เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 21 22 [23] 24 25 ... 29
  พิมพ์  
อ่าน: 45560 เพลงเก่า เล่าอดีต
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 330  เมื่อ 04 ก.ย. 14, 09:48

            แรกเริ่มท่านยืมเงินค่าเช่า 90 เหรียญจากเพื่อนเพื่อเช่าบ้านเปิดรับเด็กกำพร้าหลังแรก
จำนวนเด็กจาก 5 คนในตอนเริ่มเพิ่มเป็น 50 คนอย่างรวดเร็ว จนต้องขยับขยายย้ายไปที่ใหม่ซึ่ง
ก็ไม่พอรองรับกับจำนวนเด็กที่เพิ่มมากขึ้น ในที่สุดจึงย้ายออกไปอีกยัง Overlook Farm ซึ่งเป็น
ที่ตั้งในปัจจุบันเมื่อปี 1921  
            ถึงปี 1922 ชาวเมือง Omaha, ผู้นำทางศาสนาและธุรกิจได้รวมทุนสร้างบ้านเป็นอาคาร
ตึกห้าชั้นที่มีทั้งหอพัก, ห้องเรียน, ห้องอาหาร, สถานพยาบาล, ยิมและโบสถ์น้อย และ ต่อมาใน
ปี 1930 ตึกหลังใหม่มูลค่าสี่แสนเหรียญก็ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นโรงเรียนอาชีวะและสำนักงาน


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 331  เมื่อ 04 ก.ย. 14, 09:54

          เรื่องราวของคุณพ่อ Flanagan ได้ถูกฮอลลีวู้ดนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ โดยมีนักแสดงรุ่นใหญ่
อย่าง Spencer Tracy (ซึ่งก็มีเชื้อสายไอริช) นำแสดง  ส่วนบทเด็กกำพร้าจอมแก่นรับบทโดยดารา
เด็กคนดัง Micky Rouney
           เมื่อออกฉายหนัง Boys Town ได้รับความนิยมจนกลายเป็นหนังทำเงิน ส่วน Spencer ก็คว้า
รางวัลออสการ์นักแสดงนำชายปี 1938 ไปครองแล้วได้นำรางวัลออสการ์นี้มามอบต่อแด่คุณพ่อ


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 332  เมื่อ 05 ก.ย. 14, 10:59

           หลังสงครามโลกครั้งที่สอง คุณพ่อได้ออกเดินทางไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพื่อเยี่ยมเยือน
สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าหลังสงครามและสื่อสารปัญหาเด็กกำพร้าและยากไร้กับรัฐบาลของประเทศนั้น
           คุณพ่อจากไปในปี 1948 แต่ผลงานที่คุณพ่อเรียกว่า "งานของพระเจ้า" ยังคงได้รับการสานต่อ
และเติบโตขยายไปยังรัฐอื่นๆ ในอเมริกา


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 333  เมื่อ 05 ก.ย. 14, 11:01

           คู่หูนักแต่งเพลง   Bobby Scott และ Bob Russell ได้แรงบันดาลใจคติพจน์ของบ้านเด็กชาย
และได้นำมาประพันธ์เป็นบทเพลงประทับใจในปี 1968 ขณะที่ Russell นั้นกำลังป่วยในระยะสุดท้ายจาก
โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
            'เขาเล่าว่า' เนื้อเพลงอิงเรื่องจากทหารผ่านศึกเวียตนามที่ได้พานพบเด็กชายเวียตนามแบกร่าง
ไร้ลมหายใจของน้องชายหนีไฟที่กำลังเผาไหม้หมู่บ้าน ชื่อเพลงคือประโยคคำตอบของเด็กชายเมื่อถูก
ถามว่า หนักไหม?

คุณกุ้งแห้งฯ เคยเล่าว่า
 
             คนเขียนเพลงๆ นี้คือ บ็อบบี้ สก็อต เป็นนักแต่งคำร้องมือฉกาจของฮอลลีวู้ด แต่งเพลงประกอบ
และธีมภาพยนต์มากมาย ประวัติว่าเคยทำอาชีพเขียนคำโฆษณามาก่อนด้วย สมัยเรียนมหาลัย Washington,
Missouri เขาเป็นเพื่อนร่วมห้องกับนักเขียนนิยายชื่อดัง Sydney Sheldon และมีบางช่วงที่เป็นคู่แต่งคำร้อง
ให้กับมือเพลงระดับ Quincy Jones
           อำลาโลกใบนี้ไปตั้งแต่ปี 1970 ไม่นานหลังจาก The Hollies วงอังกฤษเอาเพลงนี้ไปร้องจน
ขึ้นอันดับ #3 in the UK and #7 in the US


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 334  เมื่อ 05 ก.ย. 14, 11:03

          วงดนตรีอังกฤษคณะ The Hollies นำมาบันทึกเสียงออกวางตลาดในเดือนกันยายนปี 1969
แล้วก็ได้กลายเป็นเพลงฮิทอมตะในที่สุด

คุณ pipat เคยเล่าไว้ว่า

              ร้องไว้ครั้งแรกโดย Kelly Gordon ในอัลบั้ม Defunked 1969 มือกีตาร์ของวง ฮอลลี่ส์
ไปเจอแผ่นเสียงนี้ เขาเอามาปรับใหม่ให้จังหวะเร็วและเร้าใจขึ้น มีการเติมวงออเคสตร้าเข้าไป ของเดิม
หนืดเหมือนเพลงสวด เพราะเป็น spiritaul country มือปิอาโนรับจ้างในเพลงนี้ ได้ค่าแรง 12 ปอนด์
เขาผู้นี้...เอ่อ เธอ มากกว่า ต่อมาใช้ชื่อว่า เอลตั้น จอห์น
              โจ ค๊อคเกอร์เจอเพลงนี้ก่อน แต่ไม่สน


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 335  เมื่อ 08 ก.ย. 14, 09:12

          วิกกี้บอกว่า ต้นน้ำถ้อยคำประโยคนี้ เกิดที่สก็อตแลนด์ ดังมีปรากฏในหนังสือนิทานคติธรรม
The Parables of Jesus โดย James Wells, Moderator ของ United Free Church of
Scotland ในปี 1884 เล่าเรื่อง เด็กหญิงตัวน้อยอุ้มน้องชายตัวโตเกือบเท่าตัวเธอ เมื่อมีคนถามว่า
ไม่เหนื่อยหรือ เธอตอบว่า
                    "No, he's not heavy; he's my brother."


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 336  เมื่อ 08 ก.ย. 14, 09:15

          เรื่องราวของเด็กหญิงถูกนำไปถ่ายทอดต่อใน  The Higher Powers of Mind and Spirit
โดย Ralph Waldo Trine เมื่อปี 1918 เป็นถ้อยคำว่า
                        'He's na heavy. He's mi brither.'


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 337  เมื่อ 08 ก.ย. 14, 09:17

         จนกระทั่งปี 1924 Roe Fulkerson บรรณาธิการแม็กซีน Kiwanis ได้ตีพิมพ์คอลัมน์
ซึ่งปรากฏประโยคนี้ที่ดัดแปลงเป็นดังเช่นชื่อเพลง He Ain't Heavy, He's My Brother
เป็นครั้งแรก

ยังนึกถึงแดนอาทิตย์อุทัย, ภาพนี้จากโอกินาวา


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 338  เมื่อ 08 ก.ย. 14, 09:18

            และต่อมาประโยคนี้ก็ได้ถูกดัดแปลงมาเป็นคติพจน์ของ Boys Town children's home
โดยคุณพ่อผู้ก่อตั้ง Father Edward Flanagan ในทศวรรษที่ 1940s เป็น
                       "He ain't heavy. Father.. he's m' brother"


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 339  เมื่อ 08 ก.ย. 14, 09:20

          วิกกี้พูดถึงลักษณะของถ้อยความนี้ว่าเป็น paraprosdokian(unexpected ending)
ที่เนื้อหาข้อความส่วนหลังทำให้ผู้ฟังต้องตีความส่วนหน้าใหม่ มักใช้ในบทตลกมากกว่าใช้ในภาวะ
เวทนา(pathos) อย่างชื่อเพลงนี้

ส่วนภาพนี้บรรยายว่า He ain’t heavy, he’s my husband

Jesse Cottle สูญเสียขาทั้งสองข้างที่อาฟกานิสถานจากระเบิดแสวงเครื่อง(IED - Improvised
Explosive Device) เมื่อปี 2009 ไม่นานนักจากนั้น, เขาได้พบกับ Kelly ที่สระว่ายน้ำเมื่อเขามา
ทดลองใช้ขาเทียม
           เคลลี่บอกว่า บุคลิกภาพและตัวตนที่เขาเป็นนั้นมีคุณค่าเหนือกว่าสภาพการบาดเจ็บของเขา
จนกระทั่งคุณลืมมันไปได้โดยไม่ยากนาน


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30544

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 340  เมื่อ 08 ก.ย. 14, 11:49

^
^


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30544

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 341  เมื่อ 08 ก.ย. 14, 11:50

ชอบกระทู้นี้จริงๆ   จนลืมหาจังหวะแทรกไปเลยค่ะ
encore...encore


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 342  เมื่อ 08 ก.ย. 14, 14:36

ขอบคุณ ครับ

         ย้อนขึ้นไปอ่านทบทวนเรื่องราวที่โพสท์แล้ว พบว่าในส่วนที่ยกข้อความของคุณกุ้งแห้งฯ มานั้น
มีที่ต้องแก้ไข ครับ
คุณกุ้งแห้งฯ เคยเล่าว่า 
             คนเขียนเพลงๆ นี้คือ บ็อบบี้ สก็อต เป็นนักแต่งคำร้องมือฉกาจของฮอลลีวู้ด แต่งเพลงประกอบ
และธีมภาพยนต์มากมาย ประวัติว่าเคยทำอาชีพเขียนคำโฆษณามาก่อนด้วย สมัยเรียนมหาลัย Washington,
Missouri เขาเป็นเพื่อนร่วมห้องกับนักเขียนนิยายชื่อดัง Sydney Sheldon และมีบางช่วงที่เป็นคู่แต่งคำร้อง
ให้กับมือเพลงระดับ Quincy Jones
           อำลาโลกใบนี้ไปตั้งแต่ปี 1970 ไม่นานหลังจาก The Hollies วงอังกฤษเอาเพลงนี้ไปร้องจน
ขึ้นอันดับ #3 in the UK and #7 in the US

นั่นคือ         เปลี่ยนจาก บ็อบบี้ สก็อต(ซึ่งเป็นคนให้ทำนอง) เป็น บ็อบ รัสเซลล์ แต่งคำร้อง
ส่วนเรื่องราวนั้นคงตามเดิม

ผลงานคำร้องเพลงอื่นๆ ของ บ็อบ รัสเซลล์ ที่คุ้นหู ได้แก่
          No Other Love(ทำนองเพลงของ Chopin), Brazil(ให้คำร้องเป็นภาษาอังกฤษ)
Don't Get Around Much Anymore และ Would I Love You (Love You, Love You)
บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1277


ความคิดเห็นที่ 343  เมื่อ 08 ก.ย. 14, 14:46

ชอบกระทู้นี้จริงๆ   จนลืมหาจังหวะแทรกไปเลยค่ะ
encore...encore

ชอบด้วยคนครับ  แอบตามเงียบๆ ตลอด  ยิงฟันยิ้ม  ยิงฟันยิ้ม  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 344  เมื่อ 08 ก.ย. 14, 15:23

นึกถึงเพลงนี้

พี่ชายที่แสนดี



ขี่คอจนเกือบสูงทัน จ้องมองบนฟ้านั่น
เอื้อมมือถึงจันทร์ จะเอาเป็นของเรา

ขี่คอจนเกือบสูงทัน เอื้อมมือให้ถึงจันทร์
บอกเอาไว้นาน พี่ชายที่แสนดี


นอกจากชอบเนื้อเพลงแล้ว ยังชอบคนร้องด้วย เสียงน่ารักดี  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 21 22 [23] 24 25 ... 29
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.074 วินาที กับ 19 คำสั่ง