เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
อ่าน: 7724 "วรรณศิลป์ในจิตวิญญาณไทย" ปาฐกถาศิลป์ พีระศรี ประจำปีพ.ศ. 2557
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30587

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
 เมื่อ 16 ก.ย. 14, 11:30

วันที่ 15  กันยายนของทุกปี   มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดให้เป็น "วันศิลป์ พีระศรี"  เพื่อเป็นเกียรติแก่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร  และผู้มีคุณูปการอย่างยิ่งต่อวงการศิลปศึกษาและศิลปะร่วมสมัยของประเทศไทย

ทุกปี คณะกรรมการจะพิจารณาและคัดเลือกผู้ได้รับรางวัลปาฐกถาศิลป์ พีระศรี ประจำปี  ปีนี้ได้พิจารณาตัดสินให้ รองศาสตราจารย์ ดร. คุณหญิงวินิตา ดิถียนต์ (ว.วินิจฉัยกุล, แก้วเก้า) เป็นผู้ได้รับรางวัลปาฐกถาศิลป์ พีระศรี
ผู้ที่ได้รับรางวัล จะได้รับเชิญให้เป็นองค์ปาฐก ประจำปี  ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ

ปีนี้  หัวข้อปาฐกถาคือ “วรรณศิลป์ในจิตวิญญาณไทย”
จะนำมาลงให้อ่านกันในกระทู้นี้   จบแล้วค่อยเล่าเพิ่มเติมค่ะ


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30587

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 16 ก.ย. 14, 11:34

วรรณศิลป์อยู่หนใด

        ตั้งแต่พ.ศ. 2542 จนปัจจุบัน ผู้เขียนทำหน้าที่ดูแลเว็บไซต์วิชาการทางด้านภาษา วรรณคดี  วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมอยู่แห่งหนึ่ง ชื่อว่า  www.reurnthai.com  เว็บไซต์มีกระดานสนทนาให้ผู้สนใจเข้าตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบจากผู้ดูแล และผู้รู้อื่นๆที่แวะเวียนเข้ามาให้วิทยาทานเป็นประจำ
   หลายครั้งพบว่าเด็กiนักเรียนสมัครสมาชิกเข้ามาในห้องวรรณคดี โดยไม่ได้สนใจวรรณคดี  แต่เพื่อจะวานให้ทำการบ้านวรรณคดีไทย   เพราะตัวเองทำไม่ได้  หรือไม่สนใจจะทำ    เห็นได้ว่าวรรณคดีไทยกลายเป็นยาหม้อใหญ่ที่เด็กๆกลืนไม่ลง
      
         ตัวอย่างการตั้งคำถามที่นักเรียนเกี่ยวกับวรรณคดี  คือออกมาในทำนองเดียวกันนี้    
-    ช่วยถอด บทประพันธ์ หน่อยค่ะ
         คำประพันธ์
             เมื่อนั้น                     ท้าวกะหมังกุหนิงสูงส่ง
เห็นค่ายเสร็จพลันมั่นคง            จึงชวนองค์โอรสธิบดี
ตรัสเรียกสองราชอนุชา            เสด็จจากรถาเรืองศรี
พร้อมด้วยกิดาหยันเสนี            จรลีขึ้นสุวรรณพลับพลา
-    ช่วยแปลบทละครอิเหนา ตอน ศึกกะหมังกุหนิง หน่อยค่ะ (( มี 3 ย่อหน้า ))
-    ช่วย แปล กลอนนี้ให้ทีครับ
ครั้นว่ารุ่งสางสว่างฟ้า                สุริยาแย้มเยี่ยมเหลี่ยมไศล
จะกล่าวถึงพระองค์ผู้ทรงชัย        เนาในพระที่นั่งบัลลังก์รัตน์
พร้อมด้วยพระกำนัลนักสนม      หมอบประนมเฝ้าแหนแน่นขนัด
ประจำตั้งเครื่องอานอยู่งานพัด          ทรงเคืองขัดขุนช้างแต่กลางคืน


บางคนก็ดีหน่อยคือทำการบ้านมาแล้ว  ขอให้ช่วยตรวจอีกที

-     ผมถอดความแบบนี้ถูกป่ะ
เมื่อพวกอสัญแดหวาได้ฟังตำมะหงงก็รู้สึกดีใจจึง เข้าไปในห้องแล้วไห้ปิดม่านทองส่วนสุหรานากงก็กลับที่พักแล้วฝ่ายกองร้อย ข้างกะหมังกุหนิงเห็นทัพนับแสนต่างตกใจก็เลยหนีไป   พอถึงค่ายก็เอาข่าวทั้งหมดบอกแก่เสนาในว่าได้เห็นรี้พล     เมื่อยาสาได้รู้เหตุผลจึงกลับมาที่พักแล้วกราบ ทูลกะหมังกุหนิงว่าเห็นทัพใหญ่ยกมาแน่นป่า  มีเสียงแตรางข์ฆ้องกลองช้างร้อง สนั่นป่า   มีอาวุทหอกดาบมากมาย   มีขี้ฝุ่นบดบังดวงอาทิตย์   แล้วมีทัพออกจากเมืองมาสมทบ   สงครามครั้งนี้ยิ่งใหญ่นัก   พรุ่งนี้น่าจะต่อสู้กันพระทรงธรรม์จงทราบฝ่าธุลี  
   
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30587

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 16 ก.ย. 14, 11:36

         ทำให้ผู้เขียนสงสัยว่าการเรียนวรรณคดีคือการถอดความ หรือแปลศัพท์เท่านั้นหรือ    เมื่อสอบถามเด็กนักเรียนมัธยมปลายที่เข้ามาขอความรู้ในกระดานสนทนา ก็ได้ความว่า การเรียนวรรณคดีเช่นวิชาประวัติวรรณคดี   นักเรียนเรียนเพียงแค่ข้อมูลเบื้องต้นของวรรณคดีเรื่องนั้นๆ  เป็นต้นว่า ใครคือผู้แต่ง จุดประสงค์ ผลกระทบต่อวัฒนธรรมและสังคม ฯลฯ แต่ไม่ได้เรียนถึงขั้นวิเคราะห์ตีความ  หรือเรียนให้เข้าใจถึงคุณค่าของวรรณคดี
          เมื่อเรียนกันคร่าวๆดังนี้  ดังนั้นในหนึ่งภาคการศึกษา นักเรียนจึงเรียนจบไปเกือบสิบเรื่อง    ส่วนวิชาวรรณคดีมรดก เรียนลึกขึ้นคือภาคการศึกษาละสองเรื่อง  มีเสภาขุนช้างขุนแผน มัทนะพาธา ลิลิตตะเลงพ่าย และมหาเวสสันดรชาดก  แต่ละเรื่องต้องอ่านตามบทที่ทางโรงเรียนได้กำหนดมาให้ แล้ววิเคราะห์ ตีความ เวลาสอบก็จะเป็นการสอบแบบวิเคราะห์มากกว่าท่องจำ
         วิชาวรรณคดีเรียนกันน้อยเพียงสัปดาห์ละสองชั่วโมง    แม้ว่าชั่วโมงเรียนจะน้อย แต่นักเรียนต้องทุ่มเทเวลาในการเตรียมตัวสอบ เพราะเนื่องจากต้องอ่านบทร้อยกรองและทำความเข้าใจศัพท์ภายในเรื่อง
         โดยรวมแล้ว นักเรียนจำนวนมากเห็นว่าวรรณคดีไทยเป็นวิชาน่าเบื่อบ้าง หรือไม่ก็ยากเกินเข้าใจบ้าง  ถ้าให้เลือกเรียนวรรณคดีไทยกับภาษาเยอรมัน เด็กนักเรียนเห็นว่าภาษาเยอรมันดีกว่า เพราะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในอนาคตได้มากกว่า
         ถ้าหากพูดถึงโรงเรียนอื่นๆนอกจากนี้  ที่ไม่ได้มีการสอนวรรณคดีแบบเข้มข้นแล้ว เด็กส่วนใหญ่มักไม่ให้ความสำคัญกับวรรณคดี  แต่จะเน้นไปทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มากกว่า เพราะได้ใช้ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย   เมื่อครูสอนตามหนังสือของกระทรวง   นักเรียนก็เรียนพอให้สอบผ่านเท่านั้น   
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30587

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 16 ก.ย. 14, 11:39

        ในเมื่อหลักสูตรวรรณคดีในระดับมัธยมเป็นอย่างนี้   วรรณคดีจึงเป็นยาหม้อใหญ่ เต็มไปด้วยส่วนผสมของศัพท์โบราณคร่ำครึและยากเย็นห่างไกลจากความเข้าใจของนักเรียน     ไม่สามารถจะนำไปใช้ได้ไม่ว่ากรณีใดๆ     เราจึงไม่อาจหวังว่านักเรียนที่ขึ้นไปเป็นนิสิตนักศึกษาจะให้ความสนใจกับวรรณคดีไทย    ถ้าเรียนในคณะอื่นที่ไม่ใช่อักษรศาสตร์ หรือเรียนอักษรศาสตร์แต่ไม่ได้เรียนวรรณคดี  ก็จะลืมวรรณคดีไทยเสียสนิท
   คำว่า “วรรณศิลป์” จึงเป็นคำที่คนหนุ่มสาวปัจจุบันไม่เข้าใจความหมาย  รวมทั้งความหมายเชิงภาษาด้วย     สวนทางกับความคาดหวังของนักวิชาการวรรณคดีจำนวนมากว่าเมื่อได้บรรจุวรรณคดีเข้าไว้ในหลักสูตรการศึกษา มีให้เห็นในตำราเรียนแล้ว  นักเรียนก็ย่อมมีโอกาสได้เข้าถึงอรรถรสของวรรณคดี  เกิดความซาบซึ้งตรึงใจ และเห็นคุณค่าของวรรณคดีเช่นเดียวกับนักวิชาการวรรณคดีทั้งหลาย   สามารถเข้าถึงจิตวิญญาณของวรรณคดี จนสามารถพัฒนาสติปัญญาให้งอกงามจากการเรียนรู้เข้าใจวิชานี้ต่อไป
        ความผิดพลาดในเรื่องนี้เกิดจากวิธีการจัดหลักสูตรและการสอนวรรณคดี(และวรรณกรรม)ในระดับมัธยมศึกษา ซึ่งไม่ก่อให้นักเรียนเกิดโอกาสได้เข้าถึงวรรณคดีได้   นักเรียนรู้จักเพียงผิวเผินจากเปลือกภายนอก คือการแปลศัพท์ ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับความหมายอันแท้จริงของวรรณคดี       การมุ่งเน้นการเรียนเพื่อให้ผ่านการสอบชั้นมัธยมปลายเป็นหลัก ทำให้ครูไม่ได้เน้นในด้านการเข้าถึงคุณค่าของวรรณคดีมากไปกว่าการสอนที่ทำให้สอบผ่านไปแต่ละวิชาเท่านั้น    วรรณคดีและวรรณกรรมจึงกลายเป็นของยากที่แห้งแล้ง ไร้ชีวิตชีวา  ไม่ต่างจากซากจากอดีตที่ถูกขุดขึ้นมาศึกษาพอเป็นพิธีกรรม เพื่อให้ได้ชื่อว่ามีวรรณคดีอยู่ในหลักสูตรเช่นเดียวกับหลักสูตรการเรียนการสอนของประเทศที่เจริญแล้ว
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30587

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 16 ก.ย. 14, 11:42

      การศึกษาวรรณคดีไทยที่สอนเพียงเนื้อหา  แปลศัพท์ และอธิบายความ นับเป็นการศึกษาที่ผิวเผินและตื้นเขิน    เพราะเป็นแค่การแนะนำคร่าวๆว่าวรรณคดีไทยเรื่องนั้น คืออะไร มีเนื้อหาอย่างไร  แต่ไม่ทราบว่า วรรณคดีหรือวรรณกรรมนั้นมีคุณค่าอย่างไร   และต้องการจะสื่อความคิดใดมาสู่ผู้อ่าน  มองไม่เห็นจิตวิญญาณของศิลปะทางตัวหนังสือซึ่งแฝงอยู่ในผลงานอันทรงคุณค่านี้      ลำพังแค่การแปลศัพท์และถอดความ ดังที่ครูภาษาไทยทั่วไปนิยมปฏิบัติ  ไม่อาจทำให้นักเรียนมองเห็นคุณค่าของวรรณคดีพอจะรู้จักศิลปะของตัวหนังสือได้
 
     “.. คำถามประการหลัง ๆ ดังที่กล่าวมานี้ ไม่สามารถตอบได้จากการศึกษาด้วยการถอดความ แต่จะต้องอาศัยการศึกษาด้วยการตีความเท่านั้น  และการสอนตีความนี้เอง ที่ครูภาษาไทยไม่สามารถนำพาผู้เรียนให้ไปถึงได้  ชั้นเรียนภาษาไทยระดับมัธยมศึกษาส่วนใหญ่  จึงยังคงย่ำอยู่กับที่ คือ  ย่ำอยู่กับการถอดความ”    (เฉลิมลาภ ทองอาจ "วรรณคดีศึกษาในระดับมัธยมศึกษา: หยุดก้าวย่ำ...นำก้าวหน้า"  www.oknation.net   วันอาทิตย์ เมษายน 2556)

       ในเมื่อการเรียนหยุดอยู่แค่แปลศัพท์และถอดความ ไม่ได้ก้าวไกลมากไปถึงการตีความวรรณศิลป์   นักเรียนจำนวนมากจึงไม่เข้าใจว่าวิชาวรรณคดีไทยมีคุณค่าอย่างใดมากไปกว่าเรียนศัพท์โบราณที่พวกเขาไม่เคยรู้เห็น เรียนเนื้อหาในอดีตที่ไม่เกี่ยวกับชีวิตในปัจจุบัน   และในชีวิตก็ไม่จำเป็นต้องเอาไปใช้อีกด้วย 
วรรณศิลป์ในวรรณคดีจึงกลายเป็นสิ่งที่สูญหายไปจากความเข้าใจของคนรุ่นปัจจุบัน   ทั้งๆยังมีตัวตนให้เห็นอยู่ในวรรณคดี
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30587

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 16 ก.ย. 14, 11:44

      อันที่จริงแล้ว  วรรณคดีเป็นสาขาหนึ่งของศิลปะ   ศิลปะนั้นก็คือความงามอันเกิดขึ้นได้ด้วยสาเหตุหลายอย่างด้วยกัน     ถ้าเกิดจากเส้นและลายที่สละสลวยได้สัดส่วนเป็นวิจิตรศิลป์       ถ้าเกิดจากสำเนียงที่กังวานเสนาะหู  เป็นคีตศิลป์    ถ้าเกิดจากการเคลื่อนไหวที่มีจังหวะจะโคนถูกแบบแผน ก่อความเจริญตาและอารมณ์  เป็นนาฏศิลป์       ถ้าเกิดจากตัวหนังสือที่ก่อความซาบซึ้งสะเทือนอารมณ์  จุดจินตนาการให้บรรเจิดขึ้นมา  คือวรรณศิลป์   ดังนั้นเมื่อเอาเวลาส่วนใหญ่ของการเรียนวรรณคดีไปในการแปลศัพท์และถอดความ จึงเป็นการเสียเวลาอย่างน่าเสียดาย      พลอยทำให้นักเรียนไม่เข้าใจไปด้วยว่า เรียนวรรณคดีไปเพื่ออะไร
     
      สิ่งที่นักเรียนควรเรียนรู้มากที่สุดคือความสละสลวยของภาษา ว่ากว่าที่กวีจะร้อยเรียงถ้อยคำขึ้นมาในรูปของฉันทลักษณ์ได้ จะต้องใช้ทักษะและจินตนาการอันละเมียดละไมมากเพียงใด   จึงจะทำให้ภาษาธรรมดาเพิ่มคุณค่าทวีขึ้นถึงขีดของศิลปะการใช้ภาษา       เขาไม่อาจเห็นขั้นตอนของการเรียงร้อยภาษาจากคำธรรมดาสามัญ มาเป็นคำที่เลือกสรรค์แล้วอย่างวิจิตร  เพื่อให้เกิดศิลปะได้ในที่สุด      เขามองไม่เห็นจินตนาการของกวีที่มองผ่านสิ่งธรรมดาสามัญต่างๆ แล้วทำให้สิ่งนั้นกลายเป็นความงามที่ประทับใจ ผ่านทางตัวอักษร    นักเรียนไม่ได้เห็นแม้แต่การตีความวรรณคดี เพื่อก่อให้เกิดความแตกฉานทางสติปัญญา  สามารถนำหลักการวิเคราะห์และวิจารณ์ไปใคร่ครวญให้เกิดทักษะในการดำเนินชีวิต   อย่างน้อยก็ไม่ได้เห็นเฉพาะสิ่งที่ตาเห็น หรือสมองอ่านเท่านั้น   แต่พินิจพิเคราะห์ลึกลงไปอีกชั้นหนึ่งของสิ่งที่กวีแสดงผ่านสายตามาให้ใคร่ครวญพิจารณาต่อไป
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30587

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 16 ก.ย. 14, 11:58

       ทั้งหมดนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ ถ้าหากว่าวรรณคดีที่มีชั่วโมงน้อยอยู่แล้วในหลักสูตรการเรียน จะต้องหมดเวลาไปกับการแปลศัพท์และถอดความ     ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องถามต่อว่า  การเรียนการสอนวรรณคดีนั้นทำให้นักเรียนมองเห็นจิตวิญญาณของวรรณคดีบ้างหรือไม่  และอย่างไร
   ถ้าหากว่าตำราของกระทรวงศึกษาธิการ ได้อธิบายศัพท์ในวรรณคดีเอาไว้ทั้งหมดในหนังสือ เพื่อนักเรียนจะได้อ่านเข้าใจอย่างง่ายดาย  ก็จะลดขั้นตอนของการแปลศัพท์อันเป็นยาหม้อใหญ่ของนักเรียนลงไปได้       ถ้ามีเอกสารประกอบการสอน ถอดความให้นักเรียนอ่านเสียแต่ต้นชั่วโมง    ก็จะมีเวลาให้กับการอธิบายความงามในภาษาที่กวีบรรจงร้อยกรองขึ้น   จากนั้นก็จะเข้าสู่การวิเคราะห์และวิจารณ์คุณค่าของวรรณคดีเป็นลำดับต่อไป      อย่างน้อยนักเรียนก็จะได้รู้ว่าเขาเรียนวรรณคดีในฐานะศิลปะทางตัวอักษร      ได้รู้จักสุนทรียศาสตร์ที่มีผลดีต่อจินตนาการและการกระตุ้นให้เกิดทักษะในแง่คิดสร้างสรรค์    ดังที่ George Bernard Shaw ให้คำจำกัดความไว้ว่า
             Imagination is the beginning of creation.
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30587

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 16 ก.ย. 14, 15:52

     เมื่อเกิดความเข้าใจถึงศิลปะของการใช้ภาษาแล้ว  มีทักษะอีกหลายประการที่นักเรียนจะฝึกเพื่อความเข้าใจวรรณศิลป์ได้   เป็นการต่อยอดจากสิ่งที่เรียนรู้ในห้องเรียน   เช่นหาการใช้ภาษาที่สวยงามจากวรรณคดีเรื่องอื่นๆมาเพิ่มเติม    หรือหัดทดลองเขียนลองแต่งภาษาที่ และไม่ต้องจบลงแค่การแปลศัพท์และถอดความเท่านั้น
                                                       *******************
     ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. เจตนา นาควัชระ กล่าวไว้ในปาฐกถาศิลป์ พีระศรี ในหัวข้อว่า “บ้านเมืองจะอับจน   ถ้าผู้คนร้างศิลปะ”   
     ท่านเล่าถึงประสบการณ์การไปเยือนพิพิธภัณฑ์ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า ในเช้าวันอาทิตย์วันหนึ่ง   ว่ามีคนอยู่เพียง 2 คนในสถาบัน “แห่งชาติ” แห่งนี้คือผู้ชม 1 คน ได้แก่ตัวท่านเอง   และผู้เฝ้าสถานที่อีก 1 คน   สภาพการณ์นี้เมื่อนำไปเทียบกับบรรยากาศในต่างประเทศแล้วจะเห็นว่าผิดกันไกล  เพราะที่นั่นผู้คนถึงกับเข้าแถวกันรอเวลาพิพิธภัณฑ์เปิด    ข้อนี้เป็นที่มาของข้อพินิจที่ว่า “บ้านเมืองจะอับจน   ถ้าผู้คนร้างศิลปะ” 
     นอกจากตั้งข้อสังเกตเรื่องคนไทยไม่ใคร่สนใจเสพงานศิลปะ    จนทำให้หอศิลปกลายเป็นหอร้าง    ศาสตราจารย์เกียรติคุณเจตนายังตั้งคำถามต่อไปถึงการครอบงำด้วยวาทกรรมโฆษณา ซึ่งมีผลทำให้ประชาชนถอยห่างจากการเสพงานศิลปะโดยตรง มาเป็นการเสพผ่านสื่อเทคโนโลยีต่างๆ เช่นฟังเพลงจากแผ่นตามคำโฆษณาชวนเชื่อ มากกว่าไปชมคอนเสิร์ตที่เล่นสด
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30587

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 16 ก.ย. 14, 15:53

       ปาฐกถาของศาสตราจารย์เจตนาได้จุดความคิดและคำตอบขึ้นในใจหลายข้อด้วยกัน      ถ้าเราจะเปลี่ยนจาก “หอศิลป์”เป็น“หอสมุด”    เปลี่ยนจาก “คอนเสิร์ต” เป็น “วรรณกรรม”  และเปลี่ยนจากแผ่นซีดีเป็นละครโทรทัศน์  หรือแผ่นดีวีดี   คำตอบก็น่าจะออกมาในทางไม่แตกต่างกันนัก
 สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนแตกเขนงความคิดแยกไปจากศาสตราจารย์เกียรติคุณดร. เจตนา จนเป็นคนละทางก็คือ   ผู้เขียนไม่เน้นที่การตั้งคำถาม ว่าบ้านเมืองร้างศิลปะจริงหรือ     แต่จะพยายามหาคำตอบให้กับวิธีการดำรงอยู่ของศิลปะ โดยเฉพาะสาขาวรรณศิลป์ในบ้านเมืองของเรา
        คำปรารภที่ว่า ถึงเป็นเรื่องยากที่จะหาเสภามาขับให้เยาวชนฟัง  แต่ก็พอจะหาได้     แต่สิ่งที่ยากเย็นกว่านั้นคือหาเยาวชนมาฟังเสภา  โดยเฉพาะผู้ที่มาโดยสมัครใจ
        ผู้เขียนไม่ประสงค์จะร่ำร้องให้เยาวชนกลับมาทำสิ่งที่เราเห็นว่าพวกเขาไม่ได้สนใจจะทำ    แต่จะหาคำตอบให้ตัวเองว่าพวกเขาสนใจอะไร    เพราะถ้าเมื่อไรเราปักใจอยู่กับศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วปักใจต่อมาว่าไม่มีผู้เสพงานนั้นอย่างที่เราอยากให้เสพ    คำถามก็จะเกิดขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และจบลงตรงยังหาคำตอบไม่พบอยู่ดี    จะพบก็แต่ผู้ที่อยู่ในข่ายจำเลย  เช่นหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ   การเรียนการสอนของครู    ธุรกิจโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่แผ่ขยายไปทุกวงการ  ฯลฯ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30587

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 16 ก.ย. 14, 16:02

     ดังนั้นความคิดเมื่อใดที่หยุดตั้งคำถาม   หันมาดูรอบตัว เราจะพบว่าศิลปะของไทยไม่ได้จากไปไหน   รวมทั้งวรรณคดีไทยและวรรณกรรม  ก็ยังมีอยู่พอให้ใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง     แม้ว่ากระแสของโฆษณาประชาสัมพันธ์ จะไม่ครอบคลุมถึงมรดกไทยอันมีค่าเหล่านี้    แต่ก็เป็นที่เข้าใจว่าประเทศอื่นๆก็ประสบคำถามคล้ายคลึงกันเหมือนกัน
วรรณคดีเป็นเรื่องที่ต้องรักษาไว้อย่างสิ่งทรงคุณค่า มากกว่าจะมาสนับสนุนให้แข่งกับกระแสนิยมของศิลปะใหม่ๆ   เพราะย่อมเป็นที่รู้ว่าของใหม่เหล่านี้รุ่งเรืองเฟื่องฟูไปตามประสาของใหม่ ย่อมมีผู้คนตื่นเต้นเห่อกัน     เมื่อกาลเวลาผ่านไป ของใหม่กลายเป็นของเก่า    กระแสนิยมเหล่านี้ก็ดับหายไป   ทำนองเดียวกับเพลงร็อคแอนด์โรลที่เคยสร้างความคลั่งไคล้ให้หนุ่มสาวไทยเมื่อ ๕๐ ปีก่อน  บัดนี้ก็ไม่มีหนุ่มสาวรุ่นปัจจุบันคนไหนสนใจไยดีอีกแล้ว   เมื่อเทียบกับเพลงใหม่ๆแปลกๆ ที่ผลิตกันขึ้นมาในแต่ละทศวรรษ จนถึงปีปัจจุบัน
      ถ้าเปรียบเทียบระหว่างของเก่ากับของใหม่โดยมีกระแสความนิยมเป็นมาตรฐาน ของเก่าก็ต้องมีคะแนนนิยมน้อยกว่าของใหม่เป็นธรรมดา   แต่ถ้าพิจารณาใหม่ว่าแม้เวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง  ของเก่านั้นก็มิได้ลับหายไปจากสังคมไทย    หากสามารถก้าวข้ามกาลเวลามาถึงอีกยุคหนึ่งได้  ก็จะเรียกได้ว่าจิตวิญญาณของสิ่งนั้นยังดำรงอยู่   แม้จะหายากขึ้นบ้าง   แต่ก็ ไม่ได้หายไปไหน 
      ถ้าอย่างนั้นมาดูกันว่า จิตวิญญาณที่ยังฝังอยู่ในศิลปะแขนงวรรณศิลป์นั้น มีต้นกำเนิดมาอย่างไร และยังสืบสานต่อมาในลักษณะใดจนถึงปัจจุบัน                                 
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30587

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 16 ก.ย. 14, 20:43

        วรรณศิลป์ในภาษาของไทย

        ขอย้อนกลับไปถึงรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1  อู่ทอง  แห่งอาณาจักรศรีอยุธยา   วรรณคดีสำคัญในเรื่องนี้คือโองการแช่งน้ำ สำหรับใช้อ่านเมื่อมีพิธีถือน้ำกระทำสัตย์สาบานต่อพระมหากษัตริย์  ภาษาที่ใช้เป็นภาษาบาลีสันสกฤต ปะปนกับภาษาไทยดั้งเดิม  ห่างไกลจากความเข้าใจของคนไทยปัจจุบัน   แต่วรรณศิลป์ในการเรียงร้อยถ้อยคำก็ยังทิ้งร่องรอยให้เห็น มาจนถึงปัจจุบัน  คือการเล่นคำด้วยสระ และพยัญชนะ  ซึ่งใช้กันข้ามกาลเวลามาตลอดจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์
         ขอให้สังเกตตอนที่กล่าวถึงกำเนิดของโลก
         จึ่งเจ้าตั้งผาเผือกผาเยอ ผาหอมหวานจึ่งขึ้น
         การเล่นคำปรากฏอยู่หลายแห่ง  ทั้ง จึ่ง-เจ้า   ผา-เผือก    ผาเผือก ผาเยอ  ผาหอมหวาน
          จึ่งเจ้าตั้ง  หมายถึง เทพเจ้าจึงได้สร้าง  คำว่าตั้งในที่นี้หมายถึงทำให้เกิดขึ้น  เรายังใช้อยู่ในคำว่า “ก่อตั้ง”
          ผู้แต่งเล่นคำคำว่า ผา ซ้ำๆกัน
   ผาเผือก  เป็นคำเรียกภาษาไทยของคำว่า เขาไกรลาส  ที่ประทับของพระอิศวรเป็นภูเขาหินสีขาวล้วน 
         ผาเยอ    เยอแปลว่าใหญ่  หมายถึงผาใหญ่ คือเขาพระสุเมรุซึ่งถือเป็นหลักของโลก
         ผาหอมหวาน  คือภูเขาคันธมาทน์   เป็นเขาลูกหนึ่งในป่าหิมพานต์ที่อยู่เชิงเขาพระสุเมรุ เป็นภูเขาที่มีกลิ่นหอมเพราะไม้ในป่านี้เป็นไม้หอมทั้งหมด 
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30587

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 16 ก.ย. 14, 20:45

         ในเมื่อโองการแช่งน้ำไม่ได้มีเอาไว้อ่านในใจเงียบๆเหมือนเราอ่านหนังสือสมัยนี้ แต่มีไว้อ่านดังๆในการทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา  การจงใจเล่นคำด้วยการซ้ำคำ ซ้ำสระ หรือซ้ำพยัญชนะ เพื่อเกิดจังหวะเสียงที่สอดคล้องกัน จึงก่อให้เกิดความเสนาะหูในการเปล่งเสียง 
          ในละครของเชกสเปียร์ที่แต่งขึ้นเพื่อให้นักแสดงออกเสียงดังๆบนเวที ก็มีการเล่นคำ ซ้ำพยัญชนะแบบเดียวกัน   เช่นในตอนต้นของ Macbeth  เปิดตัวละครด้วยการเล่นเสียงพยัญชนะ f  ในวรรคแรก
          So foul and fair a day I have not seen
          อีกตอนหนึ่งคือโคลงจาก Rime of the Ancient Mariner ของ Samuel Taylor Coleridge เล่นคำ ทั้งเสียงพยัญชนะ และตัวสะกด
          The fair breeze blew, the white foam flew,
          The furrow followed free;
           We were the first that ever burst
          Into that silent sea.


          ในสมัยอยุธยาตอนต้น   ภาษาไทยแต่ดั้งเดิมเป็นคำโดด คือคำเดียวง่ายๆ   ไม่ต้องแปลความหมายให้รุงรัง    ส่วนคำยาวๆรับมาจากเขมรซึ่งรับมาจากอินเดียอีกต่อหนึ่ง     ต่อมาตลอดสมัยอยุธยา  ไทยมีศัพท์บาลีสันสกฤตเพิ่มเข้ามาผ่านทางพระไตรปิฎก  จึงทำให้รุ่มรวยในเรื่องศัพท์เพิ่มขึ้นอีกมากมาย  ศัพท์เหล่านี้ทั้งไทย บาลี สันสกฤต และเขมร เอื้อต่อการสร้างวรรณศิลป์ที่มีสัมผัสทั้งนอกคือสัมผัสระหว่างวรรค  และสัมผัสใน คือสัมผัสภายในวรรคเอง  ยิ่งมีสัมผัสมากเท่าใด  ก็ยิ่งแสดงชั้นเชิงทางวรรณศิลป์ของกวี มากขึ้นเท่านั้น       วรรณคดีในยุคต่อมาจึงมีการใช้ศัพท์ทั้งไทย เขมร บาลี สันสกฤตผสมผสานในงานวรรณคดีตอนเดียวกันอย่างแพรวพราว
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30587

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 16 ก.ย. 14, 20:46

          พระเจ้าจักรพรรดิ     เกิดแก้วจักรรัตน์          รวดเร้าดินบน
          สรพรั่งช้างม้า           สรพร้อมรี้พล              สรพราดสามนต์
          ทุกหมู่หมวดหมาย
          พระอยู่เสวยสุข         ในทวาบรยุค               เลิศล้ำลือสาย
          มีเจ้าพระเจ้า            อันเลิศลือชาย              ฟ้าหล้าเหมือนหมาย
          แกว่นกล้ากามบุตร์
          แง่งามโถงเถง           ทหารนักเลง                 แกว่นกล้าการยุทธ
          ประกาศโดยนาม       พระศรีอนิรุทธ               เยาวราชอันอุด
          ดมเลิศแดนไตร


          แต่ถึงกระนั้น ศัพท์ภาษาไทยง่ายๆก็เป็นความงามที่กวีอยุธยามิได้ละทิ้ง  เห็นได้จากพระนิพนธ์กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง ในเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ (กุ้ง)  ในสมัยตอนปลายของอยุธยา   วรรณศิลป์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ในบทนี้  มีร่องรอยของ ‘ขนบ’ การซ้ำคำ ตามแนวของโองการแช่งน้ำเมื่อสมัยอยุธยาตอนต้น
ความพิเศษคือในความธรรมดาของป่าเขาลำเนาไพร  เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ได้สร้างภาพไม่ธรรมดาขึ้นมาด้วยถ้อยคำง่ายๆ รวมกันเข้าแล้วเป็นภาพพิเศษไม่ซ้ำกับใคร   สมกับคำกล่าวของ Boris Pasternak กวีและนักเขียนชาวรัสเซียผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม เมื่อค.ศ. 1958 ว่า
          “Literature is the art of discovering something extraordinary about ordinary people, and saying with ordinary words something extraordinary”
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30587

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 17 ก.ย. 14, 09:18

              เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ทรงตั้งโจทย์ ด้วยเล่นคำธรรมดาสามัญว่า ‘ลิง’ แตกออกเป็นความหมายหลากหลายแตกต่างกัน     จากนั้นก็หยิบยกมารวมกัน   ร้อยกรองเป็นภาพพรรณนาโวหาร แสดงวรรณศิลป์ชั้นสูงของกวี  
            หัวลิงหมากลางลิง                        ต้นลางลิงแลหูลิง
            ลิงไต่กระไดลิง                        ลิงโลดคว้าประสาลิง
                    หัวลิงหมากเรียกไม้            ลางลิง
             ลางลิงหูลิงลิง                        หลอกขู้
            ลิงไต่กระไดลิง                        ลิงห่ม
            ลิงโลดฉวยชมผู้                       ฉีกคว้าประสาลิง

         คำว่า “ลิง” ในที่นี้ล้วนมีความหมายหลากหลาย ไม่ซ้ำกัน
         -  ลิงที่เป็นตัวแสดงบทบาทในโคลง   คือสัตว์
         - หัวลิง เป็นไม้เถาชนิดหนึ่ง ผลขนาดส้มจีน มีสันตรงกลางคล้ายหัวลิง  
         - หมากลางลิง เป็นชื่อของปาล์มชนิดหนึ่ง
         - ลางลิง , กระไดลิง เป็นชื่อของไม้เถาเนื้อแข็ง ลักษณะแบนยาว งอกลับไปกลับมาคล้ายขั้นบันได
         - หูลิง เป็นต้นไม้ชนิดหนึ่ง
         ส่วนการเล่นคำโทโทษในบทกวี  เล่น ๒ คำ
         - ขู้  หมายถึง ขู้ เป็นคำโทโทษของคำว่า คู่
         - ชมผู้ หมายถึง ชมผู้ เป็นรูปโทโทษของคำว่า ชมพู่ หมายถึงผลไม้ชนิดหนึ่ง
         ด้วยคำว่า “ลิง” ทั้งสัตว์และพืช ที่กระจัดกระจายกันอยู่ตามธรรมชาติของมัน      เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ทรงได้นำเข้ามารวมกันไว้ในที่เดียว   สร้างเหตุการณ์ขึ้นมา ให้เห็นภาพพื้นหลังของป่าว่ามีเถาหัวลิงและต้นหมากลิงขึ้นอยู่เป็นฉากหลัง  ความมีชีวิตชีวาของป่าในตอนนี้ ก็คือลิงที่ขึ้นต้นหูลิง ทำหน้าหลอกล้อคู่ของมันตามประสา   บ้างก็ไล่เถากระไดลิงขย่มเล่น   บ้างก็กระโดดฉวยผลไม้อย่างชมพู่คว้ามาฉีกเล่นตามธรรมชาติซุกซนไม่อยู่นิ่งของสัตว์ชนิดนี้
          การร้อยเรียงภาษาจากเล่นคำ โดยมีฐานจากความเป็นจริง นำมาสร้างสรรค์ด้วยจินตนาการอันบรรเจิด แบบนี้คือความอลังการในภาษาไทย     ครูควรสอนให้นักเรียนตระหนักถึงคุณสมบัติและลักษณะเฉพาะของภาษาไทยทางด้านนี้   นอกจากจะเป็นการจุดประกายความคิดและความเข้าใจแล้ว   ยังนำไปสู่ความภูมิใจในการอนุรักษ์ภาษาอันเป็นสมบัติของชาติได้อีกด้วย
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30587

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 17 ก.ย. 14, 09:20

          ตัวอย่างที่เห็นได้อีกเรื่องหนึ่ง ในการเล่นลีลาของภาษาร้อยแก้ว คือเรื่องสั้น ภาพดาวหลงฟ้า ในคืนพระจันทร์เสี้ยว  ของ สกุล บุณยทัต

          ๑๘
          อากาศในคืนนี้เยือกเย็นลงอย่างประหลาด    ดวงดาวบนฟากฟ้าส่องประกายสุกสว่างงามระยับ...จันทร์เสี้ยวที่แหว่งโค้งดวงเดิม...ลอยเลื่อนอยู่กับความเงียบงันของค่ำคืนอย่างคมกริบ   “ ดวงหลงฟ้าดวงหนึ่ง” ลอยคว้างเป็นสายทางที่เหยียดยาว เหมือนดั่งการก้าวย่างของชีวิตที่ยิ่งใหญ่  ผ่านแผ่นฟ้ากว้างไกลไปสู่ความนิรันดร์อันยั่งยืน...
          ๑๙
          พระธุดงค์ทั้งสองต่างเพ่งมองปรากฎการณ์แห่งธรรมชาติที่เบื้องหน้า..ด้วยกิริยาอาการอันสงบนิ่ง...ศีรษะของ “ผู้ทรงศีล”น้อมต่ำลง...พร้อมกับมือที่ยกขึ้นพนม..สวดภาวนา
           “ ผู้คนแห่งโลกของเราทั้งหมดรู้จักให้อภัย
            รู้จักมองข้ามความผิดพลาดของผู้อื่น...
-------------------------------------------
            เราสรุปบทเรียนจากอดีต  เพื่อรู้ที่จะสร้าง
            ปัจจุบันเพื่ออนาคต


            ถ้าหากว่าถอดภาษาข้างบนนี้ออกมา ให้ได้ใจความตรงตามเดิม แต่ไม่คำนึงถึงลีลาของภาษา  ก็จะออกมาอย่างนี้
            อากาศในคืนนี้เย็นมาก     ดาวบนฟ้าส่องแสงสว่าง  จันทร์เสี้ยวลอยอยู่ในความเงียบของเวลากลางคืน    ดาวตกตกเป็นสาย ทำให้นึกถึงชีวิตที่ก้าวไปสู่นิรันดร
            ๑๙
           พระธุดงค์ทั้งสองเพ่งมองปรากฎการณ์ธรรมชาติ ด้วยกิริยาสงบนิ่ง...ศีรษะก้มต่ำ  พนมมือสวดมนตร์


           เนื้อหาเท่าเดิม  แต่ลีลาของภาษาที่ตัดสุนทรียะทางภาษาออกไป ทำให้งานทั้งสองชิ้นนี้มีวรรณศิลป์ผิดกัน ราวกับเป็นงานคนละชิ้น    ชิ้นแรกประกอบด้วยจินตนาการและลีลาวรรณศิลป์ มีทั้งรูปธรรมและนามธรรม        ส่วนชิ้นหลังเป็นคำบรรยายสั้นกระชับ เน้นเพียงภาพที่ตาเห็นได้เท่านั้น
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.058 วินาที กับ 19 คำสั่ง