เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 7
  พิมพ์  
อ่าน: 22630 สิบสี่ตุลาครานั้น กับความทรงจำของแต่ละท่านในเรือนไทย
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10961



ความคิดเห็นที่ 45  เมื่อ 06 ต.ค. 17, 11:14

รำลึก ๔๑ ปี  ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙

จำได้ว่า เรียนอยู่ชั้นประถม ยังบริจาคเงินค่าขนม สิบบาท ไว้เป็นทุนให้พี่นักศึกษาต่อสู้ ...
แต่กับเหตุการณ์ 6 ตค นั้น โหดร้ายกว่า ..


แล้วนึกถึงเจ้าหนูคนนี้ ขยิบตา



และนึกถึงสิ่งนี้.......


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31265

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 46  เมื่อ 06 ต.ค. 17, 14:44

กลายเป็น 6  ตุลาไปแล้ว
อ่านเจอในเฟซบุ๊คค่ะ
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=342856926122657&id=100011950572497
บันทึกการเข้า
Koratian
พาลี
****
ตอบ: 344


ความคิดเห็นที่ 47  เมื่อ 06 ต.ค. 17, 19:30


S&P founded 14 October 1973


 เจ๋ง


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31265

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 48  เมื่อ 07 ต.ค. 17, 19:45

ไปเจอ Facebook ของคุณบรรยง พงศ์พานิช  เล่าต่อสาธารณะ ถึงเหตุการณ์เดือนตุลา ย้อนหลังไปสี่สิบกว่าปีก่อน    ในเมื่อท่านอยู่ในเหตุการณ์ บันทึกประสบการณ์ที่ได้พบเห็นไว้ ก็ถือเป็นหลักฐานร่วมสมัยที่สมควรบันทึกไว้ในกระทู้นี้

Banyong Pongpanich
7 ตุลาคม 2016 ·
หกตุลาคมสองห้าหนึ่งเก้า วันอัปยศในประวัติศาสตร์ชาติไทย........ (6 ตุลาคม 2559)
พงศาวดารเรื่องเล่าจากความทรงจำ.....ตอนที่ 1 ปฐมบทวันวิปโยค

สี่สิบปีแล้วครับ ที่วันแห่งความอัปยศได้ผ่านพ้นมา วันที่คนไทยลุกขึ้นมาเข่นฆ่าคนไทยด้วยกัน วันที่ผู้บริสุทธิ์ที่ส่วนใหญ่เป็นเยาวชนจำนวนหลายสิบคนถูกเข่นฆ่าโดยที่ไม่มีความผิด ...เพียงแต่อาจมีอุดมการณ์ที่ต่างกัน มีความเชื่อในลัทธิการปกครองที่ไม่เหมือนกัน ประกอบกับความกลัวในเรื่องที่ถูกปลุกปั่นฝังหัวมานาน ทำให้คนไทยกลุ่มหนึ่งถึงกับลุกขึ้นมาสังหารเพื่อนร่วมชาติได้อย่างเลือดเย็น โดยไม่รู้สึกรู้สาถึงความผิดชอบชั่วดี ถึงบาปกรรมที่ก่อได้ถึงเพียงนี้
ผมสามารถกล่าวได้เต็มปากว่า "ผมเป็นเยาวชนคนยุคเดือนตุลา" เนื่องจากผมใช้ชีวิตอยู่ในมหาวิทยาลัยห้าปี 2515-2520 จึงผ่านเหตุการณ์สำคัญทั้ง 14 ตุลาคม 2516 ที่เหล่านักศึกษาและประชาชนสามารถรวมตัวกันทำการ"ปฏิวัติประชาชน"ครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ไทยได้สำเร็จ โค่นล้มระบอบเผด็จการทหารที่ครองประเทศเบ็ดเสร็จยาวนานถึง 16 ปีลงได้ ...กับได้เห็นเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่ฝ่ายทหารและฝ่ายขวาเอาคืน สร้างสถานการณ์เข่นฆ่านิสิตนักศึกษาไปไม่น้อย แล้วดึงประเทศกลับไปสู่ระบอบเผด็จการได้สำเร็จอีกครั้งหนึ่ง ....ซึ่งถึงแม้ผมเองจะไม่ได้มีบทบาทมากมาย หรือเข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรง แต่ก็มีโอกาสได้เป็นผู้สังเกตุการณ์ใกล้ชิดอยู่ไม่น้อย กับมีข้อมูลบางเรื่องที่ได้รู้ได้เห็นได้ฟัง ที่อยากจะเอามาเล่าให้ฟัง เผื่อจะทำให้มีส่วนทำให้ประวัติศาสตร์ดำมืดช่วงนั้นกระจ่างขึ้นมาได้บ้าง

ช่วงตอน 14 ตุลาคม 2516 นั้น ผมเรียนอยู่ปี 2 เสดสาดจุฬาฯซึ่งก็ใช้ชีวิตเกเรไม่เป็นโล้เป็นพาย ไม่ได้ตั้งใจเรียนหรือมีอุดมการณ์อะไรที่เป็นเรื่องเป็นราว วันๆก็เอาแต่เฮฮาไร้สาระ คนเขาประท้วงเดินขบวนก็แค่ไปร่วมไปดูเอาสนุก ไปป้อสาวตามโอกาส ตั้งแต่ประท้วงสินค้าญี่ปุ่นปลายปี 2515 ไปจนถึงประท้วงเรื่องล่าสัตว์ทุ่งใหญ่ ฮ.ตกกลางปี 2516 จนไปมีการประท้วงใหญ่ทวงหารัฐธรรมนูญจนนำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลา 16...พอเวลามีประท้วงกันทีก็สนุกดี เพราะมักจะไม่มีเรียน ไปดูเฮๆเอามัน พอได้ยินเสียงปืนเราก็เผ่นกลับคณะที่จุฬาฯซึ่งอยู่ไกลสนามรบ มานั่งเล่นไพ่เล่นเลี๊ยบตุ่ยกันตามปกติ ...พอได้ข่าวว่ามีคนเจ็บคนตายก็แห่กันไปบริจาคเลือดที่รพ.จุฬาฯ แล้วก็อ้างได้ว่ากูก็มีส่วนร่วมโค่นล้มเผด็จการ ขอร่วมคณะเป็นวีรบุรุษไปด้วย
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31265

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 49  เมื่อ 07 ต.ค. 17, 19:46

อย่างในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ผมก็ไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ ไปแข่งรักบี้ให้ทีมชาติไทยในเทศกาลเปสตาสุกันที่สิงคโปร์เขาจัดฉลองการที่ถูกอัปเปหิออกมาจากมาเลเซียครบรอบสิบปี ...แต่ก่อนที่จะไป ก็ได้ไปตระเวณดูแถวธรรมศาสตร์ สนามหลวง และบางลำภู ที่เขาประท้วงกันเรื่องที่จอมพลถนอม กิตติขจร แอบบวชเณร(ตอนอายุจวนเจ็ดสิบ)แล้วลอบกลับเข้ามาประเทศไทยไปจำวัดอยู่ที่วัดบวรฯ ...ตอนที่ได้ข่าวว่ามีฆ่ากันที่ธรรมศาสตร์และสนามหลวง จนมีการรัฐประหารที่มีพล.ร.อ.สงัด ชะลออยู่ ซึ่งเป็นทหารเรือคนเดียวที่ได้เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติในประวัติศาสตร์(ซึ่งก็มีทหารแก่เล่าเกร็ดให้ฟังว่า จริงๆเค้าก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้แกเป็นหัวหน้าหรอก เพียงแต่แกทราบข่าวว่ามีการประชุมเตรียมการ แกเลยรีบเข้าไปร่วมแล้วถือว่าเป็นผบ.สูงสุดอยู่ก็เลยปราดเข้าไปนั่งหัวโต๊ะ เค้าเลยจำใจให้เป็นหัวหน้า คอยเซ็นชื่อในคำสั่งที่เหล่าทหารบกจัดเตรียม) ตอนนั้นพวกผมก็ยังอยู่ที่สิงคโปร์ห่างไกลเหตุการณ์ ...แต่ที่จะมาเรียบเรียงเล่าให้ฟังนี่ จะเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่าง 14 ตุลา 16 จนถึง 6 ตุลา 19 ซึ่งเป็นเรื่องราวที่มีส่วนบ่มเพาะสถานการณ์ให้สุกงอมจนเกิดเรื่องเศร้าคราวนั้น และบางเรื่องผมก็ได้มีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเล็กน้อย

ขอเริ่มเรื่องด้วยการเกริ่นสถานการณ์หลัง 14 ตุลาคม 2516 นะครับ ....พอเกิดเหตุการณ์นองเลือดจนจอมพลถนอม จอมพลประภาส และพอ.ณรงค์ กิตติขจร ยอมลงจากตำแหน่ง เดินทางออกนอกประเทศแล้ว พระเจ้าอยู่หัวก็โปรดเกล้าพระราชทานให้ ศ.สัญญา ธรรมศักดิ์ อดีตประธานศาลฎีกา และอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ ...ซึ่งตรงนี้นับว่าไทยเป็นประเทศที่โชคดีมาก ที่เกิดการปฏิวัติประชาชนแล้วสามารถตั้งหลักเดินต่อไปได้โดยไม่มีความวุ่นวายชิบหาย ไม่เหมือนกับเกือบทุกประเทศที่มักจะวุ่นวายยุ่งเหยิง ศก.พังพินาศกว่าจะตั้งหลักได้ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติฝรั่งเศส1789 ปฏิวัติรัสเซีย1917 หรือพวกอาหรับสปริงส์ อียิปต์ อิรัก ลิเบีย ที่ผ่านมาหลายปีแล้วยังตั้งหลักไม่ได้เลย แต่ของเรามีการเปลี่ยนผ่านที่ค่อนข้างจะสงบเรียบร้อย ซึ่งผมคิดว่าเป็นเพราะความเข้มแข็งของสถาบันพระมหากษัตริย์และพระบารมีของพระเจ้าอยู่หัว
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31265

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 50  เมื่อ 07 ต.ค. 17, 19:47

รัฐบาลอาจารย์สัญญานั้นได้รับฉายาว่า"รัฐบาลมะเขือเผา" เพราะไม่สามารถควบคุมสภานิติบัญญัติที่ถูกเลือกมาจากสภาสนามม้าได้ และยังค่อนข้างอ่อนแอ ให้ผู้นำนักศึกษาเข้ามามีบทบาทแทรกแซงได้หลายอย่าง รัฐมนตรีหลายคนก็เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น นพ.บุญสม มาร์ติน จากม.เชียงใหม่ มจ.จักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธ์ จากม.เกษตร ศ.อรุณ ศรเทศน์ จากจุฬาฯ นพ.อุดม โปษะกฤษณะ จากม.มหิดล ....ข้างผู้นำนักศึกษาก็ค่อนข้างทำตัวกร่างไม่น้อย เข้าไปบงการนโยบายของทางราชการอยู่ไม่น้อย เพราะถือว่าตัวเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดความหมั่นไส้ทั่วไป

พอร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ มีเลือกตั้งต้นปี 2518 แล้วประชาธิปัตย์ที่ได้สส.มากสุดเกิดอ่อนหัดการเมือง ปล่อยให้หม่อมน้อง มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคมที่มีแค่ 18 เสียง ชิงรวบรวมพรรคที่เหลือจัดตั้งรัฐบาล บริหารไปไม่ถึงปีดี ก็ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ต้นปี 2519 ซึ่งคราวนี้ ปชป.ที่ได้เสียงมากสุดตั้งรัฐบาลได้ มีมรว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกฯ แต่ก็เป็นรัฐบาลที่ค่อนข้างอ่อนแอ โดยเฉพาะคุมทหารแทบไม่ได้ พลอ.กฤษณ์ สีวะรา ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นรมต.กลาโหม ก็ถึงแก่กรรม(อย่างมีเงื่อนงำ)หลังรับตำแหน่งเพียง 8 วัน พลอ.ทวิช เสนีย์วงศ์ที่รับตำแหน่งแทนก็ชิงลาออกช่วงที่มีการประท้วง ถนอม-ประภาส แอบกลับเข้าประเทศ จนหม่อมพี่ต้องควบตำแหน่งกลาโหมเอง

ขอพักเรื่องสถานการณ์ในประเทศไว้ชั่วคราว ไปดูสถานการณ์โลก โดยเฉพาะในภูมิภาคแหลมทองรอบตัวเรา ช่วงปี 2516-2519นั้นนับได้ว่าเป็นช่วงพีคของสงครามเย็น(Cold War)เลยทีเดียว ฝ่ายหลังม่านเหล็กคอมมิวนิสต์ขยายอิทธิพลและขอบข่ายได้อย่างมาก โดยเฉพาะในแถบนี้ ...เขมรตกอยู่ภายใต้การยึดครองของเขมรแดงตอนกลางเดือนเมษายน 2518 แล้วพอปลายเดือนไซ่ง่อนก็แตก อเมริกายอมแพ้ถอนตัวจากเวียตนาม ...พอมาต้นเดือนธันวาคม เจ้าสุวรรณภูมาของลาวก็โดนเจ้าน้องสุภาณุวงศ์ยึดอำนาจเปลี่ยนระบอบเป็นคอมมิวนิสต์ตามก้นเขมรญวนไป ทางด้านตะวันตกของเราก็ไม่ต้องพูดถึง นายพลเนวิน เปลี่ยนพม่าเป็นคอมมิวนิสต์สมุนรัสเซียมาตั้งแต่ปี 2505 ...เรียกได้ว่า รอบด้านเรายกเว้นทางใต้ ล้วนแล้วแต่เป็นคอมมิวนิสต์ค่ายหลังม่านเหล็ก ใครอยู่ช่วงนั้นก็คงจำได้ว่า ทฤษฎีโดมิโนค่อนข้างชัดเจนว่าไทยคงเป็นประเทศต่อไปที่จะต้องถูกแดงกลืนไป ....เรียกว่ากระแสกลัวคอมมิวนิสต์ระบาดไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะคนยุคนั้นล้วนเคยถูกกระบวนการโฆษณาชวนเชื่อมายาวนานให้เกลียดกลัวคอมมิวนิสต์ขนาดหนัก อย่างผมตอนนั้น ความที่เป็นเด็กวชิราวุธ แถมบ้าคลั่งชอบอ่านสามเกลอของป.อินทรปาลิตยิ่งเกลียดกลัวคอมมิวนิสต์เข้าไส้ ...ผมรู้จักคนรวยอำมาตย์เก่าตั้งหลายคน ที่ขายทรัพย์สินโยกทรัพย์ไปไว้เมืองนอกเตรียมอพยพหนีคอมฯ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31265

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 51  เมื่อ 07 ต.ค. 17, 20:02

ที่เล่ามายืดยาว เป็นภาวะการเมืองในประเทศ กับภาวะรอบประเทศ ...ขอตัดชะแว้บมาเล่าเรื่องตัวเองบ้างนะครับ ...อย่างที่เคยเกริ่นไว้ว่าผมเป็นนิสิตเกเรไม่เอาไหน ไม่ได้มีอุดมการณ์อะไรกับเขาหรอกครับ แต่ก็บังเอิญได้เข้าไปเกี่ยวไปยุ่งบ้าง

เรื่องมันมีอยู่ว่า ตอนอยู่ปลายปีสาม ต้นปี 2518 ผมได้รับการชักชวนให้เล่นการเมืองในมหาวิทยาลัย เพราะเขาจะมีการเลือกตั้งกรรมการสโมสรนิสิตจุฬาฯสำหรับปีหน้า โดยจะมีการเลือกตั้งฝ่ายบริหาร8ตำแหน่ง เช่น นายกฯ อุปนายกฯ2คน เหรัญญิก ประธานเชียร์ ประธานกิจกรรม สาราณียกร และประธานกีฬา ....ผมถูกโน้มน้าวจากกลุ่มนิสิตฝ่ายขวา ว่าสโมสรนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศล้วนแล้วแต่ถูกฝ่ายซ้ายคอมมิวนิสต์ครอบงำได้เกือบทั้งหมด พวกเราน่าจะฮึดสู้ มิฉะนั้นประเทศไทยคงต้องล้มเป็นโดมิโนตามเพื่อนบ้านไป จะขอให้ไปร่วมพรรค"อนุรักษ์จุฬา"(Chula Conservatives)ลงสมัครเป็นประธานกีฬา(เพราะว่าผมเป็นนักกีฬาทีมชาติได้เหรียญทองซีเกมส์ แถมติดทีมมหาวิทยาลัยตั้ง 4 กีฬา คือ รักบี้ บาสเกตบอล วอลเลย์บอล และทศกรีฑา) ซึ่งตอนแรกผมก็ปฏิเสธ ว่าไม่รู้เรื่องซ้ายขวา และไม่ฝักใฝ่การเมือง ทำงานก็ไม่เป็น แถมกำลังจะผ่าตัดหัวเข่าไม่สามารถไปตระเวณหาเสียงได้ แต่พอถูกตื๊อหนักเข้า และบอกว่าไม่ต้องหาเสียงหรอก ทีมจะทำให้เอง ขอเพียงรูปถ่ายไปติดโปสเตอร์ก็พอ(เสียดายที่ไม่ได้เก็บรูปถ่ายนั้นไว้ เพราะเค้าจ้างมืออาชีพชั้นหนึ่งมาถ่าย และน่าจะเป็นรูปที่หล่อที่สุดในชีวิตผมเลย) ...ด้วยเลือดรักชาติกับแรงกลัวคอมมิวนิสต์ ผมก็เลยยอมเข้าร่วมทีม

พอผลเลือกตั้งออก ปรากฎว่า พรรคอนุรักษ์จุฬาชนะทุกตำแหน่ง เฉือนพรรคฝ่ายซ้ายคือ "จุฬาประชาชน"ขาดลอย คงเป็นเพราะชาวจุฬาฯเป็นพวกอำมาตย์เยอะ กลัวคอมฯกันทั่วหน้า แถมมีพวกอาจารย์คอยหนุนคอยเชียร์(ตอนนั้น อาจารย์แม่ สุนีย์ สินธุเดชะอยู่ฝ่ายกิจกรรมนิสิตจุฬาฯ)...ตรงนี้ต้องขอโม้หน่อยหนึ่งว่า ในทุกตำแหน่งที่เลือก ผมได้คะแนนสูงสุดขาดลอยมากกว่าใครๆ โดยคู่แข่งก็คือ คุณพงษ์ ระวี ที่ภายหลังเป็นผู้สื่อข่าวกีฬาชื่อดังของไทยรัฐ(ที่ล่วงลับไปแล้ว)

พอเข้าบริหารงาน ผมต้องยอมรับว่าทำอะไรไม่ค่อยเป็นซักเท่าไหร่ โชคดีที่มีทีมงานช่วย กับมีเลขาสาวอักษรที่เก่งมาก คอยจัดการภาระกิจของประธานกีฬาให้แทบทุกเรื่อง ส่วนตัวผมก็ป้อไปป้อมาเหมือนเดิม ที่ชอบมากสุดก็ตอนที่ได้ไปเป็นกรรมการจัดบัลเล่ต์เทิดพระเกียรติ"ความฝันอันสูงสุด"ที่มีคุณอารีย์ สหเวชภัณฑ์เป็นตัวเอก กับรวมดาวทุกคณะ ทั้งจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ เกษตร มาร่วมแสดง ซึ่งผมแทบจะไม่เคยขาดไปดูซ้อมดูแสดงแทบทุกรอบเลย
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31265

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 52  เมื่อ 07 ต.ค. 17, 20:03

ในการเป็นกรรมการนิสิตที่เป็นฝ่ายขวาอยู่มหาวิทยาลัยเดียว ในช่วงที่สงครามเย็นฝ่ายซ้ายขวาเริ่มเข้มข้นนี่เอง ที่ทำให้ผมได้ร่วมมีประสบการณ์ในเหตุการณ์บางอย่างที่นำไปสู่วันวิปโยคสุดอัปยศ 6 ตุลาคม 2519 ที่จะมาเล่าให้ฟัง

เดิมตั้งใจจะเขียนเล่าสั้นๆ ในวันครบรอบสี่สิบปีหกตุลา แต่เขียนไปเขียนมาก็ลงละเอียดตามนิสัยเพราะอยากจะบันทึกไว้สำหรับตนเองด้วย กันลืมเลือน วันนี้คงต้องราตรีสวัสดิ์ก่อน ยกยอดไปต่อพรุ่งนี้ในตอน "คำสารภาพของฝ่ายขวา(คนหนึ่ง)" นะครับ

ตอนที่สองมาแล้วครับ......ขอโทษที่ให้รอหลายวัน

บันทึกหกตุลา.... วันอัปยศแห่งชาติ (เขียนเมื่อสี่สิบปีให้หลัง 9 ตค. 2559)
พงศาวดารเรื่องเล่าจากความทรงจำ... ตอนที่2 คำสารภาพของฝ่ายขวา(คนหนึ่ง)
อย่างที่ได้เกริ่นนำไว้เมื่อตอนที่แล้วนะครับ ว่าผมมีส่วนร่วมอยู่แค่นิดเดียว แถมเป็นเรื่องช่วงก่อนเหตุการณ์ร่วมปี และในความคิดอ่านช่วงวัย 22 ตอนนั้น ก็เป็นความคิดของเด็กเหลวไหล ไม่เป็นโล้เป็นพาย ไม่ได้มีอุดมการณ์ที่เป็นแก่นสารหนักแน่นอะไร ถูกชักจูงเฮไปทางโน้นที ทางนี้ทีได้โดยง่ายเหมือนอย่างเยาวชนทั่วไป แต่ก็ขอยืนยันนะครับว่าไม่เคยคิดว่าตนเองมีจิตใจชั่วร้ายอะไร ยังมั่นใจว่าตัวเองมีพื้นฐานด้านคุณธรรมและจริยธรรมที่ดีอันเนื่องมาจากการอบรมสั่งสอนของบุพการี และครูบาอาจารย์ตลอดมา

ช่วงต้นปี 2518 ซึ่งเป็นช่วงท้ายของรัฐบาลมะเขือเผา สัญญา ธรรมศักดิ์ที่ได้บริหารประเทศเพราะการปฏิวัติประชาชน 14 ตุลา 16 ...ตอนนั้นผู้นำนิสิตนักศึกษามีบทบาทมากเพราะเป็นผู้นำปฏิวัติ และค่อนข้างใกล้ชิดกับรัฐบาลเพราะรัฐมนตรีสี่ห้าท่านก็ยังเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยใหญ่ๆอยู่ ซึ่งผู้นำนักศึกษานั้นส่วนใหญ่มักเป็นactivistที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรมในสังคม เพื่อความเท่าเทียมกันของผู้ยากไร้ ซึ่งย่อมเป็นการง่ายที่จะกระทบกระทั่งกับกลุ่มอำนาจเก่า ทั้งอำมาตย์ศักดินา ทั้งพ่อค้านักธุรกิจที่ส่วนใหญ่รุ่งเรืองมาภายใต้ระบบพรรคพวกนิยมที่ย่อมมีความผูกพันธ์ลึกซึ้งกับฐานอำนาจเดิม และยังจำเป็นที่จะต้องใช้อำนาจรัฐช่วยในการประกอบการ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31265

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 53  เมื่อ 07 ต.ค. 17, 20:03

หันมาดูเรื่องภาวะเศรษฐกิจนิดนึงนะครับ(ตรงนี้ไม่ค่อยมีใครวิเคราะห์) ปี 2517 และ 2518 ภายใต้รัฐบาลสัญญาและคึกฤทธิ์นั้น เป็นปีที่เศรษฐกิจไทยโตแค่ 4.5 และ 5.0% ซึ่งเป็นอัตราที่ตำ่ที่สุดในรอบสิบห้าปี (ตอนนั้นเราโตเฉลี่ยเกือบ 10% ยกเว้นปี 2515ที่โต 4.3%เพราะวิกฤตินำ้มันโลก แต่พอ 2516 ก็กลับมาโต 10.2% ไม่เคยโตตำ่สองปีติด ....นี่คือเหตุผลที่หลายคนยังเชื่อว่าศก.จะดีภายใต้ระบอบเผด็จการ ทั้งๆที่คนวางแผนวางระบบในช่วงนั้นหลายคนเกลียดเผด็จการ อย่างเช่นอาจารย์ป๋วยเป็นต้น) เรียกได้ว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่พ่อค้าบ่นว่า"ค้าขายฝืดเคือง" (ซึ่งถ้าสังเกตให้ดี จะเห็นว่าในประเทศไทยนั้น แทบทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนขั้วอำนาจ เช่นมีปฏิวัติ ศก.จะหยุดชะงักชะลอตัว การลงทุนเอกชนหด ซึ่งเป็นลักษณะของระบบที่ขับเคลื่อนโดย"พรรคพวกนิยม" พ่อค้านักธุรกิจจะสับสนต่อไม่ติดกับขั้วอำนาจใหม่ พอซื้อหาความได้เปรียบไม่ได้ก็ต้องชะงักรอ ...แต่สักพักก็ต่อติดได้ใหม่ทุกที ...อยากให้มีการวิจัยเรื่องนี้บ้างจัง)

ที่ร้ายกว่านั้นก็คือ ปี 2516 อัตราเงินเฟ้อสูงถึง 15.5% พอปี 2517 ก็พุ่งขึ้นไปอีก 24.3%ต่อปี ทำลายสถิติในประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่มีบันทึกมา ซึ่งสำหรับประชาชนทั่วไปแล้วนี่คือภาวะ"ข้าวยากหมากแพง"อย่างแสนสาหัส ...มิหนำซำ้มรว.คึกฤทธิ์ท่านเกิดคิดนโยบายประชานิยมชุดแรกของไทยที่เรียกว่านโยบายเงินผัน พยายามกระจายงบประมาณและทรัพยากรออกไปให้ชนบท ให้พวกรากหญ้ามากขึ้น ซึ่งของมันไม่ได้หล่นจากฟ้านะครับ งบมันมีอยู่จำกัด พอบ้านนอกได้มากขึ้น ในเมืองมันก็ต้องลดลง ชาวชั้นกลางในเมืองก็เลยเดือดร้อน (ผมเคยวิเคราะห์ระบอบทักษิณที่มีบางส่วนคล้ายกันนี้ ซึ่งถ้าสังเกตดูฝ่ายขวาหกตุลา กับมวลชนกปปส.ก็จะเห็นว่ามีส่วนคล้ายกันอยู่บ้างนะครับ ...วิเคราะห์ซื่อๆนะคร้าบ อย่ามารุมตื๊บ รุมเป่าหวีดใส่ผมนะ)
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31265

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 54  เมื่อ 07 ต.ค. 17, 20:04

พอภาวะก็แย่ไปหมด แถมรอบประเทศก็เกิดแรงกดดันคอมมิวนิสต์ เขมรแตก สงครามเวียตนามจบ ลาวเป็นแดงเต็มตัว ก็เป็นเรื่องธรรมดาครับ ที่คนจะต้องหาแพะ ว่าอะไรวะทำให้มันวิกฤติขนาดนี้ ใครกันวะ(ที่ไม่ใช่กู)มันเป็นคนทำ ประกอบกับหลังสิบสี่ตุลา ประชาชนมีเสรีภาพมากขึ้น พวกหนังสือฝ่ายซ้าย วรรณกรรมฝ่ายซ้าย วีรบุรุษชาวบ้านที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรมเพื่อความเท่าเทียมกันก็เริ่มโผล่มากขึ้น สื่อและหนังสือที่เคยถูกแบนถูกเซ็นเซอร์ก็หาอ่านได้อย่างเสรี ผมรู้จักคารล์ มาร์กซ์ รู้จักเฟรดดริช เองเจลส์ แมกซิม กอร์กี้ รู้จักจิตร ภูมิศักดิ์ นายผีอัศนีย์ พลจันทร์ สุภา ศิริมานนท์ ก็ในช่วงนี้เอง ...แถมพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็เริ่มขยายตัว เสาะหาเพิ่มสมาชิก ขยายปฏิบัติการ"ป่าล้อมเมือง" กับได้การสนับสนุนอย่างลับๆทั้งด้านทุนทรัพย์ ด้านอาวุธ และการจัดตั้งจากจีน ซึ่งยังอยู่ภายใต้เหมา เจ๋อ ตุง และกลุ่มฮาร์ดคอร์แกงค์ออฟโฟร์อยู่

ขอบอกเลยว่า ภาวะในขณะนั้นสับสนวุ่นวาย เกิดความแตกแยกปั่นป่วนยิ่งกว่าเมืองกาลามะในสมัยพุทธกาลเสียอีก อย่างพวกที่เป็นซ้าย ก็มีทั้ง"ซ้ายจัดตั้ง"ที่หนุนโดย พคท.และจีน และ"ซ้ายอุดมการณ์"ที่มุ่งเรียกร้องความยุติธรรมและความเท่าเทียม ซึ่งถ้าให้ผมเดา พวกหลังน่าจะมีมากกว่าเยอะ แต่ก็ถูกแทรกซึมชักจูงโดยพวกแรกอยู่ตลอด

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31265

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 55  เมื่อ 07 ต.ค. 17, 20:04

พอฝ่ายซ้ายขยายบทบาท ก็เป็นธรรมดาที่พวกฝ่ายขวาจะต้องลุกขึ้นมาบ้าง ซึ่งก็เหมือนกัน คือมีทั้งพวกชาวบ้านธรรมดาๆที่มีใจเอียงขวา ยังชอบระบบอุปถัมภ์แบบเดิมๆ กับพวกจัดตั้ง อย่างเช่น กองทัพ หรือหน่วยงานทางความมั่นคง รวมไปถึงกลุ่มองค์กรพิเศษต่างๆ เช่น กลุ่มกระทิงแดง ซึ่งรวบรวมเอานักเรียนอาชีวะ(ช่างกล)มาฝึกกันเป็นกระบวนการ นำโดยพอ.สุดสาย หัสดิน นายทหารนอกกองทัพที่ตอนหลังได้รับเลื่อนยศเป็นพลตรีได้) ...หรือกลุ่มนวพล ที่จัดตั้งและได้รับการสนับสนุนจาก กอรมน.มีสมาชิกทั้งนักวิชาการอย่างดร.วัฒนา เขียววิมล องคมนตรีพลท.สำราญ แพทยกุล ทหารอย่างพลอ.สายหยุด เกิดผล ผู้พิพากษาอย่างธานินทร์ ไกรวิเชียร และแม้กระทั่งพระภิกษุอย่างกิตติวุฒโฑแห่งบางละมุง องค์ที่บอกว่า"ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป"นั่นแหละครับ ร่วมเป็นแกนนำ ...อีกกลุ่มหนึ่งที่มีบทบาทไม่น้อยในฝ่ายขวา คือ อาสาสมัคร"ลูกเสือชาวบ้าน"ที่ตำรวจตระเวณชายแดนจัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2514 เพื่อช่วยต่อต้านคอมมิวนิสต์ และมาขยายตัวมากในช่วงนี้ จนมีการรับไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ พระราชทานธงครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ ...อาวุธสำคัญอีกอย่างก็คือ ชมรมวิทยุเสรี ที่ใช้เครือข่ายสถานีวิทยุยานเกราะเป็นฐานสำคัญออกอากาศโจมตีฝ่ายซ้ายต่อเนื่อง โดยมีคู่หู อุทิศ นาคสวัสดิ์ และพท.อุทาร สนิทวงศ์ ณ อยุธยาเป็นหลัก สมทบด้วยสมัคร สุนทรเวช สส.ปชป.ที่ตอนแรกได้รางวัลที่ล้มยักษ์มรว.คึกฤทธิ์ได้ในการเลือกตั้งเขตดุสิต ได้เป็นรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย แต่ความที่ออกขวาจัดโดนนักศึกษาต่อต้านมาก จึงหลุดจากชุดรัฐมนตรีเสนีย์2 มีเวลามาด่าคอมมิวนิสต์ออกวิทยุทุกวัน ....และแน่นอนครับที่ขาดไม่ได้ ฝ่ายซ้ายมีจีนหนุน ฝ่ายขวาย่อมมีCIAคอยประสาน คอยหนุนทั้งการข่าว การเงิน ยิ่งตอนนั้น สหรัฐใช้ไทยเป็นฐานทัพสำคัญหนุนสงครามเวียตนาม และพอต้องถอนตัวจากเวียตนามใต้ ต้องลดกำลังทหารในภูมิภาค ไทยยิ่งเป็นปราการสุดท้ายในอินโดจีน จึงต้องแทรกแซงทุกด้าน ....มีคนเล่าให้ฟังว่า ช่วงนั้นCIAมีเจ้าหน้าที่ในไทยกว่าร้อยคน (ผมยังเคยเจอะเจอตั้งหลายคน) อย่างตำแหน่งเจ้าหน้าที่ห้องสมุด(Librarian)ประจำสถานทูตสหรัฐยังมีเป็นสิบคน ผมเจอบางคนไม่เห็นจะมีวี่แววว่าอ่านหนังสืออะไรเลย
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31265

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 56  เมื่อ 07 ต.ค. 17, 20:04

ออนุญาตตัดฉากกลับมาเรื่องที่ผมเข้าไปเกี่ยวเล็กน้อย ได้รู้ได้เห็นเหตุการณ์บางอย่างนะครับ

ตอนต้นปีการศึกษา 2518 พอทีม"อนุรักษ์จุฬา"เข้าบริหารสโมสรนิสิต เนื่องจากชนะเลือกตั้งถล่มทลายได้ทุกตำแหน่ง แถมตัวแทนคณะต่างๆก็เป็นฝ่ายขวาเสียส่วนใหญ่ การบริหารงานก็ดูเหมือนจะง่ายๆราบรื่นดี การประสานกับเหล่าคณาจารย์ก็สะดวก เพราะล้วนแต่เป็นฝ่ายขวานิยมอำมาตย์เกือบทั้งสิ้น ...แต่ปัญหามาเริ่มเกิดตอนเลือกตั้งสภานิสิต เนื่องจากหลงระเริงมัวแต่ลำพอง พรรค"อนุรักษ์จุฬา"ไม่ได้สนใจแม้จะส่งคนลงสมัครด้วยซ้ำ ขณะที่พรรคซ้าย"จุฬาประชาชน"ขยันขันแข็งทำงานการเมืองเต็มที่ขยายสมาชิกโดยเฉพาะนิสิตเข้าใหม่ พอเลือกตั้งสภานิสิตก็เลยได้ที่นั่งร่วมสองในสาม ...ระบบการเมืองจุฬาฯตอนนั้นคล้ายๆกับสหรัฐ คือเลือกฝ่ายบริหารกับสภาแยกกัน ฝ่ายบริหารก็มีอำนาจบริหารใช้งบประมาณด้านต่างๆกันไป ฝ่ายสภาก็มีหน้าที่ออกกฎกับคอยตรวจสอบ แต่ก็ไม่มีอำนาจปลด ทำได้แค่อภิปรายประจานกันไป กับร้องเรียนให้ทางมหาวิทยาลัยกำกับอีกที

ถึงแม้ผมจะเป็นกรรมการฝ่ายป้อไปป้อมา ไม่ค่อยได้ทำอะไรสักเท่าไหร่ แต่เจ็ดแปดเดือนในตำแหน่ง ก็ได้กลิ่นการเมืองเต็มที่ เพราะจุฬาฯเป็นมหาวิทยาลัยใหญ่แห่งเดียว ที่ฝ่ายขวาชนะเลือกตั้ง ขณะที่ปัญญาชนมหาวิทยาลัยอื่นเลือกฝ่ายซ้ายขึ้นเป็นผู้นำทั้งสิ้น ซึ่งเรื่องนี้ถ้าใครเคยได้ยินวาทกรรมที่ว่า"If a man is not a socialist before 30, he has no heart. If he still be socialist after 30, he has no brain."ก็จะเข้าใจได้ ...เพราะถ้ามองในแง่คุณธรรม ความยุติธรรมแล้ว ปรัชญามาร์กซิสต์ดูดีกว่าทุนนิยมเยอะ โดยเฉพาะในบริบทสังคมยุคนั้น ....จึงค่อนข้างชัดเจนว่าสโมสรจุฬาฯเป็นแนวร่วมกับองค์กรฝ่ายขวาอื่นๆ ผมเคยตามพรรคพวกไปประชุมที่กอรมน. เคยเจอพอ.สุดสายตัวเป็นๆที่ห้อมล้อมด้วยเหล่าพลพรรคกระทิงแดง เคยเห็นมีฝรั่ง(บางทีก็แขก)เข้ามาป้วนเปี้ยน กลิ่นCIAโชยหึ่ง และยังเจอสมาชิกนวพลอื่นๆ ...แต่จะว่าไป งานหลักที่ผมเห็น(แต่ที่ไม่เห็นน่าจะมีเยอะกว่านะครับ) ก็มีแค่การแต่ง การพิมพ์โปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อ แล้วก็มอบให้เหล่าม้าเร็วกระทิงแดงกระจายกันไปปิดตามแหล่งชุมชนต่างๆ เช่น แถวประตูนำ้ ราชประสงค์ เยาวราช สยามสแควร์ สนามหลวง โดยนอกจากไปปิดของเราแล้วยังต้องฉีกของฝ่ายซ้ายหรือไม่ก็ปิดทับไปเลยด้วย ซึ่งปฏิบัติการรอบแรกมักทำกันตั้งแต่ตีสี่ แล้วเวียนไปตรวจอีกทีตอนสว่าง ซึ่งถ้าบังเอิญเจอกับทีมปิดโปสเตอร์ของฝ่ายซ้ายซึ่งมักเป็นเหล่านักศึกษาผอมแห้งแรงน้อย ทีมช่างกลของเราก็มักลุยแหลกได้เปรียบด้านกำลัง (ของเรามีการฝึกการยุทธโดยทหารให้ด้วย)
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31265

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 57  เมื่อ 07 ต.ค. 17, 20:05

ความที่หาผู้นำนักศึกษาฝ่ายขวาทำยาค่อนข้างยากนี่เองครับ พวกเราเลยได้รับการปรนเปรอค่อนข้างดี(เรื่องนี้ผมชอบมาก) มีนักธุรกิจใหญ่ๆที่ล้วนกลัวคอมมิวนิสต์ แวะเวียนกันมาเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดีไม่ว่างเว้น และนั่นก็เลยทำให้เด็กบ้านนอกอย่างผม ได้เดินยืดเข้าภัตตาคารหรูๆอย่างเทียร่า ชั้นบนสุดของดุสิตธานี อย่างห้อยเทียนเหลาสุดหรูแถวถนนเสือป่า เป็นครั้งแรกในชีวิต แถมได้สังสรรค์กับเหล่าเศรษฐีชั้นนำหลายคน(ขอสงวนนามนะครับ) อย่างท่านอธิการบดีซึ่งก็ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีด้วย ก็เมตตาเลี้ยงข้าวที่บ้านบ่อยๆ

พอบริหารมาได้ถึงปลายปี 2518 ก็เป็นช่วงที่มีการกระทบกระทั่งกับนักศึกษาฝ่ายซ้ายมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะใน"ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย" เพราะเราเป็นขวาอยู่เจ้าเดียว จึงโดนรุมโดนแอนตี้อย่างมาก ในที่สุดจุฬาฯก็ตัดสินใจลาออกจาก "ศนท."อันทรงอิทธิพล(ในเวลานั้น) ซึ่งเรื่องนี้จะส่งผลทำให้"ศนท."อ่อนแอลงมาก ทางสภานิสิตก็เลยขอเปิดประชุมด่วน อภิปรายโดยเปิดให้นิสิตทั่วไปเข้าฟังด้วยมีคนมาฟังหลายร้อยซึ่งกว่าร้อยละแปดสิบเป็นพวกฝ่ายซ้าย ผมนั่งฟังอภิปรายก็รู้สึกว่าฝ่ายซ้ายเค้ามีเหตุผลกว่าเยอะ (แถมมีกองเชียร์คอยปรบมือ กับโห่ข้างเรา) ข้างเราได้แต่แถไปแถมา โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าเราเอาอำนาจอะไรไปลาออกจากศนท. ทำไมไม่ปรึกษาสภา หรือเรียกขอประชามติ ขอดูรายงานการประชุมกรรมการด้วยเพราะผู้แทน(ที่บางคนเป็นฝ่ายซ้าย)บอกว่าไม่มีการประชุมด้วยซำ้ ...พอพักประชุมผมก็บอกพรรคพวกว่า"ก็จริงของเขา กูยังไม่ได้ถูกเรียกประชุมเลย ที่ไปมั่วว่าเรียกแล้วแต่จดหมายเรียกไม่ถึงน่ะ ถามจริงประชุมจริงป่าว ตัดสินใจกันกี่คน มีใครสั่งมารึเปล่า" ผมเลยถูกด่าว่า"เฮ้ย ไอ้เตา เราพวกเดียวกัน ห้ามหักหลังกันนะ" ผมก็เลยบอกว่า"กูไม่หักหลังใครหรอก เดี๋ยวกูกลับบ้านก่อนเลยแล้วกัน พรุ่งนี้จะส่งจดหมายลาออกให้" แล้วผมก็กลับบ้าน รุ่งขึ้นก็ได้ข่าวว่าเค้าประชุมต่อไปได้สักพัก กรรมการสโมสรนิสิตชุดพรรคอนุรักษ์จุฬา ก็ประกาศลาออกทั้งคณะ เป็นอันยุบพรรคไปโดยปริยายมีการเลือกตั้งใหม่ ส่วนผมก็ยุติงานการเมืองในมหาวิทยาลัยตั้งแต่บัดนั้นไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอีกเลย ...ที่เสียดายหน่อยก็เพราะต้องอดกินหรู กลับไปอุดหนุนเจ๊อี่ตลาดสามย่านทุกวันเหมือนเดิม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31265

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 58  เมื่อ 07 ต.ค. 17, 20:05

สถานการณ์ช่วงปี 2519 ดูจะพัฒนาเข้าสู่ภาวะแตกแยกรุนแรงของสังคม เงื่อนไขต่างๆสุกงอมเต็มที่ นักศึกษาที่เคยกร่าง เคยได้รับบทบาทมากตอนรัฐบาลสัญญา ก็ถูกจำกัดบทบาทลงสมัยรัฐบาลหม่อมน้องหม่อมพี่จนผู้นำนักศึกษาหลายคนก็เข้าป่าไปร่วมพคท.ตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์เดือนตุลา ความกลัวคอมมิวนิสต์เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ฝ่ายทหารและกลุ่มฝ่ายขวาใช้ในการทำให้ได้อำนาจกลับมา

ถามผมว่าใครผิด ....ผมคงตอบว่า มันก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย เป็นไปเช่นนั้นเอง มันเป็นเรื่องการเมืองทั้งระดับโลกในเรื่องสงครามเย็น และในระดับชาติที่แย่งชิงอำนาจทรัพยากรกัน ...ฝ่ายซ้ายถึงจะเกิดเพราะมีอุดมการณ์ มีคุณธรรม ต้องการขจัดสิ่งไม่ถูกต้อง สร้างความเป็นธรรม แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีการจัดตั้ง มีพคท. มีจีนคอยชักใยวางแผน ...ฝ่ายขวา ถึงจะเกิดเพราะความกลัว เกิดเพราะความจงรักสถาบัน เพราะความรักชาติ ศาสนา แต่ก็มีการชักใยจากภายนอกเหมือนกัน และถึงที่สุดแล้วก็โหดเหี้ยมเกินมนุษย์ ฆ่าเพื่อนร่วมชาติไปตั้งหลายสิบคน(บ้างก็ว่ากว่าร้อย) ผมเห็นด้วยว่าเราควรจะชำระประวัติศาสตร์ช่วงนั้นให้กระจ่าง เพื่อจะได้ถอดบทเรียน ไม่ให้เรื่องอัปยศอย่างนี้เกิดขึ้นได้อีก ไม่ได้จะไปลงโทษใคร(เพราะสี่สิบปี น่าจะหมดอายุความไปแล้วนะครับ)

มีคนถามผมว่า ....ถ้าไม่มี 6 ตุลา 19 ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร จะกลายไปเป็นคอมมิวนิสต์ตามทฤษฎีโดมิโนไหม ผมตอบว่า"ไม่รู้ครับ" รู้แต่ว่ามันมีผลกระทบมาก แค่ผีเสื้อขยับปีกบางทียังทำให้โลกเปลี่ยนได้เลย เรื่องใหญ่ขนาดนี้เกิดขึ้นประเทศไม่เหมือนเดิมแน่นอนครับ แต่มันก็เหมือนกับทุกเรื่องแหละครับ พอมันเป็นไปทางหนึ่งเราก็จะไม่มีวันรู้อีกเลย ว่าถ้าไปอีกทางจะเกิดอะไรขึ้น

ถ้าไม่มีเหตุการณ์หกตุลา ก็อาจเป็นไปได้ว่าทหารก็หาเรื่องปฎิวัติได้อยู่ดี ไม่สร้างเรื่องอื่นก็คงหาเงื่อนไขได้ (ก็เตรียมการไว้ดีขนาดนั้น) ....หรือไม่อีกทาง ถ้าไม่มีปฏิวัติ แล้วรัฐบาลที่ถึงจะอ่อนแอ แต่ก็พอถูไถไปได้เพราะทุกคนเคารพประชาธิปไตย เคารพเสียงประชาชน ถึงจะง่อนแง่น แต่ก็พัฒนาไปจนเป็นปชต.ที่แข็งแรง ตอนแรกอาจห่วยอาจโกงมากหน่อยแต่ในที่สุดภาคสังคมเข้มแข็งกลไกตรวจสอบทำงานได้กลายเป็นประเทศพัฒนา(อันนี้คงฝันไปน่ะครับ) ...ถามว่า จะเป็นคอมมิวนิสต์ไหม ผมว่าคงยาก เพราะเงื่อนไขเรายังไม่สุกงอมพอเหมือน เวียตนาม เขมร ลาว สงครามป่าล้อมเมืองยังต้องใช้เวลาอีกนาน ยิ่งถ้าไม่ต้อนนักศึกษาหลายพันเข้าป่าตอนหกตุลายิ่งต้องนานใหญ่ ...อย่าลืมว่าในวันที่ 6 ตุลา 2519 นอกจากเกิดเหตุการณ์สำคัญในไทยแล้ว ในจีนก็เป็นวันที่แก๊งค์ออฟโฟร์ถูกจับกุมถูกล้มล้าง เติ้ง เสี่ยว ผิง เข้าคุมอำนาจได้เบ็ดเสร็จหลังจากประธานเหมาถึงแก่อนิจกรรมในเดือนกันยายน และภายในสองปี เติ้งก็เปลี่ยนนโยบายอย่างกลับหลังหัน เลิกหนุนกระบวนการฝ่ายซ้ายนอกประเทศทั้งหมด แม้ระบบเศรษฐกิจยังเปลี่ยนกลับเป็นทุนนิยม(ที่เรียกว่าระบบตลาดแก้เก้อ)เลยครับ เรื่องนี้ผมขอกล้าฟันธงว่า มีหรือไม่มีหกตุลา ไทยก็ไม่เป็นคอมมิวนิสต์หรอกครับ

ทั้งหมดที่เล่ามา เป็นเรื่องที่ผมได้รับรู้และเกี่ยวข้องเกี่ยวกับ 6 ตุลา 2519 ซึ่งก็ต้องขอบอกอีกทีว่า เป็นความรู้ความเกี่ยวข้องเพียงผิวเผิน การวิเคราะห์ก็เป็นไปอย่างตื้นๆ ไม่ได้เป็นวิชาการลึกซึ้งอะไรนะครับ เพียงขอมาบันทึกไว้กันลืมเท่านั้นครับ สวัสดีครับ

https://www.facebook.com/banyong.pongpanich
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31265

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 59  เมื่อ 08 ต.ค. 17, 19:03

6 ตุลาคม ในภาพกว้าง กระฎุมพีครองโลกจนถึงปัจจุบัน

… นักประวัติศาสตร์ไทยส่วนใหญ่มักจะอธิบายและตีกรอบการบอกเล่าเรื่องราวของเหตุการณ์เดือน ตุลาคม ทั้งสองครั้งในแวดวงที่แคบเกินไป จนคนไทยด้วยกันเองยังไม่เห็นภาพที่กว้าง จนนำมาซึ่งความเข้าใจผิดได้

… ในตอนนั้นภาพรวมของโลกของเกิด “สงครามเย็น” หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ผู้ชนะสงครามแบ่งแยกเป็นสองฝ่ายและเกิด “ความขัดแย้งทางแนวคิด” ที่ทั้งสองฝ่ายจึงมีแนวคิดที่ต้องการหาเพื่อน สหาย แนวร่วม ลูกน้องมาเข้าเป็นพวกมากมาย ทั้งวิธีการที่ถูกต้อง ใช้เงิน ใช้กำลังหนุนการปฏิวัติในประเทศนั้นๆเลย โดยตามเนื้อผ้าแล้ว ทั้งสองฝ่ายทั้งฝ่าย “เสรีนิยมประชาธิปไตย” ที่นำโดย “อเมริกา” และฝ่าย “สังคมนิยมคอมมิวนิสต์” ก็เลวร้ายและป่าเถื่อนพอกัน

อ่านต่อได้ที่
http://www.siammanussati.com/6-%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1-%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87-%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8E%E0%B8%B8/
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 7
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.05 วินาที กับ 20 คำสั่ง