เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 ... 24
  พิมพ์  
อ่าน: 38383 คดีพระปรีชากลการ มโหฬารงานสร้างทางการเมือง
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10869


ความคิดเห็นที่ 90  เมื่อ 30 มี.ค. 15, 08:10

พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหะตถเลขายืนยันกลับมาว่า พระองค์ทรงตั้งพระทัยมั่นที่จะรักษาอำนาจและเกียติยศของแผ่นดินให้ยั่งยืนตลอดไป ไม่มีสิ่งใดที่พระองค์จะรักมากกว่าแผ่นดิน ขอให้จัดการเรื่องนี้โดยเร็วให้ทันการ

เมื่อทรงแน่วแน่ในพระราชหฤทัยเช่นนั้น สมเด็จเจ้าพระยาเห็นได้ที จึงได้กราบบังคมทูลแนวทางในการดำเนินคดีกับพระปรีชาด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และดูหมิ่นกงสุลอังกฤษ เป็นเรื่องแรก

และขอแถมเรื่องที่สอง คือ จะขอรวบยอดชำระความในเรื่องที่สงสัยว่าพระปรีชากระทำการทุจริตในกิจการบ่อทอง ที่บุคคลนั้นควบคุมดำเนินการตามพระราชประสงค์มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๗  เพราะเห็นว่ามีการเบิกเงินหลวงไปเป็นจำนวนมากจนผิดสังเกต ทั้งที่ได้ข่าวมาว่าพระปรีชาฉ้อโกงเงินทองในความรับผิดชอบดังกล่าวนั้น
ส่วนผู้ที่จะทำหน้าที่พิจารณาดีนี้ ขอให้เป็นหน้าที่โดยตรงของสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน และสภาที่ปรึกษาในพระองค์

ฝรั่งแปลความบิดเบือนไปว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงอ่อนแอ และตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสมเด็จเจ้าพระยาจึงต้องทรงจำยอม 
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10869


ความคิดเห็นที่ 91  เมื่อ 30 มี.ค. 15, 08:27

ครั้นเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพแล้ว จึงมีรับสั่งเรียกตัวพระยากระสาปนกิจโกศล ให้เข้าเฝ้าในวันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๒๑
พระยากระสาปน์ได้กราบบังคมทูลว่าตนมิได้รู้เห็นเป็นใจในเรื่องการแต่งงานของบุตรชายในครั้งนี้ด้วย และได้ห้ามปรามแล้ว ในพิธีแต่งงานก็มิได้มีญาติผู้ใดไปร่วม เรื่องที่เกิดตนเห็นว่าพระปรีชามีความผิดจริง ถ้าพระองค์จะทรงทำโทษก็จะไม่เสียใจเลย และจะไปตามตัวพระปรีชาให้มาเข้าเฝ้าโดยเร็ว

พระปรีชาคงได้รับข่าวจากพ่อและทราบว่าอะไรจะเกิดขึ้น ตัวเองอาจจะหลุดจากตำแหน่งเจ้าเมืองก็เป็นได้ จึงพาครอบครัวอพยพกลับโดยเรืออัษฎางค์  ที่ว่ายาวตั้ง๑๕๐ฟุต(๔๕เมตร) ผมก็สงสัย ถ้าเรือขนาดนั้นก็คงมีห้องหับมากมาย ไฉนแฟนนีจึงต้องนอนมาในห้องเดียวกับภรรยาคนอื่นๆของพระปรีชา แล้วตัวพระปรีชาไปนอนร่วมห้องกับผู้ใด สงสัยเรือลำนี้คงใหญ่(หรือเล็ก)พอๆกับเรือข้ามฟากสมัยนี้
อย่างไรก็ดี เมื่อเรือมาถึงกรุงเทพในเช้าวันที่ ๑๗ มีนาคมนั้น  สายสืบที่เฝ้าอยู่ก็รายงานสมเด็จเจ้าพระยาทันที  ท่านจึงได้ส่งคนไปกราบบังคมทูลเตือนพระเจ้าอยู่หัว ให้ทรงมีรับสั่งเรียกตัวมาเฝ้าโดยด่วน เพราะเกรงว่าพระปรีชาจะหลบหนีไปอยู่ในสถานกงสุลอังกฤษเสียก่อน ความจริงถ้าทำได้พระปรีชาก็คงทำเช่นนั้นไปแล้ว  แต่นี่พ่อตาสั่งห้ามไว้ ส่วนแฟนนีคงบากหน้ากลับบ้านไปง้อพ่อ

ดังนั้นเมื่อพระปรีชากลการมาถึงพระบรมมหาราชวังจึงถูกจับกุมตัวทันที พร้อมกันนั้นก็มีรับสั่งเป็นการภายในให้ทหารรักษาวังเตรียมพร้อมเป็นกรณีพิเศษ เพื่อป้องกันเหตุร้ายอันอาจจะเกิดจากกงสุลอังกฤษ
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10869


ความคิดเห็นที่ 92  เมื่อ 30 มี.ค. 15, 08:49

สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินและสภาที่ปรึกษาในพระองค์ ได้ทำการพิจารณาคดีของพระปรีชาเป็นครั้งแรกในวันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๒๑ โดยมีเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรงเป็นประธาน ตามที่มีพระบรมราชโองการให้ที่ประชุมพิจารณาการกระทำของพระปรีชากลการ เรื่องที่พาบุตรสาวกงสุลอังกฤษไปอยู่ด้วยกันบนเรือ โดยมิได้รับอนุญาตจากบิดาของฝ่ายหญิง เพราะถือปฏิบัติตามกฏหมายอังกฤษที่ว่า หญิงสาวอายุเกิน ๒๐ ปี ย่อมมีสิทธิในตัวเอง เมื่อกงสุลอังกฤษรู้เรื่องก็มีความอับอายและเสียใจ ต้องจำใจยกบุตรสาวให้

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงขอให้ที่ประชุมได้พิจารณาในประเด็นต่อไปนี้คือ

เรื่องที่หนึ่ง การที่พระปรีชากลการพาบุตรสาวกงสุลอังกฤษไปอยู่ด้วยกันบนเรือที่หน้าพระราชวังบางปะอินอย่างเปิดเผย โดยไม่คำนึงถึงเกียรติยศกงสุลอังกฤษ และยังทำให้กงสุลอังกฤษมีความอับอายต้องจำใจให้ทั้งสองแต่งงานกันเช่นนี้ จะถือได้ว่าพระปรีชากลการทำการดูหมิ่นตัวแทนของรัฐบาลอังกฤษหรือไม่
   
เรื่องที่สอง พระปรีชากลการเป็นขุนนางที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงชุบเลี้ยงมา เมื่อจะมีภรรยาเป็นบุตรขุนนางต่างประเทศ โดยมิได้กราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตและมิได้บอกเสนาบดีผู้ใหญ่ให้รับรู้มาก่อน การกระทำเช่นนี้จะถือได้ว่าเป็นการกำเริบดูถูกดูหมิ่นแก่เจ้านายและบ้านเมืองของตนหรือไม่

เรื่องที่สาม พระปรีชากลการได้รับทำกิจการบ่อทองที่เมืองกบินทร์บุรี เบิกเงินหลวงไปเป็นจำนวนถึง ๑๕,๕๐๐ ชั่งเศษ แต่ส่งทองเข้าหลวงเพียง ๑๑๑ ชั่ง ๘ ตำลัง กึ่ง ๓ หุน จะมีความผิดหรือไม่

ที่ประชุมมีมติเห็นว่าสองเรื่องแรกนั้น พระปรีชาละเมิดหมิ่นประมาท มีความผิดจริง
ส่วนเรื่องเหมืองทองกับเงินหลวงนั้น ยังไม่สามารถตัดสินในตอนนี้ได้ ขอให้ตั้งคณะตุลาการเฉพาะกิจขึ้นเพื่อตรวจสอบบัญชีที่พระปรีชาเบิกจ่ายไปให้เห็นชัดเจนก่อน  ตามมาตรฐานเดียวกับคดีพระยาอาหารคร้้งที่ผ่านมา

เมื่อทูลเกล้าถวายรายงานผลการประชุมขึ้นไป  พระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระบรมราชโองการให้ลงพระราชอาญา เฆี่ยนพระปรีชา ๓๐ ที เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่คนอื่น แล้วให้จองจำไว้ที่ทิมดาบ เพื่อรอการสอบสวนชำระความต่อไป

ส่วนเรื่องที่ฝรั่งเขียนว่าเฆี่ยนในที่สาธารณะคงไม่ถึงกับไปเฆี่ยนประจารกันหน้าตลาดหรือทางสามแพร่ง  คงเฆี่ยนหน้าทิมดาบนั่นแหละ แต่คนที่รู้คงมาดูกันแยะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30622

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 93  เมื่อ 30 มี.ค. 15, 20:01


ครั้นพระปรีชาเข้ากรุงเทพ นายเกิดหนีคุกไปได้แต่ถูกตามจับกลับมา พระปรีชาเลยให้ใส่ขื่อคา ผูกเอว ผูกเท้า แล้วยังให้ผู้คุมเอาเหล็กตีข้อเท้าให้แตกอีกด้วย วันๆหนึ่งให้ข้าวกินแค่สองปั้น นายเกิดได้รับทุกข์เวทนาสาหัส แต่ยังอุตสาห์เขียนหนังสือฟ้องได้อีก คราวนี้ฝากนายจุ้ยไปถึงมือพระโทรเลขสำเร็จ เมื่อพบกัน พระโทรเลขจึงต่อว่าพระปรีชา แต่แล้วก็เหมือนยิ่งยุ พอกลับมาถึงปราจีนอีกครั้ง  นายเกิดจึงถูกพระปรีชากลการเฆี่ยนซ้ำ แล้วทรมานให้อดอาหารจนถึงความตาย 

ถึงไม่อดอาหารก็น่าจะทนพิษบาดแผลไม่ไหว ตายอยู่แล้ว
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10869


ความคิดเห็นที่ 94  เมื่อ 31 มี.ค. 15, 07:32

ตายแน่ครับ แต่คงไม่ทันใจพระเดชพระคุณท่าน กลัวว่าจะแผลงฤทธิ์เปิดเผยความลับตะแกเข้าอีก เลยต้องจัดการให้ไปสู่ที่ชอบๆเร็วๆหน่อย

เจ้าเมืองยุคใหม่สมัยโน้นลงโทษประหารใครไม่ได้เสียแล้ว เป็นพระราชอำนาจโดยเฉพาะ มีตอนต้นรัชกาลที่มอบให้ผู้สำเร็จราชการนำไปใช้แทนพระองค์เป็นการชั่วคราวเท่านั้น

พระปรีชาจึงต้องพยายามให้การตายของนักโทษเป็นธรรมชาติที่สุด คือป่วยตายโดยทำให้ร่างกายขาดอาหาร แบบหัวหมอ
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10869


ความคิดเห็นที่ 95  เมื่อ 31 มี.ค. 15, 07:36

ในการประชุมครั้งนั้น นายกูลด์ ผู้ช่วยกงสุลอังกฤษได้เข้ามาจะฟังการตัดสินของสภาที่ปรึกษาฯด้วย โดยไม่มีสิทธิ์ แต่เมื่อการประชุมแล้วเสร็จใกล้จะเลิกอยู่รอมร่อ จึงไม่มีผู้ใดอยากเสียเวลาที่จะทักท้วง

เรื่องไม่เป็นเรื่องจึงเกิดขึ้น เมื่อพระยากระสาปน์และเห็นนายกูลด์เข้ามานั่งงงๆ ก็ร้องขอต่อประธาน ให้มีการอ่านพระบรมราชโองการกล่าวฟ้องใหม่ตั้งแต่ต้น ตลอดจนผลการประชุมของสภาที่ปรึกษาฯ อีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้นายกูลด์ได้รู้เรื่อง โดยมีเจ้าหมื่นศรีสรรักษ์แถลงสนับสนุน ประธานก็อนุญาต

การกระทำดังกล่าวทำให้สมาชิกหลายคนไม่พอใจ จึงได้ทำบันทึกความเห็นถวายพระเจ้าอยู่หัวให้ปลดคนทั้งสองออกไป รวมทั้งพระปรีชาด้วย
หลังจากได้ทรงหารือกับสมเด็จพระยาแล้ว เกรงว่าเรื่องจะลุกลามใหญ่โตมากไป พระเจ้าอยู่หัวจึงขอให้ระงับเรื่องนี้ไว้ก่อน
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10869


ความคิดเห็นที่ 96  เมื่อ 31 มี.ค. 15, 07:55

การกระทำของพระยากระสาปน์ตรงนี้ อาจจะหวังผลให้นายกูลด์นำไปรายงานนายโดยพลัน เพื่อจะได้เย็นๆลงแล้วจบๆเรื่องกันไป  เพราะถือว่าพระปรีชาจะได้รับโทษเฆี่ยน ชดเชยความผิดฐานหมิ่นนายน๊อกซ์ไปแล้ว

แต่หลังถูกเฆี่ยนไปแล้ว พระปรีชายังจะต้องถูกขังเพื่อสอบสวนเรื่องอื่นๆต่อไปอีก ทำให้นายน๊อกซ์มีความไม่พอใจ ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นไม่ชอบหน้าพระปรีชาเอามากๆหลังจากไปดูเหมืองทองและค้างคืนที่จวนพระปรีชาที่ปราจีนบุรีด้วยกัน แล้วกลับมาขอแต่งงานกับลูกสาว 
ความเป็นไปของนายน๊อกซ์ในช่วงนี้ปรากฏในหลักฐานไทย ตามเอกสาร “วังหน้าถึงสมเด็จเจ้าพระยา” ในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เป็นหนังสือของกรมพระราชวังบวรทรงเล่าความตามที่สมเด็จเจ้าพระยาทำหนังสือทูลถามไปภายหลังที่นายน๊อกซ์ชวนทะเลาะไปแล้ว เพราะเห็นว่าทั้งสองสนิทกัน อาจจะเล่าอะไรสู่กันฟังบ้าง

เนื้อหาในหนังสือตอบของวังหน้านอกจากจะเล่าความตามเรื่องตั้งแต่เหตุที่เกิด ณ บางปะอิน ตามที่ผมเล่าไปแล้ว จนถึงนายน๊อกซ์อับอายที่บุตรเขยของตนถูกทางการลงโทษอย่างไม่ไว้หน้า จึงคิดจะหาทางช่วยพระปรีชากลการให้พ้นโทษ  นายน๊อกซ์จึงเริ่มด้วยการไปชักชวนกงสุลฝรั่งเศสและคิดจะรวมกลุ่มกงสุลหลายๆชาติในกรุงเทพให้มาช่วยต่อรองกับรัฐบาล แต่กงสุลฝรั่งเศสไม่เห็นด้วยเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวกับราชการ และพระปรีชาก็เป็นคนไทยที่อยู่ใต้กฏหมายไทย ไม่ใช่คนในบังคับของอังกฤษ อีกทั้งข่าวคราวก็ยังสับสน เนื่องจากตอนนั้นพระปรีชาเพิ่งถูกจับกุมเพียงไม่กี่วันเท่านั้น

แต่ผมจึงมีความเห็นส่วนตัวว่า นายน๊อกซ์อาจจะเกรงว่า หากพระปรีชาถูกสอบสวนแบบไทยๆแล้ว อาจมีคำให้การอะไรที่พาดพิงไปถึงตน จนทำให้ต้องติดชนักเข้าไป ด้วยเป็นเรื่องใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในความคิด
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10869


ความคิดเห็นที่ 97  เมื่อ 31 มี.ค. 15, 08:07

เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ กรมพระราชวังบวรทรงรายงานความเคลื่อนไหว และแนวความคิดของนายน๊อกซ์ให้สมเด็จเจ้าพระยา ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องถึงพระเจ้าอยู่หัวด้วยตั้งแต่ต้นจนจบ
นี่ก็อีกบทพิสูจน์บทหนึ่งในเรื่องความจงรักภักดี ที่วังหน้าเลือกข้างพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่ต้นจนจบ มิได้เป็นไปดังที่ว่ากันว่า นายน๊อกซ์กับวังหน้าเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว พยายามที่จะโค่นล้มพระเจ้าอยู่หัวเพื่อสถาปนากรมพระราชวังบวรขึ้นครองแผ่นดินแทน

เรื่องย้อนหลังที่ถวายรายงานไปยังพระเจ้าอยู่หัว ว่านายน๊อกซ์พยายามจะยัดเยียดแฟนนีให้เป็นเจ้าจอมของกรมพระราชวังบวร และท่านก็มีใจด้วย พาไปเมืองกาญจน์กระริกกระรี้กันจนทรงหมั่นไส้ขนาดหนักนั้น เป็นเรื่องถูกใส่ไข่จากผู้ที่หวังคะแนนเสน่หาอามิสทั้งสิ้น
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10869


ความคิดเห็นที่ 98  เมื่อ 31 มี.ค. 15, 08:32

แต่คงจะทนเว้าวอนของนายน๊อกซ์ไม่ไหว กงสุลฝรั่งเศสจึงมีหนังสือไปถึงสมเด็จเจ้าพระยาว่า เวลานี้คนทั่วไปเข้าใจว่าพระปรีชากลการถูกกลั่นแกล้ง ถ้าจะมีการตัดสินอย่างใดอย่างหนึ่งลงไปแล้ว สมเด็จเจ้าพระยาก็คงจะถูกเพ่งเล็งมากกว่าคนอื่น จึงขอให้ยุติการทำโทษที่พระปรีชาเพียงเท่านี้
สมเด็จเจ้าพระยาได้ทำหนังสือตอบกลับไปว่า สภาที่ปรึกษาทั้งสองต่างหากที่เป็นผู้พิจารณา หาเกี่ยวกับตัวท่านไม่  เรื่องดังกล่าวเมื่อพระปรีชามีความผิดก็ย่อมถูกลงโทษ การกระทำของฝ่ายไทยในครั้งนี้ก็เพื่อรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีของสยามเอาไว้ มิได้เกี่ยวข้องกับผู้ใด
   
ท่าทีของนายน๊อกซ์ที่เป่าประกาศไปตามสังคมของฝรั่งในครั้งนี้ มีแรงกระเพื่อมพอสมควรเพราะชาวต่างชาติทั่วไปมิได้รู้ความจริงทั้งหมด คงรู้เท่าที่นายน๊อกซืต้องการจะให้รู้ นายเฮนรี่ อาลาบาสเตอร์ อดีตรองกงสุลอังกฤษที่ลาออกเพราะทะเลาะกับนายน๊อกซ์ แล้วพระเจ้าอยู่หัวทรงจ้างไว้ทำหน้าที่เป็นผู้แปลหนังสือติดต่อกับต่างประเทศ ได้มีหนังสือกราบบังคมทูลขอให้พระเจ้าอยู่หัวทรงใช้พระสติปัญญาให้มากๆ เพราะรู้มาว่าชาวต่างประเทศส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการทำโทษพระปรีชากลการ

เมื่อถูกชาวต่างประเทศตั้งข้อสงสัยเช่นนี้ พระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จเจ้าพระยาจึงเห็นพ้องกันว่า การกล่าวโทษใดๆในคดีพระปรีชา จะต้องมีหลักฐานทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารมั่นคง เพื่อแสดงให้ชัดเจนในความผิดของจำเลย ว่ามิใช่เป็นการกลั่นแกล้งดังที่นายน๊อกซ์กล่าวหา และชาวต่างประเทศในสยามเข้าใจ
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10869


ความคิดเห็นที่ 99  เมื่อ 31 มี.ค. 15, 08:35

เอาละครับ ถึงตอนนี้คดีพระปรีชาได้ลุกลามจากเป็นการเมืองภายใน ไปเป็นการเมืองระหว่างประเทศแล้ว และจะทวีความเข้มข้นขึ้นอีก ขอโฆษณาล่วงหน้า
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10869


ความคิดเห็นที่ 100  เมื่อ 31 มี.ค. 15, 08:50

ด้วยหนังสือของผู้ตายที่เคยร้องเรียนแล้วถูกดองไว้  สมเด็จเจ้าพระยาท่านได้เรียกมาปัดฝุ่น  ให้คนไปนำตัวนายรักมาเป็นโจทก์รายแรก เพื่อกล่าวหาพระปรีชากลการว่ากระทำทารุณกรรมนายเกิด พี่ชายของตนจนถึงแก่ความตายที่เมืองปราจีนบุรี

หากเอาผิดในเรื่องนี้ได้ ก็จะเกิดภูมิคุ้มกันต่อรัฐบาลและตัวสมเด็จเจ้าพระยา เป็นการเอาฤกษ์เอาชัยประเดิมให้นานาชาติได้เห็น หากว่ากงสุลอังกฤษยังไม่เลิกที่จะยื่นมือเข้ามาก้าวก่ายในคดีสำคัญอันเป็นเป้าหมาย
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10869


ความคิดเห็นที่ 101  เมื่อ 31 มี.ค. 15, 18:26

สมเด็จเจ้าพระยาได้ให้ทางราชการจัดส่งข้าหลวงพิเศษออกไป ๒ คณะเพื่อหาพยานหลักฐานจากสถานที่เกิดเหตุ คือ เมืองปราจีนบุรีและเมืองกบินทร์บุรี

ข้าหลวงคณะแรกมีพระยาจ่าแสนบดีเป็นหัวหน้า มีจุดมุ่งหมายเพื่อสืบหาพยานหลักฐานในเรื่องคดีที่นายรักเป็นโจทก์ กล่าวหาพระปรีชาว่ากระทำทารุณกรรมนายเกิดจนถึงแก่ความตาย โดยได้เรียกกรรมการเมืองมาหาข้อมูล และนำนักโทษจากที่คุมขังมาสอบสวน นอกจากนั้น ยังปรากฏว่ามีราษฎรอื่นๆ ถีอโอกาสมาร้องทุกข์กล่าวโทษพระปรีชาอีกมากมาย สรุปเฉพาะเรื่องที่สำคัญได้ดังนี้คือ

เรื่องที่หลวงจ่าเมือง(อิ่ม) เป็นผู้กล่าวหาว่าพระปรีชาขาดถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา โดยไม่เข้าร่วมพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาติดต่อกันเป็นเวลา ๓ ปี ผิดขนบธรรมเนียมที่ขุนนางข้าราชการทั้งปวงพึงจะต้องปฏิบัติ

เรื่องที่หมื่นลาดภักดี นายคุ้ม นายเหม อำแดงมี ร่วมกันเป็นโจทก์ กล่าวโทษพระปรีชาว่ายึดที่นามีโฉนดเกือบ ๒๐๐ ไร่ ตั้งอยู่หลังโรงจักรถลุงแร่ทองที่ปราจีนบุรีของพวกตนไป  ด้วยว่าพระปรีชาอ้างว่าจะใช้ตากแร่ แต่ปรากฏว่าพระปรีชากลับให้นายเอี่ยม ซึ่งเป็นพี่ภรรยาคนหนึ่งของตนทำนาโดยใช้แรงงานนักโทษและราษฎรที่เกณฑ์มา เมื่อพวกตนเห็นว่าที่ดินไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์ในเรื่องบ่อทองตามประกาศ จึงมาขอที่ดินคืนเพื่อจะได้ใช้ทำมาหากินต่อไป แต่กลับถูกพระปรีชาลงโทษด้วยเหตุผลทว่า มาร้องบ่อย ๆ กวนใจ

เรื่องที่หมื่นอัศนี จีนฉาย นายสา นายใย กล่าวหาว่าพระปรีชารับซื้อของโจร โดยระบุว่าพระปรีชาใช้นักโทษให้ออกไปลักขโยมยกระบือและม้าของพวกตน เมื่อติดตามมาพบว่ากระบือและม้าเหล่านั้นอยู่ในคอกของพระปรีชา จึงได้ติดต่อขอคืน ซึ่งกว่าจะได้ก็ยากลำบาก เพราะพระปรีชาก็จะคัดเลือกตัวที่แข็งแรงเอาไว้ ที่เหลือจึงจะคืนให้เจ้าของ  ถ้าอยากได้ตัวที่ยึดไว้คืนก็ต้องนำตัวอื่นๆมาแลกเปลี่ยน หรือไม่ก็ต้องนำมาเงินมาไถ่
 
อนึ่ง เจ้าทุกข์เหล่านี้ล้วนแต่ตั้งบ้านเรือนอยู่นอกอาณาเขตปราจินบุรีที่พระปรีชาเป็นเจ้าเมืองทั้งสิ้น  เรื่องนี้พระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งข้อสังเกตว่า พระปรีชาก็ได้เคยขอให้ขยายเขตแดนเมืองปราจินไปครอบคลุมพื้นที่ตำบลเหล่านั้นๆบ่อยๆ โดยอ้างว่าเจ้าเมืองทั้งหลายไม่มีความสามารถจะปกครองให้สงบสุขได้ เช่นเมืองที่ตนกำกับดูแล ซึ่งไม่ปรากฏคดีความในลักษณะดังกล่าวเลย แต่ทรงไม่เห็นด้วยเพราะปราจินใหญ่กว่าเมืองข้างเคียงมากโขอยู่แล้ว
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30622

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 102  เมื่อ 31 มี.ค. 15, 19:02

เรื่องไม่เป็นเรื่องจึงเกิดขึ้น เมื่อพระยากระสาปน์และเห็นนายกูลด์เข้ามานั่งงงๆ ก็ร้องขอต่อประธาน ให้มีการอ่านพระบรมราชโองการกล่าวฟ้องใหม่ตั้งแต่ต้น ตลอดจนผลการประชุมของสภาที่ปรึกษาฯ อีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้นายกูลด์ได้รู้เรื่อง โดยมีเจ้าหมื่นศรีสรรักษ์แถลงสนับสนุน ประธานก็อนุญาต

อดคิดไม่ได้ว่าเจ้าคุณท่านหวังว่า นายกูลด์จะเป็นคนใหญ่คนโตที่ผู้ใหญ่ไทยเกรงใจอยู่บ้าง    เผื่อมีโทษเพิ่มกว่านี้ นายกูลด์จะได้ผ่อนหนักเป็นเบาให้ลูกเขยท่านกงสุล ได้รอดปลอดภัย
เพราะท่านก็คงเดาได้ว่า โทษคงไม่มาหนเดียว
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10869


ความคิดเห็นที่ 103  เมื่อ 31 มี.ค. 15, 19:42

การกระทำดังกล่าวทำให้สมาชิกหลายคนไม่พอใจ จึงได้ทำบันทึกความเห็นถวายพระเจ้าอยู่หัวให้ปลดคนทั้งสองออกไป รวมทั้งพระปรีชาด้วย
หลังจากได้ทรงหารือกับสมเด็จพระยาแล้ว เกรงว่าเรื่องจะลุกลามใหญ่โตมากไป พระเจ้าอยู่หัวจึงขอให้ระงับเรื่องนี้ไว้ก่อน

ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นนะครับ คนในห้องประชุมก็คงอ่านเกมออกเช่นเดียวกันนี้ จึงได้เกิดเรื่องลงบัญชีหางว่าว ถวายหนังสือฟ้องพระเจ้าอยู่หัว
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10869


ความคิดเห็นที่ 104  เมื่อ 01 เม.ย. 15, 06:49

ในระหว่างที่ข้าหลวงคณะแรกกำลังสืบคดีอยู่ที่ปราจีนบุรีนั้น นายน๊อกซ์ซึ่งได้รับหนังสือจากรัฐบาลว่าได้ทำโทษพระปรีชา เนื่องจากเห็นว่าได้กระทำให้นายน๊อกซ์เสื่อมเสียเกียรติยศเป็นประการหนึ่งด้วยนั้น กลับทำหนังสือตอบคัดค้านว่า พระปรีชามีความผิดที่ไม่ได้กราบถวายบังคมลากลับจากบางปะอินดังว่า ส่วนเรื่องอื่นๆนั้น ไม่มีพยานหลักฐานอันใดที่มายืนยัน  จึงเรียกร้องให้รัฐบาลสยามขอโทษที่นำชื่อของนายน๊อกซ์เข้าไปเกี่ยวในคดี และสร้างความเสื่อมเสียให้แก่ลูกสาว กับทั้งให้ปล่อยตัวลูกเขยของตนทันที 

รัฐบาลโดยเจ้าพระยาภาณุวงศ์ได้ตอบหนังสือขอแสดงความเสียใจในสิ่งที่กระทำลงไปโดยมิได้ตั้งใจ ด้วยเห็นว่าการแต่งงานครั้งนั้น ทั้งบิดามารดาของทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาว ไม่มีใครไปร่วมงาน จึงเห็นว่าเป็นความจำใจ เมื่อเป็นการเข้าใจผิดดังนั้นก็ขออภัย อย่างได้มีความหมองใจในทางราชการต่อไปเลย 
แต่รัฐบาลขอปฏิเสธที่จะปล่อยตัวจำเลย เพราะยังยืนยันความผิดของพระปรีชาในฐานที่ยักยอก บีบบังคับผู้อื่น และฆาตกรรม

ด้วยเหตุนี้ทางราชการจึงจำเป็นต้องรีบส่งข้าหลวงคณะที่สอง ให้เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรงเป็นหัวหน้าไปเมืองประจีนบุรี โดยมีจุดประสงค์สองประการคือ เพื่อสืบหาพยานหลักฐานที่จะมัดพระปรีชาในคดียักยอกเรื่องเหมืองทองของหลวงโดยเฉพาะ  กับให้สำรวจว่ายังมีสินแร่ทองคำพอที่จะดำเนินกิจการทำเหมืองต่อไปได้หรือไม่ 
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 ... 24
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.064 วินาที กับ 19 คำสั่ง