เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2] 3 4
  พิมพ์  
อ่าน: 10711 ระลึกชาติ
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6214


ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 24 มี.ค. 15, 11:26

          เจ้าหนูไรอันพร้อมแม่ได้มีโอกาสพบกับลูกสาวของมาร์ติน(= ลูกสาวตัวเองในชาติก่อน) ด้วย
หลังจากสัมผัสมือกันแล้วไรอันก็เดินไปหลบอยู่หลังแม่ตลอดเวลา เขาบอกกับแม่ในเวลาต่อมาว่า
'พลัง' ของผู้หญิงคนนั้นเปลี่ยนไป(ไม่เหมือนเดิมแล้ว) และเขาไม่อยากไปฮอลลีวู้ดอีก นับจากวัน
นั้นไรอันก็พูดถึงฮอลลีวู้ดน้อยลงๆ
          คุณหมอทัคเกอร์กล่าวว่า การที่เด็กระลึกชาติได้พบกับคนในครอบครัวของตัวเองเมื่อชาติก่อน
นั้นเท่ากับเป็นการยืนยันการระลึกชาติได้ของตนมีผลให้เขารู้สึกผ่อนคลายเบาลง และเมื่อเขาได้พบว่า
ปัจจุบันนี้ไม่มีใครรอเขาอยู่แล้ว บางคนก็จะรู้สึกเศร้าและในที่สุดเขาก็จะหันจากอดีตกลับมาใช้ชีวิตอยู่กับ
ปัจจุบันชาตินี้
          คุณหมอยังได้ตั้งทฤษฎีระลึกชาติโดยอิงควอนทัมฟิสิคส์ ดังนี้
(Consciousness ทางพุทธศาสนาคือคำว่า วิญญาณ  เป็นคำไวพจน์ของคำว่าจิต มีความหมาย
เหมือนกัน ใช้แทนกันได้)


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31115

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 24 มี.ค. 15, 11:56

นึกถึง มิลินทปัญหา ที่เคยตอบไว้เมื่อปี 2545

อีกประเด็นหนึ่งในมิลินทปัญหาที่น่าสนใจคือ เรามักจะเชื่อว่าคนมีวิญญาณ หรือ soul พอตายแล้ววิญญาณก็ออกจากร่างไป
ถ้าไปเกิดในร่างใหม่ ก็ใหม่แต่ร่างแต่วิญญาณยังคงเป็นดวงเดิม
ทำให้เกิดนิยายรักข้ามชาติข้ามภพ หรือไม่ก็เป็นความเชื่อว่าฉันเป็นคนนั้นคนนี้มาเกิด
เหมือนร่างกายคือเสื้อผ้าที่ถอดชุดเดิมออกแล้วสวมชุดใหม่ แต่ตัวเจ้าของ คือวิญญาณ ยังคงเดิม

แต่ในมิลินทปัญหา พระเจ้ามิลินท์ถามพระนาคเสนว่า คนที่ตายไปแล้ว ไปเกิดอีก เขาจะยังคงเป็นผู้นั้นหรือว่าเปลี่ยนไปเป็นอีกคนหนึ่ง
พระนาคเสนตอบว่า จะเป็นคนเดิมก็ไม่ใช่ คนใหม่ก็ไม่ใช่
แล้วขยายความย้อนถามพระเจ้ามิลินท์ว่า ตอนนี้พระองค์เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว ดูหน้าตารูปร่างแตกต่างจากตอนเป็นเด็กเล็กๆหรือไม่
พระเจ้ามิลินท์ตอบว่า ต่างกัน

พระนาคเสนถามว่า งั้นเป็นคนละคนกันหรือเปล่า
พระเจ้ามิลินท์ตอบว่า เปล่า ยังเป็นคนเดิม
พระนาคเสนก็ตอบว่า นั่นแหละ เพราะอาศัยร่างกายเดียวกัน

แล้วเปรียบอีกครั้งว่า เหมือนการจุดเทียน(หรือตะเกียง)ไว้ตลอดคืน
แล้วตามไฟ คือจุดใหม่ให้สว่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ
ไฟที่จุดใหม่ ถือเป็นเปลวไฟเก่าหรือไม่
พระเจ้ามิลินท์ตอบว่าไม่ใช่ เป็นเปลวไฟใหม่ไม่ใช่อันเก่า
พระนาคเสนถามว่า งั้นเป็นไฟคนละดวงกันหรือเปล่า
พระเจ้ามิลินท์ตอบว่าไม่ใช่อีก
พระนาคเสนก็ตอบว่า นั่นแหละ เมื่อเปลวไฟหนึ่งดับอีกอันก็เกิดขึ้นแทน สืบเนื่องกันเรื่อยๆไป จึงตอบได้ว่าเป็นอันเดิมก็ไม่ใช่ เป็นคนละดวงก็ไม่ใช่อีก


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6214


ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 24 มี.ค. 15, 12:23

แก้ไข 'จิตดวงนั้น' ครับ
         'สัญญา' (ความจำได้หมายรู้) แต่ชาติปางก่อนยังหลงเหลือ(ในจิตดวงนั้นสืบ) มาถึงชาตินี้
ในบางคน ในขณะที่คนส่วนใหญ่มาเกิดใหม่โดยไม่เหลือสัญญาเดิม(ติดจิตดวงนั้น) อีกแล้ว
          ด้วยเหตุนี้นานๆ ทีจึงจะปรากฏเป็นข่าวสักครั้งที่นั่น ที่โน่นว่ามีคน(ส่วนมากจะเป็นเด็ก)
ระลึกชาติได้  

           ตามไปดู, เคสเปิดกระทู้ - ด.ช.ไรอันนี้ นายแพทย์ทัคเกอร์ ผู้ศึกษารวบรวมเคสระลึกชาติ
(และดูแลเจ้าหนูไรอันด้วย) สรุปข้อมูลเด็กระลึกชาติไว้ว่า
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31115

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 24 มี.ค. 15, 12:39

เจ้าหนูไรอัน กับอดีตนักแสดงประกอบ มาร์ตี้ มาร์ติน   ซึ่งตายไปเมื่อค.ศ. 1964


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 11090


ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 24 มี.ค. 15, 18:34

จาก fb ของคุณ Kornkit Disthan เข้าเรื่องกับหัวข้อกระทู้ดี จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ไว้ด้วยครับ

แปลกจริงแปลกใจ หลานชายกลับได้แต่งกับย่า

ในสมัยพระเจ้าเหลียงอู่ตี้่ มีพระเถระรูปหนึ่งชื่อว่า จื้อกง สำเร็จทิพยจักษุและฉฬภิญญา แทงทะลุในเหตุและผลกรรมได้อย่างแจ่มแจ้ง ครั้งหนึ่งมีคหบดีนิมนต์ท่านไปสวดพุทธมนต์ในงานวิวาห์ แต่ครั้นท่านมาถึงบ้านที่จัดงาน กลับทอดถอนใจแล้วกล่าวว่า
 
แปลกจริงแปลกใจ หลานชายกลับได้แต่งกับย่า
ลูกสาวกินเนื้อมารดา หนังบิดาถูกลูกชายขึงตีกลอง
หมูแพะนั่งเคียงบนเตียงใหญ่ หม้อไฟตุ๋นญาติหกรุ่นไว้ทั้งผอง
ผู้คนร่วมยินดีอย่างเนืองนอง ข้าแลเห็นทุกข์หมองเต็มประดา


ถ้อยคำนี้หมายความว่าอย่างไร? ที่ว่าหลานชายแต่งงานกับย่าตัวเอง เราเห็นเป็นเรื่องแปลกประหลาดหรือไม่? ที่จริงแล้วก่อนที่ย่าจะสิ้นใจ ตอนนั้นเจ้าบ่าวยังเป็นทารกน้อย นางขอหลานมาอุ้มไว้ไม่อยากจะปล่อยเขาจากอ้อมกอด แล้วบอกว่า "พวกเจ้าล้วนมีครอบครัวเป็นตัวตน แต่หลานต้วน้อยของข้าไม่มีใครคอยดูแลเขาเลย อนิจจาเอ๋ย จะทำอย่างไรดี?" ว่าแล้วนางก็ขาดใจตายไป

เมื่อดวงวิญญาณไปถึงยมโลก พญายมมีโองการว่า "ดีล่ะ ในเมื่อรักหลานของเจ้านัก ก็จงกลับไปเกิดเป็นเมียคอยดูแลเขาแล้วกัน" ว่าแล้วผู้เป็นย่าก็เกิดใหม่กลายเป็นว่าที่ฮูหยินของหลานชาย จะเห็นได้ว่ากฎแห่งกรรมช่างน่าสะพรึงกลัวเสียนี่กระไร

ที่ว่า "ลูกสาวกินเนื้อมารดา" ที่ด้านนอกของบ้าน หญิงสาวคนหนึ่งกำลังกินเนื้อแพะอย่างเอร็ดอร่อย หารู้ไม่ว่าแพะตัวนั้เคยเป็นแม่ของเธอในชาติก่อน

ที่ว่า "หนังบิดาถูกลูกชายขึงตีกลอง" พระเถระระจื้อกงมองเห็นพวกมโหรีปี่พาทย์กำลังเป่าปี่ตีกลองน่าตื่นเต้นยิ่ง มีหนุ่มคนหนึ่งกำลังรัวกลองหนังลาอย่างเมามัน หารู้ไม่ว่าลาเจ้าของหนังหน้ากลองเคยเป็นพ่อของเขาในชาติก่อน
 
พระเถระจื้อกงมองเห็นผู้คนนั่งอยู่บนเตียงรับรอง จึงกล่าวว่า "หมูแพะนั่งเคียงบนเตียงใหญ่" แล้วมองไปที่หม้อไฟกล่าวว่า "หม้อไฟตุ๋นญาติหกรุ่นไว้ทั้งผอง" ตอนนี้พวกหมูกับแพะที่เคยถูกเขาฆ่าเอาเนื้อ ได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วกลับมานั่งกินมนุษย์ที่เกิดเป็นสัตว์ซึ่งเคยฆ่าพวกเขามาก่อน พวกเครือญาติทั้ง 6 ชั้นที่เคยกินเนื้อหมูเนื้อแพะตอนนี้ต้องมาถูกสับเป็นชิ้นๆ แล้วตุ๋นในหม้อไฟ ชำระวิบากกรมที่ทำไว้
 
"ผู้คนร่วมยินดีอย่างเนืองนอง ข้าแลเห็นทุกข์หมองเต็มประดา" ทุกคนล้วนคิดว่าเป็นงานเฉลิมฉลองสุขสันต์ แต่พระเถระจื้อกงกลับทอดถอนใจ กล่าวว่า "นี่ช่างทุกข์มหันต์ยิ่งนัก ผู้คนเห็นผิดคิดว่าทุกข์เป็นสุข!"
 
*จากธรรมเทศนาของพระอาจารย์เซวียนฮว่า เรื่อง "รู้เหตุย่อมซึ้งถึงผล"

*เชิงอรรถ
1. พระเจ้าเหลียงอู่ตี้ (梁武帝) หรือ เซียวเหยี่ยน แห่งราชวงศ์เหลียง (คร. 502–549) ทรงเป็นฮ่องเต้ที่มีศรัทธาปสาทะในพระบวรพุทธศาสนามากที่สุดองค์หนึ่งของจีน ทรงรับศีลอุบาสกตลอดพระชนม์ชีพ มีพระบรมราชโองการสั่งห้ามการทำปาณาติบาต เข่นฆ่าชีวิตสัตว์สังเวยบรรพชน และยกเว้นโทษประหารชีวิต จนได้รับการถวายพระนามเป็น "ฮ่องเต้โพธิสัตว์"
2. พระเถระจื้อกง (誌公) หรือ พระฌานาจารย์เป่าจื้อ (寶誌禪師) พระเถระองค์สำคัญในยุคหนานเป่ย มีพฤติกรรมแปลกประหลาดพิสดาร ไว้ผมยาว ไม่ค่อยกินนอน เดินเตร่เท้าเปล่าไปตามท้องถนน ชอบทำนายทายทักผู้คน ฮ่องเต้ฉีอู่ตี้เห็นว่าท่านอาจมอมเมาผู้คน จึงทรงสั่งให้คุมขังไว้ แต่ในวันรุ่งขึ้นกลับมีคนเห็นท่านเดินเตร่อยู่ตามท้องถนนอีก จนฮ่องเต้ต้องยอมนิมนต์ท่านเข้ามาในวัง ครั้นถึงรัชสมัยพระเจ้าเหลียงอู่ตี้ จึงมีบัญชาว่า พระอาจารย์เป็นโลกตุรบุคคล อยู่เหนือกฎเกณฑ์โลกียะทั้งปวง ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายใดๆ และห้ามผู้ใดขัดขวางจริยาของท่าน
3. เตียง (炕) ในที่นี้หมายถึงเตียงใหญ่สำหรับนั่งเอกเขนก หรือสำหรับนอน ในภาคเหนือของจีนจะเจาะช่องสุมไฟไว้ให้ความอบอุ่น สามารถใช้เป็นที่นั่ง ที่นอน ที่ทำกิจกรรมได้สารพัด
4. ญาติหกรุ่น หรือญาติทั้งหก (六親) คือ พ่อ แม่ พี่ น้อง เมีย ลูก
5. ภาพประกอบวาดโดย ไต้ตุนปาง (戴敦邦) จิตรกรจีนร่วมสมัย ผู้เก่งกาจในการวาดภาพประกอบจากวรรณคดีโบราณ ภาพนี้คาดว่ามาจากเรื่องความฝันในหอแดง



บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6214


ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 25 มี.ค. 15, 10:17

           อีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกับอดีตชาติในพุทธศาสนา คือ วาสนา ที่สั่งสมมาแต่ปางก่อน
หลายชาติจนติดตัวมาถึงชาติปัจจุบัน

ตัดทอนเรียบเรียงจากที่ อ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก เขียนเล่าว่า

           วาสนา เป็นศัพท์บาลี และสันสกฤต ที่มีความหมายอย่างหนึ่ง แต่คนไทยนำเอามาใช้ในความหมาย
อีกอย่าง
           เดิมทีพระพุทธศาสนาหินยาน (เถรวาท) ซึ่งใช้ภาษาบาลีเป็นภาษาศาสนาได้แพร่เข้ามาก่อนใน
ราวพุทธศตวรรษที่ 3 ต่อมาฝ่ายมหายานถือภาษาสันสกฤตเป็นภาษาศาสนาตามมา กอปรกับศาสนาพราหมณ์
-ฮินดู ซึ่งใช้ภาษาสันสกฤตก็แพร่เข้าสมทบอีก ภาษาสันสกฤตจึงหยั่งรากลงลึก
           แม้ว่าจากสมัยสุโขทัยเป็นต้นมา พระพุทธศาสนาที่ประชาชนคนไทยนับถือจะเป็นเถรวาทภาษาบาลี
พระภิกษุสามเณรเล่าเรียนกันก็ตาม ยังมีอิทธิพลต่อภาษาไทยน้อยกว่าภาษาสันสกฤตอยู่ดี
           บาลีและสันสกฤตใช้ในภาษาไทย มิได้เอามาทั้งดุ้น หากเปลี่ยนแปลงรูปและเสียง พร้อมทั้งเปลี่ยน
ความหมายในบางครั้ง

         วาสนา เดิมหมายถึง "สิ่งที่สั่งสมอยู่ในจิตสันดานมายาวนานมาก" นอนเนื่องอยู่ภายในจิตเราแน่นแฟ้น
แกะไม่ออก เทียบกับคำไทยว่า "สันดาน"
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6214


ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 25 มี.ค. 15, 10:20

          ในทางพุทธศาสนา วาสนามิใช่เรื่องดีนัก ว่ากันว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่ทรงละวาสนาได้
พร้อมทั้งกิเลสทั้งปวง พระอรหันต์นั้น ละได้แต่กิเลสเท่านั้น ไม่สามารถละวาสนาได้
          แต่ "วาสนา"ในความหมายไทยกลับเป็นเรื่องดี คือหมายถึง บุญบารมี บางทีพูดคู่กันว่า "บุญวาสนา"
มีเรื่องเล่าในแวดวงผู้ศึกษาพระพุทธศาสนาอยู่ 2 เรื่อง แสดงถึงอิทธิพลของวาสนา

            เรื่องแรก พระปิลินทวัจฉะ เป็นพระอรหันต์แต่มีคำพูดติดปากว่า "วสลิ"(ไอ้ถ่อย) พบใครจะถามว่า
"ไปไหนมา, สบายดีหรือ ไอ้ถ่อย" อย่างนี้เสมอ คำพูดถึงจะฟังดูหยาบแต่จิตใจท่านมิได้หยาบไปด้วย ท่าน
พูดด้วยจิตเมตตา เป็นคำพูด "ติดปาก"ท่าน แก้ไม่หาย ชาวบ้านรู้ก็ไม่ถือสา ยกให้ท่าน ทางศาสนาเรียกว่า
ท่านเป็น "ปาปมุต" (คนเขาไม่ถือกัน)....

            อีกเรื่องหนึ่ง พระสารีบุตรอัครสาวก ว่ากันว่าท่านมีอารมณ์ศิลปิน หรือพูดแบบชาวบ้านก็ว่าท่านมี
อารมณ์โรแมนติค คือเวลาท่านพบสถานที่สวยงาม ท่านคล้ายจะ "ลืมตัว" ไปพักหนึ่ง
            วันหนึ่งท่านเดินทางผ่านป่าแห่งหนึ่ง พร้อมภิกษุจำนวนมาก เห็นลำธารใส ไหลเย็น ผ่านโขดหิน
กลางป่าเขาลำเนาไพรอันร่มรื่น ท่านกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6214


ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 25 มี.ค. 15, 10:24

        พระสงฆ์ที่ติดตามเห็นเช่นนั้นไม่กล้าพูดแต่นึกตำหนิในใจว่า พระอัครสาวกผู้ใหญ่อะไร ทำไมทำอย่างนี้
ไม่เหมาะสมเลย
         เมื่อไปเฝ้าพระพุทธเจ้าในเวลาต่อมา พระพุทธองค์ทรงทราบว่าพระภิกษุเหล่านั้นคิดอะไรอยู่ จึงตรัสว่า

             "ภิกษุทั้งหลาย เราทราบว่าเธอคิดอย่างไรกับสารีบุตร สารีบุตรทำอย่างนั้น มิใช่เพราะ "ติด" ใน
ความสุนทรีย์ของบรรยากาศแห่งภูมิประเทศที่เธอพบเห็นดอก หากแต่เป็น "วาสนา" ของเธอ"
          พระพุทธองค์ตรัสเล่าให้ภิกษุทั้งหลายฟังว่า ในอดีตกาลอันไกลโพ้น พระสารีบุตรเคยเกิดเป็นลิง
ติดต่อกันหลายร้อยหลายพันชาติ มาชาตินี้จึงติด "วาสนา" ของลิงมา คือชอบโลดเต้นเมื่อดีใจ

         เรื่องอย่างนี้มีบันทึกไว้ในคัมภีร์ทางศาสนา(ไม่มีในพระไตรปิฎก แต่มีในหนังสือระดับอรรถกถา) ถึงจะ
เป็นคัมภีร์รุ่นหลังพระไตรปิฎก ก็ฟังๆ ไว้ไม่เสียหลาย ปุถุชนคนกิเลสหนาอย่างเราท่าน ภูมิปัญญาหรือความ
สามารถยังห่างไกลเกินกว่าจะชี้ว่า เรื่องนี้จริงหรือไม่ เป็นไปได้หรือไม่ จริงไหมครับ
          เรื่องอย่างนี้เป็นวิบากแห่งกรรมที่ทำสืบเนื่องยาวนานจน "ติด"ตัวไม่รู้กี่อสงไขยกัปแกะไม่ออก แม้ว่า
กิเลสตัณหาจะละได้ดังกรณีพระอรหันต์ แต่ "สิ่ง"ที่ว่านี้กลับละไม่ได้ ยกเว้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น
           เพราะฉะนั้นบางคนจึงมี "วาสนา"แปลกๆ แก้ไม่หาย ดังพระปิลินทวัจฉะ พระสารีบุตร เป็นต้น
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10875



ความคิดเห็นที่ 23  เมื่อ 25 มี.ค. 15, 10:34

ความหมายของ "วาสนา" ในภาษาสันสกฤตมีมากหลายนัก แต่ที่ตรงกับอาจารย์เสฐียรพงษ์ว่าไว้คงเป็นความหมายแรก  ยิงฟันยิ้ม

จาก พจนานุกรมสันสกฤต-อังกฤษ


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10875



ความคิดเห็นที่ 24  เมื่อ 25 มี.ค. 15, 11:06

ขออนุญาตเข้าซอยภาษาประเดี๋ยว

ภาษาเป็นเพียงข้อตกลงในสังคมว่าคำเรียกนั้น ๆ หมายถึงสิ่งนั้น ๆ มีหลายคำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤตซึ่งมีความหมายเดิมอย่างหนึ่ง แต่เมื่อไทยเรารับมาใช้ความหมายกลายเป็นอย่างอื่น ซึ่งอาจตรงข้ามกันทีเดียว ที่นึกออกตอนนี้คือคำว่า "อาวุโส"

อาวุโส “ผู้มีอายุ” เป็นคำเรียก หรือทักทาย ที่ภิกษุผู้แก่พรรษาใช้ร้องเรียกภิกษุผู้อ่อนพรรษากว่า (ภิกษุผู้ใหญ่ร้องเรียกภิกษุผู้น้อย) หรือภิกษุร้องเรียกคฤหัสถ์ คู่กับคำ ภนฺเต ซึ่งภิกษุผู้อ่อนกว่าใช้ร้องเรียกภิกษุผู้แก่กว่า หรือคฤหัสถ์ร้องเรียกภิกษุ; ในภาษาไทย มักใช้เพี้ยนไปในทางตรงข้าม หมายถึง เก่ากว่า หรือแก่กว่าในวงงาน กิจการ หรือความเป็นสมาชิก

จาก พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ออกจากซอยภาษาแล้ว ขอเชิญสัมมนาว่าด้วยเรื่อง "ระลึกชาติ" กันต่อ   ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
samun007
องคต
*****
ตอบ: 433


ความคิดเห็นที่ 25  เมื่อ 25 มี.ค. 15, 13:36

       พระสงฆ์ที่ติดตามเห็นเช่นนั้นไม่กล้าพูดแต่นึกตำหนิในใจว่า พระอัครสาวกผู้ใหญ่อะไร ทำไมทำอย่างนี้
ไม่เหมาะสมเลย
         เมื่อไปเฝ้าพระพุทธเจ้าในเวลาต่อมา พระพุทธองค์ทรงทราบว่าพระภิกษุเหล่านั้นคิดอะไรอยู่ จึงตรัสว่า

             "ภิกษุทั้งหลาย เราทราบว่าเธอคิดอย่างไรกับสารีบุตร สารีบุตรทำอย่างนั้น มิใช่เพราะ "ติด" ใน
ความสุนทรีย์ของบรรยากาศแห่งภูมิประเทศที่เธอพบเห็นดอก หากแต่เป็น "วาสนา" ของเธอ"
          พระพุทธองค์ตรัสเล่าให้ภิกษุทั้งหลายฟังว่า ในอดีตกาลอันไกลโพ้น พระสารีบุตรเคยเกิดเป็นลิง
ติดต่อกันหลายร้อยหลายพันชาติ มาชาตินี้จึงติด "วาสนา" ของลิงมา คือชอบโลดเต้นเมื่อดีใจ

         เรื่องอย่างนี้มีบันทึกไว้ในคัมภีร์ทางศาสนา(ไม่มีในพระไตรปิฎก แต่มีในหนังสือระดับอรรถกถา) ถึงจะ
เป็นคัมภีร์รุ่นหลังพระไตรปิฎก ก็ฟังๆ ไว้ไม่เสียหลาย ปุถุชนคนกิเลสหนาอย่างเราท่าน ภูมิปัญญาหรือความ
สามารถยังห่างไกลเกินกว่าจะชี้ว่า เรื่องนี้จริงหรือไม่ เป็นไปได้หรือไม่ จริงไหมครับ
          เรื่องอย่างนี้เป็นวิบากแห่งกรรมที่ทำสืบเนื่องยาวนานจน "ติด"ตัวไม่รู้กี่อสงไขยกัปแกะไม่ออก แม้ว่า
กิเลสตัณหาจะละได้ดังกรณีพระอรหันต์ แต่ "สิ่ง"ที่ว่านี้กลับละไม่ได้ ยกเว้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น
           เพราะฉะนั้นบางคนจึงมี "วาสนา"แปลกๆ แก้ไม่หาย ดังพระปิลินทวัจฉะ พระสารีบุตร เป็นต้น


ถ้าแปลให้ฟังง่าย ๆ   "วาสนา"  ก็คือนิสัยเดิมนั่นล่ะครับ พระอรหันต์ท่านละกิเลส แต่นิสัยเดิมไม่ได้ละ ปุถุชนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่าพระอรหันต์เป็นหัวหลักหัวตอ จริง ๆ แล้วท่านก็รับรู้อารมณ์ต่าง ๆ นะครับ แต่รู้แล้วละทันที ไม่ได้ปรุงแต่งต่อ เหมือนที่เขาใช้คำว่า สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่าได้ยิน

นอกจากสององค์ข้างบนแล้ว ยังมีอีกองค์หนึ่ง ที่เป็นนักรบเก่า ถึงจะบรรลุอรหันต์แล้ว แต่ก็ชอบเล่นสมมติตีเมืองเป็นปกติ

บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 11090


ความคิดเห็นที่ 26  เมื่อ 26 มี.ค. 15, 05:13

หลวงตาบัว หรือที่คนรุ่นผมจะเรียกว่าท่านอาจารย์มหาบัวนั้น ท่านด่าคนเก่งมาก บางครั้งก็ด่าเอาแรงๆด้วย ท่านว่านิสัยนี้เป็นวาสนาของท่าน ท่านด่าไปตามเหตุ จบแล้วจบกัน ท่านไม่นำมาเป็นอารมณ์
(อารมณ์ภาษาพระแปลว่าสิ่งที่จิตไปกระทบเข้า ไม่ใช่กิริยาของจิตที่ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า emotion )
บันทึกการเข้า
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1608



ความคิดเห็นที่ 27  เมื่อ 26 มี.ค. 15, 23:26

อันนี้ขอแทรกนิดหน่อย เพราะมันเกิดกับคนใกล้ตัว

คือ ข้าพเจ้าเรียนปริญญาเอกที่หนานจิง วันหนึ่งมีน้องผู้หญิงมาเรียนต่อเหมือนกัน เจอหน้าข้าพเจ้าก็อึ้ง...ไปพักใหญ่ ไม่พูดไม่จา มองหน้าตะลึง

ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบ นึกว่าน้องเขาตกใจว่าเราหล่อมาก เลยอึ้ง เลยไม่ได้ติดใจอะไร ภายหลังเริ่มสนิทกัน คุยกันมากขึ้น วันหนึ่งข้าพเจ้าอวดภาพบ้านของข้าพเจ้าให้ดู เป็นบ้านเก่าในต่างจังหวัด ตกทอดเป็นร้อยปี รวมไปถึงรูปถ่ายบรรพบุรุษที่มี น้องเขาหน้าซีด

หลังจากนั้นน้องเขาเลยบอกว่า ขอหนูเล่าอะไรสักเรื่อง พี่อย่าว่าหนูบ้านะ

น้องเขาเลยเล่าให้ฟังว่า...

"เจอหน้าพี่ครั้งแรกกลัวมาก เพราะตรงกับผู้ชายที่เคยเจอในฝัน เป็นผู้ชายสมัยก่อน แต่งตัวแบบสมัยราชกาลที่ห้า ขับรถมา หนูจำได้ว่าในฝันหนูรอผู้ชายคนนี้ แล้วก็มีผู้หญิงอีกสามสี่คน ยืนหมั่นไส้อยู่ข้างหลัง

ในฝันหนูจำได้ว่ารักคนนี้มาก ฝันมาเรื่อยๆ แล้วบางทีก็ฝันเห็นตัวเองร้องห่มร้องไห้ ร้องเพราะผู้ชายคนนี้ ในฝันว่าเจอหน้ากันไม่ขอรักกันเป็นเนื้อคู่กันแล้ว ฯลฯ"

ภายหลังจากเจอข้าพเจ้า เป็นผู้ชายในฝันพอดีเป๊ะ... เห็นปุ๊บก็นึกถึงคนในฝันเลย แถมเป็นคนอีสานเหมือนกันอีก น้องเขาเลยกลัวมาก

หลังๆ เลยไปทำบุญกัน แล้วอธิฐานว่า อดีตถ้าเคยมีร่วมกันจริงๆแล้ว - อย่าได้ผูกเวรกันเลย

อันนี้ตัวเองฟังแล้วขนลุกนิดหน่อย เพราะว่าตัวเองก็เคยฝันว่าเป็นผู้ชายคนหนึ่ง อยู่ในบ้านตัวเองนั้นแหละ...และมีภรรยาหลายคน

ภายหลัง เป็นเรื่องของเพื่อนคนหนึ่ง นั่งปฏิบัติธรรม เห็นตัวเองเป็นนางในเขมร เล่นอาคมกับกษัตริย์ มีชู้ โน้นนั้นนี้ ตอนแรกก็คิดว่าตัวเองคงจิตฟุ้งซ่าน เลยไม่อะไรมาก เล่าสู่กันฟังขำๆ

ภายหลังด้วยเธอเป็นนักธุรกิจสาวสวยไฟแรง จะไปติดต่องานกับประธานบริษัทหนุ่มคนหนึ่ง เปิดประตูเจอหน้าประธาน เธอตะลึง ภาพในนิมิตกลับมาครบถ้วน

เธอหนีออกจากตึกเลย ไม่ดิวงานแล้ว...

ผ่านไปสามปี... เชื่อหรือไม่ ชายคนนั้นตามแอดเฟสบุ๊คเธอ บอกว่าพยายามติดต่อเธอมานานตั้งแต่วันที่เจอกัน แต่เจอเธอเธอก็หนี และไม่ยอมคุย

ชายคนนั้นเล่าว่า เขาฝันเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นสนมเอกของเขา เขาเป็นกษัตริย์ ทำอาคม มีชู้ ฯลฯ เขาแค้นมาก แต่ก็รักมาก ตอนนี้ก็ยังตามคิดถึงอยู่ โดยเขาไม่รู้ว่าคนๆนั้นเป็นใคร แต่ฝังอยู่ในใจ

ภายหลังเขาไปประเทศเพื่อนบ้าน มีคนเอาของมาขายให้เขา เป็นพระขรรถ์เล่มน้อย ประดับอัญมณีสวยมาก กับสังข์เวียนขวา พอเขาจับเขาก็เห็นภาพทุกอย่างประหนึ่งภาพฉาย

เขากลัวแต่ก็มีความรู้สึกว่าทิ้งของตรงนี้ไม่ได้ เลยซื้อมาด้วยราคาอันสูง

ภายหลังมีคนบอกว่า นี้คือของทำอาคมในชาติปางบรรพ์ ซึ่งทำหน้าที่อยู่ และจะตามติดไปทุกภพจนกว่าจะอโหสิกรรมกัน

จนเขามาเจอเธอ และตอนนี้ก็ตามพบกันแล้ว เขาบอกว่า ตั้งแต่วันที่เห็นหน้าก็นึกถึงทุกวัน แต่ว่าไม่ได้โกรธเกลียด จะมาขอให้อโหสิกรรมต่อกันและไม่ผูกพัน

ฝ่ายเพื่อนก็กลัวถึงขีดสุด เพราะเธอไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังนอกจากคนใกล้ตัว และสะพรึงยิ่งกว่าเมื่อเขาส่งรูปของที่ขุดพบมา

เธอบอกว่าเธอจะปฏิบัติธรรมยิ่งขึ้น และขออโหสิกรรมต่อกัน

ทั้งหมดที่เล่ายิ่งกว่านิยาย แต่คือเรื่องจริง

อันนี้มานอกเรื่อง ไร้สาระไปหน่อย แต่เอาเป็นว่าเป็นประสบการณ์ตรง






บันทึกการเข้า
ทิพยุทธ
อสุรผัด
*
ตอบ: 26


ความคิดเห็นที่ 28  เมื่อ 27 มี.ค. 15, 00:39

ขออนุญาติแทรกเข้ามาอีกคนนะครับ ผมเป็นสมาชิกใหม่ ชอบบ้านวิชาการหลังนี้มากครับ มีทั้งสาระความรู้และก็มีแง่มุมอื่นๆให้อ่านด้วย

เป็นไปได้ไหมครับที่เรื่องการกลับชาติมาเกิด อาจเกิดจากการที่ดวงวิญญาณหนึ่งซึ่งเป็นจิตที่เพิ่งออกจากร่าง เดินทางสวนกับจิตวิญญาณหนึ่งซึ่งกำลังมาจุติลงในร่าง

จิตที่เพิ่งออกจากร่างอาจนำพาความห่วงหาอาวรณ์ในชาตินี้ไปด้วย ส่วนอีกจิตวิญญาณหนึ่งใสสะอาดพร้อมเผชิญกับสิ่งใหม่ๆในโลกจึงรับเอาความห่วงของจิตที่เพิ่งออกจากร่างมา

ทำให้มีความทรงจำในอดีตชัดเจนในอดีตแค่ช่วงหนึ่งแล้วก็ค่อยๆหายไป อีกอย่างในทางพุทธศาสนาต้องบำเพ็ญหลายภพชาติกว่าจะได้กลับมาเป็นมนุษย์อีกที ไม่น่าเป็นไปได้ที่จะตาย
แล้วได้กลับมาเกิดในทันที

อันนี้กรณีเช่นของเจ้าหนูไรอัน ส่วนในกรณีแบบถ้าย้อนไปนานๆคงเป็นแบบจิตวิญญาณนั้นยังคงวนเวียนอยู่ยังไม่ถึงเวลาหมดกรรมในชาตินี้ เลยรอส่งต่อผลกรรมให้แด่ดวงวิญญาณที่จะเกิดมาในชาตินี้ ดวงวิญญาณนั้นจึงจุติมาเพื่อทำให้จิตวิญญาณบริสุทธิ์ในชาตินี้ ชาติหน้าจะได้เกิดมาเป็นดวงวิญญาณที่บริสุทธิ์
ส่วนดวงวิญญาณที่มาจุติอย่างบริสุทธิ์ในชาตินี้ มีหน้าที่ขัดเกลาให้จิตวิญญาณให้บริสุทธิ์ขึ้นในชาตินี้เพื่อได้พบนิพพานในชาติหน้าก็เป็นได้ครับ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31115

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 29  เมื่อ 27 มี.ค. 15, 09:19

ตัวอย่างที่คุณหาญบิงยกมา  มันเป๊ะในเนื้อหา ราวกับนวนิยายย้อนภพระลึกชาติเลยทีเดียว   น่าทึ่งมาก
ถ้าหากว่าน้องคนนั้นกับคุณเคยผูกพันกันมาในชาติภพก่อน   ก็แปลว่าชาติก่อนคุณก็ต้องหน้าตาอย่างชาตินี้     ถ้าหากว่าคุณเกิดมามีหน้าตาเหมือนคุณพ่อหรือคุณแม่ของคุณ  ก็ทำให้คิดต่อไปว่าในชาติก่อนคุณพ่อคุณแม่ของคุณก็ต้องไปเกิดเป็นพ่อแม่ในชาติก่อน หน้าตาเหมือนชาตินี้ด้วย   ลูกชายถึงจะหน้าตาเหมือนกันทั้ง 2 ชาติได้
ยิ่งคิดยิ่งงง ในสมมุติฐานของตัวเอง   คุณหาญบิงก็คงงงเหมือนกัน    เห็นจะต้องยกให้ท่านอื่นอธิบายและตีความนะคะ

ไหนๆคุยกันมาจนหลายท่านหลวมตัวเล่าอะไรต่อมิอะไรออกมาหลายอย่างเกี่ยวกับตัวเอง     ก็จะขอแย้มพรายว่ามีใครบางคนในเรือนนี้ ตอนเด็กๆ ระลึกชาติได้  แต่เดี๋ยวนี้จางไปมากเกือบไม่รู้สึกแล้ว
เจ้าตัวจำชื่อเสียงเรียงนามไม่ได้ว่าเคยเกิดเป็นใคร  ไม่เหมือนพ่อหนูไรอัน  แต่จำสถานที่ บ้าน และสภาพแวดล้อมได้    พอจะบอกอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับตัวเองได้
เพราะงั้นหมอดูตาทิพย์นั่งญาณทั้งหลายอย่ามาบอกใครคนนั้นเชียวว่า เคยเกิดเป็นใครสมัยอยุธยาหรือรัตนโกสินทร์  หรือแม้แต่สมัยสุโขทัย หรือน่านเจ้า   ไม่ได้แอ้มค่าสะเดาะเคราะห์ทำบุญหรอกนะ จะบอกให้
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.045 วินาที กับ 19 คำสั่ง