เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 13
  พิมพ์  
อ่าน: 41138 เรื่องของน้ำพริก
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4079


ความคิดเห็นที่ 30  เมื่อ 10 เม.ย. 15, 20:01

ความหลากหลายของน้ำพริกกะปิได้เริ่มขึ้นมาบ้างแล้วนะครับ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30829

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 31  เมื่อ 10 เม.ย. 15, 20:58

ภาพประกอบ เรียกน้ำย่อยค่ะ


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10784



ความคิดเห็นที่ 32  เมื่อ 10 เม.ย. 15, 21:03

น้ำลายสอ แต่เสียดายที่เลยเวลาอาหารเย็นมาแล้ว  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4079


ความคิดเห็นที่ 33  เมื่อ 11 เม.ย. 15, 19:06

เขียนเองก็ยังรู้สึกเลยครับ เพราะว่าเห็นภาพของถ้วยน้ำพริกที่ตำเสร็จแล้ว    ยิ่งเห็นภาพที่ อ.เทาชมพู เอามาเสริม ก็ยิ่งไปกันใหญ่เลยครับ
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4079


ความคิดเห็นที่ 34  เมื่อ 11 เม.ย. 15, 19:54

ประเด็นที่ตามมา คือ แล้วจะใส่กะปิมากน้อยเพียงใด ?   

คำตอบของผม คือ อย่าไปกังวลเลยครับ  มันก็ไปขึ้นอยู่กับว่า สุดท้ายแล้วจะให้น้ำพริกมีความใสหรือข้นเพียงใด และก็ขึ้นอยู่กับความรู้สึก(ของผู้ที่จะกิน)เกี่ยวกับปริมาณของกะปิที่จะใส่ลงไป (ซึ่งมักจะบ่นว่าใส่กะปิมากเกินไป ในกรณีที่เขาเห็นการตำน้ำพริกครกนั้นๆ  แต่หากไม่เห็นการตำ ก็จะบอกว่าอร่อย)
ปริมาณกะปิที่จะใส่ลงไปนั้น มันมีความสัมพันธ์กับความเผ็ดของน้ำพริก ซึ่งโยงไปถึงความพอเหมาะกับปริมาณพริกและกระเทียมที่โขลกรอไว้อีกด้วย

น้ำพริกกะปิที่เราเห็นในตลาดที่บางเจ้าก็ใสแจ๋ว บางเจ้าก็ข้นนั้น  ก็พอรู้อยู่ว่าส่วนมากจะใส่น้ำสุกช่วย ใส่มากก็เหลวมาก ใส่น้อยก็เหลวน้อย  แล้วจึงปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะนาว และผงชูรส 
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30829

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 35  เมื่อ 11 เม.ย. 15, 20:38

ภาพสลับฉากอีกครั้งค่ะ


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30829

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 36  เมื่อ 11 เม.ย. 15, 20:41

น้ำพริกกะปิที่เหลือ เอามาผัดเป็นข้าวผัดน้ำพริกกะปิ  ก็อร่อยนะคะ  คุณตั้งคงทำเป็น


บันทึกการเข้า
Jalito
องคต
*****
ตอบ: 460


ความคิดเห็นที่ 37  เมื่อ 12 เม.ย. 15, 00:12

อีกแล้วครับอาจารย์

...สงสารหัวใจฉันบ้าง

วานอย่าสร้างรอยช้ำซ้ำเป็นรอยสอง...
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4079


ความคิดเห็นที่ 38  เมื่อ 12 เม.ย. 15, 18:19

น้ำพริกกะปิที่เหลือ เอามาผัดเป็นข้าวผัดน้ำพริกกะปิ  ก็อร่อยนะคะ....

ครับ อร่อยแท้แน่นอน
   
น้ำพริกทานกับผักนั้น ตามปรกติแล้วจะเป็นกับข้าวในบ้านของคนในเมืองในสำรับมื้อเย็น    แต่ในปัจจุบันนี้ เห็นตามร้านอาหาร (แบบข้าวแกง) มักจะมีการสั่งมาทานกันในมื้อเที่ยง   ซึ่งผมมีความเห็นเป็นสองมุม คือ เป็นกลุ่มคนที่ไม่ทำครัวในบ้าน  กับ เป็นกลุ่มคนที่ชอบจริงๆ ซึ่งก็พอจะเดาได้ถึงพื้นเพเดิม (ตจว.)   

น้ำพริกเป็นของทำง่ายแต่ค่อนข้างจะเรื่องมาก ดูเครื่องประกอบของเขาสิครับ พริก กระเทียม กะปิ มะนาว มะเขือ ผักจิ้มต่างๆ (ไม่ว่าจะเป็นผักสาด ลวก หรือชุบไข่ ฯลฯ)  ซึ้อหามาแต่ละอย่างในปริมาณน้อยที่สุดที่ร้านค้าเขาจะขายให้เราได้ ก็หลายเงินอยู่แล้ว แถมยังเอามาใช้ตำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น (กระเทียมไม่กี่กลีบ พริกไม่กี่เม็ด กะปิก้อนหนึ่ง ผักแต่ละชนิดก็อย่างละนิดละหน่อย....ฯลฯ) หากไม่มีการทำครัวต่อไป ของที่ซื้อมาก็จะเน่าเสีย    ก็เลยไม่น่าจะแปลกนักหากน้ำพริกจะเป็นของที่ต้องซื้อกิน แล้วก็กินไม่หมดในมื้อนั้นๆอีกด้วย  ดีไม่ดียังเก็บไว้กินไปได้อีกหลายมื้อทีเดียว
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4079


ความคิดเห็นที่ 39  เมื่อ 12 เม.ย. 15, 18:49

อ.เทาชมพู ก็ได้นำเสนอการแปลงน้ำพริกที่เหลืออยู่ไปแบบหนึ่งแล้วนะครับ

น้ำพริกผัดกับข้าวเคียงด้วยผักนั้น เราแทบจะไม่เห็นว่ามีผักอื่นใดนอกจากแตงกวา    แต่หากคิดใหม่เสียว่า ที่จริงมันก็คือ ข้าวคลุกกับน้ำพริกที่เหลือ ที่เราเอาลงไปผัดในกระทะเพื่อให้มันร้อน เพราะว่าเราต้องใช้ข้าวเก่า (ข้าวหุงใหม่ๆจะติดกระทะและจะต้องใช้น้ำมันช่วย)  มันก็จะไม่ต่างไปจากการทานข้าวร้อนๆ คลุกกับน้ำพริกและผักขนาดพอคำนั่นเอง   ดังนั้น ผักที่เอามาแนมก็จึงเป็นไปได้สารพัดตามแต่ที่เหลือเก็บค้างไว้ หรือตามแต่ที่จะชอบ

ข้าวคลุกน้ำพริกนี้ แทบจะเป็นอาหารมื้อเช้าประจำของพวกผมในขณะทำงานในป่าดง ซึ่งเป็นการคลุกแบบไม่มีการลงกระทะเลย    ทั้งนี้ หากอยู่ในกรุง เราก็ทำให้มันสุนทรีย์มากขึ้นด้วยการเจียวไข่เจียวสักใบหนึ่งโปะหน้าลงไป  แต่หากจะเป็นไข่ดาวก็คงจะต้องเจียวแบบกรอบและสุก จึงจะเข้ากันดี

   
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4079


ความคิดเห็นที่ 40  เมื่อ 12 เม.ย. 15, 19:15

ตัวผมเองยังมีเรื่องยุ่งยากกับไข่นี้อีก จนต้องลงมือเจียวเอง

ไข่ไก่ 1 ฟอง ตีให้แหลก ใส่น้ำปลา ใส่น้ำนิดหน่อย เมื่อเจียวในน้ำมันร้อนๆ เราจะได้ไข่เจียวที่นิ่มกว่าที่ไม่ใส่น้ำสักเล็กน้อยลงไป (ซึ่งจะออกไปทางฟูและกระด้าง)  จะใส่น้ำกระเทียมดองหรือซอยกระเทียมโทนดองลงไปสักเล็กน้อยแทนน้ำเปล่า ก็จะได้ไข่เจียวที่มีรสชาติน่ากินไปอีกแบบหนึ่ง ก็เหมาะกับข้าวคลุกน้ำพริกไม่น้อยเลยทีเดียวเหมือนกัน
     
ตัวผมเองชอบที่จะเอามะเขือเทศมาลูกหนึ่ง หั่นเป็นแว่นๆใส่ลงในถ้วยไข่ไก่ฟองหนึ่งที่ตีให้แหลกแล้ว ใส่น้ำปลาแล้ว   แล้วก็นำลงเจียวในกระทะร้อนๆ น้ำมันไม่ต้องมาก  ก็จะได้จานอาหารคล้ายกับพวกมะเขือยาวชุบไช่ทอด (อะไรทำนองนั้น) แต่ออกไปทางนิ่มและเละสักหน่อย  ก็จะได้รสชาติออกหวานเปรี้ยว ไป enhance ความอร่อยของข้าวคลุกน้ำพริกเพิ่มขึ้นไปอีกโดยไม่ต้องมีผักแนม   
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4079


ความคิดเห็นที่ 41  เมื่อ 12 เม.ย. 15, 19:40

กลับมาที่ครกน้ำพริกกะปิ ครับ

ผมมีข้อสังเกตอยู่ประการหนึ่ง จะถูกหรือผิดก็มิทราบได้  ว่าน้ำพริกกะปินั้น เป็นน้ำพริกที่ค่อนข้างจะเป็นอาหารพื้นฐานในสำรับอาหารของผู้คนในเขตภาคกลางและภาคใต้  และซึ่งโดยลักษณะพื้นฐานแล้ว น้ำพริกทางภาคใต้จะมีความหนืดข้นมากกว่าของทางภาคกลาง (ซึ่งค่อนข้างจะออกไปทางเหลวมากกว่า)
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4079


ความคิดเห็นที่ 42  เมื่อ 12 เม.ย. 15, 19:49

กล่าวถึงเรื่องของพริก กระเทียม กะปิ และความข้นความใสของน้ำพริกแล้ว
  
สุนทรีย์ต่อไป คือ เรื่องของเนื้อของน้ำพริก ซึ่งจะเป็นเรื่องของการปรับ การแปลง  ซึ่งจะส่งผลต่อสัมผัส รูป รส และกลิ่นของน้ำพริก  
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10997


ความคิดเห็นที่ 43  เมื่อ 12 เม.ย. 15, 20:21

ผมเคยไปทานอาหารจีนในกัวลาลัมเปอร์ ร้านชื่อ Overseas Chinese Restaurant คงมีคนไทยรู้จักบ้างละ ก่อนอาหารที่สั่งจะมาเขาก็เอาพวกที่จะทานเรียกน้ำย่อย กับพวกน้ำจิ้มทั้งหลายมาวางให้ก่อน  มีน้ำพริกถ้วยหนึ่งแห้งๆ(คล้ายภาพข้างล่าง)จะว่าคลุกมาหรือผัดมาก็ไม่แน่ใจ ทำจากกะปิแน่ๆ แต่ใช้กุ้งแห้งโขลกเป็นส่วนผสมสำคัญ และพอจะแลเห็นชิ้นส่วนที่เกือบละเอียดของกระเทียมกับหอมแดงคลุกเคล้าอยู่ในเนื้อร่วนๆด้วย  อร่อยมากๆไม่เหม็นไม่เค็ม  ขนาดทานเปล่าๆเหมือนอาหารเรียกน้ำย่อยได้เลย เรียกเด็กเสริฟมาถามว่าเขาเรียกอะไร  หมวยบอกว่า “เบลาจัน” เปิดคำแปลดูคือกะปิ

เมื่อไปร้านนี้อีกครั้งใดถ้าไม่มีเบลาจันมาวางก็เรียกหา  ได้กะปิที่ปรุงแล้วแบบนี้มาทานทุกที  แต่ไปร้านอื่นก็ได้น้ำพริกกะปิคล้ายแบบปักษ์ใต้มา เค็มเป็นหลัก ไม่ค่อยปลื้ม


บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4079


ความคิดเห็นที่ 44  เมื่อ 13 เม.ย. 15, 17:45

ผมไม่คุ้นเคยกับกะปิคลุกแบบของมาเลเซียนี้   จากที่พอเห็นมาบ้างและจากอ่านประกอบเพิ่มเติม ก็พอจะเข้าใจว่าคงจะจัดอยู่ในประเภทเครื่องจิ้มหรือชุดเครื่องเคียงประจำโต๊ะอาหารของมาเลเซีย คล้ายกับชุดเครื่องเคียงประจำสำรับอาหารของผู้คนในภาคใต้ของเรา (น้ำพริกผักเหนาะที่วางประจำอยู่บนโต๊ะอาหารตามร้านขายอาหารท้องถิ่น)   

เมื่อประมวลจากประสพการณ์ที่พอจะมีของผม ผมเห็นว่า ก็เป็นรูปหนึ่งของประเภทน้ำพริกคลุกข้าว หรือเครื่องชูรสอาหารเพิ่มเติมที่พัฒนามา ที่รับมาจากวัฒนธรรมอินเดีย ซึ่งแบบที่ทำง่ายๆและพอจะพบเห็นได้เหมือนๆกันทั้งในศรีลังกา มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ก็คือ เนื้อมะพร้าวห้าวป่นผสมกับพริกป่น ใช้ได้ทั้งคลุกข้าว หรือโรยบนกับข้าวต่างๆ   ผมไม่แน่ใจนักว่ามีในภาคใต้ของเราบ้างหรือไม่ ผมเองเข้าไปคลุกคลีอยู่ในพื้นที่บ้างเล็กๆน้อยๆ ไม่เคยเห็นครับ     
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 13
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.053 วินาที กับ 19 คำสั่ง