เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2] 3
  พิมพ์  
อ่าน: 13345 อาหารการกินใน" บ้านเล็ก"
,ม่านฟ้า
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 01 มิ.ย. 01, 13:26

ชอบมากค่ะ  ไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ แต่สนใจในเรื่องวัฒนธรรมในชีวิตประจำวันของฝรั่ง ทั้งเรื่องอาหารการกิน  คามเป็นอยู่ ทั้งเก่าใหม่ ได้ทั้งนั้น  ขอเป็นผู้ติดตาม  ตามติด เรื่องแบบนี้นะคะ    ขอบคุณค่ะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30982

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 01 มิ.ย. 01, 21:21

สุคนธรสใช้คำไทยกับอาหารฝรั่ง  บางคำดิฉันก็จำศัพท์อังกฤษไม่ได้
อย่างสังขยาใส้แอปเปิ้ล  อ่านแล้วยังไงก็ไม่ใช่สังขยา เพราะมีแป้งหุ้มไส้แอปเปิ้ล  ราดครีมหวาน
แพนเค้กชนิดตั้งเคยแต่เห็นแต่ไม่เคยกินเป็นตั้ง  กินแต่เป็นแผ่น   มาเจอในหนัง Pleasantville ถึงรู้ว่าสมัยก่อนเขากินกันเป็น "ตั้ง" จริงๆ

ย้อนกลับมาที่เรื่อง
ในชีวิตจริงแม่ของลอราเคยไปทำงานในโอเต็ลของเพื่อนพ่อ   คงจะมีหน้าที่เป็นแม่ครัวประจำโรงแรม    ลอราเล่าว่าแม่ทำอาหารเก่งมาก
อย่างทำปายด้วยฟักทองดิบ  ราดน้ำส้มสายชู รสออกมาเหมือน apple pie
 หรือถั่วต้มอย่างเดียว เอาน้ำมาทำซุปถั่ว แล้วเม็ดถั่วก็อบราดน้ำเชื่อมเป็นอาหารหลัก
ส่วนอร่อยหรือไม่ คงอยู่ที่ลิ้นฝรั่งหรือไทยละค่ะ
บันทึกการเข้า
pink ribbon
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 01 มิ.ย. 01, 22:42

อ่านเรื่องนี้ทีไร ก็จะรู้สึกหิวทุกทีเลยค่ะ

ชอบเรื่องนี้มากค่ะ ถ้ามีเครื่องtime machine ก็อยากจะนั่งย้อนเวลาไปอยู่ในยุคนี้แหละค่ะ
บันทึกการเข้า
พวงร้อย
สุครีพ
******
ตอบ: 904


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 02 มิ.ย. 01, 06:22

เห็นทีจะต้องค่อยๆตอบผ่อนส่งนะคะ แหะๆๆ

เกรวี่ นี่  คือซอสที่ทำจากการคั่วแป้งค่ะ  ต้นฉบับคงแพร่หลายกันทั่วยุโรป  คือเค้าจะละลายไขในกะทะ  จะเป็นไขมันจาก butter หรือ จากที่หยดมาจากเนื้ออบ  หรือเอาสะดวกรวดเร็วหน่อย  ก็เอาจากที่เหลือจากการทอดหมูเบค่อน (หรือหมูเค็มน่ะคะ)  เอาแป้งสาลีที่ใช้ทำขนมปังนี่แหละค่ะ  ใส่ซักสองช้อนโต๊ะ  คนๆๆๆ บนไฟอ่อนๆ  มันจึงหอมกลั่นที่มีลักษณะเฉพาะของไขมันแต่ละอย่างที่ไม่เหมือนกัน  แป้งที่คั่วไปก็จะค่อยๆมีสีเข้มขึ้น  เค้าเรียก Rue (เป็นภาษาฝรั่งเศสน่ะค่ะ)  สำหรับนำ้เกรวี่  เค้าจะให้มันมีแค่สีเหลืองอ่อนๆเท่านั้น  แล้วค่อยๆรินนมสดตามลงไปและกวนไม่หยุด  นำ้จะออกมาข้นๆ  เกรวี่ที่อร่อยที่สุด  จะมาจากการอบเนื้อก้อนโตๆ หรือไก่งวง  แล้วเอาตัว กึ๋น หัวใจ แยกออกมาต้มซุปต่างหาก  นำ้ซุปก็เอาไปใส่แทนนำ้เปล่าตอนทำเกรวี่  เครื่องในที่ต้มแล้วก็เอาไปหั่นลูกเต๋าเล็กผสมในเกรวี่ให้มันเคี้ยวติดฟันได้  เกรวี่ทานกับมันบด  โดยตักมันบดใส่จาน  แล้วกดด้วยช้อนตรงกลางให้มันบุ๋มหน่อยแล้วราดเกรวี่ลงไป  และเค้ามักจะราดบนชิ้นเนื้ออบที่ฝานเป็นแผ่นออกมาด้วยค่ะ

สมัยก่อนเค้ากินกันแบบนี้  แล้วออกไปทำงานกลางหิมะเผาผลาญไขมันพวกนี้ไปหมด  แต่สมัยนี้กินอย่างเดิม  แต่ไม่ต้องไปทำงานกลางหิมะอย่างนั้นอีกแล้ว  ไขมันเลยไปแช่อยู่ในหลอดเลือดแทนน่ะค่ะ อึ๋ยยย
บันทึกการเข้า
พวงร้อย
สุครีพ
******
ตอบ: 904


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 02 มิ.ย. 01, 06:34

เยลลี่แบบที่เป็นวุ้นนั้น  นอกจากทำด้วยนำ้ผลไม้กรองแล้ว  (ซึ่งทาขนมปังหรือสอดไส้ขนมหวาน ฯลฯ เป็นของหวาน)  ก็ยังมีแบบของคาวด้วยค่ะ

มีพวก herb jelly ที่นิยมกันมากก็คือ mint jelly ค่ะ  พวกนี้เค้าไว้เคียงเวลาทานเนื้อนะคะ  อย่างหน้า Thanskgiving นี่  ของเคียงหรือ trimmings ที่กินกับไก่งวงนี่นับไม่ถ้วนเลยค่ะ  คนรุ่นเก่าๆเค้ามักจะกิน mint jelly กับหมูแฮมอบ(คือหมูแฮมทั้งขา อบแบบเนื้ออบหรือ roast beef)  หรือเนื้อไก่งวง  แต่กับไก่งวงนี่  เค้านิยม cranberry sauce มากกว่า  cranberry sauce นี่ที่จริงมันเป็นลูกแครนแบรี่ซึ่งเปรี้ยวมาก(จึงมีเพคตินมาก)  เคี่ยว นำ้ตาล อบเชย อาจจะมีเครื่องอย่างอื่นเช่น ผิวส้มขูดฝอย เมื่อทิ้งให้เย็นมันก็จะจับเป็นวุ้นไปเอง  ในแครนแบรี่ซอสก็จะมีทั้งนำ้ทั้งเนื้อ เปรี้ยวๆหวานๆน่ะค่ะ

กลับมาเรื่อง herb jelly อีกที  ดิฉันก็ชอบ mint jelly เหมือนกัน  แต่ไปซอกแซกหา  ไ้ยินว่าเค้ามี basil jelly ด้วย  ก็ลองทำดู  ใช้ sweet basil นี่แหละค่ะ  ที่คล้ายๆใบกะเพราะ  เหมือนต้มนำ้ชา  เอาแต่นำ้กรองมาเคี่ยวกับนำ้ตาลและเพคติน  เป็น basil jelly หรือเยลลี่กะเพราะ  ดิฉันว่ามันอร่อยกว่า mint jelly มากเลยค่ะ  เอาไปฝากคนรู้จักกัน  เค้ามีเพื่อนเป็นคุณป้าชาวอังกฤษที่แต่งกับคนอเมริกัน  มาอยู่อเมริกาตั้งแต่หลังสงครามโลก  ก็มาทานข้าว  แล้วได้ทาน basil jelly ที่ดิฉันฝากไปให้  ทานเสร็จนั่งร้องไห้คิดถึงบ้านเลยค่ะ  บอกเหมือนที่เคยกินตอนยังสาวๆที่อังกฤษ  แต่ก็ไม่ได้ทำเยลลี่มานานแล้วค่ะ  เพิ่งไปซื้อ sweet basil จะมาลง  ปีที่แล้วปลูกแล้ว  พอหนาวมาก็ปล่อยให้มันร่วงตายไป  ไม่มีเวลาทำเยลลี่แล้วค่ะเดี๋ยวนี้ เฮ้อ
บันทึกการเข้า
พวงร้อย
สุครีพ
******
ตอบ: 904


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 02 มิ.ย. 01, 06:43

Salt-rising bread นี่เป็นขนมปังที่ใช้ นำ้เกลือเป็นตัวทำให้ฟู(leavening agent) ใช่แล้วค่ะ  สมัยก่อนใช่ว่าจะหาซื้อยีสต์กันได้ง่ายๆ  จะทำเอาเร็วๆง่ายๆ หรือเป็นจำนวนมากๆ  ก็ใช้เกลือตีกับนำ้แล้วมันจะเกิดเป็นฟองฟ่อดขึ้นมา  ก็อาศัยฟองที่เกลือมันจับน่ะค่ะ  ให้ไปทำให้แป้งขึ้นตัว  แต่ก็ไม่ขึ้นมากเหมือนอย่างใช้ผงฟู หรือ ยีสต์  เนื้อแป้งมันจะหนักมาก   ที่เค็มก็คงไม่เค็มกว่ากันมากมายอะไรหรอกค่ะ  เพราะเวลาทำขนมปังเค้าก็ต้องใส่เกลือกันอยู่แล้วค่ะ

สังขยาไส้แอ๊ปเปิ้ล ?!?  งงเหมือนกันค่ะ  ไม่ทราบว่าจะใช่ apple turnover รึเปล่าคะ (ดูเหมือนตอนที่ Almanzo ไปโรงเรียนวันแรก  จะเอา apple turnover ไปกินเป็นข้าวกลางวันน่ะค่ะ) เค้าใช้แป้งพายน่ันแหละค่ะ  แต่แทนที่จะใส่ถาด  ก็ห่อตัดเป็นแผ่นสีเหลี่ยมเล็กๆ  ใส่ไส้แอ๊ปเปิ้ลแล้วพับทบ  เหมือนห่อเกี๊ยว  แล้วโรยหน้าด้วยนำ้ตาล  เอาไปอบ  ปกติเวลาจะทานขนมพวกพายนี่เค้าจะหยอดหน้าด้วย whipped cream ค่ะ  คือครีมที่เอาไปตีกับนำ้ตาลจนขึ้นฟูบางเบาเหมือนปุบฝ้าย

เดี๋ยวมาคุยต่อละกันนะคะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30982

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 02 มิ.ย. 01, 08:50

ฟังแล้วชักหิวค่ะ  เหมือนเวลาอ่านเรื่องบ้านเล็ก ไม่ควรอ่านขณะกระเพาะว่าง  ท้องจะร้องจ๊อกๆง่ายมาก
มีอาหารอีกหลายอย่างที่น่ากิน อย่างแอปเปิ้ลทอดกับหัวหอม ของโปรดของแอลแมนโซ
กระต่ายอบ ยัดไส้ด้วยหัวหอม
บิสกิตในเรื่องนี้น่าจะเป็นชนมปัง(นุ่ม) ทำด้วยแป้งหมักแทนนมเปรี้ยว อยู่ในตอน "ริมทะเลสาบสีเงิน"

คุณสุคนธรส แปลคำว่า fried เป็นผัด บ้าง ทอด บ้าง
apples fried with onions มันผัดหรือทอดกันแน่

ต่างกันไหมคะ
บันทึกการเข้า
นนทิรา
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 02 มิ.ย. 01, 09:51

ดิฉันไม่แน่ใจว่า apple fried with onions นี่จะผัดหรือทอด แต่คิดว่าถ้าจะทอด ก็ไม่น่าจะทอดแบบใส่น้ำมันเยอะๆ เหมือนกับที่เราทอดกล้วยแขกกันค่ะ
อาจจะทำคล้ายๆกับ home fried potatoes ที่คนอเมริกันนิยมทานเคียงกับไข่ และ/หรือ แฮม เบคอน ไส้กรอกเป็นอาหารเช้าค่ะ บางเจ้าก็ใส่หัวหอมด้วย แล้วแต่สูตรใครอยากใส่อะไรบ้าง
บันทึกการเข้า
green fried tomato
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 23  เมื่อ 02 มิ.ย. 01, 09:54

เห็นแล้วอดถามไม่ได้ green fried tomato ( ไม่ได้อยู่ในบ้านเล็กฯ อยู่ในหนังชื่อเดียวกัน )นี่เป็นอย่างไรเอ่ย ถ้าผมซื้อมะเขือเทศในเมืองไทยไม่ว่าจะสีแดง สีเขียวเอามาทอดจะออกมาเหมือนกับใน usa หรือไม่ มีวิธีกรรมพิเศษอะไรหรือเปล่าครับ
บันทึกการเข้า
พวงร้อย
สุครีพ
******
ตอบ: 904


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 24  เมื่อ 02 มิ.ย. 01, 11:36

บางครั้งอาหารที่อร่อยที่สุด  เป็นอาหารที่เราเคยกินตอนเป็นเด็กที่หิวจัด  วิ่งงกๆเข้าครัวมาขอแม่กิน  ความเอร็ดอร่อยหาใช่รสชาติที่ติดอยู่บนปลายลิ้นแต่อย่างเดียวไม่   หากกลับเป็นรอยรสประทับอยู่ในหลืบสมองมากกว่า  ความทรงจำที่เก็บไว้ค่อยๆและเล็มอย่างละเมียดละมัยด้วยความอาลัยหา  บางครั้งกลับถูกความเป็นจริงอันแสนโหดร้ายทำลายไปจนหมดสิ้ง

ดิฉันเคยนึกอยากกินอาหารบางอย่าง  เฝ้าใฝ่หาตลอดเที่ยวบินยี่สิบกว่าชั่วโมง  จนต้องหยุดรถระหว่างทางจากสนามบินแวะกินตอนตีหนึ่ง  เพียงเพราะทนรอไม่ไหว  แล้วกลับใจฝ่อลง  เมื่อรสที่กระทบลิ้นคำแล้วคำเล่า  กินเท่าไรก็ไม่สามารถนำรสชาติแห่งความทรงจำ  กลับคืนมาในคำ่คืนอันร้อนระอุได้  เหมือนอดีตที่ไม่มีวันหวนคืนมาอีกแล้ว...

ก็เหมือนอาหารของลอร่าน่ะค่ะ  หลายๆอย่างหลายๆจานเป็นเพียงอาหารคนยาก  ที่แท้แล้วไม่มีรสมีชาติอะไรพิเศษนักหนา  แต่ความวิเศษสุดแสนอร่อยของมัน  คืออดีตอันแสนหวานของเด็กน้อยๆคนหนึ่งในอดีตนั่นเอง
บันทึกการเข้า
พวงร้อย
สุครีพ
******
ตอบ: 904


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 25  เมื่อ 02 มิ.ย. 01, 12:21

fried คือ ทอด หรือ ผัด ??  ภาษาอังกฤษไม่มีศัพท์แสงของการปรุงอาหารแบบนี้มากนัก  เพราะส่วนมากเค้าจะใช้เตาอบ  หรือเตาย่างกันมากกว่า  เลยใช้คำเดียวครอบจักรวาลไปหมด  ที่จะตั้งเตาก็มักจะต้มมากกว่า  ถ้าจะว่าทอดคือการใช้นำ้มันมากๆ  ผัดใช้นำ้มันน้อยๆอย่างเราผัดผัก  ก็เทียบกันคำต่อคำยากค่ะ  เพราะเวลาเค้าใช้นำ้มันปานกลาง  มากกว่าที่เราใช้เวลาผัด  แต่มากกว่าเวลาทอด  จะเรียกอะไรดี ??  

แต่สำหรับ แอ๊ปเปิ้ลกับหัวหอมนี้  ไม่เคยเห็นใครเค้ากินกันแล้วค่ะ  ไม่เคยเห็นในเมนูไหนด้วย  แต่จะให้เดาเอานะคะ  เค้าคงผัดหัวหอมใหญ่(onion)ก่อนน่ะค่ะ  หัวหอมแดงอย่างหบ้านเรา(shallot)ใช้ไม่ได้นะคะ  หัวหอมใหญ่นี้  ให้รสให้กลิ่นต่างกันด้วยเวลาปรุงสั้นยาวไม่เท่ากันค่ะ  ถ้าผัดเร็วๆพอให้เริ่มใส  ก็จะมีรสหวานกรอบ มีกลิ่นหอมของหัวหอมกรุ่นจมูก  แต่ถ้าผัดจนเลยใส  ให้เริ่มออกยางสีนำ้ตาล  ที่เค้าเรียกว่า caramelized แล้ว  มันจะเกิดยางหอมหวาน  ไม่เหลือกลิ่นหัวหอมเท่าไหร่แล้ว  แต่จะหวานเหมือนนำ้ตาลเคี่ยวติดไหม้นิดหน่อย  แล้วจึงใส่แอ๊ปเปิ้ลฝานลงรวนผัดให้พออ่อนนอกกรอบใน  ก็จะมีรสกรอบกรุบของแอ๊ปเปิ้ล  หนุนด้วยรสหวานสุขุมแกมกลิ่นไหม้อ่อนๆ  แล้วต้องกินให้หมด  รสประสานกับกลิ่นแตะจมูกอย่างนี้จะคงอยู่เพียงชั่วมือเท่านั้น  เอาไปอุ่นมากินอีกก็จะไม่เอาไหนเลย  เพราะกลิ่นกรุ่นจมูกไม่หลงเหลืออีกแล้ว

กระต่ายอบยัดด้วยหัวหอมใหญ่่  ท่าจะอร่อยมากค่ะ  ดิฉันไม่เคยลอง  ลองแต่อบเป็ดค่ะ  เอาเป็ดล้างผึ่งให้สะอาด  หั่นหัวหอมใหญ่ผ่าแปด ส้มเช้งผ่าแผดคว้านเมล็ดออกยัดท้องตามไปด้วยอีกสักลูก  ใส่ขิงทั้งราก ตามด้วยรากผักชี  กระเทียมบุบถูทาให้ทั่วทั้งนอกทั้งใน  โรยพริกไทยทุบแตกใหม่ๆถูให้ทั่วหนัง  อบไฟกลางๆ  สักครึ่งชั่วโมง  แล้วเปิดมาตักนำ้ราดชโลมทั่วทุกสิบห้านาทีจนสุก  เอาออกมาพักไว้  เทนำ้เนื้อที่หยดลงถาดใส่ถ้วย  แล้วแยกไขมันกับนำ้เนื้อ  เอาแท่งเนยสดถูถาดอบแล้วขูดเอาเศษเนื้อเศษหนังชิ้นเล็กชิ้นน้อยออกจากถาดให้หมด  เทยำ้ซุปต้มเครื่องในใส่ถาด  แล้วขูดต่อให้เกลี้ยง  แล้วเอานำ้มันที่แยกตั้งกะทะ  คั่วแป้งดังกล่าวข้างบน  พอแป้งเริ่มมีกลิ่นหอมและไหม้นิดๆได้ที่  เติมนำ้และเศษเนื้อที่ขูดออกจากถาดอบ  คนให้แป้งละลายไม่เป็นลูก  ใส่เครื่องในสับ  เติมพริกไทยบดใหม่ๆ  ใส่เกลือ  แล้วรินใส่โถพักไว้  ขำแหละเนื้อ ฝานเป็นแผ่นหนาประมาณหนึ่งหุนเรียงใส่จาน  ราดด้วยเกรวี่  กินกับเครื่องเคียง  มี มันบดราดเกรวี่  เยลลี่ใบกะเพรา  หรือแครนแบรี่ซอส  แคร๊อทฝานอบเนยกับนำ้ตาลทรายแดง ถั่วแขกนึ่งพอสุกแล้วรวนกับเนยสดเกลือพริกไทย

ส่วนบิสกิตนั้น  ก็เป็นกึ่งขนมปังกึ่งเพสตรี้น่ะค่ะ  เค้าผสมแป้งสาลีกับผงฟู แล้วตัดไข(อาจเป็นเนยสดหรือ shortening)  ด้วยมีดที่คล้ายๆสนับมือ  
หรือมีดสองด้ามจับด้วยสองมือแล้วปาดๆๆๆ  จนไขถูกตัดเป็นชิ้นเท่าเม็ดกรวดเม็ดทราย  เอ่อ เอาสูตรไปดีกว่าค่ะ หุๆๆแป้งสาลี ๒ ถ้วยร่อนให้ไม่จับเป็นก้อน
ผงฟูที่เค้าเรียกว่า  double-acting baking powder (ไม่ใช่ baking soda นะคะ)  ๓ ช้อนโต๊ะ
เกลือ ๑ ช้อนชา
เนยสด (หรือ shortening) ๖ ช้อนโต๊ะนมสด ค่อนถ้วย(สองในสามถึงสามในสี่ของถ้วยตวง)ตั้งไฟเตาอบ ๔๕๐ องศาฟาเร็นไฮต์  แล้วหันไปร่อน แป้ง กับผงฟูและเกลือเข้าด้วยกัน  ฝานเนยสดใส่ลงแป้งผสม  แล้วตัดลงในแป้ง  จนเนยมีขนาดเท่าเม็ดทราย    รินนมใส่ทีละน้อยๆคนให้เข้ากันจนแป้งเกาะเป็นก้อน  ไม่ติดข้างชามผสม  โรยแป้งลงบนเขียงหรือกระดานที่จะใช้นวด  นวดเบาๆ ๖-๗ ครั้ง  แล้วใช้ไม้รีดแป้งรีดให้เป็นแผ่น  โดยรีดออกจากศูนย์กลางไปหาริม  ให้หนาประมาณครึ่งนิ้ว  แล้วใช้ที่ตัด(ใช้กระป๋องนมเปล่าตัดก้นออกก็ได้ค่ะ)โรยแป้งนิดหน่อย  จะได้ไม่ติด  กดตัดออก  ใน่ถาดอบ  เอาไปอบ ๑๒-๑๕ นาที  จะได้บิสกิตที่กรอบนอกเนื้อผสมทั้งร่วนทั้งนุ่ม  เพราะเม็ดเนยที่ไม่ได้เจือลงไปในเนื้อแป้ง  เมื่อถูกความร้อนในเตา จะละลายแยกแป้งเป็นแผ่นบางๆจากกันเหมือนเพสตรี้  เวลากินก็ผ่าครึ่งราดเกรวี่ หรือทาเนยสดก็ได้ค่ะ  อบสดๆใหม่ร้อนๆออกจากเตานี่ จะหอมอร่อยมากเลยค่ะ  กินกับเนื้ออบด้วยแล้วจะเข้ากันมากเลยค่ะ
บันทึกการเข้า
พวงร้อย
สุครีพ
******
ตอบ: 904


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 26  เมื่อ 02 มิ.ย. 01, 13:42

fried green tomatoes มะเขือเทศเมืองไทยที่จำได้จะมีแต่แบบลูกเล็กคิดว่าคงทอดไม่ได้หรอกมังคะ  แต่สมัยนี้อาจมีแบบลูกใหญ่ๆแล้วก็ได้  
ต้องใช้อย่างดิบ(green)ค่ะ  เอามะเขือเทศสุกสีแดงมาทอดมันจะเละหมดค่ะ  มะเขือดิบนี่คงหาซื้อไม่ได้มังคะ  เพราะเค้ามักจะเก็บที่สุกแล้วมาขาย

มะเขือเทศมีอย่างลูกโตๆเป็นกิโลก็ยังมีค่ะ  มันจะมีลูกสุกได้ก็ตอนอากาศร้อน  บางพันธุ์(อย่างใหญ่)จะค่อยๆทยอยออกไปเรื่อย  แต่พอเริ่มเข้าหน้าใบไม้ร่วง  อากาศเริ่มเย็นลง  มะเขือเทศจะไม่ยอมสุกค่ะ  บางทีหรอสต์(แม่คะนิ้ง)ลงใบร่วงหมดชั่วคืนต้นก็จะตาย  ก็ต้องเก็บลูกเขียวๆที่ยังไม่ห่าม  และจะไม่ยอมสุกมาทำอย่างอื่นกินกันค่ะ  บ้างก็เอาไปดองใว่ขวด  มีบ้างที่เอามาชุบแป้งทอดเป็น fried green tomatoes  ก็มี  

แบบที่ง่ายที่สุดก็ชุบแป้งข้าวโพด (cornmeal) ที่ผสมเกลือพริกไทยนิดหน่อยแล้วเอาไปทอด  แต่แป้งมันมักจะหลุด  จึงต้องมีเคล็ดคือ ห่ันมัเขือเทศดิบเป็นแว่นๆหนาประมาณ หรึ่งหุน  แล้ววางบนกระดาษเช็ดมือเพื่อซับนำ้ออก  โรยแป้งสาลีเพื่อซับนำ้อีก  ตีไข่กับเกลือพริกไทย  เอามะเขือเทศไปชุบไข่แล้วไปชุบ cornmeal หรือ  (bread crumps)  แล้วเอาไปทอดนำ้มันร้อนๆ  

จะเอาให้หรูขึ้นหน่อยก็  ฝานมะเขือวางพักบนกระดาษซับอย่างว่าข้างบน พักไว้  แล้วผสมแป้งสาลีครึ่งถ้วยตวง  เกลือ ๒ ๑/๒ ช้อนชา  นำ้ตาล ๒ ๑/๒ ช้อนชา  พริกไทย ๑/๔ ช้อนชา ให้เข้ากัน  เอามะเขือคลุกแป้ง  แล้วเติมนมกระป๋อง evaporated milk (แบบครีมนมตราหมีที่ร้านกาแฟเอามาราดหน้ากาแฟเย็นน่ะค่ะ)  ๓/๔ ถ้วยตวงในแป้งที่เหลือ  กวนให้เข้ากัน  แล้วชุบมะเขือเทศที่ชุกแป้งแห้งไว้แล้วครั้งหนึ่งนั้น  ลงในแป้งที่เปียกทีหลังอีกครั้ง  แล้วลงทอดกะทะนำ้มันร้อนๆจนได้ที่  คือออกเกรียมเป็นสีนำ้ตาลทองทั้งสองด้าน
บันทึกการเข้า
pink ribbon
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 27  เมื่อ 02 มิ.ย. 01, 14:51

อ่านสํานวนการเขียนของคุณพี่พวงร้อยในความเห็นที่24 แล้ว ขอชมค่ะ เพราะดีจัง
พี่พวงร้อยเป็นนักเขียนหรือเปล่าคะ  
นอกจากนี้ ดูท่าทางคุณพี่พวงร้อย คงทําอาหารเก่งแน่ๆค่ะ  อ่านทีไรหิวทุกทีค่ะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30982

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 28  เมื่อ 02 มิ.ย. 01, 18:48

อ่านของคุณพวงร้อยแล้วได้กลิ่นยั่วน้ำลายเลยค่ะ  ดูจากการบรรยาย ไม่ทราบว่าเคยขีดๆเขียนเๆมาบ้างหรือเปล่า

แอปเปิ้ลทอดกับหัวหอม อ่านแล้วน่ากินจัง  เอาผลไม้มาทอดกินแบบของคาว แปลกดี

ในนิยาย มักเอ่ยถึง "หมูเค็ม" บ่อยๆ   เป็นเนื้อสัตว์หลัก  
เรียกว่า salted pork  ใน" ริมทะเลสาบสีเงิน" บอกว่าเป็นหมูชิ้นใหญ่ๆ สีขาว แช่อยู่ในน้ำเกลือสีน้ำตาล  มีมากขนาดเป็นถังเลยค่ะ
หมายถึงเบคอนอย่างที่เรากินกันนี่เองหรือคะ?
บันทึกการเข้า
พวงร้อย
สุครีพ
******
ตอบ: 904


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 29  เมื่อ 02 มิ.ย. 01, 21:46

โอ๊ย เขินเลยค่ะ  ดิฉันมัวแต่ "ใช้" ชีวิต ยุ่งๆอยู่  ยังไม่มีเวลามาจดบันทึกลงไว้ให้เป็นชิ้นเป็นอันเลยค่ะ  ตั้งใจว่าจะขีดๆเขียนๆอะไรอยู่เหมือนกันค่ะ  

ตอนที่อ่านเรื่องนี้  อายุ ๑๒-๑๓  แต่ก็ยังจำรสประทับได้ติดตาติดใจ   แต่ยิ่งนานไป  ความประทับใจที่งวดตัวลงเรื่อยๆไปตามกาลเวลา  ทำให้ยิ่งรู้สึกว่า  เรามี "วิญญาณของลอร่า" แฝงฝังในความทรงจำของเราทุกคน   คือความโหยหาอาลัย "รอยรสประทับในหลืบสมอง"  ที่บางครั้งบางคราว  เราประจงเอาออกมาและเล็มอย่างทนุถนอม  เพราะมันเป็นสิ่งเดียวกับ ความสุขบริสุทธิ์ ของเด็กน้อยคนหนึ่งในอดีตนั่นเอง  เคยคิดอยู่เหมือนกันว่า  ลอร่าเขียนเรื่องนี้เมื่อย่างเข้าวัยชราแล้ว  ความน่ากิน รสชาติความเอร็ดอร่อยตามท้องเรื่อง ดูเหมือนจะเข้มข้นขึ้น  ด้วยการเก็บบ่มอย่างทนุถนอม  ในซอกหลืบของความทรงจำอย่างนี้แหละค่ะ  คิดว่าเราทุกคน  ต่างก็มีสิ่งเหล่านี้เก็บไว้  ความอมตะของเรื่องบ้านเล็ก  อยู่ที่เมื่อเด็กอ่าน  ก็ประสานคล้องกับความเจริญอาหารที่มีอยู่ตามธรรมชาติ  และเมื่อย้อนนึกถึงประสบการณ์ที่ได้อ่านมาในอดีต  มันก็ไปซ้อนทับกับ อดีตอันหอมหวานที่เรามีอยู่ทุกคน  ยังนึกไม่ออกเลยค่ะว่า  มีเรื่องอะไรอีก  ที่สามารถสาวทุกอณูแห่งความทรงจำออกมาได้ ทั้งรสทั้งกลิ่น ทิ้งลิ้นสัมผัส  เหมือนอย่าง เรื่องชุดบ้านเล็กฯ ได้เลยค่ะ

คนที่อยู่เมืองนอก  นานๆกลับบ้านที  ความอิดโรยจากเที่ยวบินมาราธอน  จากการที่ร่างกายสัมผัสความเปลี่ยนแปลงของอากาศต่างกันสุดขั้วอย่างฉับพลัน  ความพลุ่งพล่านของอารมณ์  ที่เหมือนอดีตและปัจจุบัน  มาปะทะกันราวกับโดนพายุสาดซัดจนแทบตั้งตัวไม่ติด  ครั้งแล้วครั้งเล่า  เที่ยวแล้วเที่ยวเล่า  ที่ดิฉันกลับเมืองไทย  มักจะผ่านความรู้สึกแบบนี้  บางทีรู้สึกเหมือนกับไปติดอยู่ในหนัง Twilight Zone แล้วฉายออกมาแบบสโลว์โมชั่นเลยค่ะ หึหึ

salted pork ก็คล้ายๆกับหมูเบค่อน  คือมาจากหมูมันส่วนท้อง (pork belly)  ที่เอาไปหมักนำ้เกลือ  แต่เบค่อนเค้าเอาไปเขวนตากแห้ง  แล้วอบรมควันช้าๆ  ให้มีกลิ่นหอมและเก็บได้นานขึ้นมาก  ที่เค้าทำมาขายก็ยังแถมฝานเป็นชิ้นบางๆเท่ากันเปี๊ยบมาเสร็จสรรพ  ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นความหนาบางไม่เท่ากัน  ถ้าฝานบางๆเมื่อทอดออกมาแล้วมันจะกรอบกว่า  แต่ฝานแบบนั้นก็ต้องใช้เครื่องหั่นแล้วค่ะ  ชาวบ้านเฉือนเอาด้วยมีดกับเขียง  ก็หั่นได้ชิ้นหนากว่า  ตามตลาดเค้าจะมีเบค่อนอย่างชิ้นหนา  หั่นด้วยเครื่อง แต่เรียกให้มันติดกลิ่นอายคั้นทรี่(ทำให้แพงขึ้น) ซักหน่อยว่า  countrystyle bacon  ก็พอจะปะล่อมปะแล่มว่า  ได้กินอาหารติดกลิ่นอายธรรมชาติสักหน่อย  เวลาเรานั่งละเลียดอาหารในท่ามกลางความวุ่นวายของชีวิตชาวกรุงไงคะ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.056 วินาที กับ 19 คำสั่ง