เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7 ... 13
  พิมพ์  
อ่าน: 81792 ดยุคและดัชเชสแห่งวินด์เซอร์ : รักหลังนิราศบัลลังก์
kulapha
มัจฉานุ
**
ตอบ: 96


ความคิดเห็นที่ 60  เมื่อ 27 เม.ย. 14, 11:26



นึกถึงภาพนี้เลยค่ะ อาจารย์ขา  แลบลิ้น
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30684

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 61  เมื่อ 27 เม.ย. 14, 11:28

   ความสัมพันธ์ของเจ้าชายกับวอลลิสไม่ใช่เรื่องลับสำหรับราชสำนัก   แม้แต่สื่อหนังสือพิมพ์ก็รู้อยู่เต็มอก      แต่ราชสำนักเก่งพอจะเย็บปากสื่ออังกฤษเอาไว้ได้สนิท   ประชาชนจึงไม่รู้เรื่องนี้     ในเมื่อเจ้าชายทรงเป็นขวัญใจของประชาชนเรื่อยมา  ไหนจะหล่อ ไหนจะรับราชการทหารดูองอาจสมเป็นชายชาติทหาร   ไหนจะเสด็จออกงานกุศล ทำโน่นทำนี่ให้สังคมอยู่บ่อยๆ   ประชาชนอังกฤษก็เลยปลื้มพระองค์ จนกระทั่งการก้าวขึ้นสู่ราชบัลลังก์มิได้เป็นปัญหาใดๆแม้แต่น้อย     ประชาชนพลเมืองรวมทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐสภาต่างก็เชื่อว่ารัชกาลของพระราชาองค์ใหม่จะเป็นไปด้วยดี
   แต่การเป็นสนมลับของเจ้าชาย กับเป็นสนมลับของพระราชานั้น สถานภาพผิดกันมาก     การเป็นเจ้าชายหมายความว่ามิได้รับผิดชอบอังกฤษอย่างเต็มตัวเท่ากับเป็นพระเจ้าแผ่นดิน     ดังนั้นจะมีกิ๊กกี่คนก็ถือเป็นความบันเทิงส่วนตัว พอหยวนๆกันได้    แต่ถ้าก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่แปดแล้ว   ผู้หญิงที่อยู่ในฐานะใกล้ชิดรู้ตื้นลึกหนาบางทุกอย่างทั้งการบ้านและการเมืองก็ควรจะเป็นผู้หญิงที่รัฐบาลและราชสำนักไว้ใจได้ ว่าจะไม่ชักนำพระองค์ไปในทางเสื่อมเสียต่อพระภารกิจ
     ที่สำคัญกว่านี้คือในยุคนั้น  เยอรมันกำลังสร้างขุมกำลังขึ้นมาในยุโรป   สงครามใต้ดินก็เริ่มร้อนระอุ    จารชนแฝงตัวบินกันว่อนทั้งฝ่ายอังกฤษและเยอรมัน     ถ้าหากว่าฝ่ายเยอรมันสามารถติดสินบนพระสนมลับได้สำเร็จ    ความลับตื้นลึกหนาบางในแผ่นดินอังกฤษก็จะรั่วไหลไปสู่ฮิตเลอร์   รัฐบาลอังกฤษนอนก่ายหน้าผากคิดเรื่องนี้อยู่ด้วยความปวดเฮด  
   เราต้องไม่ลืมว่า วอลลิสเป็นคนอเมริกัน    หมายความว่าจะหวังให้เธอมาจงรักภักดีต่ออังกฤษก็คงยาก     ดูจากประวัติอันห่างไกลจากผู้หญิงนิ่มๆ ซื่อๆ แล้วก็ยิ่งหวังไม่ได้หนักเข้าไปอีก ว่าเธอจะซื่อตรงจงรัก ไม่ชักนำพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดไปในทางที่เป็นผลเสียต่อประเทศ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30684

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 62  เมื่อ 27 เม.ย. 14, 11:39



นึกถึงภาพนี้เลยค่ะ อาจารย์ขา  แลบลิ้น
อยากเห็นภาพนี้อยู่พอดีค่ะ  ขอบคุณมาก
มันบรรยายถึงความสัมพันธ์ของหนึ่งองค์และหนึ่งคนได้อย่างไม่ต้องพูดอะไรมาก
ถ้าเป็นเพลงลูกกรุงรุ่นเก่า  คงจะตั้งชื่อว่า "ทาสสวาท"
บันทึกการเข้า
scarlet
ชมพูพาน
***
ตอบ: 155

โกหกเมียตายไปตกนรก แต่พูดความจริงตายทันที เลือกเอา


ความคิดเห็นที่ 63  เมื่อ 27 เม.ย. 14, 11:51

เพลงลูกกรุงเก่าไพเราะเพลงหนึ่งที่เกี่ยวกับความรักครับ
อารมณ์สวาท

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30684

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 64  เมื่อ 28 เม.ย. 14, 10:41

ขอบคุณค่ะ ไม่เคยได้ยินเพลงนี้มาก่อน

     หลังจากเริ่มต้นแบบข้าวใหม่ปลามันระหว่างรัฐบาลและพระราชาองค์ใหม่ได้สักพัก     ข้าวก็ชักส่งกลิ่นทะแม่งๆ เมื่อทั้งรัฐบาลและราชสำนักพบว่า เจ้าชายเดวิด ผู้ซึ่งบัดนี้กลายเป็นพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8   เริ่มล้มเลิกระบบระเบียบอะไรหลายอย่างในราชสำนัก รวมทั้งให้คนเก่าๆออกจากงาน ตัดงบประมาณ ฯลฯ   ต่อมาที่หนักกว่านี้ก็คือ  ไม่ค่อยจะเอาใจใส่พระราชภารกิจนัก   มีจดหมายสำคัญบางฉบับส่งไปที่โต๊ะทรงพระอักษรแล้วก็ค้างเติ่งอยู่ยังงั้น โดยไม่ได้เปิดซอง     เพราะพระองค์ไม่มีเวลาพอจะอ่าน
    ถ้าถามว่าแล้วทรงเอาเวลาไปทำอะไร   คำตอบก็คือเอาเวลาไปจู๋จี๋กับวอลลิส    แม้จะไม่ถึงกับวันละ 24 ช.ม.  แต่ก็ดึงเวลาไปวันละหลายชั่วโมง      ถ้าพระองค์เป็นคนทำงานออฟฟิศจาก 9 ถึง 5 โมงเย็นก็ไม่เป็นไร   เลิกงานแล้วจะไปเที่ยวกับเมียก็ได้ตามสบาย   แต่พระราชภารกิจหนักกว่านั้น    กว่าจะอ่านเอกสารกว่าจะปฏิบัติหน้าที่ ไปงานโน้นงานนี้   ก็กินเวลาดึกดื่นค่อนคืน     เมื่อทรงทำไม่ได้  ทั้งสอง ร. คือรัฐบาลและราชสำนักก็เริ่มหงุดหงิดอึดอัด
    ในที่สุด  ราชเลขาธิการอดรนทนไม่ไหว  ก็ทำหนังสือกราบทูลว่า บัดนี้สื่อชักจะเริ่มแพล็มๆข่าวพระสนมวอลลิสขึ้นทุกทีแล้ว    ราชสำนักก็ปกปิดต่อไปไม่ไหว     ถ้าหากว่ายังเป็นยังงี้อยู่ต่อไปละก็  รัฐบาลทั้งคณะอาจจะลาออกเพื่อประท้วงก็เป็นได้
    พูดอีกทีว่าพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดถูกยื่นคำขาดให้เลือกข้อใดข้อหนึ่งตามนี้
    1  เลิกกับวอลลิสซะ
    2  ยังคงมีพระสนมลับอยู่ตามเดิม ปล่อยให้รัฐบาลลาออกไปทั้งคณะ
    3  แต่งงานกับวอลลิสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แล้วสละราชบัลลังก์

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30684

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 65  เมื่อ 29 เม.ย. 14, 11:26

       ถ้าหากว่าเลือกได้ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดก็คงไม่อยากจะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างราชบัลลังก์และผู้หญิงที่ทรงรัก   แต่จะทำอย่างไรได้    ถ้าเลือกบัลลังก์ก็ต้องสละวอลลิส เพราะทั้งรัฐบาลและประมุขทางศาสนาไม่เห็นด้วยที่จะยกผู้หญิงคนนี้ขึ้นมา    แม้แต่จะเก็บเธอไว้ในฐานะพระสนมลับ ก็ยังถือว่าอันตรายต่อความมั่นคงอยู่ดี       ถ้าจะเลือกวอลลิสก็ต้องสละราชบัลลังก์ซึ่งไม่เคยมีใครทำมาก่อนในประวัติศาสตร์อังกฤษ
      ส่วนวอลลิส  ยืนยันอยู่เสมอในภายหลังว่าเธอไม่เคยต้องการให้พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดสละราชบัลลังก์เพื่อเธอ      แต่เธอก็ไม่เคยกระทำการใดที่แสดงว่าอยากสละพระองค์ไปเช่นกัน       ถ้าเรามองจากมุมของผู้หญิงคนนี้ก็จะเห็นได้ว่า  ทางเลือกของเธอน้อยมาก     ถ้าเธอสละพระองค์ไป  เธอจะเหลืออะไรในเมื่อก็ฟ้องหย่าขาดจากนายซิมป์สันไปแล้ว     โดยส่วนตัวเธอไม่ใช่คนรวย  อายุเข้าวัยกลางคนแล้ว และไม่สวย   แต่เธอใช้ชีวิตอย่างไฮโซมาตลอด    ถ้าเลิกกับเจ้าชายเธอจะไปหาผู้ชายคนไหนที่สามารถประดังประเดเงินทองและเกียรติยศให้เธอได้      เรื่องจะไปทำงานเลี้ยงตัวนั้นเลิกคิดไปได้เลย เพราะเธอไม่ใช่เวิร์คกิ้งวูแมนมาตั้งแต่แรก   อีกอย่างสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2    ผู้หญิงพอโตเป็นสาวก็แต่งงานให้สามีเลี้ยงกันทั้งนั้น
     
      ผลก็ช็อคโลกอย่างที่รู้ๆกัน คือเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ. 1936  หลังจากครองราชย์ได้ 326 วัน  พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ก็สละราชสมบัติ    ทำให้ราชบัลลังก์ตกอยู่กับพระอนุชาองค์รอง เจ้าชายอัลเบิร์ต  ซึ่งขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าจอร์ชที่ 6   ทรงเป็นพระราชบิดาของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธองค์ปัจจุบัน


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30684

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 66  เมื่อ 30 เม.ย. 14, 11:41

ผลการตัดสินใจของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8  ไม่ได้เพียงแต่ช็อคโลกเท่านั้น  ในพระราชวงศ์เองก็ปั่นป่วนอลเวงราวกับเรือโดนพายุใหญ่     คนที่อาการหนักสุดมี 2 องค์คือพระพันปีแมรี่   อดีตพระราชินีผู้ทรงอยู่กับหน้าที่ต่อประเทศชาติและขนบธรรมเนียมของราชสำนักอย่างเคร่งครัด ทำใจรับไม่ได้    ก่อนหน้านี้แม่ลูกก็ทะเลาะกันมาพักใหญ่แล้วเรื่องวอลลิส   เพราะพระพันปีไม่เคยคิดเลยว่าพระโอรสจะเห็นแก่ผู้หญิงคนหนึ่งยิ่งกว่าประเทศชาติบ้านเมือง     ซ้ำก็ไม่ใช่ผู้หญิงดิบดีอะไร มีประวัติด่างพร้อยและอื้อฉาวเป็นของแถมติดตัวมาด้วย
คนที่อาการหนักอีกคนคือเจ้าชายอัลเบิร์ตพระอนุชาองค์ถัดไป     เจ้าชายเป็นคนเงียบๆขรึมๆ ขี้อายต่อสาธารณชน    เพราะเกิดมาก็เป็นมือรองอันดับสองมาตลอด   พ่อแม่รักลูกชายคนโตที่ทั้งหล่อทั้งโก้สมศักดิ์ศรีรัชทายาททุกอย่าง  ประชาชนก็ปลื้มเจ้าชายเดวิด จนแทบจะไม่มีใครชำเลืองมองเจ้าชายองค์รอง 
สาเหตุใหญ่ของความขี้อายของเจ้าชายอัลเบิร์ตคือพระองค์เป็นโรคติดอ่าง    เลยไม่ค่อยกล้าพูดจากับใคร  เพราะมันเสียบุคลิกอย่างหนัก    ถ้าใครไม่ป่วยเป็นโรคนี้คงไม่รู้ว่ามันขายหน้าขนาดไหนที่ต้องไปยืนตะกุกตะกัก หน้าดำหน้าแดงพูดไม่ออก หรือพูดจะ..จะ..จะ..จะ ซ้ำซาก   ให้คนตรงหน้ากลั้นหัวเราะ    เจ้าชายจึงค่อนข้างเก็บพระองค์   สบายพระทัยอยู่แต่ว่าเป็นแค่เจ้าชายองค์รอง คงไม่มีใครมาเอาใจใส่
แต่จู่ๆเจ้าชายก็จะต้องเข้ามาแบกภาระของประเทศแทนพระเชษฐา จะไม่ให้ทรงช็อคอย่างไรได้
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30684

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 67  เมื่อ 30 เม.ย. 14, 11:46

เมื่อขึ้นครองราชย์ เจ้าชายอัลเบิร์ตทรงเลือกพระนามใหม่ว่า จอร์ช   จึงทรงเป็นพระเจ้าจอร์ชที่ 6   เพราะมีพระเจ้าแผ่นดินทรงพระนามว่าจอร์ชมาแล้ว 5 องค์ องค์ที่ 5 คือพระราชบิดาของพระองค์เอง


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30684

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 68  เมื่อ 30 เม.ย. 14, 11:54

  พระเจ้าจอร์ชทรงโชคดีอย่างหนึ่งคือได้ภรรยาดี    พระชายาของพระองค์ที่เสกสมรสกันมาตั้งแต่ทรงเป็นเจ้าชายเป็นหญิงสาวตระกูลผู้ดีชื่อเลดี้เอลิซาเบธ โบว์-ลียอน   เธอเป็นผู้หญิงเก่งและฉลาด  เป็นเพื่อนคู่คิดมิตรคู่ใจของพระองค์ได้อย่างดีเยี่ยม   บทบาทของเธอนั้นหาดูได้จากหนังเรื่อง The King's Speech ที่กวาดรางวัลไปเพียบรวมทั้งตุ๊กตาทองด้วย
   พระราชินีเอลิซาเบธทรงอยู่เคียงข้างพระสวามี   ทำตัวดี ชนะจิตใจประชาชนได้สำเร็จ  โดยเฉพาะในยามสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ลอนดอนโดนระเบิดฝ่ายเยอรมันถล่มยับเยินไปหลายแห่ง     เธอเป็นคนยืนกรานว่า พระเจ้าจอร์ชและเธอจะไม่อพยพหลบภัยสงครามไปอยู่ที่ไหนเด็ดขาด  แต่จะอยู่เคียงข้างประชาชนที่ไม่มีทางอพยพหลบหนีจากเมืองหลวง    เพื่อเป็นขวัญกำลังใจว่าในยามลำบาก  พระเจ้าแผ่นดินและพระราชินีจะไม่ทอดทิ้งประชาชน
   พระราชินีองค์นี้เองที่พวกเราตอนเกิดมาคงได้ยินชื่อที่ประชาชนเรียกว่า "ควีนมัม"  ทรงเป็นพระราชมารดาของพระราชินีนาถองค์ปัจจุบัน    เป็นพระราชินีที่ประชาชนรักมากที่สุดองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30684

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 69  เมื่อ 30 เม.ย. 14, 11:58

ควีนมัมเมื่อพระชันษาครบ 100 ปี  ทรงอยู่มาได้อีกปีกว่าๆ จนสิ้นพระชนม์เมื่อพระชันษาย่างเข้า 102 ปี


บันทึกการเข้า
tita
พาลี
****
ตอบ: 237


ความคิดเห็นที่ 70  เมื่อ 30 เม.ย. 14, 14:55

- ติดตามอยู่ค่ะ

- ในพระนามเต็ม Edward Albert Christian George Andrew Patrick David  นั้น  ประกอบด้วยพระนามของนักบุญผู้พิทักษ์ (Patron Saints) ทั้งของอังกฤษ (St.George) สก๊อตแลนด์ (St.Andrew) ไอร์แลนด์ (St.Patrick) และเวลส์ (St.David)  ซึ่งเป็นที่สังเกตอยู่ด้วยว่าเหตุใดจึงรวมพระนามนักบุญผู้พิทักษ์ไว้ถึง ๔ องค์เช่นนั้น

- กษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ ๘ นี้  แม้ก่อนจะมีกรณีความสัมพันธ์กับผู้หญิงต่างๆ  ก็มีประเด็นซุบซิบอยู่เหมือนกันเรื่องทัศนคติแปลกๆ ของพระองค์ที่มีต่อพลเมืองของชาติในเครือจักรภพ  เคยอ่านว่าพระองค์ก็แสดงความเห็นไว้แรงน่าตกใจอยู่เหมือนกัน (แต่จำข้อความไม่ได้แน่ชัดค่ะ)  สมัยนั้นสื่อมวลชนยังไม่กล้าเผยแพร่ข้อความเหล่านี้  เพิ่งมารับรู้กันในยุคหลังที่สื่อมวลชนมีเสรีภาพมากขึ้นแล้ว  หรือแม้แต่ท่าทีเหมือนจะเห็นชอบกับผู้นำนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒

- กษัตริย์จอร์จที่ ๕ พระบิดาเองก็ดูจะไม่โปรดพระโอรสองค์ใหญ่ผู้เป็นรัชทายาทนัก  เคยอ่านว่าพระบิดาทำนายไว้เลยด้วยซ้ำว่าหากพระองค์ล่วงลับไปแล้วพระโอรสคงจะก่อเรื่องจนเละตุ้มเป๊ะภายในหนึ่งปี  พระบิดาทรงโปรดพระโอรสองค์รอง คือเจ้าชายอัลเบิร์ต (กษัตริย์จอร์จที่ ๖) และพระธิดาของเจ้าชาย  คือเจ้าหญิงอลิซาเบธ (สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ ๒) มากกว่า  จนออกโอษฐ์ว่าทรงหวังว่าพระโอรสองค์โตจะไม่เสกสมรสและมีโอรสธิดา  เพื่อที่จะไม่มีสิ่งใดมาขวางเจ้าชายอัลเบิร์ต “เบอร์ตี้” และเจ้าหญิงอลิซาเบธ “ลิลิเบ็ธ” จากราชบัลลังก์ (I pray to God that my eldest son (Edward) will never marry and have children, and that nothing will come between Bertie and Lilibeth and the throne)
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30684

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 71  เมื่อ 30 เม.ย. 14, 15:36

ขอบคุณสำหรับข้อมูลเพิ่มเติมค่ะ
เรื่องพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดกับฮิตเลอร์ เป็นข่าวอยู่เหมือนกันหลังสละราชบัลลังก์แล้ว      นัยว่าทรงสนับสนุนฝ่ายนาซีอย่างที่คุณ tita ว่ามา
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30684

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 72  เมื่อ 01 พ.ค. 14, 20:29

     ถ้าถามว่าวอลลิสรู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้   ก็ขอตอบว่า ในช่วงที่ราชสำนักและรัฐบาลปั่นป่วนกันอย่างหนักเพราะตกลงกับพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดไม่ได้   นางเอกของเราก็กลายเป็นสาวไร้เดียงสาขึ้นมาเสียงั้นแหละ    เธอไม่เข้าใจเลยว่าพวกนั้นจะอะไรกันนักหนากับเธอ   ในเมื่อเธอก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรสักอย่าง   ถ้าพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดเสกสมรสกับเธอได้ก็ดี    ถ้าไม่ได้เธอก็ไม่ว่า    แต่จะให้เธอเลิกกับพระองค์ท่านเธอก็ไม่เลิก  เพราะรักกันแน่นแฟ้นเสียแล้ว
    พอข่าวอื้อฉาวไปทั่วประเทศ   และจบลงด้วยการสละราชบัลลังก์ท่ามกลางความตกตะลึงของประชาชนทั่วสหราชอาณาจักร  บ้านของวอลลิสก็ถูกมือดีขว้างหินใส่เข้าให้   เป็นการคุกคามที่ทำให้เธอตัดสินใจออกจากอังกฤษไปอยู่ฝรั่งเศสตอนใต้     ทั้งคู่ต้องแยกกันชั่วคราว จนกระทั่งอดีตราชันย์แห่งสหราชอาณาจักร ผู้ซึ่งบัดนี้ได้ชื่อใหม่ว่า ดยุคแห่งวินด์เซอร์  ตามที่พระอนุชาพระราชทานให้เป็นกรณีพิเศษ  ตามไปทีหลังและได้แต่งงานกันโดยทำพิธีสมรสเล็กๆ ในฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 1937
    ในตอนแรก   ดยุคแห่งวินด์เซอร์เข้าพระทัยว่าพระองค์ก็คงอยู่นอกประเทศชั่วคราว  อาจจะสัก  2-3 ปี  ให้เรื่องเงียบก่อนกลับไปอังกฤษอีก    แต่เอาเข้าจริง   ทั้งสองกลับต้องอยู่ต่างแดน   ยาวนานจนตลอดชีวิต   ไม่มีโอกาสกลับบ้านเกิดเมืองนอนของฝ่ายชายอีก

   วอลลิสกับดยุคแห่งวินด์เซอร์ในวันวิวาห์


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30684

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 73  เมื่อ 02 พ.ค. 14, 11:46

      ความเกี่ยวพันกับนาซีอย่างที่คุณ tita เกริ่นเอาไว้ แกะรอยกลับไปได้ตั้งแต่ท่านดยุคยังเป็นเจ้าชายอยู่       เริ่มต้นด้วยเยอรมันไม่ใช่ประเทศของไทต่างด้าวท้าวต่างแดนในความรู้สึกของเจ้าชาย   เพราะบรรพบุรุษของพระองค์คือเจ้าชายอัลเบิร์ตพระสวามีของควีนวิกตอเรีย ก็เป็นเจ้าชายเชื้อสายเยอรมัน พูดภาษาเยอรมันมาแต่เกิด    แม้แต่ควีนวิกตอเรียเองก็มีเชื้อสายเยอรมัน    พระมารดาของเจ้าชายเดวิดก็เป็นเจ้าหญิงเชื้อสายเยอรมันมาก่อน      แต่สามพระองค์ที่ว่ามานี้ไม่เคยทำอะไรที่แสดงว่าเข้าข้างเยอรมัน  คงวางพระองค์เป็นอังกฤษตามหน้าที่อย่างเต็มตัว   
      ผิดกับเจ้าชายเดวิดที่พูดภาษาเยอรมันคล่อง  จนเรียกภาษาเยอรมันว่า "ภาษาแม่"    ก่อนหน้านี้เมื่อเงาอำนาจของฮิตเลอร์เริ่มฉายขึ้นในยุโรป    เจ้าชายผู้ซึ่งบัดนี้เป็นพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่แปดก็มีท่าทีว่าจะเอนเอียงไปเข้าข้างฝ่ายนาซี  ด้วยความเชื่อว่าถ้าอังกฤษเป็นพันธมิตรกับเยอรมัน จะเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย 
     การที่กษัตริย์อังกฤษมีความคิดเช่นนี้   ในขณะที่รัฐบาลอังกฤษจับตามองด้วยความปริวิตกไปยังความแข็งแกร่งของเยอรมัน ซึ่งก้าวกระโดดขึ้นมาด้วยฝีมือผู้นำอย่างฮิตเลอร์     นับเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศในสายตารัฐบาลอย่างมาก        ดังนั้น เมื่อบวกเข้าด้วยปัญหาแม่ม่ายหย่าผัวอย่างอเมริกันที่พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดซ้อนทบเข้ามาอีก    รัฐบาลอังกฤษก็ยืนกรานกระต่ายขาเดียวไม่ยอมให้พระองค์เจรจาโดยตรงให้ประชาชนเออออห่อหมกยอมรับวอลลิสเป็นควีน อย่างที่พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดดำริว่าจะทำ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30684

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 74  เมื่อ 02 พ.ค. 14, 12:19

   ในเมื่อพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดพ้นจากราชบัลลังก์ไปเสียได้    รัฐบาลอังกฤษก็หนักอกน้อยลงไปครึ่งหนึ่ง   แต่ก็จะโล่งเต็มร้อยนั้นยังไม่ใช่  เพราะว่าอดีตราชันย์ผู้บัดนี้เป็นดยุคตำแหน่งลอยยังไม่หยุดเอนเอียงเข้าข้างฝ่ายอักษะ(คือเยอรมันและอิตาลี)   
    แต่งงานไปกับวอลลิสไม่กี่วัน   พระองค์เจอนักการทูตอิตาเลียนเข้าขณะอยู่ในฝรั่งเศส  ก็ทรง 'แพล็ม' ข่าวลับออกไปว่า รหัสลับของอิตาลีที่ใช้สื่อสารกันอยู่ในกลุ่มสายลับนั้น  บัดนี้ฝ่ายอเมริกาค้นเจอและถอดรหัสออกมาได้หมดแล้ว    ไม่ต้องสงสัยเลยว่า คำพูดนี้ไม่ว่าตั้งใจพูดหรือเผลอหลุดปากออกไป  ย่อมเป็นประโยชน์กับอิตาลีและเสียประโยชน์กับอเมริกาอย่างมโหฬารพันลึก
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7 ... 13
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.08 วินาที กับ 19 คำสั่ง