เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 10
  พิมพ์  
อ่าน: 29937 อังกิด อังกี๊ดดดดดดด อังกฤษ
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31186

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 45  เมื่อ 03 ก.ย. 13, 09:04

ส่วนผสมมันก็ทำนองเดียวกันละค่ะ    บางทีหน้าตาก็ออกมาเหมือนกัน  คือทำในชามเป็นรูปกลมแล้วตัดแบ่งเป็นชิ้นแบบเดียวกัน

แต่ว่าคิช  ซึ่งมีส่วนผสมเป็นแป้งใส่ไส้เนื้อสัตว์ เนยแข็ง ผัก  กินเป็นอาหารคาว ส่วนพายมีหลายประเภท ถ้าไส้เป็นเนื้อสัตว์อย่างพายไก่  หรือพายเนื้อ ก็กินเป็นของคาว  ถ้าไส้เป็นผลไม้หวานๆปรุงรสให้หวาน   เช่นพายบลูเบอรี่ ก็ถือว่าเป็นของหวาน
ข้างล่างนี้คือคิช ไม่ใช่พาย


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10902



ความคิดเห็นที่ 46  เมื่อ 03 ก.ย. 13, 09:29

ส่วนมากคนที่นี่เรียก quiche ครับ หรือว่าเป็นการตลาดเรียกให้เป็นภาษาฝรั่งเศษเพื่อให้ดูโก้เก๋
จะได้อร่อยขึ้นครับ


ที่นี่ของคุณโฮโบนี่อยู่ต่างประเทศหรือเปล่าหนอ   ฮืม
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6215


ความคิดเห็นที่ 47  เมื่อ 03 ก.ย. 13, 10:15

           เห็นอาจารย์พูดถึงเรื่องหงส์แล้วตอนนี้คุยกันเรื่องอาหาร ทำให้นึกถึงข่าวนี้
เมื่อเดือนก่อน ครับ     

            Queen's swan 'killed, barbecued, eaten and dumped on riverbank'

          รายงานข่าวเมื่อ 21 August 2013 ว่าพบซากส่วนบาร์บีคิวหงส์ที่ Baths Island
ใน Berkshire ใกล้ Windsor Castle

อ่านรายละเอียดที่

     http://www.standard.co.uk/news/london/queens-swan-killed-barbecued-eaten-and-dumped-on-riverbank-8778451.html


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31186

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 48  เมื่อ 03 ก.ย. 13, 10:31

โหดเหี้ยมอำมหิตจริงๆ   เห็นแล้วสลดใจ
กลุ่มคนที่ทำได้แบบนี้น่าจะทำเพราะคึกคะนอง     มากกว่าอดอยากไม่มีอะไรกิน 
หงส์ที่นั่นมันเชื่อง   น่าจะล่อมาใกล้ๆแล้วฆ่าได้ไม่ยาก  จากนั้นลากหงส์มาถอนขน ถลกหนัง   แล่เนื้อย่างกินกันสนุกสนาน
เสร็จแล้วขนเตาย่างจานชามขึ้นรถกลับไป   จึงไม่เหลือร่องรอยอื่น  ทิ้งซากหงส์ไว้เย้ยตำรวจ

บาบิคิวโหดครั้งนี้ น่าจะกินเวลานานพอสมควร อย่างน้อยก็เป็นช.ม.
ทำไมไม่มีใครเห็นบ้างเลย 


บันทึกการเข้า
hobo
พาลี
****
ตอบ: 324


ความคิดเห็นที่ 49  เมื่อ 03 ก.ย. 13, 15:38

 

ที่นี่ของคุณโฮโบนี่อยู่ต่างประเทศหรือเปล่าหนอ   ฮืม
[/quote]

ผมอยู่บ้านนอกครับ แค่สะกดคำว่าฝรั่งเศส สันสกฤต ยังผิดเลยครับ ไม่มีความสามารถขนาดนั้นครับ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31186

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 50  เมื่อ 03 ก.ย. 13, 17:04

ของกินที่เป็นเอกลักษณ์ของอังกฤษอีกอย่างคือ ชา   ส่วนกาแฟเป็นของอเมริกัน
เมื่อก่อนนี้  คนอังกฤษเป็นเจ้าแห่งการกินน้ำชา    เช้าสายบ่ายเย็นเรียกมากินได้เสมอ   หนาวก็กิน   เครียดก็กิน   ทำงานหนักก็กิน  เบื่อขึ้นมาไม่มีอะไรทำก็กิน     
แต่ที่กินเป็นธรรมเนียมแบบแผนในสังคมคือมื้อบ่าย   ระหว่างสี่โมงเย็นถึงหกโมง     กินน้ำชาร้อนๆกับขนมและของว่าง ซึ่งแม้แต่ในบ้านก็ยังจัดมาแบบมีให้เลือกหลายชนิด เช่นเค้ก และแซนด์วิช    ถ้าหากว่าเชิญแขกมาคุย  ก็มากินน้ำชากันในช่วงนี้   
ในยุคที่แม่บ้านอังกฤษยังมีเวลาอยู่บ้านดูแลบ้าน  การทำขนมกินกับน้ำชา ถือเป็นการอวดฝีมืออย่างหนึ่ง


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31186

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 51  เมื่อ 03 ก.ย. 13, 17:15

คนไทยไฮโซสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง  โดยเฉพาะพวกที่ไปเรียนในอังกฤษ(อเมริกายังมีคนไปเรียนน้อยมาก) นำความเคยชินกลับมากินน้ำชาตอนบ่ายเหมือนกัน   
สมัยนั้น  อากาศในกรุงเทพตอนนั้นยังไม่ร้อนเท่าตอนนี้    เพราะยังไม่มีอาคารสูงๆ มีแต่บ้านคนปลูกห่างๆกัน มีต้นไม้ล้อมรอบบ้าน    ลมพัดผ่านได้   การกินน้ำชาจึงทำได้สบาย ไม่ร้อนเหงื่อแตก   แต่คนไทยมีนิสัยชอบประยุกต์  จึงเปลี่ยนชาฝรั่งเป็นชาจีนบ้างเหมือนกัน   หรือไม่ก็กินชาฝรั่งกับของว่างแบบไทย

ไม่ทราบว่าคุณชายประกอบเทพดื่มชาบ้างหรือเปล่าคะ  ตอนว่างจากขับแท็กซี่
ดิฉันไม่ดื่มชา  แต่ไปอังกฤษทีไรก็ต้องหอบหิ้วชากระป๋องเล็กๆขายเป็นแพคกลับมาเป็นของฝาก     ไม่งั้นมันเหมือนไม่ได้ไปอังกฤษ


บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1310


ความคิดเห็นที่ 52  เมื่อ 03 ก.ย. 13, 23:36

ช่วงนี้ยุ่งหัวหมุน ผลุบๆ โผล่ๆ ไปหน่อย ต้องขออภัยครับ ว่าจะมา update โน่นนี่แต่ไม่มีเวลา ได้แค่แวะเข้ามาแว่บๆ


เรื่องชากาแฟนี่ผมเด็กดีไม่แตะเลยครับ  เหล้า บุหรี่ การพนัน เรื่องเจ้าชู้ผมไม่มีทั้งนั้น  ข้อเสียผมมีแต่ขี้โม้และไม่ชอบพูดความจริงเท่านั้น  ยิงฟันยิ้ม


พูดถึงชานี่ ที่อังกฤษมีมากมายหลายแบบให้เลือกจริงๆ ตามซูเปอร์มาเก็ตนี่แถวที่ขายชากินพื้นที่ไม่น้อย มีชาแบบต่างๆ มให้เลือกลานตาไปหมด  แต่เรื่องจากผมไม่กินชาเลยบอกความแตกต่างไม่ได้ว่าแบบไหนดีหรือไม่ดีกว่ากันยังไง  แต่เห็นคนที่นิยมชาเคยบอกว่าชาหลายตัวที่นี่หอมมาก กินแล้วติดใจ    นอกจากแค่กินชาแล้ว ธรรมเนียมกินชายังเป็นวิถีชีวิตของคนอังกฤษจำนวนไม่น้อยอยู่   อย่างภาควิชาที่ผมมานั่งอ้วนอยู่ พอตอน 11 โมง เจ้าหน้าที่ผู้หญิงฝ่ายต่างๆ จะมาล้อมวงกินชาแล้วก็นั่งคุยกันที่โซฟาเป็นกลุ่มเป็นกิจวัตรประจำวันเลยครับ  นานๆ ครั้งจะเห็นหัวหน้าภาควิชามาร่วมวงด้วย ก็เป็นภาพที่แปลกตาดี  
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31186

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 53  เมื่อ 04 ก.ย. 13, 13:01

คุณประกอบไม่แตะชากาแฟ เลยอดกินชากุหลาบ (rose tea)  ดิฉันเคยกินหนหนึ่ง เจ้าภาพเชิญไปเลี้ยง ชงชากุหลาบมาให้   ดูๆก็ชาอังกฤษนี่แหละ แต่ว่าเวลาดื่มแล้วรสออกเปรี้ยวหน่อยๆ คงจะรสชาติของกลีบกุหลาบที่ผสมลงไป   และมีกลิ่นกุหลาบอบอวลขึ้นมาจากถ้วย
วิธีทำคือผสมกลีบกุหลาบตากแห้งกับใบชาป่นละเอียด  ตากแห้งจนได้ที่แล้วมาชงเป็นชา   
นอกจากชากุหลาบก็ยังมีชาผสมดอกไม้แห้งอีกหลายชนิด   แต่ไม่ได้ติดตามว่ามีอะไรบ้างค่ะ


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31186

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 54  เมื่อ 05 ก.ย. 13, 15:17

กลับมาเรื่องบ้านอีกครั้งค่ะ
สังเกตว่าบ้านในอังกฤษ มักจะสร้างค่อนมาทางด้านหน้าของเนื้อที่      บางบ้านอย่างบ้านคุณประกอบก็ติดบาทวิถีเลยทีเดียว    เนื้อที่ว่างที่เขามีคือเนื้อที่หลังบ้าน    จะทำกิจกรรมต่างๆ เช่นปลูกดอกไม้ไว้ชมเล่น  หรือนั่งกินน้ำชา   หรือทำโรงเก็บรถ ก็เอาจากเนื้อที่หลังบ้านนี่แหละ   
ส่วนบ้านไทยตรงกันข้าม   ถ้าหากว่ามีบริเวณบ้าน  จะสร้างบ้านลึกเข้าไปติดด้านหลัง  ปล่อยด้านหน้าเอาไว้เป็นสนาม   เนื้อที่สนามนี้สังเกตมาหลายครั้งแล้วว่าไม่ได้ใช้เอาไว้ทำอะไรนอกจากปลูกหญ้า ปลูกดอกไม้(ถ้าบ้านไหนเจ้าของขยันปลูก)  แต่ไม่ค่อยมีประโยชน์ด้านใช้สอย     
ไม่เคยเห็นเจ้าของบ้านเอาสนามเป็นที่นั่งเล่นประจำ  หรือพักผ่อนพร้อมหน้ากันพ่อแม่ลูก     ถ้าเชิญเพื่อนฝูงมาบ้านก็ไม่จัดปาร์ตี้บนสนาม  แต่จะจัดเลี้ยงกันภายในบ้าน   อาจเป็นเพราะอากาศบ้านเราร้อนจัดจนไม่เป็นใจให้อยู่กลางแจ้งได้นานๆ  อยู่ในห้องแอร์สบายกว่า   
แต่ถ้าบ้านไหนมีบริเวณ ก็จะทำสนามหน้าบ้านอยู่ดี  ไม่ทำสนามหลังบ้าน

รูปข้างล่าง  ซ้ายบนกับซ้ายล่างเป็นบ้านอังกฤษ  ส่วนขวาบนกับขวาล่างเป็นบ้านในไทยค่ะ


บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1310


ความคิดเห็นที่ 55  เมื่อ 05 ก.ย. 13, 20:39

สำหรับคนไทยที่คุ้นเคยกับบ้านใหญ่ๆ เมื่อมาอยู่บ้านในอังกฤษใหม่ๆ อาจต้องปรับตัวนึดนึง เพราะบ้านคนอังกฤษทั่วไปจะมีขนาดเล็กกว่าบ้านคนไทยในระดับเดียวกัน  ขนาดที่ว่าคือขนาดของตัวบ้าน ไม่รวมสวน โดยเฉพาะบ้านของชนชั้นกลางที่มักมีลักษณะเป็น Terrance house หรือเหมือน townhouse บ้านเรา คือใช้ผนังสองด้านร่วมกัน  เพียงแต่ส่วนใหญ่อาจมีพื้นที่สวนหลังบ้านเยอะหน่อยแบบภาพที่ให้ดูในต้นๆ กระทู้


เรื่องที่ต้องอึดอัดอย่างแรกคือจำนวนห้องน้ำจะน้อยกว่าบ้านเรา  บ้านสองชั้นขนาด 2-3 ห้องนอนที่มีห้องน้ำเดียวเป็นเรื่องธรรมดา  บางบ้านดีหน่อยอาจจะมีห้องน้ำเล็กๆ สำหรับขับถ่ายเพิ่มมาอีก 1 ห้อง  แต่โดยทั่วไปจะมีห้องน้ำไม่เยอะ  บางบ้านเป็นกึ่งบ้านเดี่ยว 3 ห้องนอนหลังใหญ่ แต่ดันมีห้องน้ำห้องเดียวก็มี  ห้องน้ำส่วนใหญ่มักอยู่ชั้น 2 ของตัวบ้าน คือชั้นเดียวกับห้องนอน ดังนั้นอาจต้องมีการวิ่งขึ้นวิ่งลงบ่อยๆ ถ้าชอบใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ชั้นล่าง


เรื่องอึดอัดที่สองคือ ห้องน้ำส่วนใหญ่ เอาเป็นว่าห้องน้ำทั้งหมดที่ผมเคยเห็นมา จะไม่มีช่องระบายน้ำที่พื้นห้องน้ำครับ ! ! !  นั่นคือถ้าเราทำพื้นห้องน้ำเปียกเราต้องใช้ผ้าถูกให้แห้งอย่างเดียว  พื้นห้องน้ำจะไม่ได้ปูกระเบื้องเปียกได้ล้างได้ ระบายน้ำได้แบบบ้านเรา แต่มักจะแค่ปูประเบื้องยาง ลามิเนท หรือเสื่อน้ำมันแทน  บางบ้านหนักขึ้นไปอีกคือปูพรมที่พื้นห้องน้ำ  ที่สุดยอดน่ากลัวไปอีกคือปูพรมจนสูงเสมอขอบอ่างอาบน้ำก็มี เห็นแล้วน่ากลัวเชื้อโรคหมักหมมจริงๆ  


เวลาอาบน้ำฝรั่งเค้าจะไปอาบในอ่างอาบน้ำกันแทน ดังนั้นพื้นห้องน้ำจึงไม่จำเป็นต้องเปียกและไม่ต้องระบายน้ำได้  ผมมาใหม่ๆ ไม่รู้ล้างห้องน้ำเทน้ำลงพื้นขัดอย่างดี สุดท้ายต้องร้องแย่เลี้ยววว มันไม่มีทางระบายน้ำ ต้องไปหาผ้าขี้ริ้วมานั่งซับ ไม่งั้นมันจะรัวซึมลงฝ้าเพดานแทน   อีกหนพี่สาวมาจากเมืองไทยมาเยี่ยม หวังดีช่วยล้างพื้นห้องน้ำให้ กว่าผมจะรู้ตัวก็เห็นน้ำซึมผ่านฝ้าชั้นล่างหยดแหมะๆ ลงมาข้างล่างใส่หลอดไฟติ๋งๆๆๆ แล้ว ดีกว่าฝ้ายังไม่พัง


นอกจากอึดอัดพื้นห้องน้ำแล้ว  ในอ่างล่างหน้าก็มักจะมีก๊อกแบบแยกร้อนเย็นจากกัน  เพราะธรรมเนียมโบราณเค้าจะเปิดน้ำร้อนเย็นผสมกันใส่อ่างล้างหน้า แล้วจะเช็ดล้างอะไรก็วักเอาตามอัธยาศัย  ปัญหาคือไอ้น้ำร้อนก็ร้อนจุด น้ำเย็นก็เย็นเจี๊ยบ  จะล้างมือทีต้องคิดหนัก ล้างนานไม่ได้ ไม่ลวกมือก็มือแข็ง  แทนที่จะทำก๊อกแบบน้ำร้อนเย็นเปิดที่หัวก๊อกแต่ช่องออกเดียวกันให้ผสมเป็นน้ำอุ่นได้ นี่ดันแยกกันทำไมก็ไม่รู้  บ้านสร้างใหม่กิ๊กๆ เลยก็ยังมีธรรมเนียมใช้ก๊อกอ่างน้ำแบบนี้อยู่


ส่วนของยอดเยี่ยมแสนจำเป็นในบ้านเราอย่างสายฉีดล้างก้นนี่ อย่าหวังครับ ฝรั่งอังกฤษบอก ไอม่ายรูจั่กกก


บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1310


ความคิดเห็นที่ 56  เมื่อ 05 ก.ย. 13, 20:54

มีอยู่หนนึงมีวาสนาได้ไปอิตาลี  ถึงโรงแรมพักกับเพื่อนไนจีเรีย  เปิดเข้าไปในห้องน้ำเจออ่างหน้าตาประหลาด เห็นแล้วสงสัยว่ามันมีไว้ทำไมกันนี่  เพราะที่เมืองฝรั่งอังกฤษไม่เคยเห็น เจ้าไนจีเรียบอกว่าเอาไว้ซักผ้า  แล้วมันก็ใช้ซักผ้าจริงๆ ด้วย   จะว่าไว้ล้างหน้าก็ดูว่ามันต่ำไป  เวลาเปิดก๊อกแล้วน้ำมันจะพุ่งสูงเหมือนน้ำพุ   ผมเดาเล่นๆ ว่าเป็นก๊อกน้ำพุสำหรับดื่ม  แลบลิ้น    เวลาหิวน้ำก็คุกเข่าก้มหน้าลงไป เปิดก๊อกให้น้ำพุ่งสูงขึ้นมาแล้วก็ดื่มน้ำได้เลย   แต่วัตถุประสงค์ที่แท้จริงจะมีไว้ทำไมนั้น อาจต้องรอท่านผู้รู้มาเฉลย  ยิงฟันยิ้ม  ยิงฟันยิ้ม  ยิงฟันยิ้ม


ไม่กี่วันก่อนไปช่วยเพื่อนย้ายบ้าน ได้มีโอกาสเจอไอ้เจ้าอ่างแบบนี้ในบ้านของคนอังกฤษเป็นครั้งแรก ตื่นเต้นมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก


บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10902



ความคิดเห็นที่ 57  เมื่อ 05 ก.ย. 13, 21:02

แต่วัตถุประสงค์ที่แท้จริงจะมีไว้ทำไมนั้น อาจต้องรอท่านผู้รู้มาเฉลย  ยิงฟันยิ้ม  ยิงฟันยิ้ม  ยิงฟันยิ้ม

สมัยที่ผมสอบเอ็นทรานซ์ ตอนนั้นเขาสอบแยกกัน ข้อสอบวิชาศิลปะภาคทฤษฎีเข้าสถาปัตย์จุฬามีข้อหนึ่งให้เลือกตอบว่า Bidet เป็นชื่อของ


ก.   น้ำพุแห่งหนึ่งในกรุงโรม
ข.   ที่สำหรับกดน้ำดื่มในสถานสาธารณะ
ค.    ที่ปัสสาวะของผู้หญิง


เข้าไปแล้วอาจารย์เอามาเบิ้ลนิสิตใหม่ว่า ข้อนี้ไม่มีใครตอบว่าBidetเป็นที่ปัสสาวะของผู้หญิงเลยซักกะคน

แล้วพวกเราก็มีโอกาสได้เห็นได้เจ้าบิเด้จริงๆก็ตอนที่อาจารย์พาไปดูโรงแรมชั้นหนึ่งที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆในสมัยนั้น พอเข้าไปในห้องสวีต เห็นเจ้าที่ว่านี่ติดอยู่ข้างเคียงกับโถส้วมในห้องน้ำ แปลกดีแฮะ เข้าไปมุงกันใหญ่ เพื่อนคนที่อยู่ใกล้ทดลองบิดก๊อกดูแต่แรงไปหน่อย น้ำพุ่งจากฝักบัวเล็กๆที่อยู่ด้านล่างขึ้นสูงถึงเพดาน ก่อนจะโปรยปรายลงมาดังสายน้ำมนต์ นิสิตทั้งชายและหญิงต่างฮือแย่งกันออกจากห้องน้ำ เปืยกปอนไปทั่ว คนโรงแรมหน้าเป็นจวัก อาจารย์ที่พาไปก็หน้าจ๋อยตามระเบียบ




บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31186

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 58  เมื่อ 05 ก.ย. 13, 21:08

คุณชายประกอบเทพอำได้หน้าตายมากค่ะ  ป่านนี้คงรู้แล้วว่าเอาไว้ทำอะไร


bidet ทับศัพท์ว่า บิเดต์    อ่านว่าบิเด้ ค่ะ 


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31186

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 59  เมื่อ 05 ก.ย. 13, 22:08

ห้องน้ำของคนอังกฤษกระเบียดกระเสียรเนื้อที่สุดๆ   แม้แต่บ้านที่สร้างใหม่  เขาก็ไม่เผื่อเนื้อที่ห้องน้ำไว้เกินจำเป็น    ก้าวเข้าไปกางแขนเอามือยันผนังฟากตรงข้ามได้สบายๆ      ขนาดห้องน้ำบางแห่ง แคบพอๆกับห้องเก็บเสื้อผ้าของอเมริกาที่เรียกว่า closet
อีกอย่างคือไม่ทำหน้าต่าง  ต้องอุดอู้อยู่ในนั้น    ถ้าหน้าหนาวก็ยังพอไหว แต่หน้าร้อนเข้าไปแล้วอึดอัดเหมือนจะหายใจไม่ออกค่ะ  

มาสนับสนุนคุณประกอบอีกเสียงหนึ่ง ว่าห้องน้ำในอังกฤษเขาไม่ได้ทำพื้นห้องไว้ให้ล้าง   เขาทำไว้ให้ถูหรือเช็ดเท่านั้นเอง   ล้างแต่เฉพาะอ่าง


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 10
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.107 วินาที กับ 19 คำสั่ง