เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
อ่าน: 5098 มาเตือนให้เหล่าท่านผู้อาวุโสเรือนไทยระวังไว้ แท็กซี่รมยากลับมาแล้ว
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1286


 เมื่อ 13 ก.พ. 15, 01:56

กลับมาอีกครั้งครับกับแท็กซี่รมยา  ข่าวแนวนี้ที่มีมาทุกปี คนขับแท็กซี่ผู้มีจุดมุ่งหมายไม่ดี ใช้ยาสลบรมให้ผู้โดยสารหมดสติ แต่เหยื่อใช้ปฏิภาณไหวพริบท่ามกลางความงุนงงและสติสัมปชัญญะที่ริบหรี่ เอาตัวรอดมาได้


วันนี้ข่าวดังนี้กลับมาอีกแล้ว จากเหยื่อพยาบาลสาวสวย ที่ใช้ไหวพริบ ทั้งการ line ทะเบียนรถแท็กซี่ไว้ แกล้งโทรศัพท์บอกเพื่อนว่าขณะนั้นอยู่ไหน จนสุดท้ายลงจากรถได้อย่างปลอดภัย ปล่อยให้คนขับแท็กซี่เจ้าเล่ห์หัวฟัดหัวเหวี่ยงไป  สาวเจ้าเล่าวิธีการเอาตัวรอดไว้ได้อย่างน่าสนใจตามคลิปนี้ครับ




ในคลิปยังมีอาจารย์ขาประจำคนเดิม  ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ขาประจำ ออกมาให้ข้อมูลว่ายารมให้สลบแบบนั้นมันไม่มี น่าจะเพราะเมารถ เมาแกส หรือแม้แต่เมาคาร์บอนมอนอกไซด์ จนโดนผู้รู้และผู้มีประสบการณ์ตรงที่รอดพ้นจากแท็กซี่รมยาแนวนี้ออกมาก่นด่าทั้งในเว็บและในคลิปจนน่วม โทษฐานบังอาจออกมาแย้งความเชื่อของสังคมไทย ก็คนโดนรมมีมากมายมีข่าวทุกปี ไหงมายืนยันว่ายาสลบแบบนั้นมันไม่มี


ในฐานะที่เป็นศิษย์เรือนไทย  เห็นเหล่าผู้อาวุโสในเรือนไทยแต่ละท่านไม่เพียงมีคุณวุฒิ แต่วัยวุฒิก็มากด้วยเช่นกัน เกิดไปเผลอไผลขึ้นแท็กซี่แล้วโดนรมยา กลัวว่าจะส่ง line ทะเบียนรถ หรือโทรบอกคนที่บ้านไม่ทัน อาจจะตกเป็นเหยื่อแท็กซี่โฉดได้  และนอกจากแท็กซี่รมยาแล้ว  ยังมีเหล่ามิจฉาชีพพร้อมยาป้าย ที่พร้อมจะเอายาป้ายเหยื่อให้หมดเบลอ ถอดสร้อยถอดทอง หรือแม้แต่เดินไปกดเอทีเอ็มยกเงินให้มิจฉาชีพอีก สังคมไทยช่างอันตรายยิ่งนัก


ในเรือนไทยเราก็มีหมอๆ ที่เปิดตัวมาแล้วหลายท่าน  น่าจะให้คำแนะนำวิธีเอาตัวรอดได้  จึงขอเชิญแต่ละท่านมาร่วมให้ความรู้ และร่วมเกาะกระแสเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างครับ  
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1286


ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 13 ก.พ. 15, 02:10

นอกจากข่าวในคลิปแล้ว ยังมีข่าวที่เภสัชกรระดับรองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เคยออกมาเตือนด้วย ว่าอาจจะเป็นสารคลอโรฟอร์มก็ได้  นี่ขนาดผู้มีความรู้ระดับ อย. ยังออกมาเตือน ไม่รู้ว่าอาจารย์เจษฯ แกจะเถียงไปทำไม


อย.เตือนแท็กซี่มอมยาชิงทรัพย์ อาจเป็นสาร “อีเทอร์” หรือ “คลอโรฟอร์ม” ระบุได้รับสารแล้วในระยะสั้นยังไม่ทำให้ถึงกับสลบ แต่จะเกิดอาการวิงเวียน มึนงง ให้รีบเปิดหน้าต่าง แล้วหาทางลงจากรถโดยเร็วที่สุดก่อนตกเป็นเหยื่อ

แท็กซี่มอมยาระบาดอีก! อย.เตือนหากวิงเวียนมึนงง รีบเปิดหน้าต่างด่วน

        ภก.ประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวถึงกรณีข่าวคนขับรถแท็กซี่มอมยาผู้โดยสาร เพื่อชิงทรัพย์และกระทำมิดีมิร้าย โดยทำทีเป็นเปิดวิทยุ หรือเปิดพัดลมแอร์ เพื่อพัดให้สารเคมีไปทางผู้โดยสาร ขณะที่ตัวเองลดหน้าต่างลงเล็กน้อย จนเหยื่อมีอาการใจเต้นแรง มึนงง และสับสน ว่า กรณีนี้สารที่ใช้คาดว่าเป็นสารอีเทอร์ หรือสารคลอโรฟอร์ม ซึ่งเป็นตัวทำละลายที่ใช้ในห้องแล็บ เพื่อสกัดหาสารหรือส่วนประกอบต่างๆ เช่น ยา เป็นต้น โดยสารเคมีตัวนี้จะอยู่ในรูปของน้ำใสๆ มีกลิ่นฉุน หากดมนานๆ จะทำให้เกิดอาการสลบได้ แต่จะใช้ระยะเวลาในการสูดดมค่อนข้างนาน ซึ่งสารตัวนี้ทางการแพทย์ไม่นิยมใช้แล้ว เนื่องจากเป็นอันตรายสูง และควบคุมปริมาณการใช้ได้ยาก ประกอบกับมีสารตัวอื่นที่ดีกว่า
      
       ภก.ประพนธ์ กล่าวอีกว่า หากผู้โดยสารนั่งรถแล้วเห็นแท็กซี่มีการกระทำดังกล่าวคือปล่อยสารระเหย แล้วเกิดอาการวิงเวียน หายใจไม่สะดวก มึน เบลอ ให้รีบเปิดหน้าต่างรถเพื่อระบายสารออกทันที แล้วหาโอกาสลงจากรถให้เร็วที่สุด อย่าตกใจเพราะสารตัวนี้เมื่อได้รับเข้าไปแล้วไม่ทำให้สลบในทันที ยังมีโอกาสในการระบายสารนี้ออกไปนอกรถ เพื่อให้ร่างกายรับสารตัวนี้น้อยที่สุด นอกจากนี้ การใช้สารดังกล่าวยังควบคุมปริมาณการใช้ได้ยาก ปริมาณที่คนขับนำมาใช้ไม่น่าจะทำให้สลบ และต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะมีอาการ เพราะหากนำใช้สารตัวนี้มาครอบจมูกยังต้องใช้เวลากว่าที่จะสลบ


http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9560000135471


เห็นอย่างนี้แล้วดูท่าหาทางหนีทุนดีกว่า สังคมไทยมันน่ากลัวจริงๆ  ไม่กล้ากลับไปอยู่แล้ว ร้องไห้  ร้องไห้  ร้องไห้  
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1286


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 13 ก.พ. 15, 04:25

ใน pantip เคยมีคุณหมอท่านหนึ่ง มาตั้งกระทู้บอกเล่าถึงความเป็นไปได้ ของยาพ่นยาป้ายพวกนี้ไว้ ตั้งแต่ปี 2552  ซึ่งแม้แต่ในกระทู้ที่ตั้งไว้ ก็ยังมีคนที่ใช้ความเชื่ออีกเยอะ  ผ่านไปหกปีกว่า  ความเชื่อเรื่องยาเหล่านี้ก็ยังฝังแน่น และคงจะอยู่คู่สังคมไทยและแท็กซี่ไทยตลอดไป  ยิงฟันยิ้ม  ยิงฟันยิ้ม   ลังเล  ลังเล  ร้องไห้  ร้องไห้


http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2009/09/X8342569/X8342569.html


ปล. บางคนอาจเถียงได้ว่า ก็ผ่านไปตั้งหกปีแล้ว แท็กซี่ไทยอาจพัฒนาตัวยาใหม่ที่คุณหมอในกระทู้ไม่รู้จักก็ได้  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
Kunlamata
พาลี
****
ตอบ: 226


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 13 ก.พ. 15, 14:07

ดิฉันก็เป็นคนหนึ่งที่ใช้บริการแท๊กซี่บ่อยๆ ขอบพระคุณอาจารย์ประกอบที่ให้ข้อมูลภัยสังคมกลุ่มนี้
คงจะต้องระมัดระวังตัวมากขึ้นค่ะ
บันทึกการเข้า
นางมารน้อย
พาลี
****
ตอบ: 297


ทำงานแล้วค่ะ


ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 13 ก.พ. 15, 16:32

ว่าแต่สรุปกันแบบฟันธงให้ทีได้ไหมเจ้าคะคุณประกอบเทพ ในฐานะที่คุณประกอบเทพแอบขับแท็กซี่ตามหารักแท้มาช้านาน(ไม่รู้ว่าเจอรึยัง) ว่าตกลงมันใช่หรือมั่วชัวร์หรือหลอกคะไอ้การรมยา ป้ายยา แบบเขาว่าๆกันมานี่ ใจอิฉันล่ะไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าไรนักหรอกค่ะ เพราะเคยอ่านที่คุณหมอหลายๆท่านอธิบายไว้ แต่ก็นะ กระแสสังคมพาสับสนจริงๆ รูดซิบปาก รูดซิบปาก ร้องไห้
บันทึกการเข้า

สวัสดีทุกๆท่านค่ะ
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30982

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 13 ก.พ. 15, 16:56

นศ.ของดิฉันเคยโดนเข้ากับตัวเอง  มาเล่าปากคอสั่นให้อาจารย์ฟัง ว่าจู่ๆก็มึนๆเบลอๆ  ไม่เป็นตัวของตัวเอง  แก๊งค์มิจฉาชีพสั่งให้ถอดสร้อยทองออกก็ถอดตามสั่ง   เหมือนไม่มีสติจะต้านทาน
เคยได้ยินว่ายาป้ายคือดอร์มิคุมชนิดน้ำ  มีความเป็นไปได้แค่ไหนคะ คุณหมอในเรือนไทย?
บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1286


ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 13 ก.พ. 15, 17:05

แห่ะๆ เห็นคุณ Kunlamata มาตอบ ก็ชักกลัวว่าจะทำเป็นเล่นมากไป เดี๋ยวใครในเรือนไทยเชื่อเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา จะคอยระแวงเวลาขึ้นแท็กซี่ซะหมด  จะขอจับผิดเรื่องราวที่สาวสวยคนนี้เล่ามาให้ฟังด้วยหลักเหตุและผลง่ายๆ ละกันนะครับ

อย่างแรกที่คนสงสัยคือ ไอ้ยาที่พ่นหรือรมให้สลบบน แท็กซี่หนะมันมีจริงมั๊ย


ผมไม่ใช่หมอ แต่เป็นแท็กซี่สมัครเล่น ความรู้ความคิดจำกัด แต่เท่าที่อ่านหรือรับทราบมา ไอ้ยาที่พ่นให้คนสลบได้ในลักษณะนี้ โดยที่ตัวผู้พ่นไม่ต้องระวัง ไม่ต้องใส่หน้ากาก อยู่ในห้องปิดเช่นในห้องโดยสารรถเช่นเดียวกับเหยื่อ แต่ผู้พ่นมีภูมิต้านทานไม่สลบ มันยังไม่มีครับ ถ้ามันมีจริงๆ โลกคงต้องรับรู้แล้วและคงถูกใช้อย่างแพร่หลายกว่านี้มากแน่ๆ  ผมคนหนึ่งหละอาจจะหาไว้ล่าเหยื่อสาวๆ ก็ได้


ยาสลบเป็นยาอันตราย ปัจจุบันต้องเป็นวิสัญญีแพทย์ถึงจะคำนวณปริมาณที่เหมาะสมต่อการใช้ได้  พลาดนิดเดียวหลับไม่ตื่นฟื้นไม่มี  ถ้ามียาประเภทนี้ถูกใช้ในแท็กซี่โดยคนขับที่ไม่ได้มีความรู้เฉพาะทางได้  ป่านนี้น่าจะมีเหยื่อที่ตายด้วยยานี้เป็นจำนวนมาก แต่ปัจจุบันถามว่าเราได้ข่าวผู้โดยสารตายบนแท็กซี่มากเท่าไหร่กัน หรือผู้โดยสารที่สลบถูกนำไปทิ้งไว้ข้างทาง  แทบไม่มีเลย ผมไม่เคยได้ยินด้วยซว้ำ จากแท็กซี่วิ่งหลายหมื่นคันในกรุงเทพ  ผู้โดยสารนับแสนคนต่อวัน กรณีเหล่านี้แทบไม่เกิดขึ้นเลยทั้งๆ ที่แท็กซี่ไทยไม่ได้มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงเท่าไหร่


เอาเป็นว่ามีแท็กซี่ที่รู้วิธีใช้ยาพ่นแค่ร้อยคันในประเทศจากหลายหมื่น แต่ละคันรับผู้โดยสารวันละ 5 คน วันหนึ่งจะมีว่าที่เหยื่อถึง 500 คน ถ้าอัตราก่ออาชญากรรมแค่ 1% หรือ 5 ราย เราน่าจะได้ยินข่าวพวกนี้ทุกวัน


แถมถ้ายาพวกนี้มีจริง ไฉนจึงถูกใช้แค่ในแท็กซี่ ทั้งที่เป็นยาที่มีศักยภาพในการใช้ก่ออาชญากรรมได้สูง น่าจะถูกใช้ในแวดวงอื่นๆ ด้วย ทั้งสำหรับเสือผู้หญิง ฆาตกรรม ย่องเบา ก่อการร้าย ฯลฯ แต่กรณีเหล่านี้ไม่ได้ยินเลย   แถมตำรวจซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สุด ยังไม่เคยออกมายืนยันได้ว่ายาพวกนี้มี หรือมีคดีที่พิสูจน์ได้ว่ามาจากยาพวกนี้เลยซักคดี  น่าแปลกใจไหมครับ ทำไมของที่มีศักยภาพขนาดนี้ ถึงเป็นที่รู้จักและใช้แต่พวกขับแท็กซี่
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1286


ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 13 ก.พ. 15, 17:11

เดี๋ยวจะมาวิเคราะห์ต่อเรื่องยาป้ายนะครับ  แป๊บนึง

ต่อเรื่องยาพ่น  ข้อสันนิษฐานประการที่ 2 คือพ่นในรถแท็กซี่

การพ่นในแท็กซี่ เป็นระบบปิด อากาศจะหมุนเวียนอยู่ในรถนั่นเอง ยิ่งเปิดแอร์แรง อากาศก็วนแรง  สาวสวยคนนี้นั่งอยู่เบาะหลังซ้าย มีพนักพิงด้านหน้าบังแอร์ให้ชั้นหนึ่งแล้ว ระยะห่างจากแอร์ก็มากกว่าคนขับ ทำไมจึงกลายเป็นคนเดียวที่ได้รับยาโดยคนขับไม่เป็นไร  ยิ่งพ่นแอร์แรง คนขับยิ่งน่าจะได้รับยามาก จะบอกว่าลมแรงพ่นไปด้านหลังหมดก็ไม่ใช่  ยิ่งลมแรง อากาศก็วนไปทั่วแรงหมดนั่นแหละ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่เหยื่อจะเป็นคนเดียวที่ได้รับยา ยิ่งห้องโดยสารใหญ่ จะใช้ยาให้เหยื่อสลบได้ต้องมีปริมาณมาก ยิ่งไม่มีทางที่คนขับจะรอดโดยไม่พึ่งไอ้นี่


บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1286


ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 13 ก.พ. 15, 17:22

งั้นแล้วทำไมเหยื่อถึงมึนงง เหมือนจะหมดสติ ทั้งที่ไม่เคยเมารถ ขับรถเองตลอด??


ถ้าดูจากคลิปจะเห็นว่าเหยื่อมี smartphone ซึ่งไม่มีรายละเอียดว่าตั้งแต่ขึ้นรถไปเหยื่อทำอะไร อาจจะมัว line หรือใช้งานโทรศัพท์อยู่ก็ได้  ลองนึกถึงการอ่านหนังสือจอเล็กๆ บนรถที่กำลังเคลื่อนตัวนะครับ โอกาสที่จะเมารถมีมากไหม???   ยังไม่รวมการอ่อนเพลียมึนงงจากสาเหตุอื่นๆ ได้อีก เช่นเป็นวนนั้นของเดือน เพิ่งไปกินหรือดื่มอะไรมาที่อาจทำให้รู้สึกไม่สบาย อย่างเมื่อวานผมรับประทานข้าวขาหมูกับกระเทียมดิบมากไปหน่อย ยังเล่นเอาท้องร้อนทรมานเป็นชั่วโมงจากฤทธิ์กระเทียม   หรืออาการวิตกจริตจนถึงขั้นอุปาทานขึ้นมา จนเชื่อว่าตนโดนรมยาจริงๆ ซึ่งอุปาทานนี่ทำให้คนเราแสดงอาการอะไรได้มากมาย  เช่นพวกที่ไปสักแล้วองค์ลง  ลุกขึ้นร่ายรำตามงานพิธีไสยศาสตร์ หรือเด็กนักเรียนที่โดนผีเข้ากันทีเป็นสิบๆ คนในโรงเรียน ฯลฯ   ผมเชื่อว่าสมองของเราปรุงแต่งเรื่องราวจนส่งผลต่อร่างกายได้มากกว่าที่เราคิดครับ


ผมเชื่อว่าเหยื่อน่าจะเมาจาก 3 เหตุที่บอกไปข้างต้นมากกว่า คือเมารถ เมาแกส หรือเมา CO บวกกับอุปาทาน ทำให้รู้สึกว่าเป็นเยอะ จากเมานิดๆ เลยหมดแรงคลื่นไส้ไร้เรี่ยวแรงไปเลยมากกว่า


เหยื่อบอกว่าพอขอลง คนขับก็กระฟัดกระเฟียด แต่ก็ให้ลง ซึ่งก็เป็นไปได้ครับ  ว่ารถให้ไปส่งที่นึง จู่ๆ ขอลงกลางทาง รถติดรึเปล่าก็ไม่รู้ ผมเป็นคนขับอาจจะเซ็งๆ  ร้องในใจ อารายกันว้าาาาาา  คงไม่ใช่กระฟัดกระเฟียดเพราะเหยื่อไม่ทันสลบหรอก
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1286


ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 13 ก.พ. 15, 17:39

อีกเรื่องที่เป็นความเชื่อไม่แพ้กันคือยาป้าย ป้ายให้งงแล้วถอดทองให้เลย ผมได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆ จนถึงปัจจุบัน


ก็ต้องบอกอีกแหละครับว่า ยาที่มีศักยภาพในการก่ออาชญากรรมสูงขนาดนี้ ไหงถึงถูกเอามาใช้กับอาชญากรรมกระจอกๆ อย่างตกทองหรือหลอกให้กดเอทีเอ็ม  แทนที่จะไปใช้ก่อเหตุที่มันยิ่งใหญ่กว่าเช่นเอาไปป้ายผู้จัดการธนาคาร แล้วเข้าไปหอบเงินสดในตู้นิรภัยไม่ดีกว่ารึ   แถมตำรวจหรือองค์กรอาชญากรรมอื่นไม่เอามาใช้กัน  มันเป็นไปได้ยากครับ


เทคนิคการตกทองที่แท้จริงคือ การเข้าถึงตัวเหยื่อโดยเร็ว  ใช้ความโลภเข้าล่อ  ใส่เรื่องราวชักจูงให้เหยื่องงและคิดตามไม่ทัน  เพิ่มข้อจำกัดด้านเวลาทำให้เหยื่อไม่มีเวลาในการคิดพิจารณาหรือตรึกตรองก่อนตัดสินใจ  เพราะยิ่งให้เวลาเหยื่อคิดตามน้อยแค่ไหน โอกาสสำเร็จยิ่งมาก  แต่ถ้าให้เวลาเหยื่อคิดมาก โอกาสเหลวก็สูง  ดังนั้นเรื่องง่ายๆ ที่ไม่น่าจะหลอกคนได้ ในบางสถานการณ์สามารถใช้หลอกคนได้ครับ ถ้าคนคนนั้นไม่มีเวลาคิด

เทคนิคพวกนี้ไม่ได้ถูกใช้การพวกตกทองอย่างเดียว แม้แต่ประกัน ขายตรง ขายทัวร์ ขายแพ็กเกจต่างๆ  ต่างก็ใช้เทคนิคนี้  เช่น ซื้อตอนนี้รับฟรีโน่นนี่ ของใกล้จะหมดแล้ว ชิ้นสุดท้าย ซื้อก่อนสี่ทุ่มราคานี้ ฯลฯ  เทคนิคเดียวกันครับ ผมโดนหลอกออกบ่อย ขนาดนึกว่ารู้ทันแล้วยังโดนต้มได้เรื่อยๆ


เหยื่อที่ถูกหลอกลักษณะนี้ เวลาเล่าให้คนอื่นฟัง จะไม่บอกหรอกว่าอ๋อ ก็ตอนนั้นเซ่อเอง แต่อาจจะหาเหตุผลบางอย่างปลอบใจตัวเอง เช่นโดนป้ายยา เปลี่ยนสถานะจากคนโดนหลอกเป็นเหยื่อโดนยา เลยมึนๆ งงๆ  ซึ่งในสายตาคนทั่วไปมันดูน่าสงสารต่างกันมากครับ ผมไม่คิดว่าเหยื่องงเพราะยาป้าย แต่งงเพราะถูกชักจูงและถูกจำกัดเวลาในการคิดครับ


การถูกหลอกไม่ขึ้นกับการศึกษา ดร. หมอ  หรือแม้แต่ระดับรัฐมนตรีก็โดนหลอกได้  เมื่อใดก็ตามที่เราปล่อยให้ความเชื่อมีอิทธิพลเหนือเหตุผล  ไม่ยอมรับฟังความจริง โอกาสที่จะถูกหลอกก็สูงครับ กรณี GT200 น่าจะทำให้เห็นภาพได้ว่า พลังของอุปาทาน  การขาดความรู้ความเข้าใจรวมทั้งไม่ยอมรู้และเข้าใจ การมีผลประโยชน์แอบแฝง และอัตตาของคน สร้างความเสียหายได้มากเพียงใด
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1286


ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 13 ก.พ. 15, 20:53

ยกข้อความและคลิปมาจาก fb ของ อ. เจษฎาครับ

ขอบพระคุณอาจารย์หมอจากวิสัญญีแพทยวิทยาลัย ที่ช่วยยืนยันว่า การเอาตัวยาสลบจริงๆที่ใช้ในการดมยา มาใช้มอมคนในรถแท็กซี่ด้วยจากการให้สูดดมนั้น ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะตัวยามีกลิ่นแรง-ผู้โดยสารต้องรู้ตัว และออกฤทธิ์ได้ยากเนื่องจากกระจายไปในอากาศ ต้องใช้ที่ครอบหน้าและให้ดมลึกๆ2-3นาที

คุณหมอยังระบุว่า อาการของผู้เสียหายคนนี้ ไม่น่าจะเป็นการมอมยา อาจเกิดจากการสูดดมก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ จากท่อไอเสียของรถแท็กซี่ ... เหมือนผมพูดเลยครับ


บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
suwat
อสุรผัด
*
ตอบ: 1


ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 14 ก.พ. 15, 19:07

เคยอ่านข่าวเรื่องยาป้ายมาตั้งแต่เด็ก ๆ  หลัง ๆ มานี้กลายเป็นยารมแทน (ห้องแลบของโจรอาจประสบความสำเร็จในการพัฒนายาป้ายตำรับโบราณให้เป็นก๊าซ?)

ส่วนตัวแล้วไม่เชื่อเรื่องนี้ แถมแอบภาวนาในใจว่าอยากเจอดูซักที (อยากพิสูจน์ด้วยตัวเองตามประสาเด็กสายวิทย์)

ที่ไม่เชื่อก็ด้วยเหตุผลง่าย ๆ เหมือนที่คุณประกอบวิเคราะห์ในกระทู้นี้ คือ ถ้ามันมีจริง คนขับก็ต้องสูดยาเข้าไปเหมือนเราสิ

แล้ววันหนึ่งก็เจออาการนี้เข้ากับตัวเองจริง ๆ

วันนั้นนั่ง BTS ไปลงที่จตุจักร แล้วต่อรถ taxi กลับบ้าน  พอนั่งไปซักพักก็เริ่มมีอาการแปลก ๆ คือเวียนหัว หายใจไม่ออก

เอาแล้วไง...

ตอนนั้นรีบสังเกตทั่วรถ  เก็บข้อมูลว่ามีอะไรผิดปรกติบ้าง กะว่าถ้ารอดมา จะได้ให้สัมภาษณ์นักข่าวละเอียด ๆ หน่อย

...คนขับ สองมือจับพวงมาลัยตามปรกติ
...ช่องแอร์ มีตัวการ์ตูนแบบมีใบพัดติดอยู่หน้าช่องแอร์ หรือว่ายาสลบจะอยู่ที่ตัวการ์ตูนหนอ?!

มองไปมองมารอบคันแล้ว อาการที่ว่าก็ยังไม่หาย เลยโทรไปหาคนที่บ้านซะหน่อย

...บอกว่าอีกไม่เกิน ๑๐ นาทีจะถึงบ้านแล้ว (เผื่อว่าถ้าหายไปนานกว่านี้ จะได้ออกตามหา)
...บอกว่าถ้าเห็น taxi สีชมพูหน้าบ้าน ให้เตรียมมาเปิดประตูให้หน่อย (ความจริงเปิดประตูบ้านเองได้  แต่อยากบอกลักษณะ taxi ให้คนที่บ้านรู้ไว้ กะว่าวางสายแล้วจะส่งทะเบียนรถไปทาง sms - สมัยนั้นยังไม่ใช้ line)

อาการเริ่มหนักขึ้น แถมยังรู้สึกว่าปลายนิ้วชานิด ๆ ด้วยแฮะ 
เหลือบไปมองคนขับ ก็ดูตั้งอกตั้งใจมองถนน ไม่มีอะไรผิดปรกติ
ตอนนั้นใกล้ถึงบ้านเต็มที และถนนก็ไม่เปลี่ยวด้วย  เลยคิดว่าเอาวะ เป็นไงเป็นกัน

และแล้วก็...ถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ

ลงจากรถมาได้ไม่ถึง ๑ นาที ได้สูดอากาศนอกรถ  อาการที่ว่าก็หายเป็นปรกติซะอย่างนั้น

เลยสรุปว่าน่าจะเมารถนั่นเอง เพราะวันนั้นขึ้น taxi แล้วไม่เจียมสังขาร  เปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาทำงานด้วย  (ตรงกับที่เจ้าของกระทู้วิเคราะห์ไว้เลย)

 ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า
hobo
พาลี
****
ตอบ: 324


ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 15 ก.พ. 15, 08:27

โดยมากจะเป็นเมารถ กับที่นึกกันไม่ถึงคือคาร์บอนมอนน๊อกไซด์ครับ เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ แล้ว taxi เมืองไทยแต่ละคัน หาสภาพดียากมากๆ ครับ อย่างหลังไม่มีสี ไม่มีกลิ่น บอกไม่ได้ว่ามากน้อยขนาดไหน เมื่อมันแย่งจับกับฮีโมโกบินแทนอ๊อกซิเจน ก็คือขาดอ๊อกซิเจนนั่นเอง
บันทึกการเข้า
นางมารน้อย
พาลี
****
ตอบ: 297


ทำงานแล้วค่ะ


ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 16 ก.พ. 15, 11:04

ขอบพระคุณคุณประกอบเทพในการให้ความกระจ่างเจ้าค่ะ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

สวัสดีทุกๆท่านค่ะ
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1286


ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 16 ก.พ. 15, 15:54

ฮิฮิ เห็นแว่บๆ ท่านอาจารย์ใหญ่ยังไม่เชื่อ แบบนี้ต้องรุกไล่  ยิงฟันยิ้ม  ยิงฟันยิ้ม


จริงๆ แล้วกรณีแท็กซี่พ่นยารมยา เป็นตำนานคนเมืองที่อยู่คู่สังคมไทยมาพักใหญ่แล้ว น่าจะตั้งแต่แท็กซี่เริ่มติดแอร์นั่นแหละ แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีคดีอาชญากรรมคดีไหนเลยที่พิสูจน์ได้ว่าใช้การพ่นยาให้สลบจริง ที่เห็นมีคือการใช้กำลังหรืออาวุธกันทั้งนั้น ทำให้หลักฐานเชิงประจักษณ์ของกรณีแท็กซี่พ่นยาไม่เคยมีเลยแม้แต่กรณีเดียว ไม่ต้องถึงกับคดีสิ้นสุดศาลตัดสิน แม้แค่ระดับพนักงานสอบสวนยังไม่มีให้ได้ยินเลย


หรือถ้ายานี้มีจริง ไม่มีประจักษ์พยานโดยตรง ก็น่าจะมีหลักฐานแวดล้อมอื่นๆ  เช่น การใช้ยาลักษณะนี้ควบคุมปริมาณยาก นอกจากเหยื่อที่รอด ก็ต้องมีเหยื่อที่ตายด้วยบ้าง ถ้าแท็กซี่ทำงานพลาด มีเหยื่อตาย ต้องมีการกำจัดศพ จะเอาไปทิ้งที่ไหนก็แล้วแต่  ย่อมต้องมีข่าวศพลึกลับที่ตายโดยไม่มีบาดแผล ถูกนำไปทิ้งตามที่ต่างๆ ข้างถนนบ้างป่าบ้าง  และถ้ามีกรณีแบบนี้ ก็พิสูจน์ไม่ยากว่าผู้ตายเพิ่งเลิกงานหรืออะไรก็ตาม ครั้งสุดท้ายถูกเห็นว่าขึ้นแท็กซี่  แต่กรณีแบบนี้เราก็ไม่ได้ยินอีก มีแต่คนถูกฆาตกรรมหรืออุบัติเหตุที่ถูกนำไปทิ้ง  และถ้ามีหนทางอื่นกำจัดศพ  เหยื่อแท็กซี่ส่วนใหญ่ไม่ใช่คนจร แต่มีญาติพี่น้อง จะต้องมีกรณีคนหายที่ญาติิกมาโวยว่าถูกพบเห็นครั้งสุดท้ายขึ้นแท็กซี่ไปจำนวนมาก


ถ้าไม่ถึงกับตาย เหยื่อแค่หมดสติ  หลังจากแท็กซี่ปลดทรัพย์หรืออะไรก็แล้วแต่ จะจัดการเหยื่ออย่างไร จะไปส่งบ้าน หรือเอาไปทิ้งให้นอนตามริมถนน หรือทิ้งไว้ตามโรงแรม  กรณีแบบนี้ย่อมต้องออกมาให้ข่าวให้ตามจับแท็กซี่ได้อีก แต่นี่ไม่มีอีกนั่นแหละ หรือเหยื่อถึงขนาดเสียความทรงจำด้วย?  ถ้าใช้ยาแบบเดียวกับที่หมอใช้วางยาก่อนผ่าตัด งั้นคนที่ถูกวางยาสลบก่อนเข้าห้องผ่าตัด ทำไมจำช่วงเวลาก่อนวางยาได้ แสดงว่ายานี้ต้องดีกว่ามาก


ยิ่งถ้าเป็นยาพวกที่ท่านอาจารย์ว่ามา การใช้มันยาก ต้องมีการผสมโน่นนี่วุ่นวาย  ที่หมอใช้ต้องให้คนไข้สูดไอระเหยผ่านหน้ากาก หรือไม่ก็ต้องให้กินเข้าไป ไม่ใชแค่สูดดมผ่านแอร์


ยิ่งถ้าเป่าแอร์แรงๆ พ่นไปด้านหลัง  แอร์ที่ถูกพ่นจะไม่ไปด้านหลังทั้งหมด ยิ่งแรงจะยิ่งกระจายเป็นวงกว้าง ไม่ใช่เป่าแรงแล้วไปด้านหลังทั้งหมด แต่มันจะกระจายแรงไปด้านข้างด้วย   และอากาศในรถอุณหภูมิไม่เท่ากันลมเย็นกับร้อนในรถจะทำให้กระแสอากาศหมุนวน ดังนั้นสุดท้ายมันจะกระจายไปทั่วรถ ถ้าใครไม่เชื่อลองพ่นแป้งหรือควันธูปดูน่าจะเห็นได้ว่ากระแสอากาศมันไปทางไหน ไปข้างหลังหมดไหม  หรือง่ายๆ เอาวาเป็กซ์ไปวางหน้าแอร์ก็ได้ ว่าตำแหน่งไหนจะได้กลิ่นมากกว่ากัน   จะลองให้รถวิ่งไป แง้มกระจกฝั่งคนขับไว้ด้วยก็ได้ ดูควันดูกลิ่นดูการหมุนวน ดูว่าคนขับจะรอดได้ไหม ถ้าจะรอดต้องนั่งแบบไหน  การทดลองแบบนี้ลองทำดูเองก็ได้ครับ


ส่วนการใช้ยาจริงเช่นชื่อที่ท่านอาจารย์ว่ามาคงทดลองได้ยากและไม่จำเป็น เพราะมีความอันตรายสูง โดยเฉพาะทดลองในแท็กซี่ที่ควบคุมตัวแปรได้ยาก เพราะอาจเกิดอันตรายกับผู้ถูกทดลองได้ครับ


ดังนั้นด้วยหลักฐานทั้งทางตรงและทางอ้อมที่สนับสนุนความเชื่อนี้มันไม่มี นอกจากคำพูดของคนที่คิดว่าเคยเกือบตกเป็นเหยื่อเท่านั้น ซึ่งก็ไม่เคยมีการดำเนินคดีหรือทำอะไรไปได้ไกลกว่าคำอ้างพวกนี้เลย ทำให้ผมเชื่อไม่ได้ว่าของพวกนี้มันมีจริงครับ เจ๋ง
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.074 วินาที กับ 19 คำสั่ง