เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 3 [4]
  พิมพ์  
อ่าน: 10038 ระลึกชาติ
samun007
องคต
*****
ตอบ: 433


ความคิดเห็นที่ 45  เมื่อ 30 มี.ค. 15, 23:41


น่าอิจฉาครับ คนที่มีของเก่าดีแบบนี้ เพราะถ้านำข้อดีตรงนี้มาใช้ให้ถูกทาง(กำกับด้วยวิปัสสนาญาณ) รับรองว่าความเป็นพระอริยเจ้าอยู่ไม่ไกลแน่ ๆ ถ้าทำแบบไม่ยั้งตัวกลัวกิเลสเฉาตาย ก็น่าจะไปถึงจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนาได้แน่ ๆ

ขออภัยคุณ Samun007   ดิฉันคิดว่าความทรงจำข้อนี้เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาที่บางคนลบไม่หมดเท่านั้นเอง     ไม่จำเป็นว่าต้องฝึกอะไรมาก่อน   ตัวอย่างจากเจ้าหนูไรอัน  ทั้งชาติก่อนชาตินี้ก็ไม่ได้มีตรงไหนบอกว่าได้ปฏิบัติญาณอะไรเป็นพิเศษ   โตพอรู้ความก็จำชาติก่อนได้เลยนะคะ


อันนี้คนละกรณีครับ  ที่ผมเขียนหมายถึงเรื่องของสุภาพสตรีที่สนิทกับคุณหานปิงครับ

ส่วนกรณีของนายไรอัน  ถ้าถามส่วนตัวผม ผมก็เดาว่ากันเรื่องฤทธิ์ ในทางพระพุทธศาสนาก็แบ่งได้เป็น

วิกุพนาฤทธิ์   คือพวกที่ฝึกกสิณสิบ สามารถสำแดงฤทธิ์ด้วยวิธีประหลาด...พิลึกพิลั่นเกินกว่าชาวบ้านเขาทำได้อย่างพวกเดินน้ำ - ดำดิน - เหาะเหิน อะไรพวกนี้เป็นต้น

ฌานฤทธิ์ คือฤทธิ์ที่เกิดจากผู้ที่ทรงฌาน ทรงสมาบัติ กำลังจิตสูงมาก ต้องการให้เป็นอย่างไร ก็เป็นไปได้

บุญฤทธิ์ ฤทธิ์ที่เกิดจากการสั่งสมบุญมาระยะเวลายาวนาน ถึงเวลาปรารถนาอะไรก็จะเป็นไปตามที่ตนต้องการ

อธิษฐานฤทธิ์ ฤทธิ์ที่เกิดจากการตั้งใจมั่น ในเมื่อตั้งใจมั่นแล้ว กำลังใจส่งผลให้สิ่งนั้น ๆ เกิดขึ้นได้

กรรมวิปากชาฤทธิ์ ฤทธิ์ที่เกิดจากวิบากกรรม อย่างเช่นว่า นกทำไมถึงบินได้โดยไม่ต้องฝึกกสิณ ? ปลาทำไมอยู่ในน้ำได้ตลอดชีวิตโดยไม่ต้องฝึกกสิณ...ทำไมไส้เดือนมุดดินได้โดยไม่ต้องเสียเวลาไปฝึกกสิณเลย อย่างนี้เป็นต้น
 
ฐานาฐานะฤทธิ์ ฤทธิ์อันเกิดจากฐานะอันสูงอย่างเช่น พระเจ้าแผ่นดิน เจ้าพระยามหากษัตริย์ เจ้าคนนายคน บัญชาการได้ สั่งให้เป็นก็ต้องเป็น สั่งให้ตายก็ต้องตาย เป็นต้น ไล่ไปเรื่อย ๆ จนถึงประเภท

วิชามัยฤทธิ์ ฤทธิ์ที่เกิดจากวิชาการสร้างเสริมมา ทำไมเหล็กหนักเป็นตัน ๆ ถึงเอาไปบินบนฟ้าได้ ทำไมเอาไปลอยในน้ำได้อย่างนี้

พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ครบทุกอย่างแล้ว ฉะนั้น..ถามว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ก็เกิดได้หลายวิธีด้วยกัน สร้างขึ้นมาก็มี บุญเก่าเสริมก็มี กรรมเก่าเสริมก็มี ฝึกฝนขึ้นมาก็มี


http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=1293

กรณีของไรอัน ไม่พ้นกรรมเก่า / บุญเก่า นั่นล่ะครับ



บันทึกการเข้า
Kunlamata
พาลี
****
ตอบ: 226


ความคิดเห็นที่ 46  เมื่อ 01 เม.ย. 15, 23:24

ดิฉันระลึกชาติไม่ได้ค่ะ
แต่มีรูปที่ลงในเรือนไทย หน้าตาคล้ายดิฉันมากขนาดเห็นปุ๊บต้องร้อง"ฮ้า"ทั้งดิฉันและลูก
พอดีลูกชอบส่งรูปไปให้หมอดูท่านหนึ่งดูว่าเป็นใครในอดีตชาติ เลยลองส่งไปถาม หมอดูบอกว่าเป็นรูปของคุณย่าดิฉัน ซึ่งคือตัวดิฉันกลับชาติมาเกิด
ก็คุยฟุ้งไปโยงโน่นนี่กับลูกกับเพื่อนสนุกสนาน
แต่สรุปว่าไม่ทราบเหมือนกัน เพราะบุคคลในภาพท่านนี้เป็นบุคคลไม่ปรากฏนามในหอจดหมายเหตุ ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเป็นคุณย่าของดิฉันจริง
ก็ได้แค่สรุปว่าเป็นเพราะgenesหรือพันธุกรรม หลานสาวแท้ๆก็หน้าคล้ายปู่ย่าตายายได้

สาเหตุที่ลูกส่งรูปไปถามหมอดู เพราะคับข้องใจที่เจอพาลแกล้งค่ะ หมอดูทายว่าเป็นบ่าวไพร่ในเรือน ขโมยของสำคัญถูกลูกในชาตินั้นสั่งโบย หนีไปและอาฆาตแค้นมาถึงชาตินี้
ซึ่งดิฉันพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ถ้าเชื่อแล้วสบายใจก็เชื่อ พฤติกรรมเด็ก30พวกนี้ก็เป็นขโมยอยู่แล้ว(บุกรุกย่ำหน้าบ้านสามครั้งขโมยรองเท้าสองครั้ง ข่มขู่บ่อยๆเกียจคร้านไม่ทำงานเหมือนตุ๊ดตู่ในกลอนดอกสร้อย)


บันทึกการเข้า
Rattananuch
อสุรผัด
*
ตอบ: 37


ความคิดเห็นที่ 47  เมื่อ 02 เม.ย. 15, 15:53

ขอนำเสนอบทความอันเนื่องมาจากปาฐกถาของ ศ.จ.เอียน สตีเวนสัน ที่ได้แสดงไว้ที่สมาคมค้นคว้าทางจิตแห่งประเทศไทย
 เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2509 และแปลเป็นภาษาไทยโดย ศ.จ.หลวงพิณพากย์พิทยาเภท อุปนายกสมาคมฯ
 และได้ตีพิมพ์ในหนังสือเรื่องเก่า-เล่าใหม่ ซึ่งเป็นหนังสือรวบรวมบทความต่างๆโดยนายแพทย์เชียร สิริยานนท์

บทความนี้ค่อนข้างยาวประมาณ 4 หน้ากระดาษA4 ดังนั้นจะขอตัดตอนมาเป็นช่วงๆ ที่คิดว่าเป็นสาระสำคัญนะคะ
บันทึกการเข้า
Rattananuch
อสุรผัด
*
ตอบ: 37


ความคิดเห็นที่ 48  เมื่อ 02 เม.ย. 15, 16:05

ท่านศาตราจารย์ได้แสดงปาฐกถาไว้ดังนี้
" ข้าพเจ้าได้เรียบเรียงหนังสือขึ้นเล่มหนึ่งจากการศึกษาค้นคว้าและประสบการณ์ต่างๆ ของข้าพเจ้า ได้ชื่อเรื่องว่า"20 รายที่ชวนให้คิดว่าตายแล้วเกิดใหม่"
คำภาษาอังกฤษ ข้าพเจ้าใช้คำว่า Rebirth หรือ Re-incarnation นื้ ซึ่งเข้าใจว่าจะผิดกันอยู่นิดหน่อย แต่ข้าพเจ้าจะกล่าวในความหมายเดียวกัน 
คำ Rebirth เป็นคำกล่าวในทางพระพุทธศาสนาส่วนคำ Re-incarnation เป็นคำกล่าวในประเทศตะวันตก และตามความเชื่อทางศาสนาของพวกฮินดู"
บันทึกการเข้า
Rattananuch
อสุรผัด
*
ตอบ: 37


ความคิดเห็นที่ 49  เมื่อ 02 เม.ย. 15, 16:30

"ข้าพเจ้าได้ทำการศึกษาในรายที่ว่า ตายแล้วเกิดใหม่นี้ มีจำนวนประมาณ 600 รายในประเทศต่างๆกัน ปรากฎว่า จำนวนประมาณ

ครึ่งหนึ่งของ 600 รายนี้ ได้จากทวีบเอเชียโดยเฉพาะตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งอินเดีย ลังกา..."

" สำหรับในสหรัฐอเมริกา ข้าพเจ้าพบในอลาสกา อินเดียแดง เผ่าฟินกิช เป็นเผ่าที่มีความเชื่อในเรื่อง ตายแล้วเกิดใหม่นี้
และข้าพเจ้าเข้าใจว่าความเชื่อนี้ จะได้รับจากพระพุทธศาสนา ผ่านทางประเทศจีน

รายต่างๆ ที่ข้าพเจ้าได้ทำการตรวจสอบเหล่านี้มีลักษณะที่คล้ายคลึงกันอยู่หลายประการ จะเป็นในอินเดีย ลังกา หรือในอลาสกา
อินเดียแดงเผ่าฟิกิช เหล่านี้มีลักษณะที่สำคัญอยู่อย่างหนึ่ง คื่อ การเป็นแผล หรือเป็นปานที่เด็กเกิดมาพร้อมลักษณะเหล่านี้
ซึ่งแสดงถึงรอยแผลที่ถูกแทง หรือได้รับอันตราย หรือเป็นปานอันเป็นลักษณะที่บังเกิดในชาติก่อน และลักษณะนี้ข้าพเจ้าพบในอลาสกาอยู่มาก

ในประเทศไทย ข้าพเจ้าได้พบลักษณะที่แปลกอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งผิดแปลกจากประเทศอื่นๆ คือการจำได้ตั้งแต่ตายไปแล้วจนเกิดใหม่
ว่าระยะเวลานั้นได้ทำอะไรลงไปบ้าง ซึ่งในประเทศอื่นๆ ไม่มีลักษณะอย่างนี้ ทั้งนี้เป็นลักษณะที่แปลกสำหรับคนไทย ทีเป็นเช่นนี้ อาจจะ
เป็นเพราะอิทธิพลของพระพุทธศาสนาที่มีการนั้งวิปัสสนากัน อาจจะช่วยให้เกิดข้อนี้ขึ้นได้ ซึ่งยังเป็นข้อสงสัยของข้าพเจ้า"
บันทึกการเข้า
Rattananuch
อสุรผัด
*
ตอบ: 37


ความคิดเห็นที่ 50  เมื่อ 02 เม.ย. 15, 16:54

"ข้าพเจ้าขอจำแนกประเภทต่างๆ ตามลักษณะที่ว่าตายแล้วเกิดใหม่ ดังนี้
 
ลักษณะแรกที่ชวนให้คิดว่า มีการเกิดใหม่นั้น เมื่อเด็กๆเกิดมาแล้ว ตั้งต้นเริ่มพูด อายุประมาณ 2 ขวบและ จะพูดไปจนอายุ
ราว 5 ขวบ ระหว่าง 2-5 ขวบนี้ เด็กจะกล่าวถึงชีวิตที่เคยมีมาแต่ในชาติก่อน ว่าเคยเป็นอะไร อยู่ที่ไหน เคยทำอะไร ทำนองนี้
 เป็นเรื่องราวเกี่ยวข้องกับชีวิตในอดึต หรือชาติก่อน ตลอดจนมักจะพูดถึงพ่อแม่เป็นใคร อยู่ที่ไหน แล้วก็ต้องการกลับไปหาพ่อแม่
ของตนในชาติก่อนเป็นต้น  เด็กจะพูดมากขึ้น จนสูงอายุขึ้นแล้วก็จะหายไป
 
การระลึกชาติเกิดนื้ มิใช่จะเกิดขึ้นแต่ในเด็กอย่างเดียว ผู้ใหญ่ก็อาจจะเป็นไปได้เหมือนกัน ข้าพเจ้าเคยพบว่าทั้งในทวีปเอเชีย
และทวีปยุโรป คือ เกิดมีความรู้สึกหรือเกิดมีภาพขึ้นมา ว่าในชีวิตก่อนนั้น ตัวเคยทำอะไรมาบ้าง อยู่ที่ไหนแล้วระลึกขึ้นมาได้  เมื่อเป็น
ผู้ใหญ่แล้วก็มีอีกลักษณะหนึ่งที่ทำให้เกิดระลึกถึงชีวิตในชาติก่อนได้ คือ เมื่อผู้ใหญ่คนนั้นได้ประสบกับเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความเศร้า
สลดใจอย่างรุนแรง เช่น มีบุคคลตายจากไป หรือมีเหตุการณ์อย่างอื่น ที่ทำให้เกิดอารมณ์ช็อคอย่างใหญ่หลวง กรณีนี้ทำให้เกิดนึกถึง
เรื่องราวในชีวิตชาติก่อนขึ้นมาได้

ลักษณะหรืออีกประเภทหนึ่งทีทำให้ระลึกชาติเกิดได้ คือความฝัน ฝันอยู่เรื่องเดียวกันหลายๆครั้ง เช่น ฝันว่าถูกแขวนคอ เป็นต้น
และความฝันนั้นรู้สึกว่าเป็นความจริงทีเดียว และเป็นความฝันที่เป็นตัวเป็นตน ฝันอยู่หลายๆครั้ง นี่ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง"

ขออนุญาตลงจากเรือนไทยเพื่อไปธุระช้่วคราว และจะรีบกลับมาค่ะ
บันทึกการเข้า
Rattananuch
อสุรผัด
*
ตอบ: 37


ความคิดเห็นที่ 51  เมื่อ 02 เม.ย. 15, 20:00

"วิธีหนึ่งที่สามารถจะทำให้เกิดความคิดและระลึกชาติเกิดได้ คือ การสะกดจิต แต่ข้าพเจ้าก็ไม่อยากที่จะเชื่อว่าวิธีนี้จะเป็นจริงได้
เพราะเหตุว่าวิธีสะกดจิตนี้ เมื่อผู้ถูกสะกดจิต อาจจะทำอะไรต่ออะไรได้หลายอย่าง เนื่องจากการชี้ชวน หรือคำแนะนำในการจูงใจ
ของผู้สะกด ไม่ใช่เกิดจากตัวเอง เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าจะทำให้ระลึกชาติได้ก็ตาม ข้าพเจ้าสงสัยว่า อาจจะไม่จริงเสมอไป คนๆนั้น
อาจะพูดอะไร ทำอะไรตามที่ผู้สะกดจิตแนะนำ หรือชี้ชวน แต่วิธีสะกดจิตจะว่าไม่มีประโยชน์เสียเลยก็ไม่ได้ ยังมีประโยชน์ซึ่งจะต้อง
ทดสอบกันต่อไป เพราะมีบางรายที่ถูกสะกดจิตแล้ว สามารถที่จะพูดภาษาต่างประเทศได้ ซึ่งโดยปกติแล้ว ผู้ถูกสะกดจิตจะพูดไม่ได้เลย
การสะกดจิต จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยในการศึกษาเกี่ยวกับการระลึกชาติได้

วิธีการศึกษาในเรื่องตายแล้วเกิดใหม่นี้ ข้าพเจ้าขอแนะนำว่า เมื่อมีรายใดที่ปรากฏว่าตายแล้วเกิดใหม่ จำต้องรีบไปศึกษาโดยเร็วที่สุด
เท่าที่จะกระทำได้ จะทำให้เกิดประโยชน์มาก เพราะรายต่างๆที่ข้าพเจ้าได้ไปพบและศึกษามานั้น เป็นรายที่เกิดขึ้นนับจำนวนเดือน
บางรายนับจำนวนปีๆ มาแล้ว  รายที่เกิดขึ้นใหม่ๆ ย่อมได้ข้อเท็จจริงที่แน่นอน และควรจะเชื่อได้มากน้อยเพี่ยงไร มีบางรายเหมือนกัน
ที่พ่อแม่ของเด็กมีความสนใจ และบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งเป็นหลักฐานที่ดีมาก ข้าพเจ้าได้พบมาเพียงประมาณ 10 รายเท่านั้นเอง
จากจำนวน 600 ราย"
บันทึกการเข้า
Rattananuch
อสุรผัด
*
ตอบ: 37


ความคิดเห็นที่ 52  เมื่อ 02 เม.ย. 15, 20:01

" การศึกค้นคว้าในเรื่องนี้ จำเป็นต้องใช้วิธีการหลายอย่าง ทั้งวิธีการของนักสืบ นักกฏหมาย และนักประวัติศาสตร์ด้วย กล่าวคือ
พยายาม สอบสวน พยาน และหาหลักฐานต่างๆ ให้มากที่สุด ที่จะมากได้ แล้วทำการสอบถามปากคำพยานทุกๆคนไว้ ซึ่งเป็น
เรื่องยุ่งยากไม่น้อย แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องกระทำ การสอบถามนี้ควรจะเริ่มที่ตัวเด็กก่อน แล้วต่อไปจึงเป็นบิดา มารดา และบุคคล
ที่เกี่ยวข้องในครอบครัวเดียวกัน ต่อจากนั้น จึงไปสอบสวนยังบิดามารดาของเด็กในชาติก่อน ซึ่งอาจจะอยู่คนละบ้านคนละเมือง
และพยายามสอบถามพยานต่างๆ ให้มากที่สุดด้วย


การสอบถามนี้มิใช่ว่าจะกระทำเพียงครั้งเดียว ต้องทำหลายครั้ง บางทีเป็นปีๆต่อๆ มาก็ต้องตามไปพบ และสอบถามใหม่
ดูพยานปากคำที่ให้การไว้แล้วนั้นว่าเปลียนแปลงไปอย่างใด ตรงกันหรือไม่กับที่เคยให้ปากคำไว้  นอกจากนี้ จำต้องพบปะ
กับเด็ก ดูความเจริญเติบโตของเด็กว่าเป็นไปอย่างไร  ผิดแปลกจากเดิมอย่างไรหรือไม่เทียบเคียงดูกับบุคลิกลักษณะ
แล้วความประพฤติเดิมของเด็กว่า มีความผิดแผกไปอย่างใดหรือไม่ ตรงกันในชาติเดิมและในชาติใหม่ คล้ายคลึงกัน
ตรงกันอย่างใด ก็ต้องศึกษาดูด้วย"
บันทึกการเข้า
Rattananuch
อสุรผัด
*
ตอบ: 37


ความคิดเห็นที่ 53  เมื่อ 02 เม.ย. 15, 20:04

" การศึกษาค้นคว้าเรื่องตายแล้วเกิดใหม่นี้ มีทางจะแปลหรืออธิบายออกไปในทางที่สำคัญๆ ได้ 5 ทางด้วยกัน คือ

1. การหลอกลวง อาจจะมีบางรายที่แจ้งมา หรือมาให้เรื่องราวต่างๆ นั้น สงสัยจะเป็นเรื่องที่กุขี้นเอง ซึ่งเป็นทางหนึ่งที่อาจ
เกิดขี้นได้ แต่เมื่อได้พิจารณาดู ก็ไม่มีอะไรที่จะเป็นเหตุจูงใจให้กระทำเช่นนั้น ตามที่ข้าพเจ้าได้ศึกษามาในรายต่างๆ
ก็ยังไม่พบว่า จะมีการหลอกลวงกัน

2. ความทรงจำที่ซ่อนเร้น  เรื่องความทรงจำที่ซ่อนเร้นในตัวเด็กนี้ อาจเป็นได้ว่า เด็กได้ยินได้ฟังเรื่องราวของคนอื่นมา
หรือจากคนทื่อยู่ใกล้เคียง ก็จดจำไว้ แล้วฝังติดตัวอยู่ในใจต่อมา นึกว่าเป็นเรื่องของตนเอง เรื่องราวเช่นนี้ ข้าพเจ้าได้
ศึกษาดูก็ยังไม่ปรากฏชัดเจนว่าจะเป็นอย่างนี้

3.  การประจักษ์นอกเหนืออินทรีย์ (E.S.P.) เป็นอีกทางหนึ่งที่เด็กอาจเกิดญาณพิเศษ สามารถล่วงรู้จิตใจของคนอื่น
หรือผู้ใกล้เคียง โดยผู้ที่อยู่ใกล้เคียงไม่เคยเล่า  หรือ บอกด้วยวาจา แต่เด็กทราบโดยญาณพิเศษนี้ขึ้น เรื่องญาณนี้ก็มี
ปัญหาน่าคิดอยู่ 2 ประการด้วยกัน ประการแรก หากเด็กเกิดญาณพิเศษขึ้น ทำไมไม่แสดงถึงความพิเศษอื่นๆ ออกมา
ให้เห็นด้วย และทำไมจึงเจาะจงแต่เรื่องระลึกชาติหรือการเกิดใหม่นี้แต่เรื่องเดียว

ประการที่สอง  ญาณพิเศษนี้ ก็ไม่ได้อธิบายถึงการที่เด็กเกิดมีปาน หรื่อเครื่องหมายบนร่างกายตามที่ปรากฏมาจาก
ชาติก่อน เพราะญาณพิเศษไม่อาจทำให้เกิดเครื่องหมายหรือปานดังกล่าวได้ตามร่างกาย

4. วิญญานมาสิงในต้วเด็ก ในข้อนี้อาจกล่าวไปได้ว่า เป็นเรื่องของวิญญานที่มาสิงหรือมาเข้าตัวเด็ก แล้วทำให้เด็กจำได้
พูดออกไป จึงว่าเป็นวิญญานอื่นมาเข้า แต่ก็เป็นทางพิจารณาที่อ่อนไม่อาจอธิบายถึงเรื่องปาน หรือเครื่องหมายบนตัวเด็ก
ได้อีกเช่นกัน จึงเป็นการแปลที่ไม่เหมาะสม

5. การเกิดใหม่ จึงเป็นทางสุดท้าย ตามความคิดของข้าพเจ้า อันเป็นทางที่จะเป็นไปได้ และเป็นทางเดียวที่จะอธิบาย
ถึงเหตุผลได้ คือ การเกิดใหม่นั้นเอง"

จบแล้วค่ะ
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 54  เมื่อ 03 เม.ย. 15, 15:25

         แห่งหนบนโลกนี้ที่เชื่อในเรื่อง การเวียนว่ายตายแล้วกลับมาเกิดใหม่ อย่างจริงจังฝังใน
คือ ธิเบต ชาวเรือนไทยบางคนคงเคยได้ชมหนังฝรั่งเรื่อง Little Buddha ในส่วนภาคปัจจุบัน
ของหนังนั้น เล่าเรื่องราวเด็กน้อยที่อาจจะเป็นลามะ(พระธิเบตระดับอาจารย์ มีความหมายเหมือน
กับ กูรู) ระดับสูง(รินโปเช) ผู้กลับชาติมาเกิดใหม่(ทุลกุ)
         นอกจากเรื่องนี้แล้วก็ยังมีสารคดีเล่าถึงภารกิจนานแรมปีของพระหนุ่มเพื่อติดตามหาเด็ก
ผู้เป็นลามะอาจารย์ของตนกลับชาติมาเกิด ชื่อเรื่อง Unmistaken Child


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 55  เมื่อ 03 เม.ย. 15, 15:28

         ภารกิจตามหาทุลกุนี้ก็คล้ายกับกรณีของ องค์ทะไลลามะ ประมุขหัวหน้าคณะสงฆ์พุทธศาสนา
นิกายมหายานแบบทิเบตเกลุกปะ(นิกายหมวกเหลือง) ก่อนจะสิ้นพระชนม์องค์ทะไลลามะอาจจะทรง
กล่าวถึงดินแดนที่จะไปเกิดใหม่(อวตาร) ไว้บ้าง จากนั้นเรทิงรินโปเช(เจ้าอาวาสวัดเรทิง) ซึ่งเป็นพระ
ระดับรองลงมากับคณะก็จะร่วมกันออกค้นหา ทั้งนี้โดยอาศัยนิมิตที่รินโปเชหรือลามะผู้มีวิชาเห็นเป็น
เครื่องแสวงหาเด็กตามนิมิต หรือเด็กที่มีรูปลักษณะพิเศษบางอย่าง
          เมื่อพบเด็กคนนั้นแล้วก็จะทำการทดสอบด้วยการนำสิ่งของที่องค์ทะไลลามะเคยใช้ปะปนกับ
สิ่งของอื่นๆ มาให้เด็กเลือก(ให้ถูกชิ้น) โดยจะมี ลามะ ผู้มีญาณเป็นผู้ทดสอบเพื่อหาความแน่ใจอีกครั้ง

ภาพจากหนังเรื่อง Kundun ซึ่งสร้างจากประวัติของทะไลลามะองค์ปัจจุบัน(องค์ที่ 14)


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 56  เมื่อ 28 ก.ค. 16, 17:55

เปิดพระไตรปิฎก-ถกหลักวิทย์ฯ ไขเหตุ 'ระลึกชาติ' มีจริงหรือแค่มโน?
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/525362
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 [4]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.038 วินาที กับ 19 คำสั่ง