยมาที่นี่ และรอดชีวิตออกไปเล่าเรื่องราวที่เคยประสบ

ภาพอดีตทางรถไฟเข้าสถานีทราบลิงก้า ปัจจุบันอยู่ในโปแลนด์


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1306


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 13 พ.ค. 15, 17:27

ฟรานซ์ สแตงเกลเกิดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 1908 ที่เมือง Altmunster ในออสเตรียที่ติดกับทะเลสาบแสนสวย ทะเลสาบ Traunsee มีพ่อสูงวัยอดีตทหารหน่วยดรากูล กับแม่วัยสาว พ่อของฟรานซ์ไม่ได้ต้องการลูกชายคนนี้นักและเลี้ยงฟรานซ์ด้วความเคร่งครัดตามตำรับทหาร พร้อมที่จะใช้กำลังกับลูกชายได้ทุกเมื่อ  ฟรานซ์กลัวพ่อมาก แม้แต่ในช่วงบั้นปลายของชีวิต ฟรานซ์จะนึกถึงเสียงของแม่ที่ร้องตะโกนบอกพ่อให้หยุดซะที เลือดกระจายไปทั่วกำแพงแล้ว

พ่อของฟรานซ์ตายในปี 1916 แม่ของฟรานซ์แต่งงานใหม่กับพ่อหม้ายลูกติด  เมื่ออายุ 14 ฟรานซ์เริ่มงานในโรงงานทอผ้าใกล้บ้าน และออกจากโรงเรียนเมื่ออายุ 15 เพื่อทำงานเป็นเด็กฝึกงานช่างทอผ้าเต็มตัว เมื่ออายุ 18 ฟรานซ์เป็นช่าวทอมืออาชีพที่อายุน้อยที่สุดในออสเตรีย เมื่ออายุ 20 ฟรานซ์มีลูกน้องถึง 20 คนในโรงงาน ฟรานซ์หัดเล่นดนตรีและแล่นเรือใบในวันหยุด เป็นช่วงชีวิตแห่งความหรรษาของฟรานซ์

ภาพเมือง Altmunster ข้างทะเลสาบแสนสวย


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1306


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 13 พ.ค. 15, 17:42

ช่วงเวลาแสนสุขช่างสั้นนักสำหรับคนที่มีความทะเยอทะยาน ในปี 1931 ฟรานซ์อายุ 23 ปี ฟรานซ์ก็พบว่าด้วยข้อจำกัดที่การศึกษาไม่สูง โอกาสที่ฟรานซ์จะก้าวหน้าในงานช่างทอหรือได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้นเป็นไปได้ยาก ฟรานซ์ได้เห็นเพื่อนร่วมงานที่อายุมากกว่าที่เริ่มงานมาตั้งแต่หนุ่มเช่นกัน และยังคงย่ำอยู่ที่เดิม  ดังนั้นสำหรับคนหนุ่ม นี่เป็นช่วงเวลาที่ควรจะหาทางขยับขยายแสวงหาความก้าวหน้าแล้ว

ชุดยูนิฟอร์มหน่วยดรากูลของพ่อยังคงประทับใจฟรานซ์อยู่ นอกจากนั้นฟรานซ์ยังประทับใจกับภาพตำรวจหนุ่มๆ เดินลาดตระเวนไปตามถนนในเมืองในชุดสุดเท่ห์ ดังนั้นฟรานซ์จึงสมัครเข้าเป็นตำรวจออสเตรีย หลังผ่านการสอบและการสัมภาษณ์ ฟรานซ์ได้รับคำสั่งให้ไปรายงานตัวที่เมืองลินซ์เพื่อเข้ารับการฝึก

เมื่อฟรานซ์แจ้งแก่เจ้าของโรงงานว่าจะลาออกเพื่อไปเป็นตำรวจ เจ้าของโรงงานต่อว่าว่าทำไมฟรานซ์ไม่บอกแกก่อน เพราะแกกำลังจะส่งฟรานซ์ไปเรียนต่อในโรงเรียนที่เวียนนาอยู่แล้ว  ในการสัมภาษณ์ในช่วงบั้นปลายของชีวิต ผู้สัมภาษณ์ถามว่าทำไมฟรานซ์ไม่เปลี่ยนใจ ฟรานซ์ตอบด้วยน้ำตา เพราะเจ้าของโรงงานไม่ได้ถาม

ชุดฟอร์มของหน่วยดรากูล เท่ห์ประมาณนี้


บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
MR. Lee
อสุรผัด
*
ตอบ: 3


ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 13 พ.ค. 15, 18:06

สวัสดีครับท่าน จขกท และอาจารย์ทุกท่านในเรือนไทย
ผมได้กระทู้เกี่ยวกับชาวโรฮินจาที่ท่าน จขกท กล่าวถึงแล้วรู้ศึกสลดใจกับหลายๆ ความคิดเห็นในกระทู้ดังกล่าว
ดีใจมากครับที่ จขกท นำเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง
ผมมีความน้อยเกินกว่าจะแลกเปลี่ยนขออนึญาตนั่งฟังที่ใต้ถึนเรือนครับ
บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1306


ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 13 พ.ค. 15, 18:24

ออสเตรียในช่วงต้นทศวรรษที่ 30 เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ทั้งปัญหาการว่างงาน ในแวดวงการเมืองเต็มไปด้วยัญหา พรรคการเมืองใหญ่เช่นพรรคสังคมนิยม(Socialist) เป็นคู่แข่งกับพรรค Cristian Social Party โดยแต่ละพรรคต่างมีกองกำลังของตัวเอง (แบบเดียวกับ SA หรือ SS ของพรรคนาซีในเยอรมัน) เยอรมันประเทศเพื่อนบ้านฮิตเลอร์ขึ้นมาเป็นผู้นำ มีความคิดที่จะผนวกออสเตรียเข้ากับเยอรมัน เดือนกรกฏาคม 1934 มีการพยายามยึดอำนาจการปกครอง แองเกิลเบอร์ก ดอลฟัส ผู้นำออสเตรียขณะนั้นและเป็นผู้ต่อต้านนาซีถูกสังหาร ออสเตรียเกิดความวุ่นวายเต็มที่ นำไปสู่การรวมตัวกับเยอรมันอย่างเป็นทางการในปี 1938

ในช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายทางการเมือง ฟรานซ์เข้ารับการอบรมเป็นตำรวจและพบรักกับเทเรซ่า ไอเดนบอค ลูกสาวช่างทำน้ำหอม เมื่อจบการอบรมก็ได้เป็นตำรวจเต็มตัวในปี 1933 ต้องมีหน้าที่รับมือกับบรดาม็อบต่างๆ ตัวฟรานซ์เองเป็นฝ่ายตรงข้ามกับพวกสังคมนิยม แต่หน้าที่หลักคือเดินลาดตระเวนรักษาความสงบ ในปี 1935 ฟรานซ์รับหน้าที่ที่เมืองเวลซ์เพื่อทำหน้าที่สืบสวนความเคลื่อนไหวทางการเมืองต่างๆ ที่ผิดกฏหมาย

ถาพตำรวจออสเตรียในชุดยูนิฟอร์ม



บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 11094


ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 13 พ.ค. 15, 18:35

อ้างถึง
ม่กี่วันก่อน ผมได้เข้าไปอ่านและแสดงความเห็นในเว็บพันทิพ เกี่ยวกับกรณีของชาวโรฮิงจา  ผมพบว่าความคิดเห็นของคนไทยจำนวนมากในพันทิพ ซึ่งผมคิดว่าเป็นภาพสะท้อนความคิดของคนระดับชนชั้นกลางขึ้นไป ที่มีการศึกษาสูงพอที่จะใช้อินเตอร์เน็ตเป็น มองชาวโรฮิงจาว่ามีค่าต่ำกว่ามนุษย์  ความเห็นจำนวนมากบอกว่าควรจะฆ่าพวกนี้ที่หลบหนีเข้ามาในประเทศไทยทิ้ง บ้างก็บอกว่าให้จับทำหมันให้หมด  บ้างก็พูดว่าคนพวกนี้ไม่มีคุณภาพ เนรคุณ ดังนั้นไม่มีประโยชน์ที่จะให้ความช่วยเหลือ  ความเห็นเหล่านี้ ซึ่งบางความเห็นมาจากคนที่ผมรู้ว่าเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย มีการศึกษาระดับจบปริญญาเอก เสนอให้ฆ่าคนที่ต้องการแสวงหาชีวิตที่ดีขึ้นทิ้งอย่างง่ายๆ  ทำให้ผมสลดหดหู่ใจมาก ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีหลายเรื่องที่ทำให้เห็นทัศนคติของคนไทย ที่กระทบกระเทือนใจผมยิ่งนัก


บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1306


ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 13 พ.ค. 15, 18:50

ตัวสแตงเกลเองมีใจโอนเอียงไปทางฝั่งพรรคนาซีที่เริ่มขยายอำนาจเข้ามาในออสเตรีย แทนที่จะคอยสอดส่อง ฟรานซ์และเพื่อนคู่หู ลุดวิก เวอร์เนอร์ซึ่งได้รับการเลื่อขั้นเป็นนักสืบจะคอยเตือนและส่งข่าวต่างๆ ให้แก่ทนายของพรรคนาซี ดร. บรูโน วิลล นอกจากนี้ยังบริจาคเงินสบทบกองทุนอุปการะครอบครัวของนักโทษการเมืองนาซีด้วย

ในเดือนมีนาคม 1938 ฮิตเลอร์ผนวกออสเตรียเข้ากับเยอรมัน ผู้อยู่ตรงข้ามกับพรรคนาซี 76,000 คนถูกจับกุมในเวียนนาในเวลาแค่สัปดาห์เดียว พวกฝ่ายซ้าย ชาวยิว นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามถูกส่งไปยังค่ายกักกันดาเชาใกล้มืองมิวนิคในเยอรมัน คำว่าออสเตรียถูกห้ามใช้  เมืองเวลซ์ที่ฟรานซ์ทำงานซึ่งเดิมอยู่ในเขต upper Austria ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น upper Danube แทน

เมื่อนาซีเรืองอำนาจ ใครที่เคยเป็นปฏิปักษ์กับนาซีต้องถูกกำจัด ตำรวจที่เคยมีส่วนในการปราบปรามพวกนาซีในอดีตถูกจับกุม เพื่อนนักสืบของฟรานซ์ทั้งหมดถูกจับยกเว้นฟรานว์กับเวอร์เนอร์ ตำรวจระดับสูงสองนายถูกยิงทิ้งโดยไม่มีการไต่สวน ฟรานซ์กับเวอร์เนอร์ทิ้งแฟ้มเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับผู้ต้องสงสัยทางการเมืองในอดีตลงไปในชักโครกห้องน้ำ  ฟรานซ์และเวอร์เนอร์ต้องตอบคำถามในเอกสารที่ถามว่าทั้งคู่เคยเป็นสมาชิกพรรคนาซีหรือไม่


ก่อนการผนวกกับเยอรมัน ตำรวจออสเตรียไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นสมาชิกพรรคนาซี และเป็นเรื่องผิดกฏหมาย แต่ตอนนี้กระแสลมเปลี่ยนแล้ว การไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคอาจหมายถึงความตายของตำรวจทั้งสองได้  ทั้งคู่จึงขอความช่วยเหลือจาก ดร. วิลล ซึ่งก็ได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างดี ดร. วิลลทำเอกสารใส่ชื่อทั้งสองบอกว่าเป็นสมาชิกพรรคนาซีมาตั้งแต่ปี 1936  สองปีก่อนหน้า

ภาพฝูงชนให้การต้อนรับเยอรมันในกรุงเวียนนา ปี 1938




บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10876



ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 13 พ.ค. 15, 19:02

ไม่กี่วันก่อน ผมได้เข้าไปอ่านและแสดงความเห็นในเว็บพันทิพ เกี่ยวกับกรณีของชาวโรฮิงจา  ผมพบว่าความคิดเห็นของคนไทยจำนวนมากในพันทิพ ซึ่งผมคิดว่าเป็นภาพสะท้อนความคิดของคนระดับชนชั้นกลางขึ้นไป ที่มีการศึกษาสูงพอที่จะใช้อินเตอร์เน็ตเป็น มองชาวโรฮิงจาว่ามีค่าต่ำกว่ามนุษย์  ความเห็นจำนวนมากบอกว่าควรจะฆ่าพวกนี้ที่หลบหนีเข้ามาในประเทศไทยทิ้ง บ้างก็บอกว่าให้จับทำหมันให้หมด

ในสมัยเหตุการณ์ "ตุลาคม ๒๕๑๖" จอมพลตุ๊มีความคิดร้ายยิ่งกว่านี้เสียอีกคือคิดจะฆ่าเพื่อนร่วมชาติทีเชียว  ตกใจ

ที่ประชุมกระทรวงมหาดไทย ครั้งที่ ๒๘/๒๕๑๖เรื่อง “การจับกุมกลุ่มบุคคลผู้เรียกร้องให้มีกฎหมายรัฐธรรมนูญ” จอมพลประภาส ประธานในที่ประชุม ชี้แจงว่า มีคอมมิวนิสต์จากต่างประเทศเข้ามาแทรกแซงการเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษา และ “เชื่อว่านิสิตนักศึกษาจะเสียไปราว ๒ % จากจำนวนเป็นแสนคน จำต้องเสียสละเพื่อความอยู่รอดของบ้านเมือง”

จาก เว็บ ๑๔ ตุลา
บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1306


ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 13 พ.ค. 15, 21:45

เมื่อฟรานซ์กลับไปถึงบ้านในคืนนั้น เค้ารีบเล่าเรื่องการเป็นสมาชิกพรรคนาซีย้อนหลังให้ภรรยาฟังเพื่อให้เธอโล่งใจ แต่เธอกลับหาว่าเค้าทรยศเธอด้วยการเข้าร่วมกับแก็งคนสารเลวพวกนั้น เพราะเทเรซ่า สแตงเกลเป็นคาโธลิกที่เคร่งครัดและไม่ชอบพวกนาซี แต่เธอก็ต้องทนกับความขัดแย้งภายในใจที่จะเลือกอยู่กับชายที่รักและศาสนา  แต่อย่างไรก็ตาม เธอก็ยังคงอยู่กับฟรานซ์

ในปี 1939 เจ้านายของฟรานซ์ นาซีจากเยอรมัน บับคับให้ฟรานซ์เซ็นเอกสารยืนยันว่าละทิ้งศาสนา ฟรานซ์ยอมเซ็นแต่ไม่เคยบอกให้เทเรซ่ารู้

ปี 1940 สงครามโลกครั้งที่สองดำเนินมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ฟรานซ์ซึ่งสังกัดหน่วยเกสตาโปในเมืองเวลซ์ย้ายไปรับหน้าที่ใหม่ที่เบอร์ลิน ฟรานซ์ได้รับชุดยูนิฟอร์มแบบทหารสีเขียว ได้รับยศเป็นร้อยโทเพื่อทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยในสถาบันพิเศษแห่งหนึ่ง  the Public Service Foundation for Institutional Care ซึ่งเป็นสถาบันฉากหน้าของโครงการลับที่ชื่อว่าโครงการ T-4 (T-4 Euthanasia Program)
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
ปวันดา
มัจฉานุ
**
ตอบ: 55


ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 14 พ.ค. 15, 12:02

ขอบคุณคุณประกอบมากค่ะสำหรับเรื่องราวดีๆที่น่าสนใจ สนใจหัวข้อของคุณประกอบมาตลอด ทั้งเรื่องลึกลับ ผีหลอกวิญญาณหลอน หรืออัศวินอังกฤษ จนมาถึงโรฮีนจา ยังไงขอฝากตัวเป็นแฟนพันธุ์แท้เลยนะคะ อยากให้คุณครูกลับมาเล่าต่อเร็วๆ สัญญาว่าจะหลบมุมไปนั่งหลังห้องฟังคุณครูเงียบๆเลยค่ะ
บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1306


ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 14 พ.ค. 15, 13:14

เมื่อฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำอาจในปี 1933 และมีความคิดว่าชาวอารยันคือชนชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ฮิตเลอร์ต้องการสร้างเผ่าพันธุ์อารยันที่สมบูรณ์แบบ ดังนั้น คนที่มีความผิดปกติหรือพิการแบบต่างๆ จึงหลายเป็นส่วนเกินที่ไม่ต้องการและต้องกำจัดทิ้งไป มีการออกกฏหมายจำกัดคนที่เป็นโรคที่อาจส่งผลต่อความพิการทางพันธุกรรมให้ต้องทำแท้ง  จนกระทั่งปีปลายปี 1939 มีการตั้งคลิกนิกเพื่อรองรับผู้ป่วยที่รักษาไม่ได้ที่ Grafeneck Castle และที่คุก Brendenburg-an-der-Harven ซึ่งคนที่พิการ โรคจิต เป็นโรคทางพันธุกรรมที่รักษาไม่ได้ จะถูกรมแกส

คำว่า Euthanasia ความหมายแบบที่ใช้ในปัจจุบันคือการุณฆาต มักใช้กับผู้ป่วยที่ทุกข์ทรมานกับอาการเจ็บป่วยจนไม่ประสงค์จะมีชีวิตต่อและเต็มใจที่จะตายเอง แต่ในสมัยของฮิตเลอร์คำนี้หมายถึงการฆ่าทิ้งใครก็ตามที่พิการ หรือป่วยทางจิตจนไม่สามารถจะเป็นเผ่าพันธุ์อารยันที่สมบูรณ์ได้ โปรแกรม T-4 เป็นโครงการบุกเบิกของสิ่งที่จะตามมานั่นคือ the Final Solution

ในปี 1940  ฟรานซ์ สแตงเกลถูกส่งไปรับหน้าที่ที่ปราสาทโบราณสมัยศตวรรษที่ 16 ใกล้เมืองลินซ์ชื่อปราสาท  Schloss Hartheim ในตำแหน่งผู้ช่าวยผู้จัดการศูนย์ แต่หน้าที่ที่แท้จริงคือรับผิดชอบด้านความปลอดภัยที่ปราสาท

ภาพโปสเตอร์ในปี 1938  ที่บอกว่า ประชาชนเยอรมันต้องสิ้นเปลืองเงินมากถึง 60,000 มาร์คในการดูแลผู้ป่วยทางพันธุกรรมคนนี้ตลอดชีวิต และนี่เป็นเงินของพวกคุณเช่นกัน ตรรกะเดียวกับคนไทยบางส่วนในปี 2015 ที่แสดงความเห็นเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยที่ถูกมองว่ามีคุณค่าความเป็นมนุษย์ต่ำกว่าตัว



บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1306


ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 14 พ.ค. 15, 13:16

ขอบคุณคุณประกอบมากค่ะสำหรับเรื่องราวดีๆที่น่าสนใจ สนใจหัวข้อของคุณประกอบมาตลอด ทั้งเรื่องลึกลับ ผีหลอกวิญญาณหลอน หรืออัศวินอังกฤษ จนมาถึงโรฮีนจา ยังไงขอฝากตัวเป็นแฟนพันธุ์แท้เลยนะคะ อยากให้คุณครูกลับมาเล่าต่อเร็วๆ สัญญาว่าจะหลบมุมไปนั่งหลังห้องฟังคุณครูเงียบๆเลยค่ะ

หลบเงียบๆ นี่ทำให้กระทู้ยิ่งไปช้านะครับ ถ้ากระทู้คึกคักมีการแสดงความเห็น มีการถกกันด้วยเหตุผล แบบนั้นถึงจะไปเร็ว  ยิ่งถ้าดราม่ากันได้ จะไปเร็วสุดๆ เลย  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
Naris
พาลี
****
ตอบ: 364


ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 14 พ.ค. 15, 13:59

ผมมีประเด็นอยู่ครับ แต่ขอให้เรื่องราวดำเนินไปสักระยะหนึ่งก่อน จึงจะขอยกมือถามครับ  ยิ้ม
บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1306


ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 14 พ.ค. 15, 14:12

ผมมีประเด็นอยู่ครับ แต่ขอให้เรื่องราวดำเนินไปสักระยะหนึ่งก่อน จึงจะขอยกมือถามครับ  ยิ้ม

อ๊ะ บอกให้อยากรู้แต่ยังไม่ถาม  อยากรู้ซะแล้วหละครับ แบบว่าวัยรุ่นใจร้อน
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
หน้า: [1] 2 3 ... 6
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.048 วินาที กับ 19 คำสั่ง