เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 11 12 [13] 14 15 ... 26
  พิมพ์  
อ่าน: 51025 ริชลิว-นักธุรกิจข้ามชาติในมาดนายพลเรือสยาม
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10741



ความคิดเห็นที่ 180  เมื่อ 17 ก.ค. 13, 10:30

นายพลริชลิวสมรสกับญาติห่างๆของตน ดัคม่า หลุยส์ ลีอาเช่ (Dagmar Lousie Lerche) ในปีพ.ศ.๒๔๓๕ หรือปีหนึ่งก่อนเหตุการณ์ร.ศ.๑๑๒ ทั้งสองมีบุตรธิดาด้วยกัน๕คน  ๓คนเกิดในกรุงเทพ เป็นชาย๒คือLouise และ Helge ส่วนคนเล็กเป็นหญิงชื่อ Sehestede ที่เหลือเกิดในเดนมาร์กไม่ทราบนาม

ดัคม่าพอแต่งงานปุ๊บก็ได้เป็นคุณหญิงทันที นับว่าวาสนาดีแท้ แถมยังเป็นที่โปรดปรานของเจ้านายฝ่ายในเพราะเธอวางตัวดี

ปีเดียวกับที่ได้เป็นผู้บัญชาการกรมทหารเรือ นายพลริชลิวล้มป่วยด้วยโรคมาเลเรีย และมีข่าวว่าอาการหนัก เมื่อบรรเทาแล้วจึงตัดสินใจ ได้จังหวะที่จะกราบบังคมทูลลาออกจากราชการแล้ว จึงส่งคุณหญิงชลยุทธโยธินทร์และลูกทั้งสามเดินทางกลับไปเดนมาร์กล่วงหน้าก่อน

Dagmar Therese Louise Lerche เกิดเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๑๔ เสียชีวิตเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ แต่งงานกับนายพลริชลิวเมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๕ มีบุตรธิดา ๕ คนคือ

๑. ชาย  Louis du Plesis de Richelieu til Valnæsgaard เกิดเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๓๕ เสียชีวิตเมื่อ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๗
๒. ชาย  Helge du Plesis de Richelieu til Ulriksholm เกิดเมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๓๗ เสียชีวิตเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๘
๓. หญิง Dagmar "Jing" Marie Louise du Plesis de Richelieu เกิดเมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๓๘ เสียชีวิตเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๔  
๔. หญิง Agnes Ingeborg "Abi" du Plesis de Richelieu เกิดเมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๐  
๕. หญิง Lilian Agnete du Plesis de Richelieu เกิดเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๖

ข้อมูลจาก   http://krogsgaard.name/pafg1484.htm

บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10909


ความคิดเห็นที่ 181  เมื่อ 17 ก.ค. 13, 11:13

ขอบคุณครับ

ในเวปสายตระกูล de Richelieu ที่ว่าผมเคยเห็นแล้วละ แต่ไม่อยากกล่าวถึงเพราะค่อนข้างมั่ว ชื่อลูกคนที่๓ ก็ไม่ตรงกับที่หลานตาทางสายนี้ได้ยืนยันไว้ ถูกต้องกับเอกสารไทยที่พระยาชลยุทธโยธินทร์เคยทำหนังสือขอพระราชทานเครื่องราชย์ให้ภรรยาและลูก
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10909


ความคิดเห็นที่ 182  เมื่อ 17 ก.ค. 13, 11:17

มกราคม ๒๔๔๔ นายพลเรือโทพระยาชลยุทธโยธินทร์กราบบังคมทูลลาออก หลังรับราชการมาแล้ว๒๖ปี โดยอ้างว่าสุขภาพไม่เอื้ออำนวย
ลุงแอลลัน แฮร์สทรัป ขณะนี้คงอายุสัก ๘๐ บุตรของนางซีเฮสเตล์ ลูกสาวคนที่เกิดในเมืองไทยเล่าว่า

เมื่อคุณตาของผมเดินทางออกจากสยามนั้น พระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีนาถ กรมพระยาดำรง พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ได้เสด็จโดยเรือพระที่นั่งมหาจักรี ซึ่งคุณตาได้เป็นกัปตันครั้งสุดท้ายในชีวิต ไปส่งท่านถึงสิงคโปร์เพื่อลงเรือโดยสารต่อไปยุโรป ในงานเลี้ยงรับรองที่ทำเนียบท่านผู้สำเร็จราชการอังกฤษ คุณตาได้นั่งข้างที่ประทับ และพระเจ้าอยู่หัวทรงกล่าวในสุนทรพจน์ว่าพระองค์ทรงชื่นชมในตัวท่านอย่างไร และทรงอาลัยเพียงไรในการจากกันครั้งนั้น ทรงหวังว่าจะได้กลับมาเยี่ยมพระองค์อีกในไม่ช้า จากนั้นก็ได้พระราชทานถาดเงินประดับเพชรมีตรามหาลัญจกร และพระราชทานเงินบำนาญในระดับพลเรือเอกให้ คืนนั้นคือวันที่๒กุมภาพันธุ์ ซึ่งอายุคุณตาครบ๕๐ปีพอดี

เช้า๙.๐๐น.ของวันรุ่งขึ้น ทุกคนพร้อมอยู่บนดาดฟ้าเรือพระที่นั่งมหาจักรีแล้วเมื่อพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออก ทรงถามคุณตาว่าคุณตาจะเลือกให้ใครเป็นผู้บัญชาการทหารเรือคนต่อไป ให้คุณตามอบตราประทับให้แก่ผู้ที่คุณตาเห็นว่าสำคัญที่สุดรองจากพระองค์ คุณตาจึงถวายตราประทับนั้นแด่พระอนุชาร่วมพระชนนีซึ่งมีอยู่พระองค์เดียว ณ ที่นั้น คือสมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังสีสว่างวงศ์ ผู้ที่ทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงกลาโหมอยู่แล้ว
"


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10741



ความคิดเห็นที่ 183  เมื่อ 17 ก.ค. 13, 11:35

ชื่อลูกคนที่๓ ก็ไม่ตรงกับที่หลานตาทางสายนี้ได้ยืนยันไว้ ถูกต้องกับเอกสารไทยที่พระยาชลยุทธโยธินทร์เคยทำหนังสือขอพระราชทานเครื่องราชย์ให้ภรรยาและลูก

ชื่อ  Sehestede เรียกตามชื่อสกุลของสามีกระมัง

Dagmar "Jing" Marie Louise du Plesis de Richelieu แต่งงานกับ Ove Sehestedt Juul af Ravnholt til Ravnholt เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ และหย่าใน พ.ศ. ๒๔๘๑   ฮืม

ข้อมูลจากเว็บเดียวกับข้างบน  ยิงฟันยิ้ม  
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10909


ความคิดเห็นที่ 184  เมื่อ 17 ก.ค. 13, 11:46

ไม่ทราบเหมือนกันครับ เมื่องง ก็เลี่ยงที่จะเขียนลงไป

มาดูรูปคุณหญิงชลยุทธโยธินคนสวยดีกว่า


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10909


ความคิดเห็นที่ 185  เมื่อ 17 ก.ค. 13, 12:08

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯเคยมีพระราชปรารภว่า “….พระยาชลยุทธฯ ได้รับราชการทนลำบากตรากตรำมามาก แลการทหารเรือก็ได้ตั้งขึ้นเป็นหลักฐาน ทั้งมีความจงรักภักดี เป็นที่ไว้วางใจมาก็นาน ซึ่งเปรียบเทียบบำนาญตามข้าราชการบำนาญสามัญนั้นน้อยมาก ให้ตั้งบำนาญเป็นพิเศษเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนปีละ ๑๕,๐๐๐ บาท….

สมัยนั้น วิธีการว่าจ้างชาวต่างประเทศ ในเวปทหารเรือกล่าวว่า

ในการว่าจ้าง ชาวต่างประเทศเข้าม รับราชการในกรมทหารเรือนั้น จะมีการทำสัญญาว่าจ้างเป็นรายบุคคล ตามปกติกำหนดทำสัญญาคราวละ ๓ ปี เมื่อครบสัญญาแล้ว หากทางราชการยังต้องการตัวไว้ใช้อีก และชาวต่างประเทศผู้นั้นสมัครใจ จะอยู่รับราชการต่อไป ก็จะมีการต่อสัญญา เป็นคราวๆไป โดยมีเงื่อนไข สำหรับผู้รับราชการนานว่า ถ้ารับราชการนานพอสมควร จะได้รับเงินบำนาญ และระหว่างรับราชการ สามารถกลับไปเยี่ยมบ้านได้

สำหรับอัตราเงินเดือนนั้น ไม่มีระเบียบที่แน่นอน และใช้วิธีตกลงเป็นรายบุคคล โดยแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ
๑. จ้างโดยมีสัญญา จำนวนเงินจะจ่ายตามสัญญา
๒. จ้างโดยไม่มีสัญญา หรือสัญญาเดิมสิ้นสุดแล้วไม่ต่อ จำนวนเงินที่จ่ายจะไม่แน่นอน นายทหารพวกนี้จะขอเงินเดือนขึ้นอยู่เสมอ ในพ.ศ.๒๔๔๘ กรมทหารเรือได้ออกข้อบังคับว่าด้วยอัตราเงินเดือน ข้าราชการ ที่เป็นชาวยุโรปขึ้น แบ่งขั้นเงินเดือนเป็น ๕ ขั้น คือ
ขั้นที่ ๕ เดือนละ ๕๕๐.-บาท
ขั้นที่ ๔ เดือนละ ๖๕๐.-บาท
ขั้นที่ ๓ เดือนละ ๗๐๐.-บาท
ขั้นที่ ๒ เดือนละ ๘๐๐.-บาท
ขั้นที่ ๑ เดือนละ ๙๐๐.-บาท
เงินเดือนจะไม่ขึ้นไม่ลดอีก นอกจากผู้ที่อยู่ในขั้นสูง จะออกจากราชการไป ก็จะเลื่อนผู้ที่อยู่รองขึ้นมาแทน


ในอดีตหลังเหตุการณ์ร.ศ.๑๑๒นั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯเคยมีพระราชดำรัสว่า " ในเมืองเราเวลานี้ไม่ขัดสนอันใดยิ่งกว่าคน การเจริญอันใดจะเป็นไปไม่ได้เร็วก็เพราะเรื่องคนนี้อย่างเดียว เพราะเหตุขัดสนเช่นนี้จึงต้องจำใช้ฝรั่งในที่ซึ่งคนเรายังไม่มีความรู้และความสามารถพอ แต่การใช้ฝรั่งนั้นไม่ใช่เป็นการง่าย แลก็รู้ชัดเจนอยู่ในใจด้วยกันว่า เขาเป็นคนต่างชาติภาษา จะซื่อตรงจงรักภักดีอะไรต่อเราหนักหนา ก็ชั่วแต่มาหาทรัพย์กลับไปบ้าน เมื่อจะว่าเช่นนี้ก็ไม่สู้เปนยุติธรรมแท้ เพราะบางคนซึ่งอัธยาศัยดี มีความรู้ อยากจะได้ชื่อเสียงที่ดี ฤามีความละอาย ฤาอยากจะอยู่ทำการให้ยืดยืนไป เขาก็ทำดีต่อเรามากๆ อยู่บ้าง แต่อย่างไรๆ ก็คงต้องนับว่าเป็นเพื่อนกินไม่ใช่เป็นเพื่อนตาย "

พระราชดำรัสดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าทรงมองข้าราชการฝรั่งทั้งหลายที่มาทำงานให้สยามอย่างไร ทรงเข้าใจ

แม้ว่าจะทรงทราบอยู่ว่านายพลริชลิวจะมีผลประโยชน์ในธุรกิจอยู่ไม่น้อย แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯทรงเห็นว่าเงินเดือนในระหว่างรับราชการนั้นน้อยนิด(เมื่อเทียบกับมาตรฐานยุโรป) จึงได้ทรงเพิ่มเงินบำนาญจาก ๘,๐๐๐ บาทต่อปี เป็น ๑๕,๐๐๐ บาทต่อปี เพื่อตอบแทนที่ท่านผู้นี้ทำประโยชน์ให้แก่แผ่นดินสยาม
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10909


ความคิดเห็นที่ 186  เมื่อ 17 ก.ค. 13, 16:31

ช่วงต่อไป โปรดคอยติดตามเรื่องของพระยาชลยุทธโยธินทร์ในบ้านเกิด  "นายพลเรือเอกนักธุรกิจและนักการเมือง"


บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1280


ความคิดเห็นที่ 187  เมื่อ 17 ก.ค. 13, 16:57

รอติดตามครับ  ยิงฟันยิ้ม  ยิงฟันยิ้ม  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10909


ความคิดเห็นที่ 188  เมื่อ 17 ก.ค. 13, 17:23

^
เอารายงานมาส่งแค่เนี๊ยะเรอะ


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10909


ความคิดเห็นที่ 189  เมื่อ 18 ก.ค. 13, 08:08

รอทั้งคืนไม่มา คุณประกอบคงหนีไปไกลเลย

ต่อครับต่อ
ผมจะใช้ ค.ศ.ในการดำเนินเรื่องราวของนายพลริชลิวแห่งราชนาวีไทยหลังคืนสู่เหย้าในเดนมาร์กแทน พ.ศ. นะครับ ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันความสับสน ผมเองนั่นแหละจะสับสน สมัยก่อนไทยเปลี่ยนปีศักราชในเดือนเมษายน แล้วเลื่อนมาเป็นวันที่ ๑ มกราคม ตามสากลปฏิบัติในปี ๒๔๘๓ ดังนั้นถ้าเทียบปีกัน มกราคมถึงเมษายนในสมัยรัชกาลที่ ๕ ของปี พ.ศ.ใดก็ตาม คำนวณเป็น ค.ศ.ด้วยการบวก๕๔๓แล้ว ต้องบวกอีก ๑ จึงจะถูกต้องตรงกับวิธีคิดในปัจจุบัน

เห็นไหมครับ แค่อธิบายบางคนก็งงแล้ว
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10909


ความคิดเห็นที่ 190  เมื่อ 18 ก.ค. 13, 08:16

นายพลเรือโท พระยาชลยุทธโยธินทร์ เดินทางออกจากสยามในปี พ.ศ.๒๔๔๔ ตรงกับ นายพลริชลิวมาถึงบ้านเกิดเมืองนอนในปีค.ศ. ๑๙๐๒ สิ่งแรกที่ทำคือการหาบ้านที่ครอบครัวจะปักหลักพักอาศัยก่อน ตอนนั้นขนาดยังไม่รวยเป็นมหาเศรษฐีจากหุ้นบริษัทการไฟฟ้าสยามที่ท่านขายทำกำไรมหาศาลในปี๑๙๑๒นะครับ นายพลริชลิวกับมาดามยังเลือกที่จะเช่าปราสาทหลังหนึ่งในเมือง Hørsholm ทาง North Zealand ซึ่งไม่ไกลจากกรุงโคเปนฮาเกน และยังได้เช่าไร่ใกล้ๆกันชื่อ Smidstrup Farm ไว้ทำสำหรับอะไรเล่นๆด้วย

คงจะหายแปลกใจว่าทำไมท่านจึงเลือกที่นั่น ถ้าจะบอกว่าผู้ที่เป็นเจ้าของปราสาทคอคเคเดล์ คือ Jens Frederik Horsens Block หนึ่งในผู้เริ่มก่อตั้งบริษัทอิสต์เอเชียติกในสยาม ซึ่งนายพลริชลิวมีส่วนสำคัญที่ทำให้บริษัทนี้รุ่งเรืองอย่างถึงขีดสุด เมื่อท่านกลับบ้านเพื่อนฝูงคงจะหาทางตอบแทนท่านอย่างเต็มที่ ค่าเช่าปราสาทอาจจะถูกเหมือนบ้านธรรมดาๆก็ได้

ครอบครัว เดอ ริชลิว ได้อาศัยอยู่ที่นั่นอย่างสุขสบาย นายพลริชลิวชอบที่นี่มาก ๘ ปีต่อมาจึงขอซื้อปราสาทคอคเคเดล์เป็นกรรมสิทธิ์ และเป็นที่ตายของท่านในอีกนานต่อมา หลังมรณกรรมของสามี มาดามหม้ายทนอยู่ที่นั่นไม่ได้ จึงขายปราสาทหลังนี้ไปในปี๑๙๔๑

เอารูปที่คุณเพ็ญลงไว้ตั้งแต่ไก่โห่มาฉายซ้ำอีกทีเพื่อให้เห็นบรรยากาศในสมัยโน้น


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10741



ความคิดเห็นที่ 191  เมื่อ 18 ก.ค. 13, 08:36

ที่หน้าปราสาทคงเป็นครอบครัว "ริชลิว" พ่อ แม่ และลูกชายหญิง ครบทั้ง ๗ คน   ยิงฟันยิ้ม


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10909


ความคิดเห็นที่ 192  เมื่อ 18 ก.ค. 13, 08:49

^
อ้อ..ครับ เหรอครับ

ปราสาทคอคเคเดล์สร้างในปี 1746 โดยท่านเคาต์ Count Christian August von Berckentin ในพื้นที่ส่วนหนึ่งของวัง Hirschholm Palace ที่พระราชินี Sophie Magdalene ในพระเจ้าChristian VI แห่งเดนมาร์กทรงเป็นเจ้าของ ปราสาทหลังนี้ตกทอดเป็นมรดกมาร้อยกว่าปีจนกระทั่ง Jens Frederik Horsens Block ได้ซื้อไว้ในปี1864 และให้นายพลริชลิวเช่าในปี1902 ซึ่งท่านก็ได้ซื้อไว้เป็นกรรมสิทธิ์ในปี๑๙๑๐ แล้วขายต่อโดยภรรยาหม้ายของท่านในปี๑๙๔๑ ให้แก่ผู้ใดไม่ปรากฏ ระบุเพียงว่าปราสาทคอคเคเดล์อายุกว่า๒๕๐ปีนี้ ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ภายใต้พระราชูปถัมภ์ของเจ้าชาย Joachim โดยรักษาความเป็นปราสาทยุคกลางเอาไว้ พร้อมทิวทัศน์ของ Liim Fiord ที่สวยงามน่าประทับใจ แล้วเปิดเป็นโรงแรมสำหรับนักท่องเที่ยว ไม่ทราบว่าSmidstrup Farmได้กลายเป็นสนามกอล์ฟที่เห็นขนาบตัวโรงแรมอยู่หรือเปล่า

โฆษณาของโรงแรม Kokkedal Castle ระบุว่าทุกห้องพักที่เก่าแก่และมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ (เหมาะสำหรับพวกปีศาจนิยมเช่นคุณประกอบจะได้ไปพักผ่อนหย่อนใจ) มีระเบียงอาบแดด และสามารถเข้าไปยังห้องซาวน่า และสระว่ายน้ำในช่วงหน้าร้อนได้ ทุกวันอาทิตย์มีการจัดชิมไวน์ในห้องเก็บไวน์โบราณ นอกจากนี้ยังมีสนามเทนนิส และแบดมินตันกลางแจ้ง ส่วนสนามกอล์ฟไม่เกี่ยวกับกิจการโรงแรม

ราคาต่ำที่สุดต่อคืนแค่ ๔๗๓๔ บาทเอง อย่างนี้ไฮโซไทยบอกสบาย ราคาทั่วไปในภูเก็ตก็ระดับนี้แหละ


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10741



ความคิดเห็นที่ 193  เมื่อ 18 ก.ค. 13, 12:14

พร้อมทิวทัศน์ของ Liim Fiord ที่สวยงามน่าประทับใจ

Lim Fjord อยู่ทางเหนือของเดนมาร์กห่างจากปราสาท Kokkedal Castle ประมาณเกือบ ๒๐ กิโลเมตร (ดูจากแผนที่คุณกุ๊ก  ยิ้มเท่ห์)

ในแผนที่ Kokkedal Castle อยู่ในกรอบสีแดง  ยิงฟันยิ้ม


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1280


ความคิดเห็นที่ 194  เมื่อ 18 ก.ค. 13, 17:41

^
เอารายงานมาส่งแค่เนี๊ยะเรอะ

นักเรียนชั้นดีแบบผม ต้องอ้าปากรออาจารย์ป้อนเท่านั้นครับ  จุมพิต  จุมพิต


บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
หน้า: 1 ... 11 12 [13] 14 15 ... 26
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.103 วินาที กับ 19 คำสั่ง