เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 [3] 4 5
  พิมพ์  
อ่าน: 20687 สิบสี่ตุลาครานั้น กับความทรงจำของแต่ละท่านในเรือนไทย
พวงแก้ว
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 30  เมื่อ 13 พ.ย. 13, 11:47

นอกมหาวิทยาลัยมีกลุ่ม คนที่เรียกตัวเองว่านวพล เป็นเด็กหนุ่มสาวในท้องถิ่น ที่จ้องทำร้ายนักศึกษา มีบรรยากศเป็นสองกลุ่มที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน และควรหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากัน

ในบรรดานักศึกษาเองก็แตกเป็นสองขั้วความคิดที่ตรงกันข้ามอย่างชัดเจน และกลุ่มที่ไม่ฝักใฝ่การเมือง
เช้าขึ้นมาก็พูดแต่เรื่องการเมือง ข่าวสารต่างๆ และมีความพยายามในการโน้มน้าวให้คล้อยตาม พวกตน
แต่ก็ยังถือว่าปลอดภัยกว่าพวกที่อยู่ที่กรุงเทพฯ

ดิฉันเคยถามทหารที่อยู่ร่วมเหตุการณ์ในบริเวณสนามหลวง... ได้ความว่าทหารในตอนนั้นถูกทำให้เชื่อว่าน.ศ.
มีอาวุธ (ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นความจริงแค่ไหนหรือเพียงการปล่อยข่าวเพื่อให้ทหารตัดสินใจเข้าปราบปราม)

เหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นครั้งนั้นเป็นครั้งแรกในเมืองไทย ไม่มีใครประมาณได้ว่ามันจะลุกลามใหญ่โต
เสียหายมากเพียงใด แต่ถ้านักศึกษา นักเรียน ประชาชนไม่ลุกฮือขึ้นเช่นนั้นก็ไม่มีใคร จัดการกับรัฐบาล
ที่มีอำนาจสูงสุขในขณะนั้นได้ เพราะตำรวจ ทหาร ข้าราชการก็ไม่มีกำลังจะขัดขืนอะไรได้ ได้แต่กุมมือ
รับคำสั่งเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น เพราะผู้กุมอำนาจขณะนั้นเขากำหลาบได้อยู่หมัดจริงๆ

บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10809



ความคิดเห็นที่ 31  เมื่อ 13 พ.ย. 13, 12:32

นอกมหาวิทยาลัยมีกลุ่ม คนที่เรียกตัวเองว่านวพล เป็นเด็กหนุ่มสาวในท้องถิ่น ที่จ้องทำร้ายนักศึกษา มีบรรยากศเป็นสองกลุ่มที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน และควรหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากัน

ถ้าเป็นเด็กหนุ่ม (สาว) นอกมหาวิทยาลัย เห็นจะเป็น "กลุ่มกระทิงแดง" ของพันเอกสุดสาย หัสดิน ซึ่งรวบรวมเหล่านักเรียนอาชีวะคอยรังควานนักศึกษาด้วยอาวุธ สุดสายมีความคิดว่าจะต้องตั้งกองกำลังขึ้นมาเพื่อต่อต้านฝ่ายนักศึกษา เพราะฝ่ายนักศึกษาพยายามเปลี่ยนทิศทางของประเทศประเทศให้ตกอยู่ในภาวะคอมมิวนิสต์แทรกแซง รัฐบาลก็อ่อนแอ และได้เปรียบเทียบว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยก็เหมือนหัว นักเรียนอาชีวะก็เหมือนแขนขา จะต้องตัดแขนขาออกจากหัวเสียก่อน ส่วนกำลังที่มีบทบาทสำคัญได้แก่ สุชาติ ประไพหอม เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ และสมศักดิ์ ขวัญมงคล เป็นต้น สำหรับที่มาของชื่อกลุ่ม สมศักดิ์ ขวัญมงคล หัวหน้าฝ่ายกำลังพล ได้อธิบายว่า “ไอ้การที่เราตั้งชื่อกลุ่มกระทิงแดงขึ้นมานี่ เพราะว่าเราไม่รู้ว่าจะใช้ชื่ออะไรดี ทุกคนเห็นว่าชื่อกระทิงแดงนี่ดี เพราะกระทิงแดงเป็นสัตว์ป่า สัตว์อนุรักษ์ สัตว์สงวน”

ส่วน "นวพล"  ก่อตั้งโดยกลุ่มทหารในกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) มี วัฒนา เขียววิมล เป็นผู้ประสานงาน โดยตั้งเป้าที่จะดำเนินการอยู่ในกลุ่มข้าราชการระดับท้องถิ่น และในหมู่นักธุรกิจเป็นส่วนใหญ่ โดยยืนยันเป้าหมายและนโยบายที่จะปราบปรามฝ่ายซ้ายโดยเฉพาะ จึงโฆษณาตนเองว่าเป็นองค์กรต่อต้านคอมมิวนิสต์เพื่อธำรงไว้ซึ่ง “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์”

รายละเอียดมากกว่านี้ หาอ่านได้ที่ กลุ่มกระทิงแดงและนวพล เรียบเรียงโดย พิสิษฐิกุล แก้วงาม


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10809



ความคิดเห็นที่ 32  เมื่อ 13 พ.ย. 13, 18:48

ที่จำได้คือหนังสืออ่านประกอบการสอนนั้นมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก หนังสือคลาสสิคที่เราน่าจะได้อ่านถูกเก็บไปหมด
เราต้องอ่านแต่แนวกรรมาชีพ สะท้อนสังคมชนชั้นกรรมากร ชาวนา ความกดขี่ บีบคั้นต่างๆนาๆ  ทีนี้พออ่านมากๆเข้ามันก็เลี่ยนพอๆกับอ่านเรื่องโรแมนติคอย่างเดียวนั้นแหละค่ะ   อะไรที่มันมากเกินไปก็ไม่ดีทั้งนั้น เพราะในโลกนี้ไม่ได้มีอะไรเพียงด้านเดียว  แต่ก็เข้าใจนะ อะไรที่ถูกกด ถูกเก็บมานาน พอระเบิดทีก็สนั่นหวั่นไหว ...เราก็อ่านนะคะ ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะแผงหนังสือทุกหนแห่งก็เต็มไปด้วยหนังสือแบบนี้ แนวอื่นถูกเก็บหมด เราก็ถือโอกาสเรียนรู้โลกอีกซีกที่เราไม่เคยรู้มาก่อน  แต่เราต้องไม่ยอมถูกล้างสมอง  เราต้องรู้คิด และรู้ทัน ในทั้งสองโลก

(...ทราบจากคนที่รักหนังสือและสะสมหนังสือวรรณกรรมของไทย ต้องเดือดร้อนนำหนังสือไปฝากผู้มีบารมีที่ตำรวจจะเอื้อม  มือมาไม่ถึง เพราะกลัวว่าจะถูกทำลายหมด ขุนช้างขุนแผน ลิลิตพระลอต้องหลบไปเก็บตัวเงียบอยู่ในป่าเขา หรือในถ้ำชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยไม่งั้นอาจถูกเผาทั้งเป็น)

ช่วงก่อนและหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ ไม่เคยได้ยินว่ามีการเก็บหนังสือแนวคลาสสิก ขุนช้างขุนแผน ลิลิตพระลอ  หรือสั่งให้อ่านแต่หนังสือแนวกรรมาชีพ (ใครหนอเป็นคนสั่ง  ฮืม)

เคยได้ยินแต่หลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ มีการประกาศให้หนังสือบางเล่มเป็นหนังสือต้องห้าม

รายละเอียดชื่อหนังสือต้องห้ามหาอ่านได้ที่ พันทิป  นัยว่าประกาศเหล่านี้ยังมีผลบังคับจนถึงทุกวันนี้เสียด้วยซ้ำ

บันทึกการเข้า
chupong
พาลี
****
ตอบ: 316


ความคิดเห็นที่ 33  เมื่อ 14 พ.ย. 13, 11:00

ผมกลับมาอ่านกระทู้นี้อีกครั้ง ในภาวะที่มีการชุมนุมของมวลชน อันสุ่มเสี่ยงต่อการเกิด “ม็อบชนม็อบ” ในอนาคตอันใกล้ แม้บริบททางสังคมปัจจุบัน จะแตกต่างจากสี่ทศวรรษก่อน ก็อดคึกคักไม่ได้ครับ

   ดังที่ท่านอาจารย์ทองแถมกรุณาแสดงความคิดเห็นไว้ เรื่องยุทธสงครามระหว่าง “กลุ่มทุน” นั้น ผมเองเป็นอีกคนหนึ่งครับ ที่อยู่ในฐานะ “ผู้ดู” โดยมิขอร่วมเฮโลกับฝ่ายใดทั้งสิ้น อยากเห็นความสามัคคีใจแทบขาดครับ แต่ในเมื่อกลุ่มทุนเขาไม่ยอม แหละผมก็แค่คนตัวเล็กๆคนหนึ่ง สิ่งซึ่งทำได้ คือบอกคนใกล้ชิด ทั้งญาติ ทั้งเพื่อนฝูงว่า ถ้าเขาจุดไฟเร่งสถานการณ์เพื่อให้เบี้ยกระแทกเบี้ย โปรดอย่าออกไปเป็นเครื่องมือให้เขา ผมขอได้เพียงเท่านี้ครับ

   กราบขอบพระคุณคุณแชร์อย่างสูงยิ่งครับ สำหรับบทกวีอันทรงคุณค่า ครับ... อดีตกรีดรอยร้าวให้เรารำลึก ทว่าใครสักกี่คนจะนึกถึง คะนึง จดจำ ผมถามตัวเองอยู่เสมอๆครับ
ต้องตายอีกกี่ศพ ต้องกลบอีกกี่ซาก แผ่นดินไทยจึงสงบสักที ถามแล้ว ก็ยังมิพบคำตอบครับ

   กราบขอบพระคุณข้อมูล เรื่องราวของคุณพวงแก้วเป็นอเนกครับ จำเพาะส่วนที่เกี่ยวกับวรรณคดีไทย ผมเคยได้ยินผู้หลักผู้ใหญ่เล่าให้ฟังว่า ภายหลัง ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ นักศึกษากำลังระเริงเหมือนปลากระดี่ได้น้ำ พวกเขาส่วนหนึ่ง (ในสมัยนั้น) ต่อต้านวรรณคดีของชาติกันยกใหญ่ ผมฟังแล้วเพลียหัวใจอย่างไรบอกไม่ถูกครับ

   เรียนคุณเพ็ญชมพูที่เคารพยิ่งครับ
   รายชื่อหนังสือต้องห้ามหลัง ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ ออกประกาศโดยท่านรัฐมนตรี “ไอ้กระพ้ม” เอ๊ย ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (สมัยนั้นอีกนั่นแหละ) ผมได้อ่านแล้วครับ แต่ พอมาถึงเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องไปให้ไกลหรอกครับ เอาแค่สัปดาห์หนังสือแห่งชาติก็พอ ผมยังมีโอกาสได้จับ คลำ “หนังสือต้องห้าม” ยุคสามสิบกว่าปีก่อน ฉบับพิมพ์ใหม่ วางขายอยู่ ณ บูธสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง
แหละหากตรวจสอบรายชื่อหนังสือดีหนึ่งร้อยเล่มที่คนไทยควรอ่าน ก็เจอหนังสือต้องห้ามปะปนอยู่ด้วยเล่มสองเล่มครับ เวลาล่วงเลย ความเข้มงวดกวดขันในการห้าม คงคลายลงบ้างกระมังครับผม


บันทึกการเข้า
พวงแก้ว
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 34  เมื่อ 18 พ.ย. 13, 10:15

ดิฉันติดธุระเสียหลายวัน เพิ่งได้กลับมาเยี่ยมเรือนไทยคะ

เรื่องหนังสือที่ครูบาอาจารย์กำหนดให้อ่านเป็นหนังสือที่สะท้อนสังคม และพวกเราต้องออกไปแสดงความคิดเห็น
หน้าชั้นด้วย เช่น พลับพลามาลี ของ รัตนะ เยาวะประภาษ  ขบวนการเสรีจีน ของ สดกูรมะโรหิต
นอกจากนั้น ยังมีหนังสืออื่นๆที่อาจจะเลือกอ่านเอง หรือต้องเลือกเพื่อประกอบการเรียนโดยอ.ไม่ได้กำหนด
ตัวเล่ม เช่น ความรักของวัลยา  กลอน เพียงความเคลื่อนไหว ของ เนาวรัตน   พงษ์ไพบูลย์  
กลอน ไม่แน่ใจว่าชื่ออะไรนะคะแต่จำความได้ขึ้นใจว่า " ...เปิบข้าวทุกคราวคำ   จงสูจำเป็นอาจินต์ ...."
ของจิตร ภูมิศักดิ์ ซึ่งโด่งดังมากในยุคนั้น งานของจิตรถูกนำมาศึกษากันอย่างมากมาย




ขออนุญาตนำบทความที่สำคัญ ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตน์ มาให้อ่านกันด้วยนะคะ

                                                
  
                                             ทุกข์ของชาวนาในบทกวี

          ทุกข์ของชาวนาในบทกวี  เป็นบทความพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  ที่แสดงให้เห็นถึงการเอาพระทัยใส่ความเข้าพระทัยในปัญหาต่าง ๆ ตลอดจนพระเมตตาของพระองค์ที่ทรงมีต่อชาวนา  เนื่องด้วยชาวนาแต่ละท้องที่ล้วนมีสภาพชีวิตและความทุกข์ยากที่ไม่แตกต่างกันเลย  แม้ว่ากาลเวลาจะผันผ่านไปอย่างไรก็ตาม
ผู้แต่ง
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  
ลักษณะคำประพันธ์
ร้อยแก้ว  ประเภทบทความ
จุดมุ่งหมายในการแต่ง
เพื่อแสดงพระราชดำริเกี่ยวกับบทกวีของไทยและบทกวีจีน
ซึ่งกล่าวถึงชีวิตและความทุกข์ของชาวนา
ความเป็นมา
ทุกข์ของชาวนาในบทกวี  มีที่มาจากหนังสือรวมบทพระราชนิพนธ์
ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  เรื่อง  มณีพลอยร้อยแสง
ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จัดพิมพ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2533  ในวโรกาสที่พระองค์
ทรงเจริญพระชนมายุครบ 3 รอบ  โดยนิสิตคณะอักษรศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  รุ่นที่ 41
พระราชนิพนธ์นั้นแสดงให้เห็นแนวพระราชดำริเกี่ยวกับบทกวีของไทยและจีนที่กล่าวถึงชีวิต
และความทุกข์ของชาวนาที่มีสภาพชีวิตไม่ได้แตกต่างกันนัก
                                               "เปิบข้าวทุกคราวคำ                     จงสูจำเป็นอาจิณ
                                            เหงื่อกูที่สูกิน                            จึงก่อเกิดมาเป็นคน
                                                ข้าวนี้น่ะมีรส                              ให้ชนชิมทุกชั้นชน
                                            เบื้องหลังสิทุกข์ทน                      และขมขื่นจนเขียวคาว
                                                จากแรงมาเป็นรวง                        ระยะทางนั้นเหยียดยาว
                                            จากรวงเป็นเม็ดพราว                    ส่วนทุกข์ยากลำเค็ญเข็ญ
                                                เหงื่อหยดสักกี่หยาด                       ทุกหยดหยาดล้วนยากเย็น
                                            ปูดโปนกี่เส้นเอ็น                         จึงแปรรวงมาเปิบกิน
                                                น้ำเหงื่อที่เรื่อแดง                            และน้ำแรงอันหลั่งริน
                                            สายเลือดกูท้งสิ้น                         ที่สูชดกำชาบฟัน"
เรื่องย่อ
          เนื้อความในตอนแรกของบทความเรื่อง  ทุกข์ของชาวนาในบทกวี  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  ได้ทรงยกบทกวีของจิตร  ภูมิศักดิ์  ซึ่งได้กล่าวถึงชีวิตและความทุกข์ยากของชาวนา
          ต่อมาทรงแปลบทกวีจีนของหลี่เชินเป็นภาษาไทยทำให้มองเห็นภาพของชาวนาจีน  เมื่อเปรียบเทียบกับชาวนาไทยว่า  มิได้มีความแตกต่างกัน  แม้ในฤดูกาลเพาะปลูก  ภูมิอากาศจะเอื้ออำนวยให้พืชพันธุ์ธัญญาหารบริบูรณ์ดี  แต่ผลผลิตไม่ได้ตกเป็นของผู้ผลิต  คือ  ชาวนาเท่าที่ควร  ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ  ทรงชี้ให้เห็นว่าแม้จิตร  ภูมิศักดิ์และหลี่เชินจะมีกลวิธีการนำเสนอความทุกข์ยากของชาวนา  และทำให้เห็นว่าชาวนาในทุกแห่งและทุกยุคทุกสมัยล้วนประสบแต่ความทุกข์ยากไม่แตกต่างกันเลย
เนื้อเรื่อง
          ทุกข์ของชาวนาในบทกวี
               เมื่อครั้งเป็นนิสิต  ข้าพเจ้าได้เคยอ่านผลงานของจิตร  ภูมิศักดิ์  อยู่บ้าง  แต่ก็ไม่ได้ศึกษาอย่างละเอียด  หรือวิเคราะห์อะไร  เพียงแต่ได้ยินคำเล่าลือว่าเขาเป็นคนที่ค้นคว้าวิชาการได้กว้างขวางและลึกซึ้งถี่ถ้วน  ในสมัยที่เราเรียนหนังสือกัน  ได้มีผู้นำบทกวีของจิตรมาใส่ทำนองร้องกัน  ฟังติดหูมาจนถึงวันนี้
                                                       เปิบข้าวทุกคราวคำ                      จงสูจำเป็นอาจิณ
                                                เหงื่อกูที่สูกิน                                       จึงก่อเกิดมาเป็นคน
                                                       ข้าวนี้น่ะมีรส                              ให้ชนชิมทุกชั้นชน
                                                เบื้องหลังสิทุกข์ทน                                และขมขื่นจนเขียวคาว
                                                       จากแรงมาเป็นรวง                          ระยะทางนั้นเหยียดยาว
                                                จากกรวงเป็นเม็ดพราว                        ส่วนทุกข์ยากลำเค็ญเข็ญ
                                                        เหงื่อหยดสักกี่หยาด                       ทุกหยดหยาดล้วนยากเย็น
                                                 ปูดโปนกี่เส้นเอ็น                              จึงแปรรวงมาเปิบกิน
                                                        น้ำเหงื่อที่เรื่อแดง                           และน้ำแรงอันหลั่งริน
                                                 สายเลือดกูทั้งสิ้น                              ที่สูชดกำชาบฟัน

               ดูสรรพนามที่ใช้ว่า  "กู"  ในบทกวีนี้  แสดงว่าผู้ที่พูดคือชาวนา  ชวนให้คิดว่าเรื่องจริง ๆ นั้น  ชาวนาจะมีโอกาสไหมที่จะ "ลำเลิก"  กับใคร ๆ ว่า  ถ้าไม่มีคนที่คอยเหนื่อยยากตรากตรำอย่างพวกเขา  คนอื่น ๆ จะเอาอะไรกิน  อย่าว่าแต่การลำเลิกทวงบุญคุณเลย  ความช่วยเหลือที่สังคมมีต่อคนกลุ่มนี้ในด้ายของปัจจัยในการผลิต  การพยุงหรือประกันราคา  และการรักษาความยุติธรรมทั้งปวงก็ยังแทบจะเป็นไปไม่ได้  ทำให้ในหลาย ๆ ประเทศที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจ  ชาวนาต่างก็ละทิ้งอาชีพเกษตรกรรมไปอยู่ในภาคอุตสาหกรรมหรือภาคบริการ  ซึ่งทำให้ตนมีรายได้สูงกว่าหรือได้เงินเร็วกว่า  แน่นอนกว่า  มีสวัสดิการดีกว่าและไม่ต้องเสี่ยงมากเท่าการเป็นชาวนา  บางคนที่ยังคงอยู่ในภาคเกษตรกรรมก็มักจะนิยมเปลี่ยนพืชที่ปลูกจากธัญพืชซึ่งมักจะได้ราคาต่ำ  เพราะรัฐบาลก็มีความจำเป็นที่จะต้องควบคุมราคามาเป็นพืชเศรษฐกิจประเภทอื่นที่ราคาสูงกว่า  แต่ก็ยังมีชาวนาอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่มีทางที่จะขยับขยายตัวให้อยู่ในสถานะที่ดีขึ้นได้  อาจแย่ลงด้วยซ้ำ  แล้วก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะอิธรณ์ฎีกากับใคร  ถึงจะมีคนแบบจิตรที่พยายามใช้จินตนาการสะท้อนความในใจออกมาสะกิดใจคนอื่นบ้าง  แต่ปัญหาก็ยังไม่หมดไป
               หลายปีมาแล้วข้าพเจ้าอ่านพบบทกวีจีนบทหนึ่ง  ผู้แต่งชื่อหลี่เชิน  ชาวเมืองอู่ซี  มีชีวิตอยู่ในระหว่างปี ค.ศ. 772 ถึง 846  สมัยราชวงศ์ถัง  ท่านหลี่เชินได้บรรยายความในใจไว้เป็นบทกวีภาษาจีน  ข้าพเจ้าจะพยายามแปลด้วยภาษาที่ขรุขระไม่เป็นวรรณศิลป์เหมือนบทกวีของ  จิตร ภูมิศักดิ์
                                                       หว่านข้าวในฤดูใบไม้ผลิ  ข้าวเมล็ดหนึ่ง
                                                       จะกลายเป็นหมื่นเมล็ดในฤดูใบไม้ร่วง
                                                       รอบข้างไม่มีนาที่ไหนทิ้งว่าง
                                                       แต่ชาวนาก็ยังอดตาย
                                                       ตอนอาทิตย์เที่ยงวัน  ชาวนายังพรวนดิน
                                                       เหงื่อหยดบนดินภายใต้ต้นข้าว
                                                       ใครจะรู้บ้างว่าในจานใบนั้น
                                                       ข้าวแต่ละเม็ดคือความยากแค้นแสนสาหัส
               กวีผู้นี้รับราชการมีตำแหน่งเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นอยู่ในชนบท  ฉะนั้นเป็นไปได้ที่เขาจะได้เห็นความเป็นอยู่ของราษฎรชาวไร่ชาวนาในยุคนั้น  และเกิดความสะเทือนใจจึงได้บรรยายความรู้สึกออกเป็นบทกวีที่เขาให้ชื่อว่า  "ประเพณีดั้งเดิม"  บทกวีของหลี่เชินเรียบ ๆ ง่าย ๆ แต่ก็แสดงความขัดแย้งชัดเจน  แม้ว่าในฤดูกาลนั้นภูมิอากาศจะอำนวยให้พืชพันธุ์ธัญญาหารบริบูรณ์ดี  แต่ผลผลิตไม่ได้ตกเป็นประโยชน์ของผู้ผลิตเท่าที่ควร
               เทคนิคในการเขียนของหลี่เชินกับจิตรต่างกัน  คือ  หลี่เชินบรรยายภาพที่เห็นเหมือนจิตรกรวาดภาพให้คนชม  ส่วนจิตรใช้วิธีเสมือนกับนำชาวนามาบรรยายเรื่องของตนให้ผู้อ่านฟังด้วยตนเอง
               เวลานี้สภาพบ้านเมืองก็เปลี่ยนไป  ตั้งแต่สมัยหลี่เชินเมื่อพันปีกว่า  สมัยจิตร  ภูมิศักดิ์เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว  สมัยที่ข้าพเจ้าได้เห็นเองก็ไม่มีอะไรแตกต่างกันนัก  ฉะนั้นก่อนที่ทุกคนจะหันไปกินอาหารเม็ดเหมือนนักบินอวกาศ  เรื่องความทุกข์ของชาวนาก็ยังคงจะเป็นแรงสร้างความสะเทือนใจให้แก่กวียุคคอมพิวเตอร์สืบต่อไป
คำศัพท์
          กำซาบ                             ซึมเข้าไป
          เขียวคาว                           สีเขียวของข้าว  ซึ่งน่าจะหอมสดชื่นกลับมีกลิ่นเหม็นคาว  เพราะข้าวนี้เกิดจากหยาดเหงื่อ  ซึ่งแสดงถึงความทุกข์ยากและความชมชื่นของชาวนา
          จิตร ภูมิศักดิ์                      นักเขียนชื่อดังของไทยในช่วง พ.ศ. 2473 - 2509  ที่มีผลงานสำคัญในด้านประวัติศาสตร์  โบราณคดี  ภาษา  และวรรณคดี
          จำนำพืชผลเกษตร             การนำผลผลิตทางการเกษตร  เช่น  ข้าวไปฝากกับหน่วยงานที่รับฝากไว้ก่อนเพื่อเอาเงินในอนาคตมาใช้ก่อน
          ฎีกา                                   คำร้องทุกข์  การร้องทุกข์
          ธัญพืช                               มาจากภาษาบาลีว่า  ธญฺญพืช  เช่น  ข้าว  ข้าวสาลี  ข้าวโพด  ที่ให้เมล็ดเป็นอาหารหลัก
          นิสิต                                  ผู้ที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย
          ประกันราคา                       การที่รัฐ  เอกชน  หรือองค์กรต่าง ๆ รับประกันที่จะรับซื้อผลผลิตตามราคาที่กำหนดไว้ในอนาคต  ไม่ว่าราคาในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม
          เปิบ                                   หรือ  เปิบข้าว  หมายถึง  วิธีการใช้ปลายนิ้วขยุ้มข้าวใส่ปากตนเอง
          พืชเศรษฐกิจ                     พืชที่สามารถขายได้ราคาดี  พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย  เช่น  ข้าว  ยางพารา  อ้อย  ปาล์มน้ำมัน
          ภาคบริการ                        อาชีพที่ให้บริการผู้อื่น  เช่น  พนักงานในร้านอาหาร  ช่างเสริมสวย
          ลำเลิก                              กล่าวทวงบุญคุณ  กล่าวคำตัดพ้อต่อว่า  โดยยกเอาความดีที่ตนทำไว้ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง  เพื่อให้สำนึกบุญคุณที่ตนมีอยู่กับผู้นั้น
          วรรณศิลป์                         ศิลปะในการประพันธ์หนังสือ
          สวัสดิการ                          การให้สิ่งที่เอื้ออำนวยให้ผู้ทำงานมีชีวิตและสภาพความเป็นอยู่ที่ดีและมีความสะดวกสบาย  เช่น  มีสถานพยาบาล  มีที่พักอาศัย  จัดรถรับส่ง
          สู                                       สรรพนามบุรุษที่ 2  เป็นคำโบราณ
          อาจิณ                               ประจำ
          อุทธรณ์                             ร้องเรียน  ร้องทุกข์
วิเคราะห์คุณค่าวรรณคดี
          คุณค่าด้านเนื้อหา
          กลวิธีการแต่ง  ทุกข์ของชาวนาในบทกวี  นับเป็นตัวอย่างอันดีของบทความที่สามารถยึดถือเป็นแบบอย่างได้  ด้วยแสดงให้เห็นแนวความคิดชัดเจน  ลำดับเรื่องราวเข้าใจง่าย  และมีส่วนประกอบของงานเขียนประเภทบทความอย่างครบถ้วน  คือ
          ส่วนนำ  กล่าวถึงบทกวีของจิตร  ภูมิศักดิ์  ที่ทรงได้ยินได้ฟังมาในอดีตมาประกอบในการเขียนบทความ
          เนื้อเรื่อง  วิจารณ์เกี่ยวกับกลวิธีการนำเสนอบทกวีของจิตร ภูมิศักดิ์  และองหลี่เชิน  โดยทรงยกเหตุผลต่าง ๆ และทรงแสดงทัศนะประกอบ  เช่น
          "...ชวนให้คิดว่าเรื่องจริง ๆ นั้น  ชาวนาจะมีโอกาสไหมที่จะ "ลำเลิก"  กับใคร ๆ ว่าถ้าไม่มีคนที่คอยเหนื่อยยากตรากตรำอย่างพวกเขา  คนอื่น ๆ จะเอาอะไรกิน..."
          ส่วนสรุป  สรุปความเพียงสั้น ๆ แต่ลึกซึ้ง  ด้วยการตอกย้ำเรื่องความทุกข์ยากของชาวนา  ไม่ว่ายุคสมัยใดก็เกิดปัญหาเช่นนี้  ดังความที่ว่า
          "ฉะนั้นก่อนที่ทุกคนจะหันไปกินอาหารเม็ดเหมือนนักบินอวกาศ  เรื่องความทุกข์ของชาวนาก็คงยังจะเป็นแรงสร้างความสะเทือนใจให้แก่กวียุคคอมพิวเตอร์สืบต่อไป..."
          สำหรับกลวิธีการอธิบายนั้นให้ความรู้เชิงวรรณคดีเปรียบเทียบแก่ผู้อ่าน  โดยทรงใช้การเปรียบเทียบการนำเสนอของบทกวีไทยและบทกวีจีน  ว่า
          "เทคนิคในการเขียนของหลี่เชินกับของจิตรต่างกัน  คือ  หลี่เชินบรรยายภาพที่เห็นเหมือนจิตรกรวาดภาพให้คนชม  ส่วนจิตรใช้วิธีเสมือนกับนำชาวนามาบรรยายเรื่องของตนให้ผู้อ่านฟังด้วยตนเอง"
                                                       หว่านข้าวในฤดูใบไม้ผลิ  ข้าวเมล็ดหนึ่ง
                                                       จะกลายเป็นหมื่นเมล็ดในฤดูใบไม้ร่วง
                                                       รอบข้างไม่มีนาที่ไหนทิ้งว่าง
                                                       แต่ชาวนาก็ยังอดตาย
                                                       ตอนอาทิตย์เที่ยงวัน  ชาวนายังพรวนดิน
                                                       เหงื่อหยดบนดินภายใต้ต้นข้าว
                                                       ใครจะรู้บ้างว่าในจานใบนั้น
                                                       ข้าวแต่ละเม็ดคือความยากแค้นแสนสาหัส
                                                            เปิบข้าวทุกคราวคำ                      จงสูจำเป็นอาจิณ
                                                       เหงื่อกูที่สูกิน                                      จึงก่อเกิดมาเป็นคน
                                                           ข้าวนี้น่ะมีรส                                   ให้ชนชิมทุกชั้นชน
                                                       เบื้องหลังสิทุกข์ทน                            และขมขื่นจนเขียวคาว
                                                           จากแรงมาเป็นรวง                          ระยะทางนั้นเหยียดยาว
                                                       จากกรวงเป็นเม็ดพราว                        ส่วนทุกข์ยากลำเค็ญเข็ญ
                                                           เหงื่อหยดสักกี่หยาด                       ทุกหยดหยาดล้วนยากเย็น
                                                       ปูดโปนกี่เส้นเอ็น                                 จึงแปรรวงมาเปิบกิน
                                                           น้ำเหงื่อที่เรื่อแดง                            และน้ำแรงอันหลั่งริน
                                                       สายเลือดกูท้งสิ้น                                ที่สูชดกำชาบฟัน
          บทกวีของหลี่เชินเป็นบทกวีที่เรียบง่าย  แต่แสดงความขัดแย้งอย่างชัดเจน  คือ  แม้ว่าในฤดูกาลเพาะปลูก  ภูมิอากาศจะเอื้ออำนวยให้พืชพันธุ์ธัญญาหารบริบูรณ์ดี  แต่ผลผลิตไม่ได้ตกเป็นของผู้ผลิต  คือ  ชาวนาหรือเกษตรกรเท่าที่ควร  หลี่เชินบรรยายภาพที่เห็นเหมือนจิตรกรวาดภาพให้คนชม  ส่วนจิตร ภูมิศักดิ์  ใช้กลวิธีการบรรยายเสมือนว่าชาวนาเป็นผู้บรรยายเรื่องราวให้ผู้อ่านฟังด้วยตนเอง  อย่างไรก็ตามแนวคิดของกวีทั้งสองคนคล้ายคลึงกัน  คือ  ต้องการสื่อให้ผู้อ่านได้เห็นว่าสภาพชีวิตชาวนาในทุกแห่งและทุกสมัยต้องประสบกับความทุกข์ยากไม่แตกต่างกัน
          สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  ได้ทรงเริ่มต้นด้วยการยกบทกวีของจิตร ภูมิศักดิ์  ซึ่งแต่งด้วยกาพย์ยานี 11 จำนวน 5 บท  มีเนื้อหาเกี่ยวกับความยากลำบากของชาวนาที่ปลูกข้าวซึ่งเป็นอาหารสำคัญของคนทุกชนชั้น  พระองค์ทรงเห็นด้วยกับบทกวีนี้และยังทรงกล่าวอีกว่าเนื้อหาบทกวีของจิตร ภูมิศักดิ์  สอดคล้องกับบทวีของหลี่เชิน กวีชาวจีนที่แต่งไว้ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง  แสดงให้เห็นว่าสภาพชีวิตองชาวนาไม่ว่าที่แห่งใดในโลกจะเป็นไทยหรือจีน  จะเป็นสมัยใดก็ตาม  ล้วนแล้วแต่มีความยากแค้นลำเค็ญเช่นเดียวกัน
          ดังนั้นแนวคิดสำคัญของบทความพระราชนิพนธ์เรื่อง  ทุกข์ของชาวนาในบทกวี  จึงอยู่ที่ความทุกข์ยากของชาวนา  และสภาพชีวิตของชาวนาที่ถูกเอารัดเอาเปรียบอยู่เสมอดังความที่ว่า
          "...แม้ว่าในฤดูกาลนั้นภูมิอากาศจะอำนวยให้ให้พืชพันธุ์ธัญญาหารบริบูรณ์ดี  แต่ผลผลิตไม่ได้ตกเป็นประโยชน์ของผู้ผลิตเท่าที่ควร..."
          แม้ว่าในบทความนี้จะไม่ได้มีการเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหา  แต่แนวคิดของเรื่องที่แจ่มแจ้งและชัดเจนดังที่กล่าวมาจะมีผลให้สังคมหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประจักษ์และตระหนักถึงความสำคัญของชาวนา  และเล็งเห็นปัญหาต่าง ๆ อันอาจจะนำไปสู่การแสวงหาหนทางแก้ไขในท้ายที่สุด

          พระราชนิพนธ์  เรื่อง  ทุกข์ของชาวนาในบทกวี  แสดงให้เห็นถึงความเข้าพระทัยและเอาพระทัยใส่ในปัญหาการดำรงชีวิตของชาวนาไทย  ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงพระเมตตา  อันเปี่ยมล้นของพระองค์ที่ทรงมีต่อชาวนาผู้มีอาชีพปลูกข้าวเป็นหลัก  เริ่มชีวิตและการทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ  ทำงานแบบหลังสู้ฟ้า  หน้าสู้ดิน  ตลอดทั้งปี  ดังนั้นในฐานะผู้บริโภค  จึงควรสำนึกในคุณค่าและความหมายของชาวนาที่ปลูก "ข้าว" อันเป็นอาหารหลักเพื่อการมีชีวิตอยู่รอดของคนไทย
 
ที่มาและได้รับอนุญาตจาก :
บุญลักษณ์ เอี่ยมสำองค์ เกื้อกมล พฤกษประมูล และโสภิต พิทักษ์. ภาษาไทย วรรณคดีและวรรณกรรม ม.4. พิมพ์ครั้งที่ 1.  กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์.
              
ทุกข์ , ชาวนา , ใน , บท , กวี

 
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10809



ความคิดเห็นที่ 35  เมื่อ 18 พ.ย. 13, 10:30

กลอน ไม่แน่ใจว่าชื่ออะไรนะคะแต่จำความได้ขึ้นใจว่า " ...เปิบข้าวทุกคราวคำ   จงสูจำเป็นอาจินต์ ...."
ของจิตร ภูมิศักดิ์ ซึ่งโด่งดังมากในยุคนั้น งานของจิตรถูกนำมาศึกษากันอย่างมากมาย

ใกล้่จะถึงเวลาอาหารกลางวันแล้ว

มาเปิบข้าว แล้วฟังเพลงกันเถอะ




แท้จริงแล้วเพลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทกวีที่ชื่อว่า "วิญญาณหนังสือพิมพ์" จิตรเขียนบทกวีนี้ลงหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย ก่อนออกจากคุกเพียง ๔ เดือน

เข้าไปอ่านได้ที่นี่

http://www.9dern.com/rsa/view.php?id=139


บันทึกการเข้า
พวงแก้ว
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 36  เมื่อ 18 พ.ย. 13, 10:33

ในฐานะนักศึกษา ที่เคยอ่านหนังสือวรรณกรรมหรือวรรณคดีของไทย มาเจอบรรยากาศแปลกใหม่แบบนี้
 ก็ทำให้เราได้เห็นโลกในอีกด้านหนึ่งที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง แต่ที่สัมผัสได้อย่างหนึ่งคือหนังสือแนวเพื่อมวลชนนี้มันมี
 ความโกรธแค้น อย่างรุนแรง ซุกซ่อนอยู่ในอารมณ์ของผู้เขียน เมื่อเขามีโอกาสได้สื่อสารจึงระเบิดออกมา

 เรื่องการเผาวรรณคดี มีการพูดถึงกันมากขึ้น กลายเป็นประเด็นใหญ่และถกเถียงกันทั่วไปในมหาวิทยาลัย
 เมื่อปี 2519 (ประมาณนี้ ) ดิฉันและเพื่อนในชมรมวรรณศิลป์ได้จัดสัมมนาเรื่อง ควรเผาวรรณคดีไทยหรือไม่
 และได้ทำเป็นหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊ค ออกมาเล่มหนึ่ง

 แม้เมื่อเรียนจบแล้ว บรรยากาศของหนังสือเพื่อชีวิตก็ยังมีอยู่บนแผงหนังสือทั่วไป แล้วค่อยๆลดลงเรื่อยๆ
 เหมือนน้ำใหม่ก็มาขับไล่น้ำเก่า ตามวัฎจักรของโลกนั่นแหละคะ  
บันทึกการเข้า
พวงแก้ว
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 37  เมื่อ 18 พ.ย. 13, 10:47

อ้างถึงเรื่องกลุ่มกระทิงแดงและนวพล ตามที่คุณเพ็ญชมพูอธิบายคะ

ดิฉันเล่าเหตุการณ์ที่เห็นเมื่อครั้งที่เกิดเหตุการณ์ที่น่าเสียใจ เมื่อมีน.ศ.คนหนึ่งไปเขียนข้อความที่ไม่สมควร
ซึ่งดิฉันขอ...ไม่อธิบายต่อนะคะ) น.ศ.ในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยและไม่สบายใจ จึงอยากจะแสดงออก
 ว่าไม่เห็นด้วย ก็เป็นกรณีขึ้นมา ...ทำให้กลุ่ม ที่เรียกตัวเองว่า นวพล ออกมาเคลื่อนไหว ดิฉันเห็นกับตาตนเอง
 และต้องระวังตัวด้วยเพราะอยู่ในกลุ่มนักศึกษา จึงจำชื่อนี้ได้แม่นยำเพราะเขาประกาศตัว

 ส่วนรายละเอียดที่มาที่ไปของสองกลุ่มนี้เป็นอย่างไร ก็ต้องศึกษาดู  ส่วนกลุ่มที่เรียกตัวเองว่ากระทิงแดงนั้น
  ไม่ค่อยแสดงบทบาทมากนักสำหรับ ที่นั่นค่ะ
บันทึกการเข้า
spyrogira
อสุรผัด
*
ตอบ: 36


ความคิดเห็นที่ 38  เมื่อ 18 พ.ย. 13, 14:43

ยังติดตามอยู่ตลอดครับ ..  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10809



ความคิดเห็นที่ 39  เมื่อ 18 พ.ย. 13, 15:33

เรื่องการเผาวรรณคดี มีการพูดถึงกันมากขึ้น กลายเป็นประเด็นใหญ่และถกเถียงกันทั่วไปในมหาวิทยาลัย

"การเผาวรรณคดี" มีความหมายเป็นนัยอยู่ ธิกานต์ ศรีนาราได้เขียนถึงคำอธิบายนัยหนึ่งของคำนี้

ใน พ.ศ. ๒๕๑๗ ได้มีการจัดนิทรรศการ ”เผาวรรณคดี” โดยสาระคือการนำเอาวรรณคดีทั้งหลายที่ถือกันว่าทรงคุณค่ามาวิพากษ์วิจารณ์ให้เห็นด้านที่เป็นวรรณกรรมรับใช้ชนชั้นศักดินา

จากบทความเรื่อง นิสิตนักศึกษากับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

เมื่อปี 2519 (ประมาณนี้ ) ดิฉันและเพื่อนในชมรมวรรณศิลป์ได้จัดสัมมนาเรื่อง ควรเผาวรรณคดีไทยหรือไม่
 และได้ทำเป็นหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊ค ออกมาเล่มหนึ่ง

การสัมมนาเรื่อง "ควรเผาวรรณคดีไทยหรือไม่" จัดโดย ชุมนุมวรรณศิลป์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๘

บันทึกการเข้า
พวงแก้ว
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 40  เมื่อ 18 พ.ย. 13, 20:00

ขออนุญาตขยายความเพราะกลับไปอ่านความเห็นที่ 38 ที่ตนเองเล่าไว้อาจกำกวม

กลุ่มที่เรียกตัวเองว่านวพลนั้นไม่ใช่น.ศ.ในมหาวิทยาลัย แต่เป็นเด็กหนุ่มๆ ห้าวๆ ในเชียงใหม่
เขาระแวงในการเคลื่อนไหวเดินขบวนของน.ศ. ที่จะเดินขึ้นดอยสุเทพ ดิฉันเห็นเขาถือไม้ด้ามยาว
ยืนอยู่ตรงมุมทางขึ้นดอยสุเทพคะ .....น.ศ.ไม่ได้ต้องการปะทะกับใครเพียงต้องการแสดงจุดยืนของตนเองเท่านั้น


การจัดสัมมนาผ่านไปด้วยดี แต่หลังจากนั้นจึงทำหนังสือ ออกมาคะ ก็ใกล้จะเรียนจบแล้ว
บันทึกการเข้า
พวงแก้ว
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 41  เมื่อ 18 พ.ย. 13, 20:14

เวลาผ่านไปยาวนานมาก  แต่เหมือนบ้านเมืองจะเคลื่อนไปเป็นวงกลม กลับมาสู่สถานการณ์คล้ายๆกัน
คนที่ผ่าน 14 ต.ค.16 มาแล้วก็จะรู้สึกได้ใกล้เคียงกัน เราจึงได้แต่ภาวนาให้ประเทศมีทางออกที่ดีกว่าเดิม
แสดงให้คนทั้งหลายเห็นว่าเรามีวิธีแก้ปัญหาที่พัฒนาขึ้น

(แต่ในความเป็นจริงดิฉันกลับเห็นเงาเหตุอดีตชัดขึ้นทุกวัน ๆ ขอเพียงอย่าให้มีการสูญเสียร่างกายและ
ชีวิตประชาชนอีกเลย เพราะไม่ว่าจะเสียไปมากเท่าใด ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่า ผู้มีอำนาจจะเรียนรู้และพัฒนา
ประเทศชาติ และประชาชนไปได้เร็วและดีกว่านี้ )

อย่าให้ประชาชนต้องเป็นเพียงใบไม้ที่ร่วงลงถมพื้นดินที่ไม่รู้ว่าจะสูงขึ้นกว่านี้ได้เมื่อไหร่


บันทึกการเข้า
chupong
พาลี
****
ตอบ: 316


ความคิดเห็นที่ 42  เมื่อ 22 พ.ย. 13, 15:12

กระผมอ่านข้อความของคุณพวงแก้ว กับคุณเพ็ญชมพูแล้ว อยากตั้งกระทู้ “วรรณกรรมเพื่อชีวิต” ในห้อง “ชั้นเรียนวรรณกรรม” เพื่อขอความรู้จากทุกๆท่านเสียเหลือเกินครับ แต่กำลังนี้ โอ๊ะ! ในขณะนี้ สถานการณ์บ้านเมืองยังเคร่งเครียด จึงมิกล้ากระทำครับ เดี๋ยวจะมีการลากโยงเกิดขึ้น
เอาไว้ยุคโกลาหลนี่ผ่านไปก่อน กระผมจะกราบขออนุญาตท่านอาจารย์เทาชมพูเปิดกระทู้ภายหลัง เชื่อว่า คงจะสนุกสนานไม่น้อยครับผม
     
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10809



ความคิดเห็นที่ 43  เมื่อ 28 พ.ย. 13, 09:27

   ก่อนจะขึ้นกระทู้ ผมต้องกราบขออภัยทุกท่านเป็นอเนกครับ ที่หาข้อมูลมาตั้งกระทู้
ท่านอัศนี พลจันทร ไม่ทันในเดือนกันยายน จากการศึกษาผ่านเว็บไซต์หลายแห่ง ชีวประวัติของท่าน ก็ไม่ต่างกันเท่าไร ส่วนข้อสงสัยของผมเรื่อง ทำไมงานของนายผีจึงมีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งๆอายุของท่านก็ล่วงเข้าขั้นคุณปู่ ก็ได้คำตอบแล้วครับ มันเกี่ยวกับความเห็นแก่หมู่คณะ คับแคบอย่างร้ายกาจ ของ พคท. ซึ่งผมยิ่งเรียนรู้ไป ก็ยิ่งชิงชังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กระทู้นายผี จึงมิได้ตั้ง เพราะผมไม่สามารถหาประเด็นแตกต่างหรือโดดเด่นได้ครับ

วันนี้ ๒๘ พฤศจิกายน เมื่อ ๒๖ ปีก่อนคือเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐ สหายไฟ หรือ นายผี หรือ อัศนี พลจันทร นักคิดนักเขียนคนสำคัญของไทยได้เสียชีวิตลงที่แขวงอุดมไชย  ประเทศลาว

อีก ๑๐ ปีต่อมาในวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๐ "เดือนเพ็ญ" จึงได้กลับบ้าน

เพลงคิดถึงบ้าน (เนื้อเพลงฉบับดั้งเดิม)

เดือนเพ็ญ แสงเย็นเห็นอร่าม นภาแจ่มนวลดูงาม
เย็นยิ่งหนอยามเมื่อลมพัดมา
แสงจันทร์นวลชวนใจข้า คิดถึงถิ่นที่จากมา
คิดถึงท้องนาบ้านเรือนที่เคยเนา

กองไฟสุมควายตามคอก คงยังไม่มอดดับดอก
จันทร์เอยช่วยบอกให้ลมช่วยเป่า
โหมไฟให้แรงเข้า พัดไล่ความเยือกเย็นหนาว
ให้พี่น้องเฮานอนหลับอุ่นสบาย

เรไรร้องฟังดังว่า เสียงเจ้าที่เฝ้าคอยหา
ลมช่วยมากระซิบข้างกาย
ข้ายังคอยอยู่ไม่หน่าย ไม่เลือนห่างจากเคลื่อนคลาย
คิดถึงมิวายที่เราจากมา

ลมเอยช่วยเป็นสื่อให้ นำรักจากห้วงดวงใจ
ของข้านี้ไปบอกเขาน้ำนา
ให้เมืองไทยรู้ว่า ไม่นานลูกที่จากมา
จะไปซบหน้าในอกแม่เอย

จากหนังสือรำลึกถึงนายผีจากป้าลม พิมพ์ครั้งที่ ๒ สำนักพิมพ์ทะเลหญ้า ๒๕๒๒



บันทึกการเข้า
พวงแก้ว
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 44  เมื่อ 05 ธ.ค. 13, 10:59

ไม่นึกเลยว่า เวลาผ่านไปถึง 40 ปีแล้ว บ้านเมืองของเรากลับไม่ได้ก้าวหน้าไปสักเท่าไหร่

ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน ยิ่งกว้างออกไปทุกที  คนที่มีโอกาสก็ตักตวงเต็มที่ คนที่เสียสละก็น้อยลงทุกที

การศึกษาที่มีโอกาสเข้าถึงมากกว่าเมื่อ 40 ปีที่แล้ว กลับทำให้คนฉลาดบางกลุ่ม มุ่งแสวงหาประโยชน์ได้มากขึ้น

และแนบเนียนจนยากที่กฏหมายและกระบวนการยุติธรรมจะเอื้อมมือเข้าไปถึงได้ทันท่วงที  ความเสียหายจึงกระจัดกระจาย

อยู่ทั่วไปให้เห็น  ก็ได้แต่เบือนหน้าหนีไปบ้าง  หลับหูหลับตาเสียบ้าง จะได้ลืมๆไปชั่วขณะหนึ่ง รอให้คนที่มีอำนาจจัดการ

กับปัญหาตื่นขึ้นมาจัดการเสียที แต่ดูเหมือนปัญหาจำนวนมากจะถูกพับเก็บใส่กล่องไว้ 

ภาพสะท้อนของสังคมที่อ่อนแอ  พวกมากลากไปจึงแจ่มชัดขึ้นทุกขณะ





บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3] 4 5
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.052 วินาที กับ 19 คำสั่ง