เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 17 18 [19] 20 21 ... 30
  พิมพ์  
อ่าน: 12434 รูปเก่าเล่าเรื่อง-เมืองบางกอก 3
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 270  เมื่อ 17 ก.ย. 10, 14:50

ได้ข้อมูลเกี่ยวกับกิจการรถรางมาพอสมควร

รถรางในยุคแรกที่สั่งเข้ามาในเมืองไทยนั้น เป็นรถรางชนิดลากจูงด้วยแรงม้า ผู้ที่ต้นคิดนำเข้ามา เป็นกลุ่มวิศวกรชาวเดนมาร์ก ประกอบด้วย นายจอห์น ลอฟตัส , นายอาร์ คิว เปลซีเดอ รีชเชอริว และนายเวสเตน โฮลส์ ได้ร่วมทุนการจัดตั้งบริษัทขึ้นมา เมื่อแรกเริ่มก่อนดำเนินการได้มีการสำรวจจำนวนผู้คนที่เดินทางทางไปมาตามย่านถนนสายสำคัญ ๆ ในกรุงเทพฯ เพื่อจะดูว่าจะคุ้มกับการลงทุนหรือไม่ ผลปรากฏว่า ถนนเจริญกรุงเป็นย่านเศรษฐกิจที่เจริญอยู่ใจกลางเมืองและผู้คนสัญจรมากที่สุด และเป็นที่รู้จักของคนต่างชาติ

ดังนั้น กลุ่มชาวเดนมาร์กกลุ่มนี้จึงทำหนังสือขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดตั้งบริษัทและขอสัมปทานเดินรถรางต่อรัชกาลที่ ๕ หลังจากนั้นทางบริษัทได้เริ่มวางรางรถนับตั้งแต่หน้าศาลเจ้าพ่อหลักเมือง แล้วอ้อมไปตามเส้นทางถนนเจริญกรุง จนถึงบางคอแหลมหรือถนนตกในปัจจุบัน โดยทางบริษัทได้ทำพิธีเปิดให้รถรางวิ่งรับส่งผู้โดยสารเป็นปฐมฤกษ์เมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๔๓๑ นับว่าเป็นรถรางคันแรกของเมืองไทยและในแถบภูมิภาคเอเชีย รถรางที่วิ่งในระยะแรกนั้นใช้แรงม้าลากจูง เนื่องจากสมัยนั้นยังไม่มีไฟฟ้าใช้ โดยใช้เทียมม้า ๖ ตัว แล้วลดลงมาเหลือ ๔ ตัว แต่ก็พบอุปสรรค เนื่องจากม้าแต่ละตัวไม่พร้อมใจกัน ทำให้ฉุดกระชากลากไปคนละทาง ภายหลังจึงเปลี่ยนเป็นเทียมม้าคู่ การประกอบกิจการในสมัยเริ่มแรกนั้น ต้องประสบปัญหานานานับประการ เนื่องจากสภาพการคมนาคมในกรุงเทพฯสมัยนั้นยังด้อยพัฒนา พื้นถนนส่วนใหญ่เป็นดินโคลนเป็นหลุมเป็นบ่อ และเต็มไปด้วยสะพานข้ามคลองที่สูงชันมากมาย จึงต้องสำรองม้าไว้ตามจุดต่าง ๆ และที่เชิงสะพาน สำหรับผลัดเปลี่ยนรางจูงเป็นระยะๆ นับเป็นอุปสรรคสำหรับการเดินทางของผู้คนสมัยนั้นมาก

รถรางคันแรกนี้วิ่งอยู่ได้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ต้องประสบปัญหาภาวะขาดทุน เนื่องจากมีผู้ใช้บริการน้อย ทั้งที่ค่าโดยสารรถรางถูกกว่ารถโดยสารชนิดอื่น ๆ แต่คนส่วนใหญ่กลับนิยมรถลาก เพราะสามารถไปรับส่งถึงที่และสะดวกกว่า ดังนั้นผู้ประกอบการชุดนี้ จึงโอนกิจการให้กับบริษัทรถรางกรุงเทพฯ ทุนจำกัด ซึ่งเป็นของอังกฤษรับช่วงดำเนินการต่อไป แต่ก็ยังประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนักเช่นกัน จึงได้เลิกล้มกิจการไปเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๔๓๕

ต่อมาได้มีกลุ่มนักลงทุนชาวเดนมาร์กอีกกลุ่มหนึ่ง เข้ามารับช่วงสัมปทานดำเนินการต่อ หลังจากนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๓๗ ทางบริษัทได้พัฒนาระบบการเดินรถรางใหม่ โดยเปลี่ยนจากแรงม้ามาเป็นพลังงานไฟฟ้าแทน เมื่อแรกที่นำรถรางไฟฟ้ามาแทนนั้น คนไทยและชาวต่างชาติพากันตื่นตระหนก ไม่มีใครกล้าขึ้นรถรางเพราะกลัวว่าไฟฟ้าจะดูด เพราะเห็นกระแสไฟฟ้าแลบอยู่บนเสากระโดงหลังคารถ พวกฝรั่งจึงต้องขึ้นรถรางให้ดูเป็นตัวอย่างหลายวัน คนไทยจึงยอมขึ้นใช้บริการ

บริษัทชาวเดนมาร์กกลุ่มนี้ได้ดำเนินกิจการรถราง โดยวิ่งในเส้นทางสายหลักเมืองและสายสามเสนมาโดยตลอด จนกระทั่งในวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๔๔๔ จึงได้โอนสัมปทานการเดินรถทั้งสองสายดังกล่าวให้แก่บริษัทการไฟฟ้าสยาม ทุนจำกัด ทำการเดินรถให้บริการต่อไป ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๔๘ ได้มีกลุ่มคนไทยซึ่งประกอบไปด้วยพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นนราธิปประพันธ์พงศ์และเหล่าขุนนางในราชสำนักจำนวนหนึ่ง เข้าหุ้นร่วมกันจัดตั้งบริษัทรถรางขึ้นในกรุงเทพฯ ในนาม บริษัท รถรางไทย ทุนจำกัด หรือที่เรียกกันว่า "รถรางสายแดง" โดยที่ตัวรถทาสีแดงทั้งคันเป็นสัญลักษณ์ นับว่าเป็นบริษัทรถรางแห่งแรกที่ดำเนินกิจการโดยคนไทย

ต่อมาเมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๔๕๑ บริษัทการไฟฟ้าสยาม ทุนจำกัด ได้รวมกิจการกับ บริษัท รถรางไทย ทุนจำกัด หรือ รถรางสายสีแดง เป็นอันหนึ่ง ภายใต้การบริหารงานของ กลุ่มบริษัท การไฟฟ้าสยาม และภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ไฟฟ้าไทย คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๔๘๒ และในที่สุดสัมปทานการเดินรถรางของบริษัทไฟฟ้าไทย คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๔๙๒ ทางรัฐบาลจึงได้รับเข้าดำเนินการเองต่อมาในนามของ บริษัท การไฟฟ้ากรุงเทพฯ จำกัด โดยสังกัดกรมโยธาเทศบาล กระทรวงมหาดไทย นับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๔๙๓ เป็นต้นมา นอกจากนี้ ในต่างจังหวัดก็มีรถรางให้บริการรับส่งผู้โดยสารอยู่เพียงแห่งเดียวคือที่จังหวัดสระบุรี ชื่อว่า "บริษัทรถรางสายพระพุทธบาท" ซึ่งเปิดดำเนินการมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ สืบมาจนเลิกไปในที่สุด

สำหรับรถรางในกรุงเทพฯนั้น ได้เปิดกิจการต่อมาจนกระทั่งภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ รถยนต์ในกรุงเทพฯเริ่มมากขึ้น บทบาทและความสำคัญของรถรางเริ่มน้อยลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีรถยนต์โดยสารรับจ้างซึ่งให้ความสะดวกรวดเร็วกว่าเข้ามาแทนที่ เช่น รถยนต์ แท็กซี่ และรถเมล์ขาวของบริษัทนายเลิศซึ่งเป็นที่รู้จักของชาวกรุงมาเนิ่นนาน รถรางจึงถูกมองข้ามไปอย่างไม่ไยดี และในที่สุดต้องประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก ประกอบกับการจราจรในกรุงเทพฯเริ่มแออัดมากขึ้น ดังนั้นรัฐบาลจึงได้เริ่มทยอยเลิกล้มกิจการรถรางในแต่ละสาย จวบจนกระทั่ง เหลือวิ่งเพียงสายเดียวสุดท้ายคือ สายรอบเมือง

ในที่สุดก็ถึงจุดอวสานของรถรางไทยเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๑๑ รวมระยะเวลาที่รถรางโลดแล่นอยู่บนแผ่นดินสยามนับเป็นเวลานานถึง ๘๐ ปี คงเหลือเพียงตำนานเล่าขานในหน้าประวัติศาสตร์ยวดยานพาหนะของไทยเท่านั้น

http://www.thaitransport-photo.net/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=1446&highlight=%C3%B6%C3%D2%A7&sid=83dc183ccb97901f36de5e8aa94d7dfa


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 271  เมื่อ 17 ก.ย. 10, 14:58

เหลือง - แดง ในวงการรถราง



ด้านซ้ายตั๋วรถรางสายสีแดง ดำเนินการโดยคนไทย - ด้านขวาตั๋วรถรางสายสีเหลือง ดำเนินการโดยชาวต่างชาติ

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7153


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 272  เมื่อ 17 ก.ย. 10, 15:02

ตอบคุณเพ็ญชมพู เรื่องรถรางดังนี้

๑. รถรางในสยาม มีเป็นชาติแรกในเอเซีย
๒. นายจอห์น ลอทตัน + นายอาร์คิว เปลซี + นายเวสเตนโฮลล์ ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตขอสัมปทานรถรางจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ
๓. เปิดกิจการวันแรก ๕ พฤษภาคม ๒๔๓๐ โดยม้าลากรถราง จากศาลหลักเมือง - เจริญกรุง - บางคอแหลม
๔. กว่าจะเริ่มออกรับใช้ชาวสยามกันจริงๆ ก็เมื่อ ๒๒ กันยายน ๒๔๓๑
๕. ค่าโดยสารมี ๒ ระยะๆ ราคา ๒ ไพ (๖ สตางค์)
๖. พ.ศ. ๒๔๓๒ โอนกิจการให้กับชาวอังกฤษ จึงกำเนิด The Bankok Tramway Co., Ltd.
๗. พ.ศ. ๒๔๓๗ รถรางสายบางคอแหลม ก็ใช้ระบบไฟฟ้าขึ้นเป็นครั้งแรก
๘. พ.ศ. ๒๔๔๓ โอนกิจการให้ The Siam Electricity Co., Ltd.

จากเรื่องค่าตั๋วรถรางราคา ๒ ไพ ก็ลองใช้ตีนกา คำนวณหากันเองว่าเท่ากับ กี่อัฐ กี่เฟื้อง กี่ฬศ กันเองนะขอรับ
 ยิงฟันยิ้ม

มาเทียบอัตราจ้างรถลาก
ถ้า ๒๕ เส้น โดยสาร ๑ คนราคา ๔ อัฐ   ราคา ๒ คน ๖ อัฐ
ถ้า ๗๕ เส้น โดยสาร ๑ คนราคา ๖ อัฐ   ราคา ๒ คน ๘ อัฐ

มาเทียบอัตราปิดจดหมาย
ในกรุงเทพ ปิดแสตมป์ ๒ อัฐ
ทั่วประเทศ ปิดแสตมป์ ๔ อัฐ
โทรเลข ไม่เกิน ๑๐ คำ คิดราคา ๓๒ อัฐ
บุรุษไปรณีย์ รับเงินเดือนๆละ ๒๒ บาท


ภาพตั๋วที่ใช้กันในหลังพ.ศ. ๒๔๓๗ มีระบุว่า "รับรองไฟไม่ดูด" เนื่องจากจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่า รถรางที่ใช้ไฟฟ้า จะไม่เกิดอันตรายแสดงว่า ในยุคนั้นชาวสยาม ก็ยังคงหวาดกลัวไม่น้อย




บันทึกการเข้า
:D :D
นิลพัท
*******
ตอบ: 2333


ความคิดเห็นที่ 273  เมื่อ 17 ก.ย. 10, 15:06

ส่งภาพรถรางที่มีม้าลากมาประกอบเรื่องค่ะ
เป็นภาพลายเส้นบริเวณถนนเจริญกรุงในสมัยรัชกาลที่ 5
เขียนโดยช่างฝรั่ง ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ L’Illustration ของฝรั่งเศส เมื่อปี พ.ศ.2436 ค่ะ


บันทึกการเข้า
srisiam
สุครีพ
******
ตอบ: 857


ความคิดเห็นที่ 274  เมื่อ 17 ก.ย. 10, 15:13

ฝากความกว้างถนนไว้รอเซียนnavarat................

 ยิงฟันยิ้ม


บันทึกการเข้า
:D :D
นิลพัท
*******
ตอบ: 2333


ความคิดเห็นที่ 275  เมื่อ 17 ก.ย. 10, 15:32

ไปได้ภาพ "ป้ายรถราง แห่งสุดท้ายของกรุงเทพฯ"  มาค่ะ จากเวป http://janghuman.wordpress.com/2008/07/11/%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%81/
เขาบรรยายใต้ภาพว่า
"ป้ายรถรางคือป้ายสามเหลี่ยมสีแดงมีดาวตรงกลาง
ถ้าเป็นป้ายเดียวแบบนี้หมายถึงเป็นจุดรับส่งคน
ถ้ามีแบบนี้แต่สองป้าย หมายถึงเป็นบริเวณรอหลีก หรือเป็นจุดที่มีสองสายมาตัดผ่านกัน
ปัจจุบันยังคงตั้งอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป"

ใครทราบบ้างคะว่าภาพนี้เป็นบริเวณไหนในกรุงเทพฯ หนูจะได้ "ตามไปดู" ค่ะ
คงง่ายสำหรับท่านเซียนทั้งหลายนะคะ เพราะภาพใกล้เคียงปัจจุบัน


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 276  เมื่อ 17 ก.ย. 10, 15:48

ภาพจากคลิปนาทีที่  ๐.๓๖



สังเกตให้ดี

ป้ายสามเหลี่ยมมีดาวอยู่ ๓ ดวง

อยู่ที่ไหนล่ะนี่

และมันแตกต่างจากป้ายดาวดวงเดียวของคุณดีดีอย่างไรหนอ

 ฮืม



 
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 277  เมื่อ 17 ก.ย. 10, 16:04

ป้ายดาวเดียวป้ายนี้น่าจะเป็นป้ายเดียวกับของคุณดีดี อยู่ที่ถนนเยาวราช ช่วงเวิ้งนครเขษม



 ยิ้มเท่ห์





บันทึกการเข้า
:D :D
นิลพัท
*******
ตอบ: 2333


ความคิดเห็นที่ 278  เมื่อ 17 ก.ย. 10, 16:08

อีกรูปค่ะ จากหนังสือเมืองโบราณ


บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7153


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 279  เมื่อ 17 ก.ย. 10, 16:22

ใครตาดีๆ แกะรอยอักษรให้ด้วยครับ

มัวแต่งงมหาแผนที่และประวัติ วิลลาฯ จนตาลาย เจ๋ง


บันทึกการเข้า
:D :D
นิลพัท
*******
ตอบ: 2333


ความคิดเห็นที่ 280  เมื่อ 17 ก.ย. 10, 16:44

ตาไม่ค่อยดีเท่าไหร่หรอกค่ะ ใส่แว่นสายตาด้วย
คาดว่าน่าจะเป็นคำว่า "รถรางรอขึ้นลงที่นี่" นะคะ
แต่ที่เขียนด้วยสีเขียว คือตัวที่เดาเอาค่ะ


บันทึกการเข้า
srisiam
สุครีพ
******
ตอบ: 857


ความคิดเห็นที่ 281  เมื่อ 17 ก.ย. 10, 16:55

ตาดีอย่างนี้.............ต้องขอชิงตัวเข้าแก๊งค์ช้อนลูกน้ำก่อนแล้ว......................

 ยิงฟันยิ้ม


คุณหนูร่วมฤดีหัวหน้าแก๊งค์อนุมัติไหม?


บันทึกการเข้า
:D :D
นิลพัท
*******
ตอบ: 2333


ความคิดเห็นที่ 282  เมื่อ 17 ก.ย. 10, 17:18

ภาพรถรางยุคท้ายๆ ค่ะ บริเวณถนนพิษณุโลก


บันทึกการเข้า
:D :D
นิลพัท
*******
ตอบ: 2333


ความคิดเห็นที่ 283  เมื่อ 17 ก.ย. 10, 17:22

ภาพข้างในรถรางค่ะ
รถรางคันนี้คุณสุทิน ตุลารักษ์ มอบให้การไฟฟ้านครหลวง เมื่อ 23 กพ. 2532
เพื่อเป็นการอนุรักษ์ไว้ให้ประชาชนได้ชมกันค่ะ


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30554

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 284  เมื่อ 17 ก.ย. 10, 17:23

เอาพวงมาลัยมารอต้อนรับคุณ ยิ้มกว้างๆ:D อยู่หน้าประตูที่ทำการแก๊งค์แล้วค่ะ  


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 17 18 [19] 20 21 ... 30
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.06 วินาที กับ 19 คำสั่ง