เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 22 23 [24] 25 26
  พิมพ์  
อ่าน: 77123 พม้า พม่า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 345  เมื่อ 09 ก.พ. 14, 12:07

ท่านมุ้ยให้ความเห็นต่อไปถึงตำแหน่งห้องบรรทมของบุเรงนอง ว่าอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของพระธาตุมุเตา และท้องพระโรงอันเป็นที่ตั้งของสีหสาสนบัลลังก์ที่ทำเป็นยอดสูงเหมือนหอคอย ก็ดูไม่น่าจะถูกต้องตรงกับของจริง

ห้องบรรทมของพระเจ้าบุเรนอง (ตามที่รัฐบาลออกทุนให้สร้างขึ้นใหม่) ตั้งอยู่ห่างจากกลุ่มพระที่นั่งอื่น ๆ ไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๒๐๐ เมตร หันหน้าไปทางทิศเหนือ โดยมีพระธาตุมุเตาอยู่ทางด้านเหนือห่างขึ้นไปประมาณ ๓๐๐ เมตร ห่างจากห้องบรรทมลงมาทางใต้เล็กน้อยเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ที่เก็บของโบราณที่ค้นพบในบริเวณนี้ เช่น รูปปั้น กระเบื้อง อาวุธ โอ่ง ไห ฯลฯ ซึ่งน่าสนใจสำหรับผมในการค้นคว้าทำหนังเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีแผนที่ของวัง ที่สยาอูเตงลายอธิบายให้เราฟังว่าหงสาวดีและวังของพระเจ้าบุเรงนองในสมัยก่อนน้้นเป็นอย่างไร

โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าพระตำหนักบรรทมของพระเจ้าบุเรงนองน่าจะอยู่รวมกลุ่มกับพระตำหนักอื่น ๆ มากกว่าแยกตัวออกมาเป็นเอกเทศ จากซากของโบราณสถานที่ต่อเนื่องมาจากพระธาตุมุเตาที่อยู่ขึ้นไปทางเหนือ ทำให้น่าคิดว่าตำแหน่งพระตำหนักบรรทมนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของพระธาตุก็เป็นไปได้ แต่ผมจะไปรู้อะไร เพราะเคยมาที่วังพระเจ้าบุเรงนองเพียงสองครั้งเอง จะไปรู้ดีกว่าอาจารย์ที่เกิดที่นี่ เติบโตที่นี่ไปได้อย่างไรครับ

จากพระตำหนักบรรทมของพระเจ้าบุเรงนอง อาจารย์สุเนตรพาพวกเราเดินมาที่กลุ่มพระราชฐานที่มีท้องพระโรงที่ตั้งสีหาสนบัลลังก์ หรือ Lion Throne Hall  ซึ่งสร้างขึ้นมาใหม่เช่นกัน และพระตำหนักของพระราชวงศ์และเหล่าพระมเหสีต่าง ๆ ซึ่งอยู่ไม่ห่างออกไปนัก

ดูจากรูปทรงภายนอกแล้ว ผมมีความรู้สึกว่าท้องพระโรงที่ตั้งสีหาสนบัลลังก์ก็ดูผิดรูปอยางไรพิกล บางทีอาจจะเป็นเพราะฐานของท้องพระโรงที่ขุดค้นพบมีขนาดเล็ก แต่ไปสร้างให้ดูใหญ่อลังการ ซึ่งจำเป็นที่จะต้องสร้างในสูง ก็เลยดูเหมือนหอคอยมากกว่าเป็นท้องพระโรง ผมคิดว่าท้องพระโรงองค์จรีงคงไม่เหมือนที่สร้างขึ้นใหม่ค่อนข้างจะแน่นอน


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 346  เมื่อ 09 ก.พ. 14, 12:59

เรื่องรูปร่างลักษณะ ท่านมุ้ยว่าซายาพม่าบอกว่าพระราชวังที่มัณฑะเลย์ลอกแบบมาจากพระราชวังของบุเรงนอง ดังนั้นเมื่อท่านมาสร้างฉากพระราชวังบุเรงนองที่โรงถ่ายที่กาญจนบุรีจึงเอาแบบมาจากพระราชวังที่มัณฑะเลย์  ยิงฟันยิ้ม

ส่วนหนึ่งของพระราชวังมัณฑะเลย์ของจริงที่รอดพ้นจากการทำลายของอังกฤษอยู่ที่วัดชเวนันดอ




บันทึกการเข้า
Singing Blue Jay
อสุรผัด
*
ตอบ: 22


ความคิดเห็นที่ 347  เมื่อ 10 ก.พ. 14, 18:33

ขอมาแจมด้วยคนค่ะ ได้ไปพม่ามาเมื่อสองสามปีที่แล้ว ได้เห็นแล้วอึ้งว่าในอดีตพม่าเจริญมากมายขนาดนั้น เห็นทุ่งเจดีย์ในพุกาม เห็นวัดใหญ่ๆหลายๆแห่งแล้วมองเห็นความยิ่งใหญ่ในอดีต แต่รูปที่นำมาให้ชมเป็นรูปหนังสือพิมพ์ New Light of Myanmar ที่ได้อ่านบนเครื่องจากมัณฑะเลย์กลับมาย่างกุ้ง นอกจากข่าวสารแล้วก็มีคำแนะนำต่อประชาชนอย่างชัดเจน รัฐบาลทหารจริงๆค่ะ


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 348  เมื่อ 11 ก.พ. 14, 10:41

แต่รูปที่นำมาให้ชมเป็นรูปหนังสือพิมพ์ New Light of Myanmar ที่ได้อ่านบนเครื่องจากมัณฑะเลย์กลับมาย่างกุ้ง นอกจากข่าวสารแล้วก็มีคำแนะนำต่อประชาชนอย่างชัดเจน รัฐบาลทหารจริงๆค่ะ

อีกตัวอย่างหนึ่งของคำแนะนำจากรัฐบาลถึงประชาชนชาวพม่า อยู่ในคอลัมน์ทางขวามือ

หนังสือพิมพ์ฉบับวันเสาร์ที่ ๒๘ มกราคม ค.ศ. ๒๐๑๒ ตรงกับ 5 th Waxing of Tabodwe 1373 ME

5 th Waxing of Tabodwe  คือ ขึ้น ๕ ค่ำ

ME คือ Myanmar Era หรือ จุลศักราช นั่นเอง



รักชาติกันเถิด  เราเกิดร่วมแดนดิน จะเกิดถิ่นไหนหนา  เราก็เมียนมาร์ด้วยกัน

บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 349  เมื่อ 20 ก.พ. 14, 13:11

ขออนุญาตเดินทางกลับสู่หงสาวดี

ห้องบรรทมของพระเจ้าบุเรนอง (ตามที่รัฐบาลออกทุนให้สร้างขึ้นใหม่) ตั้งอยู่ห่างจากกลุ่มพระที่นั่งอื่น ๆ ไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๒๐๐ เมตร หันหน้าไปทางทิศเหนือ โดยมีพระธาตุมุเตาอยู่ทางด้านเหนือห่างขึ้นไปประมาณ ๓๐๐ เมตร

ย่างกุ้งมีพระมหาเจดีชเวดากองเป็นศรีเมืองเช่นไร หงสาวดีก็มีพระมหาเจดีย์ชเวมอดอเป็นศรีเมืองเช่นนั้น

คนไทยรู้จักกันดีในนาม "พระธาตุมุเตา"  ยิงฟันยิ้ม


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 350  เมื่อ 20 ก.พ. 14, 13:26

พระธาตุมุเตาเป็นที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุของพระพุทธจ้าเช่นเดียวกับพระมหาเจดีย์ชเวดากองแห่งย่างกุ้ง เป็นเจดีย์ซึ่งสูงที่สุดในพม่า โดยมีความสูงถึง ๓๗๗ ฟุต ซึงสูงกว่าชเวดากอง ๕๑ ฟุต ทำให้ได้นามในภาษามอญว่า "โมดาว" หรือในสำเนียงไทยว่า "มุเตา" แปลว่า "จมูกร้อน" เพราะด้วยความสูงมากนั้นทำให้ผู้ที่แหงนมองยอดพระเจดีย์ต้องจมูกร้อนเพราะถูกแดดเผา  ยิงฟันยิ้ม


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 351  เมื่อ 20 ก.พ. 14, 13:33

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๓ เกิดแผ่นดินไหว ยอดพระธาตุมุเตาหักพังลงมา แม้ทุกวันนี้จะได้รับการบูรณะให้สูงสง่าดังเดิม แต่คณะกรรมการวัดยังเก็บซากส่วนปลียอดของพระธาตุองค์เดิมไว้ในคนเคารพบูชา ณ บริเวณลานทางเหนือ   ยิ้มกว้างๆ


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 352  เมื่อ 20 ก.พ. 14, 13:37

ในห้องใกล้กับทางขึ้นลานพระเจดีย์มีพระพุทธรูปสานด้วยไม้ไผ่ดูแปลกตาทีเดียว


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 353  เมื่อ 20 ก.พ. 14, 13:42

ที่รั้วไม้รอบองค์พระมีป้ายเชิญชวนคนไทยให้ทำบุญ (เป็นอันดับแรก)  ยิงฟันยิ้ม

พระพุทธรูปไม้ไผ่  

ตอนนี้กำลังสร้างพระพุทธรูปไม้ไผ่ บริจาคตามศรัทธา


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 354  เมื่อ 20 ก.พ. 14, 14:03

ที่พระมหาเจดีย์แห่งนี้มีตำนาน  ยิงฟันยิ้ม

เมื่อ พ.ศ. ๒๐๗๓ ชนชาติพม่ากลับมาเป็นปึกแผ่นอีกครั้งที่ตองอู หลังจากเคยยิ่งใหญ่ที่อาณาจักรพุกาม เจ้าชายพม่าพระองค์หนึ่งทรงตัดสินพระทัยเลือกพระมหาเจดีย์ชเวมอดอ เป็นสถานที่ทำพิธีเจาะพระกรรณตามโบราณราชประเพณี ก่อนขึ้นครองราชสมบัติ ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่าหงสาวดีเวลานั้นเป็นเมืองมอญ และทั้ง ๆ ที่ยามนั้นพระองค์จะมีพระชนมายุเพียง ๒๔ ชันษา

เล่าขานกันว่าพระองค์คัดสรรทหารม้า ๕๐๐ นายติดตามไปทำพิธี ด้วยวิธีจับตอกเล็บพิสูจน์ความกล้า ใครทนไม่ได้ให้ถอยไป จากนั้นก็บุกเข้าไปที่พระธาตุโดยฝ่ายมอญนึกไม่ถึง กว่าจะส่งทหารมาปิดล้อมก็เมื่อพิธีใกล้จะเสร็จสิ้น สิ่งที่พระองค์ทำเมื่อได้รับแจ้งข่าวว่าถูกปิดล้อม คือตรัสว่า "เจาะรูให้ดี หูฉันสำคัญกว่ามอญ" จากนั้นก็นำทหารม้าฝ่าวงล้อม กลับสู่ตองอูอย่างทระนง ก่อนขึ้นเถลิงราชย์ในนาม "พระเจ้าตะเบงชเวตี้" หรือ "พระเจ้าสุวรรณเอกฉัตร" จากนั้นอีก ๘ ปีต่อมาก็ทรงกรีธาทัพบุกยึดหงสาวดี แล้วย้ายราชธานีของราชวงศ์ตองอู มาอยู่ใต้ร่มเงาพระมหาธาตุศักดิ์สิทธิ์สมพระราชหฤทัย


จาก "มนตราอาเซียน" ของคุณธีรภาพ โลหิตกุล


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 355  เมื่อ 24 ก.พ. 14, 14:35

ตอนกลางวันรับประทานอาหารที่ร้าน Hanthawaddy (ก็ หงสาวดี นั่นแหละ ยืมภาพมาจาก คุณบ่งบ๊ง) พบกลุ่มนักท่องเที่ยวจากเกาหลีกลุ่มใหญ่เชียว
 


เจ้าหนุ่มพนักงานบริการแนะนำให้ไปเที่ยว "วัดงู" บอกว่าน่าสนใจกว่าวังบุเรงนองเสียอีก (คนหงสาวดีดูไม่ชอบวังบุเรงนองปลอม ๆ เอามาก ๆ)  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 356  เมื่อ 24 ก.พ. 14, 14:43

งูที่วัดนี้ดูท่าจะเป็นงูศักดิ์สิทธิ์มีคนทำบุญโดยการใส่แบงค์พม่าลงไปหลายใบอยู่  ยิ้มเท่ห์


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 357  เมื่อ 24 ก.พ. 14, 14:50

งูที่วัดนี้ดูจะมีอะไรเกี่ยวเนื่องกับหญิงสาวคนที่นั่งข้าง ๆ ซึ่งน่าจะเป็น "นัต" ตนเดียวกับที่วัดโบตะทาว  ยิงฟันยิ้ม

นอกจากเหล่านัตที่อยู่ในบริเวณวัดแล้ว ข้างหน้าวัดยังมีนัตอีกตนหนึ่งชื่อ "อะมาดอเมียะ" คนไทยรู้จักกันในนาม "เทพกระซิบ" ตามตำนานกล่าวว่า นางเป็นธิดาของพญานาค ที่เกิดศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า รักษาศีล ไม่ยอมกินเนื้อสัตว์จนเมื่อสิ้นชีวิตไปกลายเป็นนัต ชาวพม่าเคารพกราบไหว้กันมานานแล้ว



บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 358  เมื่อ 24 ก.พ. 14, 14:55

นัตอีกสามตนนั่งเรียงเป็นแถวคอยต้อนรับนักท่องเที่ยว (เท่าที่สังเกตมีคนพม่าเองมาเที่ยวเป็นส่วนมาก)  ยิงฟันยิ้ม


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 359  เมื่อ 25 ก.พ. 14, 12:03

วัดงูนี้อยู่ไม่ไกลจากวังบุเรงนองสักเท่าไร เชื่อกันว่างูเหลือมตัวนี้อายุกว่า ๑๒๐ ปีแล้ว และเป็นเจ้าอาวาสของวัดนี้กลับชาติมาเกิด

ภาพนี้ คุณ Mike ถ่ายไว้ตอนที่ท่านทวดงูลงสรงสนานในอ่าง ท่านตัวยาวทีเดียวเห็นจะราว ๆ กว่า ๕ เมตรได้  ยิงฟันยิ้ม


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 22 23 [24] 25 26
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.09 วินาที กับ 19 คำสั่ง