เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
อ่าน: 9455 กินข้าวด้วยกัน - เรื่องของความรักในฝ่ายในจีน
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



 เมื่อ 04 ม.ค. 15, 15:01

ฝ่ายใน หลายคนมักนึกถึงดินแดนแห่งสตรี  ประหนึ่งเมืองลับแล อย่างไรก็ตาม ฝ่ายในที่มีแต่หญิงล้วนๆนี้เป็นฝ่ายในไทยสมัยรัตนโกสินทร์ แต่ว่าในต่างแดน อาทิ ตุรกี อิยิปต์ อินเดีย เปอร์เซีย จีน ฝ่ายในไม่ใช่มีแค่ผู้หญิงล้วนๆ ฝ่ายในมีทั้งผู้หญิงจำนวนมหาศาล และผู้ชายจำนวนมากเกินกว่าจะนับ แต่ผู้ชายที่ว่าเป็นผู้ชายที่ผ่านการตัดอวัยวะเพศชายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คนไทยเรียกคนเหล่านี้ว่า “ขันที”

เขตพระราชฐานชั้นในของพระราชวังหลวงของจีน



คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 04 ม.ค. 15, 15:02

 จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเมื่อชายกับหญิงอยู่ด้วยกัน ความรักจะบังเกิดขึ้น แม้ฝ่ายชายจะกลายเป็นขันทีไปแล้วก็ตาม นอกจากความรักระหว่างชายและหญิงที่ว่า ความรักระหว่างชายกับชาย และหญิงกับหญิงก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน  ในประวัติศาสตร์จีน ขันทีรักกับนางข้าหลวง นางข้าหลวงรักกันเอง หรือขันทีรักกับขันที ถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร ความรักเช่นนี้ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ แล้วในหลายราชวงศ์ หลายรัชกาลก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องต้องห้ามแต่อย่างไร

ภาพการแต่งกายของนางในสมัยราชวงศ์ถัง


บันทึกการเข้า
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 04 ม.ค. 15, 15:05

ขันทีในภาษาจีนเรียกกันโดยทั่วไปว่า ไท่เจียน (太监:tian jian)ส่วนนางข้าหลวงรับใช้ในวัง เรียกว่า “กงนู่” (宫女:gong nv) คนในวังรักกันเช่นนี้ เรียกว่า “ตุ้ยสือ” (对食: dui shi) แปลตรงๆว่า กินอาหารด้วยกัน คำนี้เกิดจากพฤติกรรมของคนสองคน ซึ่งแทนที่จะกินข้าวร่วมกับข้าหลวงนางในหรือขันทีคนอื่น กลับกินข้าวด้วยกันสองคนเงียบๆงุ้งงิ้งมุ้งมิ้ง

คำว่า “ตุ้ยสือ” ปรากฎขึ้นครั้งแรกในบันทึกประวัติศาสตร์ราชวงศ์ฮั่น ในหนังสือชื่อว่า “ฮั่นชู” (汉书:han shu) แปลตรงๆก็คือหนังสือประวัติศาสตร์ราชวงศ์ฮั่น ในหนังสือกล่าวถึงนางข้าหลวงในวังพบรักกันอยู่กินกันฉันสามีภรรยาในวัง

การแต่งกายของนางในสมัยราชวงศ์ฮั่น


บันทึกการเข้า
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 04 ม.ค. 15, 15:12

คำว่า “ตุ้ยสือ” ปรากฎขึ้นครั้งแรกในบันทึกประวัติศาสตร์ราชวงศ์ฮั่น ในหนังสือชื่อว่า “ฮั่นชู” (汉书:han shu) แปลตรงๆก็คือหนังสือประวัติศาสตร์ราชวงศ์ฮั่น ในหนังสือกล่าวถึงนางข้าหลวงในวังพบรักกันอยู่กินกันฉันสามีภรรยาในวัง

ภาพตุ๊กตาขันทีสมัยราชวงศ์ฮั่น


บันทึกการเข้า
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 04 ม.ค. 15, 15:13

อย่างไรก็ตามกาลเวลาผ่านไป คำว่า “ตุ้ยสือ” ก็เริ่มขยายความรวมไปถึงขันทีรักกับนางข้าหลวง การขยายความครั้งแรกที่ทำให้คนรู้ว่าขันทีมีความรักกับนางข้าหลวงรับใช้นี้ปรากฎในหลังสือเรื่อง “กงชือ” (宫词: gong ci) แปลว่า “เรื่องในวัง” อันเขียนสมัยราชวงศ์ถัง แต่ว่าในยุคหลังนี้ คำว่า “ตุ้ยสือ” แม้จะแสดงถึงความรักระหว่างคนในวัง แต่ว่าก็หมายถึงรักแบบฉาบฉวย หรือที่คนไทยในสมัยนี้เรียกว่า เป็น “กิ๊ก” มากกว่าเพื่อน แต่หาใช่คนรักไม่ แต่ว่าถ้ารักกันจริงๆตกลงปลงใจใช้ชีวิตร่วมกันดั่งสามีภรรยา จะเรียกว่า “ฉ่ายหู้” (菜户: cai hu) โดยคำว่า “หู้” (户:hu)แปลว่า ครอบครัว ครัวเรือน ดังนั้น คำนี้ จึงหมายความว่า  “กินอาหารแบบครอบครัว” แสดงให้เห็นความหมายว่ามีรักลึกซึ้งลึกล้ำกว่า “ตุ้ยสือ” ที่จากรากศัพท์แปลว่ากินข้าวด้วยกัน (สองคน) 

ภาพนางข้าหลวงกับขันทีในสมัยราชวงศ์ชิง "กินข้าว" ด้วยกัน


บันทึกการเข้า
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 04 ม.ค. 15, 15:14

คำว่า “ฉ่ายหู้” ปรากฎขึ้นครั้งแรกในสมัยราชวงศ์ซ่ง และปรากฎเรื่อยมา แต่ที่น่าจะมีสีสันที่สุดคงไม่พ้นยุคราชวงศ์หมิง ซึ่งบันทึกเรื่องราวไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิง “หมิงซือ”(明史:ming shi) เลยทีเดียว เนื่องจากช่วงต้นราชวงศ์หมิง ปฐมจักรพรรดิหมิงไท่จู (明太祖:ming tai zu) ไม่โปรด และสังห้ามมีความรักเช่นนี้เด็ดขาด แต่ก็เกิดมีขันทีไปรักกับนางข้าหลวงจนได้ สุดท้ายจึงถูกประหารด้วยการถลกหนังทั้งคู่ เพราะถือว่าดูถูกรั้ววัง

การแต่งกายของขันทีสมัยมราชวงศ์หมิง


บันทึกการเข้า
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 04 ม.ค. 15, 15:15

อย่างไรก็ตามในรัชกาลพระเจ้าหมิงเหรินจง (明仁宗:ming ren zong) หรือที่เรารู้จักกันในนามพระเจ้าหยงเล่อผู้โด่งดังในการส่งกองเรือมหาสมบัติตะลุยทั่วโลก ในรัชกาลนี้ทรงใช้งานและวางพระทัยในขันที ดังนั้น พระองค์จึงทรงรู้สึกว่า ไม่ให้ขันทีมีความรักดูใจร้ายผิดมนุษย์มนาไปหน่อย จึงมีพระบรมราชโองการให้ขันที นางในมีรักได้อย่างอิสระ ไม่ถือว่ามีโทษ ภายหลังในสมัยราชวงศ์หมิง ขันทีกุมอำนาจ และไม่บ่อยนักที่จะปลดระวางนางข้าหลวงกลับบ้านเดิม ดังนั้น ความรักในวังยิ่งเป็นเรื่องปรกติ กระทั่งเรื่องเล็กๆน้อยๆของขันทีอกหักยังมีบันทึกไว้ อาทิ ในสมัยพระเจ้าหมิงกวงจง (明光宗:ming guang zong) ที่รู้จักกันทั่วไปว่า พระเจ้าหว่านลี้ มีขันทีคนหนึ่งนามว่าซ่งเป่า (宋保:song bao) ไปรักและตกลงใช้ชีวิตคู่กับนางข้าหลวงแซ่อู่ (吴:wu) แต่ภายหลังนางมีชู้ ขันทีซ่งเป่ารับไม่ได้ อกหักเหลือจะห้าม สุดท้ายจึงทูลลาออกจากวังไปบวชเป็นพระ

ภาพพระเจ้าหมิงเหรินจง (明仁宗:ming ren zong) หรือที่เรารู้จักกันในนามพระเจ้าหยงเล่อ


บันทึกการเข้า
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 04 ม.ค. 15, 15:17

ความรักของขันทีและนางในนี้ทำให้กวี รวมไปถึงนักจดบันทึกหลายคนประทับใจ และเขียนไว้ในงานของต้นมีไม่น้อย อาทิ ในหนังสือ “บันทึกประวัติศาสตร์นอกกรอบรัชสมัยพระเจ้าหว่านลี้” (万历野获编:Wan li ye huo bian) เขียนโดยเซินเต๋อฟู่ (沈德符: shen de fu) ได้เขียนบันทึกเรื่องราวความรักที่เขาได้พบระหว่างขันทีและนางในว่า “ขันทีและนางข้าหลวงรักกัน ใช้ชีวิตร่วมกันเหมือนสามีภรรยาทั่วไป ขันทีซื้อของให้นางข้าหลวง นางข้าหลวงก็ปรนติบัติขันที เช่นเดียวกับสิ่งทีสามีและภรรยากระทำต่อกัน”

ภาพเซินเต๋อฟู่ (沈德符: shen de fu)


บันทึกการเข้า
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 04 ม.ค. 15, 15:20

ผู้เขียนยังได้เขียนเรื่องความรักและการดูแลกันแม้จะอีกฝ่ายจะลาโลกไปด้วย กล่าวคือ“ครั้งหนึ่งบัณฑิตได้พบขันทีผู้หนึ่งไปวัด คนในวัดบอกบัณฑิตว่าขันทีผู้นี้มาทำบุญให้ดวงวิญญาณนางข้าหลวงคนหนึ่งที่ตายทุกปี เหมือนที่สามีที่รักภรรยาคนหนึ่งพึงกระทำเพื่อรำลึกถึงภรรยาผู้วายชนม์” นอกจากนี้ ผู้เขียนยังได้กล่าวว่า “เรื่องราวความรักของขันทีและนางข้าหลวงในยุคนั้นดูเป็นเรื่องธรรมดา จนกระทั่งฮ่องเต้หรือฮ่องเฮาอาจจะตรัสถามขันทีว่า “ฉ่ายหู้ของเจ้าเป็นใครรึ” ขันทีก็จะกราบทูลตอบชื่อเช่นเดียวกับคนธรรมดาๆ ที่กราบทูลชื่อ”

ภาพมงกุฎฮ่องเฮาสมัยราชวงศ์หมิง และภาพการแต่งกายของฮ่องเต้และฮ่องเฮาสมัยราชวงศ์หมิง




บันทึกการเข้า
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 04 ม.ค. 15, 15:23

นอกจากขันทีจะใช้ชีวิตแบบสามีภรรยากับนางข้าหลวงในวัง ขันทียังสามารถแต่งงานได้ตามปรกติเช่นกัน เรื่องนี้ปรากฎมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฉินเรื่อยไปจนถึงราชวงศ์ชิง นอกจากนี้ ในบางกรณีขันทีก็ยังอาจจะรับพระราชทานนางข้าหลวงให้เป็นภรรยาพระราชทานได้ด้วย ในสมัยในสมัยราชวงศ์ชิง แม้จะขันทีจะถูกควบคุมมาก ด้านการมีความรัก ขันทีไม่ได้รับอนุญาติให้มีความรักใช้ชีวิตกันในวังกับนางข้าหลวงแบบในสมัยราชวงศ์หมิง แต่ว่าอนุญาติให้แต่งงานเป็นเรื่องเป็นราวได้แทน นางข้าหลวงในสมัยราชวงศ์ชิงนี้จะมีการปลดระวางทุกปี เมื่ออายุ ได้ ๒๕ ปี สามารถกลับบ้านเดิม และออกไปแต่งงานได้ตามปรกติ  ดังนั้นจึงปรากฎว่ามีขันทีบางคนแต่งงานกับนางข้าหลวงชาววัง หรือบางคนอาจจะแต่งงานกับสตรีสตรีนอกวังก็ได้

ภาพขันทีและข้าหลวงในสมัยราชวงศ์ชิง



บันทึกการเข้า
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 04 ม.ค. 15, 15:23

ความรักเป็นเรื่องปรกติธรรมดาของโลก อาจจะเกิดได้ทุกที ทุกเพศ ทุกวัย กระทั่งกับคนที่หลายคนคิดว่าไม่น่าจะมีความรักได้ ความรักก็ยังบังเกิดได้ อาจจะเกิดกับชายหญิง ชายพิการกับหญิง หญิงกับหญิง หรือชายกับชาย

ความรักเกิดได้ทุกหนทุกแห่ง

แม้จะอยู่ในที่ลึกที่สุดของแผ่นดิน ดั่งเช่นเขตพระราชฐานชั้นในอันแสนลึกลับของวังต้องห้ามก็ตาม

ภาพขันทีเข้าไปหานางข้าหลวง ศิลปะสมัยราชวงศ์ชิง


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30622

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 04 ม.ค. 15, 15:44

เรื่องนี้น่าสนใจมาก   ไม่เคยรู้มาก่อนว่าขันทีมีความรักและอยู่กินฉันสามีภรรยากับนางในวังได้
เพราะเท่าที่รู้มา คนเป็นขันทีจะถูกตอนอวัยวะเพศจนใช้การไม่ได้   เพื่อความปลอดภัยในการรับใช้อยู่ในวัง ปนเปกับสตรีมากหน้าหลายตา    มีหมอมาชันสูตรว่าถูกตอนจริง
เคยสงสัยเหมือนกันว่าชายแท้ที่ถูกตอนแล้ว ยังเกิดอารมณ์ทางเพศเมื่อคลุกคลีกับสาวๆอยู่หรือไม่    อ่านสามก๊กฉบับวณิพกของยาขอบ  ยาขอบก็เชื่อว่าพวกนี้หมดความรู้สึกไปแล้ว   เมื่อความกระหายด้านหนึ่งถูกกดให้หายไป มันก็ไปโผล่อีกด้านคือความกระหายอำนาจ   จึงทำให้ขันทีลุกขึ้นกุมอำนาจอย่างมากมายเช่นในตอนต้นเรื่องสามก๊ก

จากที่คุณหาญบิงเล่ามา    ฟังเหมือนกับว่าขันทีเหล่านี้ไม่ได้ถูกตอน  เป็นชายแท้เข้าไปคลุกคลีตีโมงกับหญิงสาวได้โดยไม่มีอุปสรรคใดๆ นอกจากต้องห้ามใจตัวเอง   จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่ห้ามไม่สำเร็จ

ขอถามตามหลักการแพทย์    ชายที่ถูกตอน มีความรู้สึกเหมือนชายที่เสื่อมสมรรถภาพ (impotent) ไหมคะ   ถ้าไม่ ก็แปลว่าพวกนี้ก็ยังมีความรู้สึกอย่างชายแท้ทั่วไป  เพียงแต่พิการเท่านั้นเอง
บันทึกการเข้า
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 04 ม.ค. 15, 16:33

อันนี้ขอเสริมนิดหน่อยครับ

๑. คำว่า "ฉ่ายหู้" (菜户: cai hu) นอกจากจะหมายถึงการใช้ชีวิตคู่แบบสามีภรรยาแล้ว ไม่ใช่คบๆแบบกิ๊กๆกั๊กๆ จะใช้สื่อถึงเฉพาะ ความสัมพันธ์ระหว่างขันทีกับนางข้าหลวง แต่คำว่า "ตุ้ยสือ" (对食: dui shi) สามารถใช้ได้หมด ทั้งขันทีกับขันที นางข้าหลวงกับนางข้าหลวง และ ขันทีกับนางข้าหลวง

๒. ขันทีจีนแม้จะถูกตัดอวัยวะเพศแล้ว แต่ว่าในความคิดของจีน รวมถึงนักประวัติศาสตร์จีน กล่าวว่า ขันทีโดยมากยังมีความต้องการทางเพศ และต้องการแสดงว่าตนยังเป็นชายอย่างสมบูรณ์ ดังนั้น จึงมีคู่รักเป็นหญิง และแต่งงานแบบชายธรรมดาทั่วไป แม้จะไม่สามารถร่วมเพศจริงๆได้ก็ตาม ก็จะใช้อุปกรณ์ต่างๆมาช่วย

๓. ขันทีที่กล่าวมาข้างต้นนี้ทั้งหมดถูกตัดอวัยวะเพศชายแล้ว แต่ว่าก็เป็นชายแท้

ภาพอุปกรณ์ที่ขันทีใช้ในการร่วมเพศแกะสลักจากงาช้าง สมัยราชวงศ์ชิง


บันทึกการเข้า
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 04 ม.ค. 15, 16:34

อุปกรณ์ทางเพศสมัยราชวงศ์หมิง ทำจากหินสลัก


บันทึกการเข้า
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 04 ม.ค. 15, 16:35

อุปกรณ์ทางเพศสมัยราชวงศ์ซ่ง ทำจากหินสลัก


บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.034 วินาที กับ 19 คำสั่ง