เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 6
  พิมพ์  
อ่าน: 21766 ผิดหรือถูก คดีนี้ยังไม่มีคำตัดสิน
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1275


ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 25 เม.ย. 15, 18:11

เพื่อเสริมเรื่องนี้ให้สมบูรณ์ขึ้น ขอยกข้อเขียนที่เขียนโดยรุ่งคุณ กิติยากร เป็นภาพสะท้อนมุมมองหนึ่งของคนไทยที่มีจำนวนไม่น้อย  มุมมองที่คนเหล่านี้เชื่อและอ้างว่าเป็นความจริง มุมของคนไทยที่ไม่เคยศึกษาประวัติศาสตร์อย่างรอบด้าน หรือพยายามทำความเข้าใจความเป็นจริง เพราะมันยาก มันเต็มไปด้วยข้อมูลมากมายที่ต้องวิเคราะห์  มันมีมิติความขัดแย้งและความซับซ้อนเต็มไปหมด  ทำให้เลือกที่จะเชื่อหรือเห็นเฉพาะสิ่งที่ตัวอยากเห็น ปิดตาละเลยกับความจริงอีกด้าน  ผมทะเลาะกับผู้คนหลายคนในโลกไซเบอร์ที่มีมุมมองแบบนี้  และก็พบว่าไม่เคยเปลี่ยนนเหล่านี้ได้ ก็เลยยกมาให้ดูกัน

ที่มา https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1578192859104691&set=a.1409401019317210.1073741839.100007419761220&type=1

ความจริงเกี่ยวกับ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ รัฐบุรุษที่ถูกทุนธนาคารยิว Zionist ทําลาย ใส่ความให้เป็นผู้ร้าย

หลังการพ่ายสงครามโลกครั้งที่ 1 ตามมติของ Versailles Conference 1919 เยอรมันจำต้องจ่าย ทองคำมูลค่า 1 แสนล้าน Mark รวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 2 แสนกว่าล้าน Mark ให้กับผู้ชนะ เมื่อจ่ายได้ไม่หมด ฝรั่งเศสก็ได้เข้ามายึดพื้นที่ต่างๆพร้อมทรัพยากร ส่วนทางเยอรมันเอง เมื่อไม่เหลือทองคำในคลังเลย ไม่มีหลักคํ้าเงินสกุล เงินสกุล Mark จึงกลายเป็นเศษกระดาษที่ไม่มีค่า ในเวลาเดียวกัน กลุ่มทุนธนาคารยิวก็ได้เข้ามาปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยสูง โดยสถานะของเงิน Mark นั้นถูกทุบลงไปเรื่อยๆ จากปี 1918 มีมูลค่า 5.2 Mark ต่อ 1 USD ต่อมาในปี 1921 มีมูลค่า 64.9 Mark ต่อ 1 USD และ ในที่สุดในปี 1923 มีมูลค่า เพียง 4.2 ล้านล้าน Mark ต่อ 1 USD

สำหรับชาวเยอรมันในเวลานั้น ขนมปังหนึ่งโหลมีราคา 2 ล้านล้าน Mark เงินสะสมของประชาชนทุกคนหมดค่ากลายเป็นศูนย์ ด้วยนํ้ามือของกลุ่มทุนธนาคารยิว ประชาชนสิ้นหวัง มีการฆ่าตัวตายจำนวนมาก ตำรวจหาเงินด้วยการทุจริต ในเวลาเดียวกันกลุ่มทุนยิวมองว่าเป็นโอกาสทองในการทำกำไรโดยการลงทุนที่ตํ่า การเก็บดอกเบี้ยสูงอันส่งผลให้เกิดบังคับขาย สูญเสียทรัพย์สินของผู้กู้ชาวเยอรมันให้กับกลุ่มทุนยิว ที่ได้เข้ามาครอบงำทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สื่อ พร้อมทั้งการทำลายวัฒนธรรมของชาวเยอรมัน

ภายหลังการจงใจล้มตลาดทุน Wall Street ใน 1929 กระทำโดยกลุ่มของ Rockefeller JPMorgan Rothschilds ที่ได้ทำลายธนาคารเล็กๆในสหรัฐ 16,000 แห่ง โดยทุนใหญ่ของพวกตนได้ถอนตัวออกก่อนกาล กว้านซื้อทุกอย่างในราคาที่ถูก สหรัฐได้เรียกหนี้คืนจากเยอรมันภายใน 90 วัน อันส่งผลให้เยอรมันเป็นประเทศที่ล้มละลายโดยสมบูรณ์ อุตสาหกรรมต่างๆล้มกัน การว่างงานจาก 650,000 คนในปี 1928 ขึ้นมาเป็น 3 ล้านคนในปี 1930 สูงสุดในปี 1933 มีการว่างงานระหว่าง 6-7 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นชายทั้งสิ้น ไม่มีเงินสำหรับอาหาร เสื้อผ้า การทำความอุ่นในครัวเรือนตนเอง

ประชาชนจึงเห็น National Socialist (สังคมนิยมแห่งชาติ) นำโดย Hitler เป็นทางออก ซึ่งประกาศตัวเป็นทั้งศัตรูของลัทธิของยิวทั้งสองขั่ว ได้แก่ ระบบทุนนิยม และ ระบบ Communist โดยเมื่อ Hitler ได้เข้ามามีอำนาจ ประเทศไม่มีเงินในคลังเลย แต่มีปัญหาคนว่างงาน 6-7 ล้านคน โดยภายหลังรับตำแหน่ง 3 สัปดาห์ ฝ่ายที่เริ่มประกาศสงครามระหว่าง Hitler กับ ยิว ไม่ใช่ Hitler แต่คือ Jewish World Congress ของยิว 14 ล้านคน ซึ่งได้ประกาศสงครามกับเยอรมัน พร้อมการควํ่าบาตร เมื่อเป็นเช่นนี้ Hitler จึงได้ตอบโต้อีก 3 เดือนต่อมา ด้วยการประกาศสงครามกับชาวยิว ซึ่งในเยอรมันเองมีประมาณ 5 แสนคน หรือ 2 เปอร์เซนต์ พร้อมการควํ่าบาตรสินค้ายิว

สิ่งที่ Hitler ได้สัญญาให้ความหวังกับประชาชน คือ การมีงานทำ และ มีอาหารรับประทาน ซึ่งเขาได้รักษาคำพูดของเขาโดยสมบูรณ์ Hitler ได้เน้นระบบเศรษฐกิจเพื่อประชาชน และ ‘Autarky’ หรือเศรษฐกิจพึงพาตนเอง (Self-Sufficient) พร้อมได้สร้างความสามัคคีระหว่างแรงงานและผู้จ้างงาน โดยเมื่อผ่านไป 2 ปี ครึ่ง ปัญหาการว่างงานได้ลดลงไปมาก และภายใน 5 ปี เขาได้ขจัดปัญหาการว่างงานในเยอรมนีโดยสิ้นเชิง

การแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ Hitlerได้กระทำทำโดยปราศจากเงินจากกลุ่มทุนธนาคารยิวแม้แต่น้อย Hitler สร้าง Autobahn ทางหลวงเยอรมนีจากวัสดุผลิตในเยอรมันล้วนๆ และหลังจากการเจรจาสร้างรถยนต์กับ German Auto Industry ซึ่ง Hitler มองว่าแพงเกินไป เขาได้หันไปหา Ferdinand Porsche แทน และได้ร่วมออกแบบรถ Volkswagen แปลว่า ‘รถของประชาชน’ ในราคาที่ถูกกว่าเกือบครี่งหนึ่ง โดยรถเต่าทองนี้ที่คนส่วนใหญ่รู้จักได้เป็นรถที่มีการสร้างมากที่สุดในโลก จึงยากที่จะถูกลบออกจากประวัติศาสตร์

สำหรับการผลิตเสื้อผ้า ในเมื่อการซื้อฝ้าย (Cotton) จำเป็นต้องซื้อโดยการใช้ USD ภายให้ Hitler จึงได้มีการคิดค้นผลิตผ้า Rayon ขึ้นมา โดยการนำขนแกะเยอรมันมาผลิต

ภานใน 4 ปี Hitler ได้สร้างบ้าน 1.5 ล้านหลัง โดยให้ประชาชนสามารถผ่อนได้ 10 ปี หากมีลูก 1 คนให้ลดหนี้ลง 25% หากมีลูกถึง 4 คน ให้ยกเลิกหนี้ทั้งหมด โดยเขาเชื่อว่าครอบครัวที่ใหญ่จะมีการจับจ่ายมาก จะมีการจ่ายภาษีคุ้มกับการลดปลดหนี้ ปรากฏว่าภายในไม่กี่ปี การเก็บภาษีของรัฐเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว

สำหรับแรงงานผู้เช่าอาศัย ค่าเช่าจะอยู่ไม่เกิน 1 ใน 8 ของรายได้ต่อเดือน และเป็นครั้งแรกในโลกที่แรงงานสามารถพาครอบครัวไปเที่ยวพักร้อนต่างประเทศ โดย Hitler ได้สร้างเรือ Cruise หลายลำเพื่อเให้แรงงานชาวเยอรมันสามารถไปเที่ยวได้ในราคาที่ถูก โดยส่วนใหญ่เรือ Cruise จะไปตามเกาะแถบสเปน

เขาได้จัดการศึกษาให้เรียนฟรีถึงระดับปริญญา และได้สร้างบ้านพักจำนวนมากให้เกษตรกร สำหรับผู้ให้แรงงานทั่วไป เปรียบเทียบกับก่อน Hitler เข้ามา มีรายได้มากกว่าเดิม 2 เท่าโดยค่าเงินยังคงเดิม

Hitler ได้สร้างระบบการค้าของเยอรมัน โดยไม่ใช้เงิน USD เลย แต่จะเน้นในการ Barter แลกเปลี่ยนเป็นหลัก จากระบบนี้เองที่ กลุ่ม Anglo American Jewish Banksters เสียผลประโยชน์ กลัวว่าเยอรมันที่ประสบความสำเร็จ จะเป็นแบบอย่างเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศอื่นทั่วโลก แทนระบบที่พวกตนเองควบคุม จึงได้สร้างเงื่อนไขจนนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2

Hitler ได้นำพาประชาชนชนชาติเขากลับมามีศักดิ์ศรีอีกครั้ง มีอธิปไตย เสรีภาพ พ้นจากการเป็นหนี้ เป็นทาสทุนสามานย์ แม้ Winston Churchill ผู้เป็นอริกับเยอรมันที่สุด ยังได้ส่งถึง Hitler ในปี 1938 ก่อนจะมีสงครามว่า ‘หากวันใดสหราชอาณาจักร ตกในหายนะดังเช่นเยอรมันใน 1918 ข้าพเจ้าขอให้พระเจ้าประทาน บุคคลที่มีความเข้มแข็ง และ ลักษณะของท่าน’ ส่วน Lloyd George นายกรัฐมนตรีอีกท่านได้กล่าวกับชาวเยอรมัน ‘ ท่านควรขอบคุณพระเจ้า ที่ท่านมีบุรุษผู้ยอดเยี่ยมเป็นผู้นำ’

แล้วสาเหตุคืออะไร จึงได้มาทำลายทุกอย่างที่เขาได้สร้างไว้ ?
เพราะว่าเขาสามารถหาวิธีกู้ชนชาติเขาพ้นจากความเป็นทาสได้?
เพราะว่าพวกเขาแสดงให้โลกเห็นว่า สามารถสร้างอนาคตที่ดีกว่าโดยปราศจากระบบของกลุ่มทุน Zionist ได้?
ความจริงคือเช่นนั้น

เขาเป็นบุรุษของประชาชนเขา เป็นบิดาของเยอรมนี ประชาชนของเขารักเขาทั้งนั้น และเขาก็รักประชาชนของเขา

Heil Hitler.....Herzlichen Glückwunsch zum Geburtstag

2558/04/20

ป.ล. เนื่องในวันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิด อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จึงได้นำเรื่องมาแสดงให้ทราบความจริงเกี่ยวกับบุรุษที่น่าชื่นชมผู้นี้ แม้ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จะมีผิดความพลาดในบางส่วน แต่ความเป็นอัจฉริยะและความรักชาตินั้นมีอยู่มาก ควรแก่การศึกษาโดยมองว่าประเทศของเรา หากมีวิกฤติเศรษฐกิจโดนทุบค่าเงินอีกครั้ง คราวนี้จะไม่เหมือนคราวที่ก่อนที่ได้เกิดขึ้นในขณะที่เรายังอยู่ในสภาพที่ดีอยู่ หากคราวนี้หากเงินคลังหลวงหมด อาจหมายถึงการที่ประเทศเราจะถูกยึดอย่างเบ็ดเสร็จ คล้ายคลึงกับเยอรมนีสมัยนั้น หวังว่าประชาชนจะตื่นรู้ได้เสียก่อนจะต้องถึงสถานการณ์นั้น

ประวัติศาสตร์ที่ถูกจารึกคือประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนโดยผู้ชนะสงคราม โดยหลังแพ้สงครามไป ฝ่ายพันธมิตร anglo-american ที่รับใช่ทุนธนาคารยิว Zionist ผู้ร้ายตัวจริง ได้ใส่ร้ายบิดเบือนปิดบังความจริงต่างๆนานา รวมถึงเรื่อง Holocaust หรือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อันเป็นเรื่องหลอกลวง ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงทั้งสิ้น ความจริงที่เกิดขึ้นคือ ได้มีการเซ็นสัญญา ระหว่างตระกูล Rothschilds และรัฐบาลอังกฤษ ว่าหาก Rothschilds สามารถนำสหรัฐ มาร่วมสงคราม รัฐบาลอังกฤษจะต้องยกดินแดน Palestine ซึงเป็นของชาว Palestine ที่ได้อาศัยอยู่มาแต่ไหนแต่ไร มาเป็นแผ่นดินของชาวยิว เรื่องราวเกี่ยวกับ Holocaust มิใช่อะไรนอกจาก propaganda หลอกลวง มีจุดเป้าหมายหลักคือการสร้างความเห็นอกเห็นใจในการ เข้าไป ไล่ ฆ่า ชาว Palestine นับล้านออกจากดินแดนของเขา เพื่อให้ชาวยิวได้มีรัฐของตนเอง พร้อมกับอีกจุดประสงค์ คือการทำลายลบล้าง ตำนานอัจฉริยภาพทางเศรษฐศาสตร์ ของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ นั่นเอง
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10604


ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 25 เม.ย. 15, 18:13

เดี๋ยวนี้ Zionist ก็ยังน่ากลัว ยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ

กลับไปที่เรื่องที่คุณประกอบนำมาเสนอต่ออีกสักหน่อย

เรื่องนี้ชวนให้คิดว่า ถ้าผู้ที่กล่าวหาออสก้า โกรนนิ่งเป็นตัวเขาบ้าง จะทำอย่างไร ไม่ได้อาสามาอยู่ ถูกย้ายมาอยู่แล้วก็ไม่ชอบ ไม่อยากอยู่ ขอย้ายไปรบแนวหน้าเสี่ยงกับความตายเสียยังดีกว่า เขาก็ไม่ให้ไป

จะให้หนีออกไปจากสถานที่นั้นหรือ แล้วถ้าถูกจับมาได้เล่า  แทนที่จะได้ตายอย่างผู้รักชาติ ก็อาจจะได้ตายอย่างทารุณในฐานะผู้ทรยศ
บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1275


ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 25 เม.ย. 15, 18:29

ที่ท่านอาจารย์ใหญ่กว่าว่ามา เป็นเรื่องที่มีคนถกเถียงเช่นกันในเวบบอร์ดฝรั่ง บางคนบอกว่าออสก้า โกรนนิ่งเลือกที่จะเป็น SS เอง แทนที่จะไปสมัครเป็นทหารธรรมดา  เรื่องนี้มีประเด็นที่ลึกซึ้งกว่านี้ที่ต้องไตร่ตรอง  ผมกำลังรวบรวมข้อมูลและรูปของนาซีอีกคน ชื่อฟรานซ์ แสตงเกล ว่าจะเอามาเขียนแต่ยังไม่ได้เขียนซะที


สำหรับผม ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าถ้าเป็นคนอื่นอยู่ในสถานะเดียวกันจะทำอย่างไร เพราะไม่ว่าจะเป็นใครเมื่อเข้าไปอยู่ในระบบแล้วคงยากที่จะกล้าขัดขืนหรือฝืนระบบ ทางเลือกเดียวและเป็นทางรอดด้วยคือไหลตามระบบไปเป็นต้นอ้อลู่ลม ทำตามที่สั่ง เพราะนอกจากจะรอดแล้ว ยังจะได้รับสิทธิประโยชน์อื่นๆ มากกว่าคนทั่วไป เช่นอยู่ดีกินดีกว่า อาหารการกินเหลือเฟือในขณะที่คนอื่นๆ ในประเทศอดอยากในภาวะสงคราม


สิ่งเดียวที่จะปกป้องคนในอนาคตจากเรื่องเหล่านี้ได้ คือการสอนและให้ความรู้ให้มองคนอื่นด้วยความเท่าเทียม ให้ความยกย่องส่งเสริมคนที่กล้าหาญกล้าพูดความจริง มีสปิริต  ใช้เหตุผลในการหาข้อสรุปมากกว่าอารมณ์ และฉลาดรู้เท่าทันไม่ตกเป็นเหยื่อปลุกระดมของนักการเมืองหรือนักชาตินิยม  คนเยอรมันที่ต่อต้านนาซีก็มีไม่น้อย  นักโทษการเมืองเยอรมันที่โดนกำจัดในช่วงฮิตเลอร์ครองอำนาจก็มีนับแสนคน ปัญหาคือคนที่กล้าหาญ  คนที่มีเหตุผล ไม่เคยมีจำนวนมากพอที่จะสู้กับคนโง่  คนที่เห็นแก่ตัว และพร้อมจะฉกฉวยประโยชน์จากสถานการณ์ได้  ดังนั้นเรื่องราวทำนองนี้จะอยู่คู่สังคมโลกไปตลอดแหละครับ


ถ้ามองให้ดี ประวัติศาสตร์เดินย้อนรอยเสมอ อาจจะต่างแค่สถานที่หรือดีกรีความรุนแรง  และคนที่ใช้สมองขัดขืนความไม่ถูกต้องชอบธรรม น้อยนักที่จะมีจุดจบดีๆ ถ้ามองดีๆ ไม่ต้องมองไกลเลยจะเห็นแม้แต่ในปัจจุบัน  


ปล  ถ้ากลับไปผมโดยเรียกตัวไปเข้าค่ายทำนองนี้ ท่านอาจารย์นวรัตนอย่าลืมซื้อปูนึ่งไปเยี่ยมด้วยนะครับ ยิงฟันยิ้ม  ยิงฟันยิ้ม  ยิงฟันยิ้ม

บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1275


ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 25 เม.ย. 15, 18:37

เดี๋ยวนี้ Zionist ก็ยังน่ากลัว ยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ


คนยิวส่วนใหญ่ไม่ใช่ Zionist นะครับ แม้แต่ในช่วงสงครามโลก ยิวเยอรมันเองมีอยู่ประมาณ 5 แสนคนจากประชากรเยอรมันมากกว่า 60 ล้านคน คนยิวที่ตายไปหกล้านถูกกวาดต้อนมาจากทั่วยุโรป  แม้จะเป็นยิวเหมือนกัน ความเชื่อเหมือนกันส่วนใหญ่ใช่ว่าพูดภาษาฮิบรูได้  ชาวยิวจากต่างประเทศกันในยุโรปที่ใช้ภาษาต่างกันคุยกันเองไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ  แล้วไอ้คนที่รวยๆ หนะ ส่วนใหญ่มีหนทางอพยพไปอเมริกาหรือปาเลสไตน์ก่อนหมดแล้ว เหลือแต่ที่เป็นชนชั้นกลางชาวบ้านธรรมดาทั้งนั้นที่โดนกำจัด


บทบาทของชาวยิวบางส่วน องค์กรยิว หรือรัฐบาลประเทศอิสราเอลอาจไม่ถูกใจหรือถูกมองว่าไม่ดี แต่การให้คนทั้งเผ่าพันธุ์รับผิดชอบนี่มันยิ่งกว่าไร้เหตุผลนะครับ ผมขอค้านว่า Zionist ปัจจุบันน่ากลัว แต่ผมมองว่าลัทธิชาตินิยม ศาสนานิยม ไม่ว่ากับพวกไหนเผ่าไหนศาสนาไหน นี่สิที่น่ากลัวที่สุด
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10604


ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 25 เม.ย. 15, 18:39

ม่ายช่าย ผมหมายถึง Zionist ที่เป็นนายธนาคารใหญ่ในยุโรปและอเมริกา
บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1275


ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 25 เม.ย. 15, 19:05

ม่ายช่าย ผมหมายถึง Zionist ที่เป็นนายธนาคารใหญ่ในยุโรปและอเมริกา

นั่นสิครับ ปัญหาคือระบบการเงินโลกมันยุ่งอิรุงตุงนังไปหมด เราไม่มีทางรู้เลยว่าชาวยิวมีบทบาทมากขนาดไหน  อย่างธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลกตอนนี้รู้สึกจะของจีน จีนคุมโลกหรือยิวคุมโลกผมก็ไม่แน่ใจใครจะใหญ่กว่ากัน  ส่วนเงินจะไหลไปยังที่ใดก็ตามที่จะทำกำไรได้ อย่างอังกฤษเป็นศูนย์กลางการเงินของยุโรป ผมไม่รู้ว่าคนยิวมีบทบาทมากแค่ไหน ธนาคาร HSBC นี่เจ้าของเป็นใครก็ไม่รุ ทำให้มันมีทั้งภาพที่เป็นมายาคติกับความจริงที่ยากจะแยกได้ว่าอันไหนจริงอันไหนเท็จ และธุรกิจการเงินที่ต้องอาศัย connection และความไว้เนื้อเชื่อใจทำให้ชาวยิวที่อยู่ในธุรกิจนี้มานานมีความได้เปรียบ  แต่มียิวมากขนาดไหนนี่สิน่าสงสัย  แต่ที่แน่ๆ คือแนวคิดว่ามีอะไรโทษยิวไว้ก่อนนี่มีมาเป็นพันๆ ปีแล้ว
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10604


ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 25 เม.ย. 15, 19:45

ผมก็ไม่มีความรู้พอที่จะไปโทษยิวได้ทั้งหมด  แต่เรื่องการธนาคาร การอุตสาหกรรมใหญ่ๆที่โยงใยเป็นลูกโซ่ แต่ไหนแค่ไรก็เป็นของคนยิวทั้งนั้น ชื่อพวกเศรษฐีที่เปิดเผยๆกัน ก็มีชื่อเป็นยิวทั้งนั้น  ไอ้เจ้าอะไรนั่นที่เคยโจมตีค่าเงินบาทไทยจนพินาศเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ก็เป็นยิว รู้ประมาณเท่านี้แหละครับ นอกนั้นก็อ่านเจอแบบอ่านของคุณรุ่งคุณ ยังไม่นับว่ารู้จริง
บันทึกการเข้า
ป้าหวัน
มัจฉานุ
**
ตอบ: 56


ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 25 เม.ย. 15, 20:34

รับไม่ได้ค่ะว่าHitler เป็นวีรบุรุษของคนเยอรมัน ถ้าใครเคยไปเยือนมิวนิค ที่หน้ามหาวิทยาลัยLudwig Maximilian ก็จะเห็นอนุสรณ่ที่น่าสะเทือนใจที่ก่อกับคนที่ไม่เห็นด้วยกับพรรคนาซี เช่นthe White Rose group (The Scholl brother and sister and friends)อย่างที่รู้ๆกันชาวยิวถูกกำจัดอย่างไร้มนุษยธรรมนับล้าน
เพื่อเสริมเรื่องนี้ให้สมบูรณ์ขึ้น ขอยกข้อเขียนที่เขียนโดยรุ่งคุณ กิติยากร เป็นภาพสะท้อนมุมมองหนึ่งของคนไทยที่มีจำนวนไม่น้อย  มุมมองที่คนเหล่านี้เชื่อและอ้างว่าเป็นความจริง มุมของคนไทยที่ไม่เคยศึกษาประวัติศาสตร์อย่างรอบด้าน หรือพยายามทำความเข้าใจความเป็นจริง เพราะมันยาก มันเต็มไปด้วยข้อมูลมากมายที่ต้องวิเคราะห์  มันมีมิติความขัดแย้งและความซับซ้อนเต็มไปหมด  ทำให้เลือกที่จะเชื่อหรือเห็นเฉพาะสิ่งที่ตัวอยากเห็น ปิดตาละเลยกับความจริงอีกด้าน  ผมทะเลาะกับผู้คนหลายคนในโลกไซเบอร์ที่มีมุมมองแบบนี้  และก็พบว่าไม่เคยเปลี่ยนนเหล่านี้ได้ ก็เลยยกมาให้ดูกัน

ที่มา https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1578192859104691&set=a.1409401019317210.1073741839.100007419761220&type=1

ความจริงเกี่ยวกับ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ รัฐบุรุษที่ถูกทุนธนาคารยิว Zionist ทําลาย ใส่ความให้เป็นผู้ร้าย

หลังการพ่ายสงครามโลกครั้งที่ 1 ตามมติของ Versailles Conference 1919 เยอรมันจำต้องจ่าย ทองคำมูลค่า 1 แสนล้าน Mark รวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 2 แสนกว่าล้าน Mark ให้กับผู้ชนะ เมื่อจ่ายได้ไม่หมด ฝรั่งเศสก็ได้เข้ามายึดพื้นที่ต่างๆพร้อมทรัพยากร ส่วนทางเยอรมันเอง เมื่อไม่เหลือทองคำในคลังเลย ไม่มีหลักคํ้าเงินสกุล เงินสกุล Mark จึงกลายเป็นเศษกระดาษที่ไม่มีค่า ในเวลาเดียวกัน กลุ่มทุนธนาคารยิวก็ได้เข้ามาปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยสูง โดยสถานะของเงิน Mark นั้นถูกทุบลงไปเรื่อยๆ จากปี 1918 มีมูลค่า 5.2 Mark ต่อ 1 USD ต่อมาในปี 1921 มีมูลค่า 64.9 Mark ต่อ 1 USD และ ในที่สุดในปี 1923 มีมูลค่า เพียง 4.2 ล้านล้าน Mark ต่อ 1 USD

สำหรับชาวเยอรมันในเวลานั้น ขนมปังหนึ่งโหลมีราคา 2 ล้านล้าน Mark เงินสะสมของประชาชนทุกคนหมดค่ากลายเป็นศูนย์ ด้วยนํ้ามือของกลุ่มทุนธนาคารยิว ประชาชนสิ้นหวัง มีการฆ่าตัวตายจำนวนมาก ตำรวจหาเงินด้วยการทุจริต ในเวลาเดียวกันกลุ่มทุนยิวมองว่าเป็นโอกาสทองในการทำกำไรโดยการลงทุนที่ตํ่า การเก็บดอกเบี้ยสูงอันส่งผลให้เกิดบังคับขาย สูญเสียทรัพย์สินของผู้กู้ชาวเยอรมันให้กับกลุ่มทุนยิว ที่ได้เข้ามาครอบงำทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สื่อ พร้อมทั้งการทำลายวัฒนธรรมของชาวเยอรมัน

ภายหลังการจงใจล้มตลาดทุน Wall Street ใน 1929 กระทำโดยกลุ่มของ Rockefeller JPMorgan Rothschilds ที่ได้ทำลายธนาคารเล็กๆในสหรัฐ 16,000 แห่ง โดยทุนใหญ่ของพวกตนได้ถอนตัวออกก่อนกาล กว้านซื้อทุกอย่างในราคาที่ถูก สหรัฐได้เรียกหนี้คืนจากเยอรมันภายใน 90 วัน อันส่งผลให้เยอรมันเป็นประเทศที่ล้มละลายโดยสมบูรณ์ อุตสาหกรรมต่างๆล้มกัน การว่างงานจาก 650,000 คนในปี 1928 ขึ้นมาเป็น 3 ล้านคนในปี 1930 สูงสุดในปี 1933 มีการว่างงานระหว่าง 6-7 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นชายทั้งสิ้น ไม่มีเงินสำหรับอาหาร เสื้อผ้า การทำความอุ่นในครัวเรือนตนเอง

ประชาชนจึงเห็น National Socialist (สังคมนิยมแห่งชาติ) นำโดย Hitler เป็นทางออก ซึ่งประกาศตัวเป็นทั้งศัตรูของลัทธิของยิวทั้งสองขั่ว ได้แก่ ระบบทุนนิยม และ ระบบ Communist โดยเมื่อ Hitler ได้เข้ามามีอำนาจ ประเทศไม่มีเงินในคลังเลย แต่มีปัญหาคนว่างงาน 6-7 ล้านคน โดยภายหลังรับตำแหน่ง 3 สัปดาห์ ฝ่ายที่เริ่มประกาศสงครามระหว่าง Hitler กับ ยิว ไม่ใช่ Hitler แต่คือ Jewish World Congress ของยิว 14 ล้านคน ซึ่งได้ประกาศสงครามกับเยอรมัน พร้อมการควํ่าบาตร เมื่อเป็นเช่นนี้ Hitler จึงได้ตอบโต้อีก 3 เดือนต่อมา ด้วยการประกาศสงครามกับชาวยิว ซึ่งในเยอรมันเองมีประมาณ 5 แสนคน หรือ 2 เปอร์เซนต์ พร้อมการควํ่าบาตรสินค้ายิว

สิ่งที่ Hitler ได้สัญญาให้ความหวังกับประชาชน คือ การมีงานทำ และ มีอาหารรับประทาน ซึ่งเขาได้รักษาคำพูดของเขาโดยสมบูรณ์ Hitler ได้เน้นระบบเศรษฐกิจเพื่อประชาชน และ ‘Autarky’ หรือเศรษฐกิจพึงพาตนเอง (Self-Sufficient) พร้อมได้สร้างความสามัคคีระหว่างแรงงานและผู้จ้างงาน โดยเมื่อผ่านไป 2 ปี ครึ่ง ปัญหาการว่างงานได้ลดลงไปมาก และภายใน 5 ปี เขาได้ขจัดปัญหาการว่างงานในเยอรมนีโดยสิ้นเชิง

การแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ Hitlerได้กระทำทำโดยปราศจากเงินจากกลุ่มทุนธนาคารยิวแม้แต่น้อย Hitler สร้าง Autobahn ทางหลวงเยอรมนีจากวัสดุผลิตในเยอรมันล้วนๆ และหลังจากการเจรจาสร้างรถยนต์กับ German Auto Industry ซึ่ง Hitler มองว่าแพงเกินไป เขาได้หันไปหา Ferdinand Porsche แทน และได้ร่วมออกแบบรถ Volkswagen แปลว่า ‘รถของประชาชน’ ในราคาที่ถูกกว่าเกือบครี่งหนึ่ง โดยรถเต่าทองนี้ที่คนส่วนใหญ่รู้จักได้เป็นรถที่มีการสร้างมากที่สุดในโลก จึงยากที่จะถูกลบออกจากประวัติศาสตร์

สำหรับการผลิตเสื้อผ้า ในเมื่อการซื้อฝ้าย (Cotton) จำเป็นต้องซื้อโดยการใช้ USD ภายให้ Hitler จึงได้มีการคิดค้นผลิตผ้า Rayon ขึ้นมา โดยการนำขนแกะเยอรมันมาผลิต

ภานใน 4 ปี Hitler ได้สร้างบ้าน 1.5 ล้านหลัง โดยให้ประชาชนสามารถผ่อนได้ 10 ปี หากมีลูก 1 คนให้ลดหนี้ลง 25% หากมีลูกถึง 4 คน ให้ยกเลิกหนี้ทั้งหมด โดยเขาเชื่อว่าครอบครัวที่ใหญ่จะมีการจับจ่ายมาก จะมีการจ่ายภาษีคุ้มกับการลดปลดหนี้ ปรากฏว่าภายในไม่กี่ปี การเก็บภาษีของรัฐเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว

สำหรับแรงงานผู้เช่าอาศัย ค่าเช่าจะอยู่ไม่เกิน 1 ใน 8 ของรายได้ต่อเดือน และเป็นครั้งแรกในโลกที่แรงงานสามารถพาครอบครัวไปเที่ยวพักร้อนต่างประเทศ โดย Hitler ได้สร้างเรือ Cruise หลายลำเพื่อเให้แรงงานชาวเยอรมันสามารถไปเที่ยวได้ในราคาที่ถูก โดยส่วนใหญ่เรือ Cruise จะไปตามเกาะแถบสเปน

เขาได้จัดการศึกษาให้เรียนฟรีถึงระดับปริญญา และได้สร้างบ้านพักจำนวนมากให้เกษตรกร สำหรับผู้ให้แรงงานทั่วไป เปรียบเทียบกับก่อน Hitler เข้ามา มีรายได้มากกว่าเดิม 2 เท่าโดยค่าเงินยังคงเดิม

Hitler ได้สร้างระบบการค้าของเยอรมัน โดยไม่ใช้เงิน USD เลย แต่จะเน้นในการ Barter แลกเปลี่ยนเป็นหลัก จากระบบนี้เองที่ กลุ่ม Anglo American Jewish Banksters เสียผลประโยชน์ กลัวว่าเยอรมันที่ประสบความสำเร็จ จะเป็นแบบอย่างเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศอื่นทั่วโลก แทนระบบที่พวกตนเองควบคุม จึงได้สร้างเงื่อนไขจนนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2

Hitler ได้นำพาประชาชนชนชาติเขากลับมามีศักดิ์ศรีอีกครั้ง มีอธิปไตย เสรีภาพ พ้นจากการเป็นหนี้ เป็นทาสทุนสามานย์ แม้ Winston Churchill ผู้เป็นอริกับเยอรมันที่สุด ยังได้ส่งถึง Hitler ในปี 1938 ก่อนจะมีสงครามว่า ‘หากวันใดสหราชอาณาจักร ตกในหายนะดังเช่นเยอรมันใน 1918 ข้าพเจ้าขอให้พระเจ้าประทาน บุคคลที่มีความเข้มแข็ง และ ลักษณะของท่าน’ ส่วน Lloyd George นายกรัฐมนตรีอีกท่านได้กล่าวกับชาวเยอรมัน ‘ ท่านควรขอบคุณพระเจ้า ที่ท่านมีบุรุษผู้ยอดเยี่ยมเป็นผู้นำ’

แล้วสาเหตุคืออะไร จึงได้มาทำลายทุกอย่างที่เขาได้สร้างไว้ ?
เพราะว่าเขาสามารถหาวิธีกู้ชนชาติเขาพ้นจากความเป็นทาสได้?
เพราะว่าพวกเขาแสดงให้โลกเห็นว่า สามารถสร้างอนาคตที่ดีกว่าโดยปราศจากระบบของกลุ่มทุน Zionist ได้?
ความจริงคือเช่นนั้น

เขาเป็นบุรุษของประชาชนเขา เป็นบิดาของเยอรมนี ประชาชนของเขารักเขาทั้งนั้น และเขาก็รักประชาชนของเขา

Heil Hitler.....Herzlichen Glückwunsch zum Geburtstag

2558/04/20

ป.ล. เนื่องในวันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิด อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จึงได้นำเรื่องมาแสดงให้ทราบความจริงเกี่ยวกับบุรุษที่น่าชื่นชมผู้นี้ แม้ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จะมีผิดความพลาดในบางส่วน แต่ความเป็นอัจฉริยะและความรักชาตินั้นมีอยู่มาก ควรแก่การศึกษาโดยมองว่าประเทศของเรา หากมีวิกฤติเศรษฐกิจโดนทุบค่าเงินอีกครั้ง คราวนี้จะไม่เหมือนคราวที่ก่อนที่ได้เกิดขึ้นในขณะที่เรายังอยู่ในสภาพที่ดีอยู่ หากคราวนี้หากเงินคลังหลวงหมด อาจหมายถึงการที่ประเทศเราจะถูกยึดอย่างเบ็ดเสร็จ คล้ายคลึงกับเยอรมนีสมัยนั้น หวังว่าประชาชนจะตื่นรู้ได้เสียก่อนจะต้องถึงสถานการณ์นั้น

ประวัติศาสตร์ที่ถูกจารึกคือประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนโดยผู้ชนะสงคราม โดยหลังแพ้สงครามไป ฝ่ายพันธมิตร anglo-american ที่รับใช่ทุนธนาคารยิว Zionist ผู้ร้ายตัวจริง ได้ใส่ร้ายบิดเบือนปิดบังความจริงต่างๆนานา รวมถึงเรื่อง Holocaust หรือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อันเป็นเรื่องหลอกลวง ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงทั้งสิ้น ความจริงที่เกิดขึ้นคือ ได้มีการเซ็นสัญญา ระหว่างตระกูล Rothschilds และรัฐบาลอังกฤษ ว่าหาก Rothschilds สามารถนำสหรัฐ มาร่วมสงคราม รัฐบาลอังกฤษจะต้องยกดินแดน Palestine ซึงเป็นของชาว Palestine ที่ได้อาศัยอยู่มาแต่ไหนแต่ไร มาเป็นแผ่นดินของชาวยิว เรื่องราวเกี่ยวกับ Holocaust มิใช่อะไรนอกจาก propaganda หลอกลวง มีจุดเป้าหมายหลักคือการสร้างความเห็นอกเห็นใจในการ เข้าไป ไล่ ฆ่า ชาว Palestine นับล้านออกจากดินแดนของเขา เพื่อให้ชาวยิวได้มีรัฐของตนเอง พร้อมกับอีกจุดประสงค์ คือการทำลายลบล้าง ตำนานอัจฉริยภาพทางเศรษฐศาสตร์ ของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ นั่นเอง




บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10684



ความคิดเห็นที่ 23  เมื่อ 25 เม.ย. 15, 20:35

ถ้าคิดถึงความโหดร้ายของนาซี ก็อย่าลืมความโหดร้ายของลุงแซมด้วย

ผู้ลงนามอนุมัติการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโระชิมะ คือ ประธานาธิบดีทรูแมน

ทรูแมนโกหกประชาชนว่า จะหลีกเลี่ยงการฆ่าพลเรือนและหากจำเป็นคนญี่ปุ่นเพียงจำนวนพันเท่านั้นที่จะต้องสูญสิ้นเพราะการทิ้งระเบิดปรมาณู
ตกใจ

นึกถึง ฮิตเลอร์ อย่าลืม ทรูแมน   รูดซิบปาก
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10684



ความคิดเห็นที่ 24  เมื่อ 25 เม.ย. 15, 21:00

คดีนี้เห็นจะไม่มี "ถูก" ก็คงจะผิด แต่ถ้าเทียบความผิดของ "นักบัญชีแห่งเอาชวิตซ์" กับ "นักบินแห่งเที่ยวบินมรณะ" ฝ่ายแรกน่าจะน้อยกว่าฝ่ายหลัง   รูดซิบปาก
บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1275


ความคิดเห็นที่ 25  เมื่อ 25 เม.ย. 15, 21:31

ก่อนจะไปเรื่องทรูแมน ต้องขอขยายความเรื่องชาวยิวว่าทำไมชอบไปยุ่งกับระบบการเงินการธนาคารนัก


ชาวยิวคงความเป็นยิวมาสองสามพันปีแล้ว จนประเทศของยิวหายไปจากแผนที่ ชาวยิวแตกกระสานซ่านเซ็นไปทั่วยุโรป ก็ยังคงความเป็นยิวไว้ ในสมัยยุคกลาง คนยิวถูกจำกัดไม่สามารถเป็นขุนนาง ไม่สามารถเป็นเจ้าของที่ดินได้ ดังนั้นงานที่คนยิวจะทำได้คือเป็นช่างฝีมือหรือค้าขาย และเนื่องจากศาสนาคริสต์ในอดีตการคิดดอกเบี้ยเป็นบาป ชาวคริสต์ด้วยกันจึงไม่นิยมให้ใครยืมเงิน แต่สำหรับชาวยิวการคิดดอกเบี้ยไม่บาป ชาวยิวสามารถให้กู้เงินคิดดอกได้ จึงเกิดระบบธนาคารขึ้นมา และเนื่องจากระบบนี้ต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจกันอย่างมาก ดังนั้นคงไม่มีใครน่าไว้ใจไปมากกว่าคนกันเอง ดังนั้นชาวยิวจึงมีบทบาทในระบบการเงินมาจนถึงปัจจุบัน แต่ปัจจุบันจะมีมากขนาดไหนคงตอบยากครับ 


คนไม่เข้าใจมักจะอ้างข้างๆ คูๆ ว่าเยอรมันแพ้สงครามโลกครั้งแรกเพราะยิว  มีทฤษฎีสมคบคิดอ้างว่าคนยิวสร้างความร่ำรวย  เยอรมันเงินเฟ้อมาก จริงๆ แล้วเงินเฟ้อขนาดนั้นคนที่เดือดร้อนที่สุดคือคนที่ถือเงินมากที่สุด จะเป็นใคร ก็ยิวอีกนั่นแหละ คนพวกนี้มักคิดเอาเองแล้วก็โทษคนโน้นคนนี้ เช่นตระกูลรอธไชลด์อยู่เบื้องหลังโน่นนี่ ลืมคิดไปว่าคนยิวส่วนใหญ่ในยุโรปคือคนชั้นกลาง พ่อค้า นักวิชาการ ฯลฯ แม้จะมีการศึกษาดีกว่าคนท้องถิ่น แต่ไม่ได้ร่ำรวยทั้งหมด ถ้าประเทศเดือดร้อน คนเหล่านี้ก็เดือดร้อนด้วยเช่นกัน


ส่วนการไปตั้งถิ่นฐานของคนยิวในปาเลสไตน์มีตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว เพราะคนยิวเชื่อว่าเป็นแดนแห่งพันธสัญญา แต่ไม่ใช่ว่าใครจะไปก็ไปได้ อังกฤษเองก็จำกัดจำนวนผู้อพยพไป เพราะเกรงจะมีผลต่ออาณานิคมแถวนั้น เยอรมันเองในตอนต้นก็คิดจะส่งชาวยิวไปปาเลสไตน์หรือแอฟริกา แต่คิดแล้วยุ่งยากสิ้นเปลือง เลยใช้การกำจัดซะให้หมด


นายโซรอสที่โจมตีค่าเงินบาทเป็นยิว ก็ต้องถามว่าถ้าไม่ใช่โซรอสแต่เป็นฝรั่งอื่น หรือเศรษฐีจีน  แขก ที่อยู่ในสถานะเดียวกัน เห็นช่องเดียวกัน จะทำแบบเดียวกันไหม ในการโจมตีค่าเงินความเสี่ยงมีทั้งสองฝ่าย เหมือนสงคราม ธนาคารแห่งประเทศไทยมือไม่ถึงบ้าเลือดทุ่มหมดหน้าตักเองเลยแพ้เค้ายับเยินเราก็ต้องมองด้วย แล้วที่เค้าโจมตีได้ ไม่ใช่เพราะเราคนไทยกันเองที่เก็งกำไรกู้กันเพลินจนเราอ่อนแอเองหรอกหรือ  และที่ค่าเงินรูดไปถึง 50 กว่าบาท ถ้าจำไม่ผิดเศรษฐีไทยคนนั้นนั่นแหละที่อยู่เบื้องหลัง รู้ข่าวก่อน swap ค่าเงินล่วงหน้า ทำกำไรสร้างความร่ำรวย ดังนั้นจะพิจารณาเรื่องพวกนี้ผมมองว่าเราต้องตัดมายาคติเรื่องชนชาติไป แล้วเลือกด่าเป็นคนๆ ไปครับ


ส่วนเรื่องการทิ้งระเบิดปรมาณู ผมเข้าในทรูแมนนะ จะเลือกส่งทหารขึ้นเกาะใหญ่รบตามแบบ ที่ประเมินไว้ว่าเฉพาะฝ่ายสัมพันธมิตรจะตายประมาณล้านคน หรือส่งระเบิดไปโชว์ ตายซัก 2-3 แสน แบบไหนน่าเลือกกว่ากัน โลกเราคนบ้าไร้เหตุผลมันเยอะ ทางเลือกที่ไม่สูญเสียเลยมันไม่มี  แต่อันนี้ต้องขอบคุณแม่ชีที่ปัดระเบิดปรมาณู แทนที่จะลง กทม ไปลงฮิโรชิมาแทน  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10604


ความคิดเห็นที่ 26  เมื่อ 26 เม.ย. 15, 07:22

นายโซรอสมิได้โจมตีค่าเงินบาทอย่างเดียว เขาโจมตีค่าเงินทุกตระกูลที่เขาเห็นจุดอ่อน ส่วนใหญ่จะเป็นประเทศเล็กๆที่กำลังจะรุ่ง  ถามว่าถ้าเป็นคนอื่นจะทำอย่างเขาไหม ผมก็ไม่เห็นว่ามีใครอีกที่ทำ หรือมีศักยภาพที่จะทำอย่างเขาได้ คือ มีเงินหนาอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีใจโหดเหี้ยมด้วย

คราวนั้น การที่อยู่ๆเมืองไทยมีเงินไหลมาเทมาให้กู้กันเพลินนั้น ก็เป็นเงินที่ปล่อยมาจากต้นทางที่เป็นแหล่งเงินของอเมริกาแทบทั้งหมด ผมก็บอกแล้วว่าใครเป็นนายธนาคาร  มันคิดเหมือนคนมีเงินสมัยก่อนน่ะครับ ทำใจดีไปให้ชาวนาชาวไร่กู้ เอาที่ดินของเขามาค้ำประกัน พอแรกๆเขาจ่ายดอกจ่ายต้นให้ได้ก็ยุให้เขากู้อีกๆ น้ำท่วมเข้าทีรายได้ขาด ดอกเบี้ยก็ท่วมตาม จนหมดปัญญาส่งงวดเข้าจนได้ในวันหนึ่ง และแล้วก็ยึดที่ทำกินของเขามาในที่สุด ไฮโซหลายตระกูลดังในอดีต บรรพบุรุษมีมรดกให้ลูกหลานร่ำรวยมหาศาลได้ก็ด้วยวิธีนี้แหละครับ

นายโซรอสก็อาจจะอยู่ในขบวนการ หลังจากโจมตีค่าเงินของไทยหายนะไปแล้ว  ไอเอ็มเอฟซึ่งควบคุมโดยขบวนการเดียวกันก็เข้ามาจัดการบังคับให้รัฐบาลไทยทำโน่นทำนี่ แล้วทัพสถาบันการเงินขอยิวในคราบอเมริกันก็เข้ามาเทคโอเวอร์ทุกอย่างที่เขาอยากได้

ครับ มันก็แค่เป็นช่องทางทำมาหากินของพวกเขา จะว่าเขาฉลาดกว่าหรือเราโง่กว่า มันก็เป็นเกมเดียวกับนายทุนกับชาวนาที่ผมกล่าวไปแล้ว เกมนี้บางคนก็บอกว่าเลว บางคนก็ว่าไม่เห็นจะเลว ชาวนาโลภเอง อยู่ที่ใครจะเอาจริยธรรมตัวใดไปวัด

ส่วนไอ้มหาเศรษฐีไทยคนไหนไม่รู้ที่คุณประกอบว่า นั่นก็สุดเลวไปอีกแบบ แต่อย่าไปพูดถึงเลย เพราะคนไทยก็มีความคิดแตกต่างเช่นเดียวกับข้างบน เราอยู่ในประเภทที่พวกเขาเรียกว่า "ไอ้พวกคนดี"
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10684



ความคิดเห็นที่ 27  เมื่อ 26 เม.ย. 15, 08:14

คำลงท้าย "ไอ้พวกคนดี" แม้จะเป็นคำประชดของใครก็ตาม แต่ก็ชวนให้คิดว่า "อะไรคือความดี"

พระไพศาล วิสาโล เทศนาไว้ในธรรมะรับอรุณเรื่อง "ความชั่วร้ายที่ปลายจมูก"

ดีกับชั่ว ก็ไม่ได้อยู่แยกกัน คนดีนั้นสามารถทำสิ่งที่ชั่วได้ จะอธิบายว่าเป็นเพราะเขามีทั้งความดีและความชั่วอยู่ในตัวก็ได้ เพราะตราบใดที่ยังเป็นปุถุชนอยู่ ก็ยังมีกิเลสหรือโลภ โกรธ หลง ที่สามารถผลักดันให้เอาเปรียบ เบียดเบียน หรือคดโกงผู้อื่นได้ โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยหนุนเสริมหรือยั่วยุ บางคนหักห้ามใจไม่ได้ที่จะยักยอกเงินหลวงเพราะบ้านกำลังจะถูกยึด หรือขโมยนมผงในร้านเพื่อเอาไปเลี้ยงลูกที่กำลังหิวโหย แม้แต่ครูที่เคร่งศีลธรรมก็อาจผลักดันให้ลูกสาววัยเรียนไปทำแท้งเพราะกลัวเป็นขี้ปากของผู้คนในโรงเรียน สามีที่สุภาพอ่อนหวานอาจทำร้ายร่างกายภรรยาเมื่อรู้ว่าฝ่ายหลังนอกใจ หรือเพียงเพราะเขาเครียดหนักจากที่ทำงานก็ได้

คนดี ๆ หรือคนปกติธรรมดาสามารถทำสิ่งเลวร้ายที่เราอาจนึกไม่ถึง อดอล์ฟ ไอค์มานน์ (Adolf Eichmann) นาซีคนสำคัญผู้อยู่เบื้องหลังการสังหารโหดชาวยิวร่วม ๖ ล้านคนในสงครามโลกครั้งที่สอง หาใช่คนจิตวิปริตไม่ จิตแพทย์ที่ตรวจสภาพจิตของเขาหลังจากถูกจับกุม ยืนยันว่าเขามีสภาพจิตปกติ รูดอล์ฟ ฮอสส์ (Rudolf Hoss) ผู้บัญชาการค่ายเอาชวิตซ์ ซึ่งขึ้นชื่อว่าโหดเหี้ยมที่สุดในบรรดาค่ายกักกันชาวยิว เป็นคนที่รักครอบครัวและเสียสละ อีกทั้งเป็นคนที่มีน้ำใจในสายตาของเพื่อน ๆ เขายืนยันว่า ไม่มีความเกลียดชังชาวยิวเป็นส่วนตัวเลย แต่หน้าที่เป็นสิ่งสำคัญที่เขาต้องทำให้ลุล่วง ในทำนองเดียวกันฟรานซ์ สแตนเกิล (Franz Stangl) ผู้บัญชาการค่ายทรีบลิงกา (Treblinka) ค่ายนรกที่อื้อฉาวเป็นอันดับสองรองจากเอาชวิตซ์ ก็หาใช่เป็นคนซาดิสต์วิปริตไม่ หากเป็นคนสุภาพ พูดเสียงเบา และอุทิศตัวให้แก่การงาน เช่นเดียวกับฮอสส์ งานคือความสุขและความภาคภูมิใจของเขา

ฮอสส์เป็นแบบอย่างของคนที่มีวินัยสูงมาก เสียสละและทุ่มเทเพื่อภารกิจ จิตใจของเขาจดจ่ออยู่กับงานจนไม่รับรู้ถึงความทุกข์ทรมานของนักโทษในค่ายของเขา สิ่งที่เขาสนใจก็คือรถไฟจะขนนักโทษมาตรงเวลาไหม ควรขนส่งมาวันละกี่เที่ยว และควรใช้เตา (สำหรับรมควันพิษนักโทษ) แบบไหน ด้วยเหตุนี้ค่ายกักกันที่เขาบัญชาการจึงสามารถฆ่าชาวยิวได้เป็นจำนวนมากมาย หากการทำงานด้วยความทุ่มเท เสียสละ โดยไม่คำนึงถึงความเหนื่อยยากและประโยชน์ส่วนตัว เป็นคุณธรรมอย่างหนึ่ง คุณธรรมดังกล่าวก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำความชั่วร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อความชั่วร้ายนั้นทำในนามของความดี

มองในแง่นี้ คนดี ๆ ทำความชั่ว ไม่ใช่เพราะในใจเขามีความชั่วอยู่เคียงคู่ความดีเท่านั้น หากความดีนั้นเองก็เป็นปัจจัยให้ทำความชั่วได้ มีนาซีชั้นนำเป็นจำนวนมากที่ร่วมล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวด้วยความเชื่อว่า ยิวนั้นมิใช่เป็นอันตรายต่อเยอรมันเท่านั้น หากยังเป็นภัยคุกคามยุโรป หรือถึงกับเป็นภัยต่ออารยธรรมสมัยใหม่เลยทีเดียว เขาเหล่านี้เชื่อว่าการขจัด “เชื้อโรคยิว” คือความจำเป็นเพื่อความอยู่รอดของเยอรมันและยุโรป กล่าวอีกนัยหนึ่ง พวกเขากำลังทำประโยชน์ใหญ่หลวงให้แก่โลก ดังนั้นจึงต้องเข้มแข็ง ไม่อ่อนไหวง่าย ๆ กับความตายของผู้คน

ความดีนั้นสามารถเป็นปัจจัยให้ทำสิ่งชั่วร้ายได้หากเชื่อว่าเป็นการกระทำในนามของความดี ชาวบ้านที่มีเมตตาสัตว์จึงอาจไม่ลังเลที่จะเข้าไปร่วมวงประชาทัณฑ์ผู้ต้องหาคดีฆ่าข่มขืนจนสลบเหมือด ทั้งนี้เพื่อพิทักษ์ความถูกต้องดีงามในชุมชน แต่นอกจากศีลธรรมแล้ว อุดมการณ์ทางการเมืองก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สามารถผลักดันให้ผู้คนพร้อมทำความชั่วในนามของความดีได้ ศตวรรษที่แล้วมีผู้คนถูกฆ่าตายร่วมร้อยล้านคนในนามของอุดมการณ์ทางการเมืองนานาชนิด หนึ่งในนั้นคือลัทธิคอมมิวนิสม์ คอมมิวนิสม์นั้นต้องการสร้างโลกที่ยุติธรรม ปราศจากชนชั้น ผู้คนมีความสุขถ้วนหน้า จึงสามารถดึงดูดจิตใจผู้คนนับล้านที่มีอุดมคติแรงกล้าให้ร่วมขบวนการ แต่กลับลงท้ายด้วยการสังหารผู้คนหลายสิบล้านโดยเฉพาะในรัสเซียและจีน

เมื่อคิดว่า “เรา” คือความดี หรือเป็นตัวแทนของอุดมการณ์ที่ดีเลิศประเสริฐสุดแล้ว คนดี ๆ ก็สามารถทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น ไม่เว้นแม้กระทั่งความชั่วร้าย โดยยังคิดว่านั่นเป็นความดีอยู่
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10604


ความคิดเห็นที่ 28  เมื่อ 26 เม.ย. 15, 08:33

สาธุ ท่านรจนาไว้ชอบแล้ว
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30478

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 29  เมื่อ 26 เม.ย. 15, 09:16

เห็นด้วยกับทุกท่านค่ะ
ขอบคุณคุณชายประกอบเทพ สำหรับกระทู้อาหารสมอง และอาหารจิตวิญญาณ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 6
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.082 วินาที กับ 19 คำสั่ง