เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 13 14 [15] 16 17 ... 30
  พิมพ์  
อ่าน: 79832 เรื่องเล่าชาวกรุงเทพรุ่นทวด
Jalito
องคต
*****
ตอบ: 460


ความคิดเห็นที่ 210  เมื่อ 10 ก.ย. 13, 00:01

คุณณลฝากให้หาภาพถนนสุขุมวิทเก่า ๆ ให้หน่อย ผมก็จนใจเพราะเป็นเด็กฝั่งธน แต่่ไม่อยากขัดใจพ่อหนุ่มสยาม

ชมภาพน้ำท่วมกรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๖ ที่ถนนสุขุมวิทไปก่อนนะครับ



ปี ๒๕๒๖ ถนนสุขุมวิทโดนน้ำท่วมหนักจากด้านในกรุงออกมาจนถึงแยกบางนาเลยทีเดียว ลึกสุดบริเวณหน้าตลาดบางจากถึงปากชอยสุขุมวิท 62 ระดับน้ำสูงเกือบถึงพื้นรถเข็นที่แม่ค้าใช้วางของขาย  BTS คงใช้ระดับสูงสุดที่ว่านี้เป็นเกณฑ์ตอนก่อสร้างทางเท้าบริเวณสถานีฺBTSบางจาก ระดับทางเท้าจึงสูงจากพื้นถนนมาก และโชคดีที่การทางพิเศษฯสร้างทางด่วนเส้นบางนา-ท่าเรือเสร็จพอดี จึงกู้วิกฤตการเดินทางเข้ากรุงของคนกรุงเทพฯตอนล่างและคนปากน้ำไว้ได้ทันท่วงที
บันทึกการเข้า
Jalito
องคต
*****
ตอบ: 460


ความคิดเห็นที่ 211  เมื่อ 10 ก.ย. 13, 00:23

ยังมีบ้านอีกหลังที่แถวๆหัวถนนสุขุมวิทที่ยังไม่มีใครพูดถึง ชื่อที่ประตูหน้าบ้านเขียนว่า 'A.E. NANA' เป็นบ้านไม้สองชั้น ที่น่าสนใจคือเลขที่บ้าน เลขที่ 1 แปลว่าเป็นบ้านหลังที่ 1ของถนนสุขุมวิทละมังครับ เมื่อก่อนมองเห็นเด็กแขกมีหัวจุกเตะบอลเล่นกันที่สนามหน้าบ้าน  ตอนนี้ร้านแมคโดนัลด์ยึดไปค่อนสนามแล้วครับ ต้องมองจากBTSถึงจะเห็นตัวบ้าน เคยมีรูปบ้าน'นานา'ลงในหัวข้อหนึ่งในเรือนนี้แล้ว บ้านนี้น่าจะเป็นต้นกำเนิดของย่านนานามังครับ
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10997


ความคิดเห็นที่ 212  เมื่อ 10 ก.ย. 13, 05:59

อ้างถึง
ซอยแรกซ้ายมือชื่อว่า “รื่นฤดี” (ซอย 1 เดี๋ยวนี้) สุดซอยนี้ลดคลอง”แสนแสบ” เป็นบ้านของคุณพระเจริญวิศวกรรม อดีตคณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านมีลูกสาวสวย อยู่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ทำให้มีคนเข้าออกในซอยคึกคักขึ้น เดี๋ยวนี้มีโรงพยาบาล “บำรุงราษฎร์” ที่กลางซอย 1 และทะลุออกซอยนานาเหนือ (ซอย 4) ได้ ที่ดินในบริเวณซอยนานาเหนือ(ซอย 3) และซอยนานาใต้ (ซอย4) ส่วนมากเป็นของนาย A.E. NANA ชาวอินเดียผู้ร่ำรวย

คุณทวดกล่าวไว้เท่านี้

แต่หลายคนคงจำได้ ตอนที่กทม.กำลังขยายถนนนานาเหนือ ทางด้านจากคลองแสนแสบมาเสร็จหมดแล้ว รถต้องมาติดเป็นคอขวดอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งที่ปากซอย กว่าจะผ่านไปได้เกือบชั่วโมง ลูกสาวไปโรงเรียนมาแตร์สายตลอด อย่างนี้เป็นปีๆ ข่าวว่าเจ้าของบ้านไม่ยอมให้เวนคืน ต่อสู้ทางศาลกันอยู่ไม่ทราบเกี่ยงราคากันอย่างไร กว่าจะยอมรื้อออกไปในที่สุด โดยเจ้าของบ้านยกป้ายทวงบุญคุณอะไรสักอย่างจากกทม. ผมจำรายละเอียดไม่ได้

เฮ้อ แต่รถก็ติดเหมือนเดิม ดีขึ้นนิดเดียว
บันทึกการเข้า
ลุงไก่
สุครีพ
******
ตอบ: 1281



ความคิดเห็นที่ 213  เมื่อ 10 ก.ย. 13, 06:26

มารอขึ้นรถที่สถานีขนส่งเอกมัย เตรียมเที่ยวท่องถนนสุขุมวิทต่อไป

 ยิ้ม   ยิงฟันยิ้ม   แลบลิ้น



บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7156


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 214  เมื่อ 10 ก.ย. 13, 09:47

อ้างถึง
ซอยแรกซ้ายมือชื่อว่า “รื่นฤดี” (ซอย 1 เดี๋ยวนี้) สุดซอยนี้ลดคลอง”แสนแสบ” เป็นบ้านของคุณพระเจริญวิศวกรรม อดีตคณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านมีลูกสาวสวย อยู่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ทำให้มีคนเข้าออกในซอยคึกคักขึ้น เดี๋ยวนี้มีโรงพยาบาล “บำรุงราษฎร์” ที่กลางซอย 1 และทะลุออกซอยนานาเหนือ (ซอย 4) ได้ ที่ดินในบริเวณซอยนานาเหนือ(ซอย 3) และซอยนานาใต้ (ซอย4) ส่วนมากเป็นของนาย A.E. NANA ชาวอินเดียผู้ร่ำรวย

คุณทวดกล่าวไว้เท่านี้

แต่หลายคนคงจำได้ ตอนที่กทม.กำลังขยายถนนนานาเหนือ ทางด้านจากคลองแสนแสบมาเสร็จหมดแล้ว รถต้องมาติดเป็นคอขวดอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งที่ปากซอย กว่าจะผ่านไปได้เกือบชั่วโมง ลูกสาวไปโรงเรียนมาแตร์สายตลอด อย่างนี้เป็นปีๆ ข่าวว่าเจ้าของบ้านไม่ยอมให้เวนคืน ต่อสู้ทางศาลกันอยู่ไม่ทราบเกี่ยงราคากันอย่างไร กว่าจะยอมรื้อออกไปในที่สุด โดยเจ้าของบ้านยกป้ายทวงบุญคุณอะไรสักอย่างจากกทม. ผมจำรายละเอียดไม่ได้

เฮ้อ แต่รถก็ติดเหมือนเดิม ดีขึ้นนิดเดียว

จำได้ครับ แต่ก่อนผมใช้ซอยนานาเหนือ วิ่งรถเพื่อออกถนนสุขุมวิท เดิมฝั่งหนึ่งเป็นถนนและอีกด้านหนึ่งเป็นคลอง และเมื่อการจราจรช่วงปี ๒๕๓๙ - ๒๕๔๐ มีการถมคลองนี้เพื่อทำเป็นถนน ซึ่งบริเวณปากซอยนานาช่วงทางเข้าบริเวณธนาคารกรุงไทยนั้นถนนกว้างจำนวน ๔ ช่องอยู่แล้วจึงไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แต่มาติดปัญหาเรื่องการเจรจาเวนคืนที่ดินของบริษัท งานทวี จำกัด (ตามในราชกิจจานุเบกษา http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2540/A/036/28.PDF) จำได้ว่าก็ติดกันอยู่พักหนึ่งเพื่อเบี่ยงการจราจร

ตอนนั้นมีสาเหตุเนื่องจากปัญหารถติดอยู่ซอยนานาเหนือมีสาเหตุ ๒ อย่างคือ

๑. ร้านขายเบเกอรี่ที่อยู่ตรงปากซอยนานาเหนือ มีรถมาจอดซื้อขนมเบเกอรี่กันมาก ทำให้รถหยุด รถชะลอความเร็ว ทำให้รถติดพัวพัน

๒. สาเหตุจากขยายถนนตามเรื่องด้านบน ซึ่งทางบริษัท งานทวี จำกัด ได้มีการแขวนผ้าเขียนสีว่า ได้บริจาคที่ดินเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการจราจร ประมาณนี้ครับ

ทั้งนี้ปัจจุบันนี้ก็ยังรถติดหนักและแย่กว่าเดิมอีก  เศร้า
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30830

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 215  เมื่อ 10 ก.ย. 13, 10:34

นานาเหนือในอดีตอันนานโพ้น เป็นอย่างไรจำไม่ค่อยได้เพราะไม่ค่อยได้เข้า    แต่ก็คิดว่าไม่ต่างจากนานาใต้เท่าไหร่ คือเป็นที่อยู่อาศัย  มีบ้านเป็นหลังๆเป็นสัดส่วน
เมื่อข้ามทางรถไฟช่องนนทรีมาสุขุมวิท  ริมถนนมีบ้านไทยแบบรัชกาลที่ 6 อยู่ 2 หลัง  บนพื้นที่ประมาณ 200 ตารางวา   เป็นบ้านสวยที่หายไปเมื่อไหร่จำไม่ได้ คงจะช่วงตัดทางด่วนช่องนนทรี   
ตอนเด็กๆอายุสิบกว่าขวบ ไปหาเพื่อนในซอยร่วมใจ(สุขุมวิท 15) อยู่บ่อยๆ เพราะมีเพื่อน 2 คนอยู่ในซอยนี้      ในซอยไม่มีร้านค้าหรือตึกแถวเลย มีแต่บ้านเป็นหลังๆมีบริเวณเป็นสัดส่วน     เวลากลางวันเพื่อนชวนมากินขนมนอกบ้าน ก็ข้ามจากปากซอยมาซื้อขนมจากร้านฝั่งตรงข้าม  ซึ่งมีแมกกาซีนต่างประเทศขายในร้านด้วย 
ขากลับ หาทางเถลไถล เดินกลับเข้าไปในซอยถัดไป เข้าใจว่าเป็นสุขุมวิท 17  เพราะว่าทะลุกลับไปถึงสุขุมวิท 15 ได้    จำได้ว่าปากซอยมีบ้านหลังหนึ่งหน้าตาเหมือนบ้านทรงวิคตอเรียนของฝรั่ง   คือมีหอคอยหลังคาโดมอยู่มุมตัวบ้านด้วย    บริเวณบ้านกว้างเป็นสนามหญ้า แต่ปล่อยไว้เฉยๆไม่ได้ตกแต่ง     ไม่รู้จนแล้วจนรอดว่าเป็นบ้านคน หรือว่าเป็นโบสถ์ฝรั่ง หรืออะไรกันแน่ค่ะ 
เมื่อผ่านสุขุมวิทอีกครั้งในหลายปีต่อมา  ก็คงไม่ต้องบอกว่าหาร่องรอยไม่เจออีกเลย   แม้แต่ปากทางเข้าบ้านเพื่อน ถ้าไม่นับซอยดีๆก็หาไม่เจอเหมือนกัน
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10997


ความคิดเห็นที่ 216  เมื่อ 10 ก.ย. 13, 11:04

อ้างถึง
ซอยกลางในสมัยโน้นไม่มีใครอยากไปอยู่ เพราะยุคหนึ่งชื่อเสียงไม่ค่อยดีนัก  นัยว่าเป็นแหล่งที่อยู่ของเมียน้อยที่นักการเมืองแอบไปปลูกบ้านซุกซ่อนไว้    และอีกกระแสบอกว่ามีสำนักอย่างว่าไปเปิดที่นั่นด้วย ที่ดินเลยราคาตก  จริงเท็จอย่างไรไม่ทราบเหมือนกันค่ะ
ต้องไปถามป.อินทรปาลิต พี่ผมพาขับรถเข้าไปสำรวจซอยกลางตามพลนิกรกิมหงวน ลึกเข้าไปเจอแต่สลัม ไม่มีอย่างที่คุณป.กล่าวถึงเลย
อืมม์ ใช่  คุณ ป. พูดถึงสำนักเจ๊อะไรคนหนึ่งที่สามเกลอไปอุดหนุน   อยู่ที่ซอยกลาง
เจ๊หนอมครับ ต่อมาเจ๊หนอมเลยเป็นฉายาของจอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีไป

นึกเรื่องนึงขึ้นมาได้ พิกัดของซ่องเจ๊หนอมนี่ฝังหัวผมอยู่นาน มีโอกาสเข้าซอยใดในสุขุมวิทย่านนั้นก็สอดส่ายสายตา หาว่าบ้านใดพอจะเข้าเค้าบ้านที่คุณป.บรรยายไว้บ้าง

มาสดุดตาอยู่บ้านหลังหนึ่งในซอยไชยยศ อยู่ด้านขวามือประมาณเลยกลางซอยไปไม่มาก เป็นบ้านไม้สองชั้นขนาดย่อมทาสีชมพูอ่อนเกือบขาว รั้วค่อนข้างโปร่ง มีสนามหน้าบ้าน มองเข้าไปภายในเห็นรถจอดซุ่มอยู่คันสองคันเสมอ แต่บ้านนี้แปลก ผ่านไปทีไรหน้าต่างประตูปิดหมด สงสัยจะเป็นบ้านอย่างว่า

นมนานต่อมาไปเที่ยวเป็นฝูงกลับจากไหนกันไม่ทราบ รถแวะไปส่งเพื่อนคนหนึ่งชื่อช้าง(บอกชื่อไว้หน่อยเผื่อคุณตั้งจะรู้จัก) เขาเป็นเด็กโพธารามนะ แต่ให้รถมาจอดลงที่บ้านในซอยไชยยศหลังนี้ ผมงงเหลือกำลัง ถามเขาว่านี่บ้านนายเรอะ เขาบอกว่า บ้านคุณน้า เวลาเข้ามาเรียนกรุงเทพจะมาอยู่กับคุณน้านี่แหละ นึกว่าไม่มีคนอยู่ ผมต่อ เห็นปิดประตูหน้าต่างหมด เขาบอกว่าฮื่อ คุณน้ากลัวโขมยมาก จะปิดไว้ตลอด
 
ผมเซ็งจริงๆที่ทฤษฎีของผมที่คิดว่าถูกต้องกลับกลายเป็นผิดมาตลอด รำพึงรำพันออกไปว่า นึกว่าซ่องเจ๊หนอม เขาตอบเป็นภาษาไทยแปลเป็นละตินกลับมาว่า ไอ้วารานุส ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10997


ความคิดเห็นที่ 217  เมื่อ 10 ก.ย. 13, 11:11

อ้างถึง
มารอขึ้นรถที่สถานีขนส่งเอกมัย เตรียมเที่ยวท่องถนนสุขุมวิทต่อไป
ไปคร้าบปาย

เมื่อสุขุมวิทถึง “บางปะกง” ต้องหยุดอยู่ริมฝั่งเพราะยังไม่มีสะพาน ต้องข้ามด้วยแพขนานยนต์ จึงทำให้รถต้องเข้าคิวรอแพกันยาวทีเดียว เมื่อข้ามแพไปแล้วก็ถึงชลบุรี
เมื่อสร้างสะพานแล้วเสร็จ ช่วยให้คนกรุงเทพฯ ได้ลิ้มรสอาหารทะเลสดๆกันมากขึ้น เมื่อการติดต่อกับกรุงเทพฯสะดวก เลยทำให้ชลบุรีเจริญขึ้นด้วย


ดูจากภาพแพขนานยนต์ข้ามแม่น้ำบางปะกงที่หามาได้แล้ว เห็นลำเล็กนิดเดียว คิดถึงจอมพลป.ตอนนั่งซีตรองหนีจอมพลสฤษดิ์ปฏิวัติ มุ่งหน้าจะไปเขมร แต่ต้องมาติดแหง็กที่ท่าข้าม รอแพขนานยนต์กว่าจะมาถึง กว่าจะลงแพเคลื่อนไปขึ้นอีกฝั่งหนึ่งได้ คงร้อนรนใจชายชาติทหารไม่น้อย ถ้าจอมพลสฤษด์สั่งให้ทหารตามมา หรือให้หน่วยรบที่เมืองชลมารอดัก อาจจะมีข่าวโจรจีนมลายูมาชิงท่านจอมพลที่ท่าข้ามอีกก็เป็นได้


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30830

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 218  เมื่อ 10 ก.ย. 13, 11:13

เรื่องชื่อเสีย(ง)ของซอยกลางยุค 2490s หรือ 2500s ต้นๆ  เป็นเรื่องจริง   มีเอ่ยไว้ในหนังสือหลายเล่ม     แต่รายละเอียดเป็นยังไงยังคลุมๆเครือๆอยู่
ประสบการณ์ของท่านนวรัตน เขาเรียกว่า "อิน" ค่ะ  " อิน" กับนิยายสามเกลอมากๆ


บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7156


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 219  เมื่อ 10 ก.ย. 13, 11:14

ร้านวิลล่า ร้านในดวงใจตอนเด็ก ๆ  ยิงฟันยิ้ม


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10997


ความคิดเห็นที่ 220  เมื่อ 10 ก.ย. 13, 11:16

ถึงบางแสนก็ทำให้เกิดสถานที่ตากอากาศ และได้ลงเล่นน้ำทะเลได้ ที่ใกล้กรุงเทพฯที่สุดไปกลับในวันเดียวได้ จึงมีประชาชนไปเที่ยวสนุกสนานกันมากมาย มีโรงแรมและบังกะโลมาให้พักมากขึ้น แม้แต่จอมพลสฤษฎ์ ธนรัชต์ ก็ไปสร้างอาคารสวยงามที่ “แหลมแท่น”
จากบางแสนมีทางเลียบทะเลไปเชื่อมกับอ่าวศิลา ระหว่างทางนั้นมีการเลี้ยงหอยนางรมกันมาก ทำให้ได้กินหอยนางรมสดๆอร่อยๆราคาถูก และเปิดโอกาสให้คนได้เห็นการทำครกของคน”อ่างหิน” การค้าขายก็เจริญขึ้นเรื่อยๆ จนครกหินเป็นOTOPของอ่างหินเลย


บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7156


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 221  เมื่อ 10 ก.ย. 13, 11:19

สะพานข้ามแม่น้ำบางปะกง ในตอนนั้นแม่จำความได้แล้ว แม่เล่าว่าสะพานข้ามแม่น้ำได้ไปร่วมฉลองวันเปิดสะพานด้วย เขาให้ขึ้นไปเดินข้ามสะพานกันสนุกสนาน
ที่บ้านเลยมีภาพสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกงสะพานแรกให้ดูเป็นอนุสรณ์


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30830

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 222  เมื่อ 10 ก.ย. 13, 11:24

พอปิดเทอม  พ่อพาไปบางแสนบ่อยกว่าไปหัวหิน  เพราะไปหัวหินเป็นเรื่องใหญ่ ต้องไปอยู่นานเป็นสัปดาห์หรือบางทีก็เป็นเดือนถึงจะคุ้ม  แต่บางแสนไปกลับได้ในวันเดียว อย่างดีก็ค้างคืนหนึ่ง
ในยุคที่ไม่มีสวิมมิ่งพูล    การได้ไปลอยคอในทะเลเป็นสวรรค์สำหรับเด็ก   เล่นน้ำกันตั้งแต่เช้าจนเย็น กลางวันวิ่งขึ้นมากินข้าวที่แม่เตรียมไปให้จากบ้าน    แดดเผาหลังไหล่จนเกรียมทั้งๆแช่ในน้ำทะเล  ตกกลางคืนปวดระบมไปทั้งหลัง แถมจับไข้อีกต่างหาก

ยังจำได้ถึงบังกะโลเล็กๆในดงมะพร้าวริมหาด    เป็นกระท่อมชั้นเดียว  ทาสีเหลืองแก่ๆ มีบันไดเตี้ยๆ  ยกพื้นสูงจากพื้นดินปนทรายเล็กน้อยพอมิให้ทรายปลิวเข้ามาเปรอะเปื้อน แต่ก็ต้องกวาดทรายออกไปอยู่ดี     เป็นบังกะโลของทางการ  ไม่ใช่เอกชน  ให้เช่าได้เวลามาพักที่บางแสนค่ะ
คิดว่าจนบัดนี้ก็ยังหลงเหลืออยู่นะคะ


บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7156


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 223  เมื่อ 10 ก.ย. 13, 11:29

ถึงบางแสนก็ทำให้เกิดสถานที่ตากอากาศ และได้ลงเล่นน้ำทะเลได้ ที่ใกล้กรุงเทพฯที่สุดไปกลับในวันเดียวได้ จึงมีประชาชนไปเที่ยวสนุกสนานกันมากมาย มีโรงแรมและบังกะโลมาให้พักมากขึ้น แม้แต่จอมพลสฤษฎ์ ธนรัชต์ ก็ไปสร้างอาคารสวยงามที่ “แหลมแท่น”
จากบางแสนมีทางเลียบทะเลไปเชื่อมกับอ่าวศิลา ระหว่างทางนั้นมีการเลี้ยงหอยนางรมกันมาก ทำให้ได้กินหอยนางรมสดๆอร่อยๆราคาถูก และเปิดโอกาสให้คนได้เห็นการทำครกของคน”อ่างหิน” การค้าขายก็เจริญขึ้นเรื่อยๆ จนครกหินเป็นOTOPของอ่างหินเลย


ท่านทวดไปบางแสน ไม่ได้แวะขุดหอยเสียบหรือ  ฮืม หอยเสียบที่ทะเลบางแสนนั้น มีเยอะมากจนเอามาดองใส่น้ำปลาขายกันให้ดาษดื่น สมัยนี้คงน้อยไปเยอะแล้ว
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10997


ความคิดเห็นที่ 224  เมื่อ 10 ก.ย. 13, 11:35

เดี๋ยวๆ กลับไปร้านวิลลาในดวงใจของผม(เหมือนกัน)หน่อยนึงก่อน

ตอนเขาเริ่มมีผักไฮโดรโพนิกขายกันใหม่ๆ ที่วิลลาแห่งนี้แหละขายกิโลละ๗๐บาท เป็นแรงดลบันดาลใจให้ผมทดลองปลูกผักโดยวิธีนี้บ้าง ลงทุนไปโขอยู่แต่ก็ได้ผลน่าพอใจ เมื่อเก็บเกี่ยวได้ครั้งแรกก็ให้ลูกน้องเอาตัวอย่างไปเสนอที่วิลลา ว่าเขาจะให้ราคาสักเท่าไหร่ ลูกน้องหน้าแห้งกลับมาบอกว่า เขารับฝากขายให้กิโลละ๑๔บาทครับ เครดิต๔๕วัน ผมคิดในใจว่าโอ้โห ๑๔บาทนี่กำไรนิ๊ดเดียวจริงๆ แต่เขาตั้งราคาขายในห้าง๗๐บาท มันแพงไปจนคนไม่ซื้อ ปล่อยให้ผักเหี่ยวทุกวัน ถ้าราคาเจอกันสักกลางๆ คนปลูก คนขาย ก็จะพอได้พอดี คนซื้อก็สำราญ ให้ลูกน้องโทรไปต่อรองอีกทีว่า ราคา๑๔บาทน่ะซื้อขาดได้ไหม ลูกน้องรายงานกลับ เค้าบอกว่าไม่ได้ครับ

ตกลง ผมเลยมีผักไฮโดรโพนิกส์ไว้รับประทานเองทุกวัน และวิ่งไล่แจกเพื่อนบ้านและพี่น้องเพื่อนฝูง เป็นภาระหนักก็ประการหลังนี่แหละ พอเห็นว่าไม่รุ่งแน่เลยเลิก
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 13 14 [15] 16 17 ... 30
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.067 วินาที กับ 19 คำสั่ง