เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 14
  พิมพ์  
อ่าน: 31814 สองท่อ...บนเส้นทางเดินทัพ
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3791


ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 02 พ.ย. 14, 19:27

พม่ากับไทยเป็นคู่รักคู่แค้นกันมาแต่ยุคสมัยใดก็มิรู้ได้   รู้แต่ว่ามันถูกถ่ายทอดต่อๆมาจนถึงยุคปัจจุบัน และก็มิใช่เฉพาะแต่ฝ่ายคนไทยเท่านั้น คนพม่าเองก็เช่นกัน  เมื่อครั้งไปประจำการอยู่ในออสเตรีย (ช่วง เริ่มต้นปี ค.ศ.2000) คนพม่าที่ได้พบยังแนะนำตนเองติดตลกว่า I'm your bad neighbor      ในประสบการณ์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะพบกันในเวที (นานาชาติใด) ก็ตาม    พม่า เขมร และไทย ดูจะไม่นิยมเจ๊าะแจ๊ะสังสรรกันเลย

เมื่อไทยเริ่มเรืองอำนาจและขยายพื้นที่เขตขันธ์ตรงกลางระหว่างพม่าทางด้านตะวันตก กับ เขมรด้านตะวันออก เมื่อแรกเริ่มยุคสุโขทัยนั้น  ซึ่งดูเหมือนว่าเราก็จะเริ่มมีปัญหากับพม่านับแต่นั้นมา    ส่วนเขมรนั้นอยู่ในอำนาจขาลงจึงไม่ค่อยจะมีเรื่องมากนัก    ทั้งนี้ก็เป็นในยุคพร้อมๆกับยุคแรกเริ่มของล้านนาของลุ่มน้ำกก

พม่า ซึ่งอยู่ในพื้นที่ลุ่มของระบบลำน้ำอิระวดีมาก่อน และซึ่งได้รับอิทธิพลของความเจริญก้าวหน้าของอินเดีย ก็ย่อมมีความรู้สึกเคืองขุ่นใจอยู่แน่ๆ ที่อยู่ดีๆก็มีการขยายเขตอิทธิพลของชุมชนรายใหม่ในลุ่มเจ้าพระยา และในลุ่มน้ำกกและน้ำปิง เพียงข้ามไปเพียงเทือกเขาเดียวเท่านั้น  คือ เทือกเขาตะนาวศรีสำหรับไทย (ยุคต้นสุโขทัย)  และเทือกเขาที่ขั้นระหว่างแม่น้ำสาละวินกับพื้นที่ของแม่ฮ่องสอนและแอ่งเชียงใหม่ (สำหรับล้านนา)   
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10734



ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 03 พ.ย. 14, 14:41

พม่ากับไทยเป็นคู่รักคู่แค้นกันมาแต่ยุคสมัยใดก็มิรู้ได้   รู้แต่ว่ามันถูกถ่ายทอดต่อๆมาจนถึงยุคปัจจุบัน และก็มิใช่เฉพาะแต่ฝ่ายคนไทยเท่านั้น คนพม่าเองก็เช่นกัน

เท่าที่เคยสนทนาวิสาสะกับคนพม่า  ได้รับทราบถึงความชื่นชมของคนพม่าเมื่อทราบว่าเราเป็นคนไทยไม่ว่าคนในเมืองหรือชนบท ตรงกันข้ามกับความรู้สึกของคนไทยต่อคนพม่าที่หลายคนยังถือว่าเป็นคู่แค้นกันอยู่ อาจเป็นเพราะเรื่องในประวัติศาสตร์โดยเฉพาะการเผากรุงศรีอยุธยา ความรู้สึกนี้อาจเปรียบได้กับที่คนไทยรู้สึกเป็นมิตรต่อคนลาวจนนับเป็นบ้านพี่เมืองน้องกันทีเดียว ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกเคืองนักกับการนับเป็นพี่เป็นน้องกับคนไทย เรื่องที่อยู่ในใจก็อาจเป็นเรื่องที่ถูกไทยเผาเมืองเช่นกัน  ตกใจ
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3791


ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 03 พ.ย. 14, 20:32

ในภาพหนึ่ง มีความถูกต้องไม่ผิดเพี้ยนเลยตามที่คุณเพ็ญชมพูดกล่าวมาครับ

ในขณะที่ก็มีอีกภาพหนึ่ง ซึ่งผมได้ประสบเสมอมา ก็น่าสนใจที่ เมื่อใดที่ระดับประชาชนเป็นมิตรต่อกัน ระดับรัฐมักจะเป็นในอีกภาพหนึ่ง  ยิ่งบนโต๊ะในเวทีนานาชาติ  อือม์ แรงเลยทีเดียว
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10869


ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 03 พ.ย. 14, 20:34

"ชาติหว่านสงคราม ประชาชนหว่านความรัก"
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3791


ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 04 พ.ย. 14, 18:24

ก็ประมาณนั้นแหละครับ 

จากระดับทวิภาคี (bilateral) ก็ขยายเป็นระดับพวก (plurilateral) แล้วก็ขยายเป็นระดับภูมิภาค (regional หรือ subcontinent) แล้วก็ต่อไปเป็นระดับโลกแบ่งออกเป็นค่าย (sociopolitical ideology)
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3791


ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 04 พ.ย. 14, 19:18

เรื่องของสองท่อจะเริ่มต้นเมื่อนานมาแล้วเพียงใดก็ไม่ทราบได้   แต่ก็พอจะรู้จากหลักฐานที่ (อาจจะทึกทักเอาได้ว่า) มีความสอดคล้องกัน (ไม่กี่อย่าง) ว่าเรื่องก็คงเริ่มแถวๆประมาณ 800 ปีที่ผ่านมา ซึ่งได้มาจากพื้นฐานที่เป็นทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็คือ จาก C14 dating (แล้วค่อยๆขยายความครับ)

ก่อนจะไปไกลกว่านี้ ขอให้ข้อมูลเกี่ยวกับคำว่า สองท่อ เสียก่อนครับ ว่าคืออะไร และอยู่ที่ใหน

สองท่อ เป็นชื่อเรียกพื้นที่ๆพบหลุม (คล้ายบ่อน้ำ) แฝดติดกันสองหลุุม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางระหว่าง 80 ซม.- 1 ม. ลึกไม่เกินประมาณ 4 ม. ที่ก้นหลุมมีโพรงขนาดไม่เกินประมาณ 50 ซม. เชื่อมต่อกัน   

สองหลุมแฝดเหล่านี้พบในพื้นที่ของบริเวณหมู่บ้านเหมืองสองท่อ (ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี) ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ สองท่อ นั่นเอง  และซึ่งตัวผมเองไม่ได้เคยมีโอกาสได้เห็นกับตาในพื้นที่นี้ 
 
พื้นที่ๆผมได้ไปเห็นกับตาและได้มีโอกาสสัมผัสกับมันนั้น ไปอยู่ในพื้นที่ราบทางด้านตะวันออกใกล้ๆบริเวณหมู่บ้านเกริงกราเวีย (ในปัจจุบัน สะกด เกริงกระเวีย) หรือก็คือด้านฝั่งขวาของเส้นทางรถ (จาก อ.ทองผาภูมิ ไป อ.สังขละบุรี) เมื่อพ้นทางลาดชันเข้าสู่เขตบ้านเกริงกราเวีย  โดยเฉพาะช่วงก่อนถึงทางแยกขึ้นเขาไปหาหมู่บ้านสองท่อ
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3791


ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 04 พ.ย. 14, 19:26

สองท่อ   บนฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์นั้น มีชีวิตชีวาทีเดียวในช่วงระยะเวลาประมาณ 800  ปีที่ผ่านมาช่วงหนึ่ง  อีกช่วงหนึ่งก็ประมาณ 400 ปีที่ผ่านมา  อีกช่วงหนึ่งตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ก็ช่วงประมาณ ร.3  ต่อมาก็ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง  แล้วก็ช่วงสุดท้ายในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมานี้เอง
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3791


ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 04 พ.ย. 14, 19:42

ประมาณ 800 ปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์อะไรบ้างในภูมิภาคนี้  ??
กุ๊บไลข่านลุยพม่า ??  ราชวงค์หยวนของจีน ??  กำเนิดยุคสุโขทัย ?? ขอมถอยหายไปจากพื้นที่แถบนี้ ??    ?? ฯลฯ

ประมาณ 400 ปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์อะไร ??
ยุคกรุงศรีอยุธยา อุตลุดอยู่กับพม่าและต่างชาติ ??

สงสัยอยู่นะครับว่า ไม่รู้ว่าจะนำพากระทู้นี้ไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30615

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 23  เมื่อ 04 พ.ย. 14, 19:53

ดิฉันมาช่วยลุ้นค่ะ
ก่อนอื่น  ขอถามว่า
หลุม (คล้ายบ่อน้ำ) แฝดติดกันสองหลุุม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางระหว่าง 80 ซม.- 1 ม. ลึกไม่เกินประมาณ 4 ม. ที่ก้นหลุมมีโพรงขนาดไม่เกินประมาณ 50 ซม. เชื่อมต่อกัน   
ทั้งหมดนี้เป็นหลุมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ  หรือว่าเกิดจากมือมนุษย์ทำ
หรือว่าผสมผสานกัน  ทั้งสองอย่าง

ถ้าเกิดจากธรรมชาติ มันเกิดได้อย่างไร
ถ้าเกิดจากมือมนุษย์ ขุดเอาไว้ทำไมคะ

ถามเชิงภูมิศาสตร์ก่อน  แล้วค่อยสาวต่อไปทางประวัติศาสตร์ค่ะ
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3791


ความคิดเห็นที่ 24  เมื่อ 04 พ.ย. 14, 21:27

ชอบพระคุณมากครับ

สองท่อนี้เป็นหลุมที่คนขุดขึ้นมา ก็เพื่อเอาแร่ชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นก้อนแบนๆขนาดเขื่องกว่าขนาดของขนมคุ๊กกี้ประกบกัน บางก้อนก็ใหญ่ขนาดเกือบฝ่ามือ มีสีชมพู  เป็นแร่ที่เกิดในธรรมชาติจากการผสมกันของสารละลายจากแร่สังกะสี ชื่อ Smithsonite กับ สารละสายเหล็ก  สมัยโบราณเรียกว่าแร่ Calamine (ชื่อและสีเช่นเดียวกับยาทาแก้ผื่นคัน calamine )

แร่ตัวนี้ในสมัยก่อนใช้เป็นตัวให้ธาตุสังกะสีที่เอามาหลอมรวมกับทองแดง ซึ่งจะกลายเป็นทองเหลือง ซึ่งเป็นโลหะยุทธภัณฑ์ประเภท alloy ที่สำคัญชนิดหนึ่งในการทำศึกสงคราม

จากสนทนากับชาวบ้าน  เขาก็ได้เล่าเรื่องราวที่รับรู้สืบทอดกันมาว่า มันหลอมละลายได้ง่ายมาก โดยใช้ฟืนไม้ไผ่ ซึ่งจะให้ความร้อนที่สูงมากพอที่จะทำให้มันหลอม และได้โลหะออกมา 
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30615

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 25  เมื่อ 04 พ.ย. 14, 21:35

 Calamine  เป็นอย่างรูปนี้หรือเปล่าคะ


บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3791


ความคิดเห็นที่ 26  เมื่อ 04 พ.ย. 14, 21:46

เกริงกราเวียตั้งอยู่บนเส้นทางเดินทัพทั้งของไทยและพม่า ซึ่งผมเข้าใจว่าน่าจะมีการใช้ตั้งแต่สมัยอยุธยา และมาใช้ครั้งสุดท้ายในสมัยสงครามเก้าทัพ  
ทั้งไทยและพม่าคงจะได้มีการจัดลำดับให้ความสำคัญกับเส้นทางนี้อย่างต่อเนื่องมานานและมากพอควรเลยทีเดียว สำหรับของไทยเรานั้น ก็จนล่วงเข้ามาถึงสมัย ร.5 ซึ่งยังคงได้ทรงตั้งกะเหรี่ยงเป็นผู้ดูแลเมือง (อำเภอ) สังขละบุรี  ชื่อ พระศรีสุวรรณคีรี    อันชื่อเมืองสังขละซึ่งเป็นเมืองแรกหน้าด่านนับจากเจดีย์สามองค์นี้ ว่ากันว่าเพี้ยนมาจากคำว่าสามแคว (แม่น้ำบีคลี่ ซองกาเลีย และรันตี) ซึ่งชนพื้นบ้านออกเสียงไม่ชัดเจน เป็น แซงแคล  ก็เลยเพี้ยนต่อมาเป็นสังขละ
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3791


ความคิดเห็นที่ 27  เมื่อ 04 พ.ย. 14, 21:52

ในลักษณะคล้ายดังภาพครับ  ที่พบในย่านนี้จะมีลักษณะคล้ายของสองแผ่นประกบกัน มีสีผิวเป็นสีขาวคล้ายกับโรยแป้งมา ส่วนเนื้อในคล้ายแก้ววาวดังภาพของอาจารย์ เพียงแต่มีสีชมพูสดใสกว่า เหมือนยา calamine ที่แห้งกรังอยู่บนผิวเรา
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3791


ความคิดเห็นที่ 28  เมื่อ 04 พ.ย. 14, 22:25

ความน่าสนใจของสองท่อก็คือ ตั้งอยู่ในทิวเขาหินปูนยุคหนึ่งซึ่งวางตััวเป็นแนวยาวเข้าไปในพม่า ไปยุติที่ขอบแอ่งที่ราบกลางประเทศของพม่า
    (หินปูนยุคนี้ในพื้นที่ย่านเรา (ไทย พม่า) พบผลึกแร่ตะกั่วชื่อ Galena ประปรายอยู่ในเนื้อ และก็พบแหล่งแร่ตะกั่วในเชิงพาณิชย์ ซึ่งมีการ
      ทำเหมืองเป็นช่วงๆต่อเนื่ิองกันมาดังที่ได้กล่าวถึงแล้ว)

ในพม่า แถบรัฐฉานตอนบน แถวบ้านน้ำตู ก็ได้พบแหล่งแร่ตะกั่ว สังกะสี และเงิน ในหินอีกชุดหนึ่ง พบมาตั้งแต่ประมาณต้นยุคสุโขทัยโน่น  แหล่งนี้จัดเป็นแหล่งใหญ่ระดับโลกเลยทีเดียว  ซึ่งทั่วโลกรู้จักกันในชื่อเหมือง Bawdwin   จีนก็ได้เอาเงิน สังกะสี และตะกั่วจากแหล่งนี้ไปใช้มากมายตั้งแต่แรก     ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง แหล่งแร่นี้ผลิตเงินออกไปมากที่สุดในโลกเลยทีเดียว

ผมคงต้องเล่าเป็นท่อนๆ ในบางขณะ แล้วค่อนเอาเรื่องมาผูกกันนะครับ
บันทึกการเข้า
กะออม
พาลี
****
ตอบ: 222


ความคิดเห็นที่ 29  เมื่อ 05 พ.ย. 14, 04:59

ชื่อสถานที่ต่างๆในพื้นที่นี้ มีเอกสารและแผนที่ประวัติศาสตร์ยืนยันชัดเจน

สังขละ ในแผนที่เขียนว่า สงขลา บ้าง สังขลา บ้าง มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อ พระสิงขร เป็นไปได้ว่า มาจากสิงขร
แล้วค่อยเลือนเป็น สังขลา สังขละ ไปจนถึง ซองกาเลีย

เกริงกาเวีย ในแผนที่เก่า เขียนว่า เกรียงไกร มีลำห้วยเกรียงไกรด้วยถ้าจำไม่ผิด แล้วชื่อนี้ค่อยเพี้ยนเป็น เกริงกาเวีย ตามการออกเสียงของช้าวบ้าน ต่อมาจึงแปลความหมายตามเสียงเรียกชื่อ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 14
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.046 วินาที กับ 19 คำสั่ง