เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7
  พิมพ์  
อ่าน: 36306 เรื่องผีๆ และสิ่งลึกลับไร้คำอธิบาย
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1275


ความคิดเห็นที่ 75  เมื่อ 11 ก.ค. 13, 14:00

วันศุกร์

ประมาณบ่ายสองโมง พี่สาวและพี่เขยกลับมาที่บ้านนั้นอีกครั้งพร้อมกับยันต์จำนวนมาก รวมทั้งกระดาษที่ประทับตราแผ่นดิน(รูปด้านล่างครับ) ที่ทั้งคู่เชื่อว่าศักดิ์สิทธ์
ทั้งคู่ตั้งใจจะใช้ยันต์และตราแผ่นดินสะกดวิญญาณไว้ ถ้ามีวิญญาณอยู่ในบ้านนั้นจริง

ทั้งคู่เริ่มต้นโดยการแปะยันต์และตราแผ่นดินไปตามขื่อประตูและคานต่างๆ ในตัวบ้าน เริ่มต้นจากชั้นล่างก่อน


จากนั้นก็เดินขึ้นบันไดไปด้วยกัน เพื่อไปทำต่อที่ชั้นสอง


ขณะที่ทั้งคู่เดินมาถึงกลางบันได
ก็ได้ยินเสียงหมาหอนดังลั่นรอบบริเวณบ้าน ดังจนทำให้ทั้งคู่ชะงัก
เสียงดังประมาณเกือบนาที โดยมองไม่เห็นว่ามีหมาแถวบ้านเลย
หลังจากนั้น เมื่ออกมานอกบ้าน ทั้งคู่ก็ไม่พบเห็นหมาบริเวณนั้นเลยซักตัว


เมื่อเสียงเงียบ ทั้งคู่ก็เดินหน้าต่อ เมื่อไปถึงชั้นสองแล้ว ห้องแรกที่ทั้งคู้ต้องการแปะยันต์และตราแผ่นดินก็คือ....ใช่แล้วครับ ห้องเด็ก


แต่เมื่อไปถึงห้องเด็ก ทั้งคู่ก็พบว่า...

ประตูห้องเด็กถูกล๊อค

ทั้งที่ก่อนหน้าทั้งคู่แค่ปิดประตูไว้เฉยๆ แต่คราวนี้ประตูล๊อค ทั้งคู่ไม่มีกุญแจไขห้องเด็ก

พี่สาวโมโหสุดขีด เตะประตูดังโครมๆ บอกให้พี่เขยแปะยันต์และตราแผ่นดินไว้ที่ประตูเลย

แต่ ณ จุดนี้ พี่เขยบอกว่าไม่อยากทำแล้ว ตัดสินใจแล้วว่าจะขอคืนบ้าน จึงไม่ได้แปะทั้งยันต์หรือว่าตราแผ่นดิน
ทั้งคู่จึงช่วยกันเก็บข้าวของแทน และติดต่อเจ้าของบ้านเพื่อขอคืนบ้าน ซึ่งเจ้าของบ้านก็ดี ไม่ว่าอะไร ยินดีให้คืนบ้านได้


พี่สาวผมได้ถามเจ้าของว่า ถามตรงๆ ที่บ้านคุณมีผี หรือมีการเล่นไสยศาสตร์หรือไม่

เจ้าของบ้านก็ยืนยันว่าไม่มี ไม่เคยเจอเรื่องแปลก ๆ มาก่อน พี่สาวและพี่เขยเองก็ไม่รู้จักเพื่อนบ้านในละแวกนั้นเลย ดังนั้นเราจึงไม่มีโอกาสได้ทราบความจริงว่า

“อะไร”

ที่ครอบครองบ้านนั้นอยู่ และไม่ต้อนรับทั้งพี่สาวและพี่เขย ให้อยู่ร่วมบ้านด้วย


บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 76  เมื่อ 11 ก.ค. 13, 14:16

พี่สาวกับพี่เขยของคุณประกอบประสาทแข็งมาก   
ถ้าเป็นดิฉันคงย้ายออกเสียตั้งแต่คืนแรกแล้ว


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10576


ความคิดเห็นที่ 77  เมื่อ 11 ก.ค. 13, 14:50

น่าเสียดาย เจอผี แต่ไม่ได้เห็น
บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1275


ความคิดเห็นที่ 78  เมื่อ 11 ก.ค. 13, 16:12

ฮิฮิ พี่สาวกับพี่เขยไม่ได้ประสาทแข็งเท่าไหร่หรอกครับ เพียงแต่ทีแรกไม่ค่อยแน่ใจว่าคิดไปเองหรือเปล่าตะหาก   คืนวันพฤหัสที่สถานการณ์ถึงจุดไคลแมกซ์ เทียนที่จุดไว้กำลังดับ ฝนกำลังตก ผมแจ็คพอตโทรศัพท์ไปหาพอดี กะว่าจะไปหลอกผีเพราะรู้มาว่าวันก่อนหน้ามีอะไรแปลกๆ  แลบลิ้น  แลบลิ้น  แลบลิ้น  กลายเป็นได้ฟังสถานการณ์สดซะงั้น  ยิงฟันยิ้ม  ยิงฟันยิ้ม  ยิงฟันยิ้ม


ปัจจุบันพี่สาวพี่เขยไปอยู่อีกจังหวัดภาคอิสาน หมู่บ้านพักสร้างบนป่าช้าเก่า(อีกแล้ว)  แต่คราวนี้อยู่สบายไม่โดนรังควาญ เพียงแต่บางทีได้ยินเสียงคนพูดคุยบ้างหรือเงาวูบๆวาบๆ นอกบ้านบ้าง  บ้านแถวๆ เดียวกันก็เจอแบบนี้กันจนชินแล้ว แถมตอนนี้มีเครื่องรางของขลังเต็มบ้านไปหมด ห้องพระนี่ยังกะสำนักเข้าทรง
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 79  เมื่อ 11 ก.ค. 13, 18:50

เรื่องนี้ต้องถามคุณ V_Mee   

เรื่องผีในรั้ววัง

   เรื่อง นี้เกิดขึ้นในสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อครั้งที่พระองค์ยังคงประทับอยู่ที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันหนึ่งมีงานบำเพ็ญกุศล เนื่องในวันเกิด จอมพลเจ้าพระยาบดินทร์เดชานุชิต เสนาบดีกระทรวงกลาโหมในสมัยนั้น ซึ่งล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 6 ก็จะต้องไปในงานนี้ด้วย การแต่งพระองค์ในวันนั้นต้องทรงเครื่องยศทหารรักษาวัง เพียงครึ่งยศ เพราะเจ้าพระยาบดินทร์เดชานุชิตเป็นนายทหารพิเศษ ประจำกรมทหารรักษาวัง และยังเป็นงานแบบสโมสรกลางแจ้ง

   งานในวันนี้มีข้าราชบริพาร สมุหราชองครักษ์และราชองครักษ์ เตรียมโดยเสด็จอย่างพรั่งพร้อม เมื่อได้เวลาเสด็จพระราชดำเนิน พระองค์ก็ได้เสด็จขึ้นประทับรถยนต์พระที่นั่ง ณ ทหารเรือ ทหารม้า ทหารราบทั่วไปและตำรวจ จะต้องมายืนรับเสด็จอยู่ริมรถพระที่นั่งตามอย่างราชประเพณีเป็นปกติ และยังมีราชองครักษ์เวรสมทบราชองครักษ์ประจำ ซึ่งมีพันโทพระยาสรชาติโยธี พันตรีหลวงอาจหาญณรงค์ นาวาโทหลวงสวัสดิ์ นาวายุทธ ร้อยเอกหลวงวรภักดิ์ภูบาล และนายพันตำรวจโทหลวงอภิบาลนครเขตต์

  นอกจากพระองค์จะทอดพระเนตรเห็นบุคคลเหล่านี้ทั้งหมดแล้ว ก็ยังทอดพระเนตรเห็น "พันเอกจมื่นฤทธิ์รณจักร" ผู้บังคับกองพันทหารรักษาวังแต่งตัวเต็มยศมายืนอยู่ด้วยในหมู่ราชองครักษ์ โดยสวมหมวกแบบนโปเลียนและมีปลอกคอ ปลอกข้อมือใช้กระบี่แบบไทยหัวเป็นพญานาค พระองค์ทรงตรัสเล่าให้มหาเล็กคนสนิทคือนายรองเล่ห์อาวุธ หรือ "จมื่นมานิตย์นเรศร์" ฟังว่า เมื่อทอดพระเนตรเห็นก็ทรงฉงนพระราชหฤทัยเหมือนกันว่าทำไม "จมื่นฤทธิ์รณจักร" จึงแต่งกายเต็มยศ แต่ก็มิได้ออกพระโอษฐ์กับใคร แม้กระทั่งสมุหราชองครักษ์ทีโดยเสด็จฯ ไปในรถพระที่นั่งนั้นด้วย

   เมื่อเสด็จฯมาถึงงานก็ทรงมีพระราชภาระที่จะต้องพระราชทานน้ำสังข์และทรงเจิม ต้องพระราชทานประคำทองคำกับแหวนนพเก้าเป็นพิเศษตามอย่างโบราณราชประเพณีให้ แก่เจ้าพระยานาหมื่นชั้นแม่ทัพนายกองเป็นของขวัญและยังทรงมีพระราชภาระ ทีจะต้องพระราชทานพระบรมราโชวาทในงานเลี้ยง เมื่อทรงพระราชทานพรและทอดพระเนตรงานมหรสพจนเสร็จงานก็เป็นเวลาเกือบตีสาม จึงเสด็จกลับพระตำหนัก

  กระทั่งถึงตำหนักที่ประทับ ณ วังสวนจิตรลดา ก็จะเสด็จเข้าห้องแต่งพระองค์แต่ก่อนจะถึงห้องแต่งพระองค์ได้เสด็จผ่านห้อง โถง และได้ทอดพระเนตรเห็นพานกะไหล่ทอง ซึ่งบนพานใบนั้นมีธูปกระแจะขนาดใหญ่กับเทียนไส้ใหญ่อย่างละ 1 เล่ม แบบเผาศพ พร้อมด้วยกระทงดอกไม้ตั้งอยู่ และยังมีข้อความเขียนไว้ว่า "ดอกไม้ธูปเทียนของข้าพระพุทธเจ้า จมื่นฤทธิ์รณจักร ขอพระราชทานทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายบังคมลาไปปรโลก"

   สิ่งที่นำมาถวายและข้อความที่เขียนไว้นี้ เป็นแบบอย่างการถวายบังคมทูลลาตายของพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชบริพาร ซึ่งทรงรู้จักคุ้นเคย โดยครอบครัวผู้ตายจะจัดขึ้นทูลเกล้าฯถวาย จากนั้นพระองค์ก็จะโปรดเกล้าฯให้มหาดเล็กรับใช้หรือ มหาดเล็กห้องที่พระบรรทม นำไปจุดบูชาที่หอพระ

   พระบาทสมเด็จพระมงกุฎ เกล้าเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรเห็นดังนั้นนก็ให้ฉงนในพระราช หฤทัยไม่ใช่น้อย จึงโปรดฯให้มหาดเล็กเวรเชิญพระราชกระแสไปสอบถาม เพื่อให้แน่แก่พระทัยที่บ้านจมื่นฤทธิ์รณจักร มหาดเล็กก็กลับมาถวายบังคมทูลพระกรุณาว่า "จมื่นฤทธิ์รณจักรถึงแก่กรรมแล้วเมื่อเช้านี้และในตอนเย็นก็ได้รับพระราชทาน น้ำหลวงอาบศพ ทางครอบครัวได้แต่งตัวศพด้วยเครื่องเต็มยศทั้งชุดของทหารรักษาวัง"

   เมื่อความได้ทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเช่นนั้น พระองค์ทรงเสียพระราชหฤทัย และเสียดายจมื่นฤทธิ์รณจักร เป็นอย่างมาก ถึงกับออกพระโอษฐ์ว่า "จมื่นฤทธิ์รณจักร แกรักฉัน อุตส่าห์นำวิญญาณในเครื่องแบบเต็มยศมาลาฉัน"

   จมื่น ฤทธิ์ รณจักรผู้นี้ เป็นนายทหารที่มีตำแหน่งเป็นถึงผู้บังคับกองพันทหารรักษาวัง และราชองครักษ์ เป็นนายทหารที่ล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 6 ไว้วางพระราชหฤทัย ทรงโปรดปรานสนิทสนมด้วยเป็นอย่างมาก ดังนั้นในงานศพของนายทหารท่านนี้ พระองค์จึงโปรดเกล้าฯพระราชทาน พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อเป็นค่าจัดงานศพตลอดงานนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ ครอบครัวจมื่นฤทธิ์รณจักรสุดคณานับ

   เรื่องนี้จัดเป็นเรื่องที่เชื่อ ถือได้ เพราะผู้เล่าคือจมื่นมานิตย์นเรศร์มหาดเล็กคนสนิทในล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ซึ่งได้เล่าไว้ในรายการรอบเมืองไทยทางวิทยุ ท.ท.ท. ออกอากาศเมื่อหลายสิบปีก่อน

โพสต์เมื่อ 6th December 2012 โดย Watakan
http://ghostwiki.blogspot.com/2012/12/blog-post_6.html
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 80  เมื่อ 11 ก.ค. 13, 18:52

อีกเวอร์ชั่นหนึ่ง

เหตุการณ์ตอนปลายรัชกาล วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ.2468 พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้ากฤษดาภินิหาร กรมหมื่นนเรศวรฤทธิ์ สิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปพระราชทานน้ำสรงพระศพ ขณะนั้นพระเจ้าอยู่หัว ร.6 ประทับอยู่ ณ พระที่นั่งอุดรฯซึ่งมีเฉลียงทั้งบนและล่าง เชื่อมต่อกับพระที่นั่งอัมพรสถาน มีอัฒจันทร์(บันได)หินอ่อน ทอดลงไปที่ถนนสำหรับรถยนต์พระที่นั่งเข้าเทียบ หากมีพระราชประสงค์จะเสด็จขึ้นลง จากตรงนั้นก็ทรงทำได้   แต่ปกติแล้วรถจะเทียบหน้าพระที่นั่งอัมพรสถาน บรรดาราชองครักษ์และมหาดเล็กตามเสด็จ ก็จะไปรอรับเสด็จที่พระที่นั่งอัมพรสถาน

วันนั้นพระเจ้าอยู่หัวเสด็จจากพระที่นั่งอุดรฯ ตรงไปที่พระที่นั่งอัมพรสถานเพื่อจะประทับรถพระที่นั่งจากตรงนั้น ระหว่างเสด็จมาตามลำพังพระองค์เดียว เพราะผู้คนไปรอที่อัฒจันทร์ด้านพระที่นั่งอัมพรกันหมด พอเลี้ยวจากอัฒจันทร์ชั้นบนจะลงมาที่ชั้นล่าง ก็ทอดพระเนตรเห็น นายพันโทจมื่นฤทธิ์รณจักร(กรับ โฆษะโยธิน) ผู้บังคับการทหารรักษาวัง และราชองครักษ์เวร มายืนเฝ้าถวายการเคารพอยู่ริมถนนเชิงอัฒจันทร์

พระเจ้าอยู่หัวเสด็จผ่านไป ทรงรับความเคารพ ด้วยความแปลกพระทัยที่องครักษ์เวรมายืนเฝ้าอยู่ตรงนี้ตามลำพังแทนที่จะไปรอเฝ้าที่หน้าพระที่นั่งอัมพรอย่างที่ควรทำ แต่ก็ทรงนึกว่าหรือราชองครักษ์จะรอเฝ้าเพราะมีเรื่องกราบบังคมทูลเป็นส่วนตัว แต่ท่าทีเขาก็ไม่เห็นจะถวายหนังสือ หรือมีเรื่องกราบบังคมทูล และที่แปลกพระทัยอีกอย่างคือ แทนที่จะแต่งเต็มยศขาวตามหมายกำหนดการ จมื่นฤทธิ์ฯกลับแต่งเต็มยศใหญ่   จะทรงทักว่าแต่งผิดก็เกรงว่า จมื่นฤทธิ์ฯ จะตกใจ จึงเสด็จผ่านไปเฉยๆ

จนกระทั่งเสด็จกลับจากงานพระศพ กลับมาที่พระที่นั่งอุดร ทรงลืมเรื่องของจมื่นฤทธิ์ฯไปแล้ว   ทอดพระเนตรเห็นพานดอกไม้ธูปเทียนกราบถวายบังคมทูลลาตาย วางอยู่    พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรเห็น จึงทรงหยิบหนังสือขึ้นทอดพระเนตร มีข้อความว่า " ดอกไม้ธูปเทียนของข้าพระพุทธเจ้า นายพันโท พระฤทธิรณจักร (กรับ โฆษะโยธิน) ขอพระราชทานกราบบังคมลาถึงแก่กรรม ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ "
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ก็ทรงระลึกได้ทันทีว่าบ่ายนี้ที่จมื่นฤทธิ์ฯ มาเฝ้าในเครื่องแต่งกายเต็มยศใหญ่ ก็คงเป็นเพราะประสงค์ จะมาถวายบังคมลาตายด้วยตัวเอง นั่นเอง

เมื่อความได้ทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเช่นนั้น พระองค์ทรงเสียพระราชหฤทัยและเสียดายจมื่นฤทธิ์รณจักร เป็นอย่างมาก ถึงกับออกพระโอษฐ์ว่า "จมื่นฤทธิ์รณจักร แกรักฉัน อุตส่าห์นำวิญญาณในเครื่องแบบเต็มยศมาลาฉัน"

ปล. เป็นระเบียบของพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ตลอดจนข้าราชสำนักจะต้องมีญาติ พี่น้องทำหนังสือกราบบังคมทูลในนามผู้ตาย ถวายบังคมลาตาย ส่งไปที่กระทรวงวัง  พร้อมดอกไม้ธูปเทียนใส่พานไปด้วยเจ้าหน้าที่กระทรวงวัง จะได้นำพานและหนังสือ ทูลเกล้าฯถวาย เพื่อทราบใต้ฝ่าละอองฯ หลังจากนั้นสำนักพระราชวัง ก็จะจัดน้ำหลวงอาบศพ และเครื่องประกอบเกียรติยศส่งไปให้ผู้ถึงแก่กรรม

ค่ำวันนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยุ่หัว ได้รับสั่งให้มหาดเล็กห้องบรรทม โทรศัพท์ไปเชิญ เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (ม.ร.ว.ปุ้ม มาลากุล) เสนาบดีกระทรวงวังให้มาร่วมโต้ะเสวย และทรงเล่าเรื่องวิญญาณของนายทหารมหาดเล็กที่มาเข้าเฝ้าให้ฟัง เรื่องนี้จึงเป็นที่แพร่กระจายในราชสำนักยุคนั้น

ที่มา 100เรื่องเก่าเล่าสนุก โรมบุนนาค
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 81  เมื่อ 12 ก.ค. 13, 12:19

คุณชายประกอบเทพ หลังจากเรียนจบ   เลิกปลอมตัว     ก็คงจะกลับมาเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยแห่งใดแห่งหนึ่ง  
มีมหาวิทยาลัยหลายแห่งให้เลือกเจอผีได้โดยสะดวก  ตามลิ้งค์ข้างล่างนี้ค่ะ

15 มหาวิทยาลัยผีดุ ในไทย
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 82  เมื่อ 13 ก.ค. 13, 12:29

เรื่องนี้ก็เช่นกัน จะมองเป็นอุปาทาน หรือเป็นเรื่องลึกลับไร้คำอธิบายก็ได้

 จากกรณีไฟไหม้ที่ สภ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี และลุกลามไปทั่วบริเวณชั้นล่าง ซึ่งเป็นห้องเก็บของกลางและห้องควบคุมผู้ต้องหา เป็นเหตุให้ นายเจิด สรงภู่ อายุ 45 ปี ผู้ต้องหาคดีครอบครองอาวุธปืน เสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจเนื่องจากสำลักควันไฟ เหตุเกิดช่วงเวลา 04.00 น.ของวันที่ 7 กรกฎาคม 2556

ต่อมาเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2556 เวลา 13.00 น.ทางญาติผู้เสียชีวิตได้ทำการนิมนต์พระวัดลาดปลาดุกไปที่ สภ.ไทรน้อย เพื่ออันเชิญดวงวิญญาณผู้เสียชีวิตไปด้วยกันที่วัดลาดปลาดุก และเมื่อเวลา 19.30 น.พ.ต.อ.ศุภกร ผิวอ่อน ผกก.สภ.ไทรน้อย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจรวมทั้งหมด 7 นายได้มาเข้าร่วมฟังการสวดพระอภิธรรมศพของ นายเจิด สรงภู่ ที่วัดลาดปลาดุก ในขณะที่ฟังพระสวดเสร็จก็แยกย้ายกันกำลังจะกลับ แล้วครอบครัวกำลังนั่งปรึกษากันว่าต่อไปนี้จะทำยังไงกันดี น้องชายของผู้เสียชีวิตได้หันไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่มาร่วมงานอายุประมาณ 40 ปี มีอาการผิดปกติคือ นั่งร้องไห้อยู่นานแล้วแต่ไม่มีใครสนใจ จนน้องชายของผู้เสียชีวิตเข้าไปถามว่า เป็นอะไร แต่ผู้หญิงที่นั่งร้องไห้ตอบว่า
”กูอยากกลับบ้าน แต่มาไม่ได้มันมืดมองไม่เห็นทาง กูหาทางออกมานานแล้ว กูหาทางออกไม่ได้ กูห่วงลูก กูห่วงลูก”
แล้วหลังจากนั้นลูกสาวของผู้เสียชีวิตก็เรียกญาติพี่น้องและทุกคนมาฟัง รวมถึง พ.ต.อ.ศุภกร ผิวอ่อน ผกก.สภ.ไทรน้อย และเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมฟังอยู่ด้วย ต่อจากนั้นสามีของผู้หญิงที่ถูกนายเจิดเข้าร่างก็เป็นห่วงภรรยาตัวเอง จึงบอกกับพระที่ไปเชิญดวงวิญญาณนายเจิดมาที่วัดว่าให้ช่วยภรรยาผมหน่อย ให้นายเจิดออกจากร่างเมียผมหน่อย ขณะนั้น ภรรยานายเจิดจึงบอกกับนายเจิดว่า ไม่ต้องห่วงอะไรทั้งนั้นไปเถอะ ไปให้สบาย ส่วนน้องชายนายเจิดพูดว่าไม่ต้องห่วงทางนี้นะ แล้วต่อมาลูกสาวนายเจิดบอกนายเจิดว่า พ่อไม่ต้องห่วงนะเดี๋ยวหนูจะดูแลแม่ ดูแลน้องแทนพ่อเอง ไปให้สบายนะ แล้วผู้หญิงคนนั้นอาการค่อยๆล้มหงาย

พ.ต.อ.ศุภกร ผิวอ่อน กล่าวกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตว่า ต่อไปนี้ถ้ามีปัญหาหรือต้องการความช่วยเหลือใดๆ ให้มาปรึกษาเขาได้ตลอดและพร้อมจะช่วยเหลือเกี่ยวกับการขึ้นโรงขึ้นศาล แล้วจะทำเร่งทำสำนวนคดีให้เร็วที่สุด

http://www.naewna.com/local/59590
บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1275


ความคิดเห็นที่ 83  เมื่อ 15 ก.ค. 13, 16:17

อ่านเรื่องวิญญาณผู้ต้องขังคดีจิ๊บจ๊อยที่ต้องเสียชีวิตเพราะไฟไหม้แล้วก็น่าเห็นใจ   วกกลับมาเรื่องผีใน 15 มหาวิทยาลัยที่ท่านอาจารย์เทายกมา หนึ่งในมหาวิทยาลัยนั้นผมเคยไปแวะแอบดูสาวๆ หนุ่มๆ บ่อยๆ ขับ taxi ไปจอดไกลๆ ลับตาหน่อยแล้วเดินตีหน้าเก๊กมาดขรึมไปมาหลอกพวก นศ ให้ยกมือไหว้ให้นึกว่าเป็นอาจารย์ โฮะๆๆ


มหาวิทยาลัยนั้นมีตึกเรียนเก่าอยู่ตึกหนึ่งคณะอะไรไม่บอก ตึกเปลี่ยวมากไม่ค่อยมีคน ผมชอบไปนั่งอึที่ห้องน้ำชั้นสองก่อนกลับบ้านตอนดึกๆ เพราะมันไม่มีคน จะปู้ดป้าดดังขนาดไหนก็ไม่ต้องกลัวใครได้ยิน ไม่เหมือนตามห้องน้ำที่พลุกพล่าน จะปล่อยอะไรทีต้องคอยขมิบ ที่ฉีดก้นก็พร้อมใช้งาน แถมนั่งนานแค่ไหนก็ไม่มีใครต่อคิว ผมเลยพกหนังสือพิมพ์บ้าง นิตยสารบ้างไปนั่งอ่านเวลาทำธุระดึกๆ ประจำ แม้บรรยากาศจะเก่าๆ ทึมๆ หน่อยก็ไม่มีปัญหา


อึที่นี่ประจำนานเป็นปีๆ  แม้บางทีเวลาใช้บริการตอนดึกๆ จะได้ยินเสียงเหมือนมีคนบ้าง หรือเวลาเดินออกมาต้องผ่านระเบียงมืดตึ๊ดตื๋อจะรู้สึกขนลุกวาบๆ เหมือนมีคนมองหรือมีคนเดินตามบ้าง แต่ไม่เคยคิดอะไร  จนตอนหลังถึงมารู้ว่าที่ห้องน้ำนี้มีเสียงเล่าลือกันมานานหลายสิบปีแล้วว่ามันมีผีผู้หญิงอยู่ คนมากมายเคยเห็นผู้หญิงลอยผ่านไปมาจนไปหายตัวไปที่ห้องน้ำนี้นี่แหละ เลยไม่มีใครกล้าเข้าทั้งกลางวันกลางคืน นักศึกษา คณาจารย์ นักการ เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยนี้ ฯลฯ  รู้กิตติศัพท์กันทั้งนั้นยกเว้นผมที่ไม่ใช้ศิษย์เก่าที่นี่เลยไม่รู้เรื่องรู้ราว  ไปอึประจำเพราะชอบไม่ต้องเกรงใจใคร


ทีนี้เลยถึงคราวต้องอัปเปหิตัวเองไปหาส้วมที่มันสงบๆ ไม่พลุกพล่านที่ใหม่ไว้อึแทน  แถมคราวนี้ต้องเช็คประวัติก่อนแล้วว่าปลอดภัยไม่มีตำนานผี   เพราะที่เก่ามันเลยกลายเป็นไม่สะดวกใจซะแล้ว จะว่ากลัวผีก็ไม่ใช่ แต่มันอดหวาดๆ ไม่ได้  กลัวเดี๋ยวมีสิ่งลึกลับแอบมอง ยิ่งมหาวิทยาลัยนี้เป็นหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่าผีดุมากๆ แทบทุกวิทยาเขตอยู่แล้วด้วย
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 84  เมื่อ 23 ก.ค. 13, 10:16

เตือนคุณประกอบว่าอย่าเผลอเดินเก๊กหน้าเป็นอาจารย์อยู่แถวตึกปั้นของวังท่าพระเชียวนา  อาจจะเจอดี

*เรื่องเล่าจากตึกปั้น วังท่าพระ*

มีเรื่องเล่าตกทอดกันมาหลายรุ่น ดิฉันพลอยได้ฟังก็เลยจะถ่ายทอดต่อให้คนนอก "วังท่าพระ"ได้มีโอกาส บรื๋อ..อ.. บ้าง*

วังท่าพระ ที่ว่านี้ เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งมีคณะที่สอนอยู่ 4 คณะ คือ จิตรกรรมฯมัณฑนศิลป์ สถาปัตยกรรมและโบราณคดี ดิฉันจบจิตรกรรมฯ ค่ะ ชื่อเต็มของคณะไม่กล้ายืนยันว่ายาวที่สุดในประเทศไทยหรือเปล่า (ถ้าเพื่อนๆ มีชื่อคณะของมหาวิทยาลัยที่ยาวกว่านี้ก็ช่วยบอกเล่าแบ่งปันกันนะคะ) ชื่อเต็มของคณะคือ คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ (ร่ำๆ ว่าจะเพิ่ม.. และภาพไทย เข้าไปอีก) ความบรื๋อ..ของเรื่องไม่ได้อยู่ที่ชื่อคณะหรอกค่ะ แต่เป็นที่ตึกเรียน

*ตึกเรียนหลักของคณะจิตรกรรมฯ ตั้งอยู่ทั้งสองด้านของอนุสาวรีย์อาจารย์ศิลป*

ถ้าเพื่อนๆ หันหน้าเข้าหาอนุสาวรีย์ ด้านขวาจะเป็นตึกเรียนวิชาทฤษฎีและปฎิบัติการวาดเส้นและศิลปไทย (เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว เดี๋ยวนี้ยังใช้สอนวิชานี้เหมือนเดิมหรือเปล่าไม่รู้ค่ะ) ด้านซ้ายเป็นตึกทำการเรียนการสอนวิชาประติมากรรมหรือเราเรียกกันง่ายๆ ว่าตึกปั้น เจ้าตึกปั้นเนี่ย เป็นอาคารสองชั้นเพดานสูง ชั้นบนเป็นส่วนของรุ่นพี่ ส่วนใหญ่จะเป็นงานถอดพิมพ์และพวกงานโลหะต่างๆ
ชั้นล่างจะเป็นส่วนของรุ่นน้อง ซึ่งเป็นงานปั้นดินเหนียว ชั้นล่างนี่จะแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหน้าเป็นโถงโล่งกว้างเพื่อสะดวกในการวางแป้นปั้น ส่วนด้านในจัดแบ่งเป็นที่เก็บดิน อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องและห้องน้ำ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 85  เมื่อ 23 ก.ค. 13, 10:18

*เด็กจิดกำ (เราชอบเรียกกันอย่างนั้น) ส่วนใหญ่มักจะกินนอนกันที่คณะ*

บางคนสิงสถิตย์อยู่คณะตั้งแต่เข้าเรียนปีหนึ่งจนปีห้า หนักกว่านั้นเรียนจบจนทำงานแล้วก็ยังสิงอยู่จนรุ่นน้องต้องมาเชิญให้ย้ายออกไปซะทีเพราะอยากเข้ามาอยู่มั่ง (เช่นดิฉันเป็นต้น) วันไหนที่มีงานต้องส่งวันรุ่งขึ้น เด็กจิดกำทั้งหลายก็จะออกมาลุยงานกันจนสว่างคาตาเลยก็มี คืนนั้น เราลุยงานที่ตึกปั้นจนค่ำ เพราะพรุ่งนี้ต้องมีส่งงานตอนบ่าย ทำกันไป คุยกันไปจนร่วมเที่ยงคืน "ครืด... โครก..."เสียงกดชักโครกและน้ำวนหมุนลงชักโครกดังแทรกเข้ามา

นิ่ง.... ไม่มีใครสนใจอะไร ยังคงทำงานและคุยเสียงดังกันต่อไป

"ครืด... โครก..." เสียงกดชักโครกและน้ำวนหมุนลงชักโครก ดังขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้มีบางคนทักขึ้น "ใครอยู่ห้องน้ำวะ" เกือบพร้อมกัน ต่างคนต่างมองสำรวจจำนวนเพื่อนเพื่อหาคำตอบว่าใครไปเข้าห้องน้ำ

ครบค่ะ ทุกคนยืนทำงานอยู่ที่แป้นปั้นดินของตัวเองครบ ไม่มีใครแว้บไปห้องน้ำแล้วใครล่ะ กดชักโครกอยู่ครืดๆ

*ผู้กล้าชวนกันเข้าไปดูให้หายสงสัย ไม่มีค่ะ ไม่มีใครสักคน ห้องน้ำก็แห้ง ไม่มีรอยน้ำกระเพื่อมในชักโครกเลย*

จะว่ามีคนนอกตึกเข้ามาใช้ก็เป็นไปไม่ได้แน่ เพราะอย่างที่บอก เราทำงานปั้นกันอยู่ส่วนหน้าของอาคาร ซึ่งติดอยู่กับประตูทางเข้าที่เปิดแง้มอยู่ ถ้ามีใครเข้ามาก็จะต้องเดินผ่านกลุ่มของพวกเรา คืนนั้น ไม่มีใครอยากลุยงานต่อแล้วค่ะ ฝากอนาคตไว้กับพรุ่งนี้เช้า เพราะอาจารย์ตรวจงานตอนบ่ายสามโน่นแน่ะกว่าจะหลับ ก็เลยมีเรื่องบรื๋อ... บรื๋อ... มาเล่ากันยกใหญ่
หนึ่งในเรื่องนั้นก็เป็นเรื่องตึกเรียนอีกนั่นแหละ คราวนี้เป็นเรื่องตึกเรียนวิชาศิลปไทย (ตึกที่ตั้งอยู่ด้านขวาของอนุสาวรีย์
อาจารย์ศิลปนั่นแหละ)

คืนนั้น (อีกแล้ว) รุ่นพี่ 4-5 คน ทำงานจนดึกก็ชวนกันออกไปหาอะไรกินแถวท่าช้าง แต่มีอยู่คนหนึ่งเกิดขยันติดลมหรือขี้เกียจเดินก็ไม่รู้ ก็เลยไม่ได้ไปนั่งทำงานต่ออยู่คนเดียว พี่แกทำงานจนเพลินไม่รู้ว่าเพื่อนออกไปกันนานเท่าไหร่แล้ว จู่ๆ ก็มีเงาคนทาบทับมาบนเฟรมที่เขากำลังเขียนรูปอยู่ เงานั่นนิ่งอยู่พักหนึ่งก็เหมือนวูบชะโงกเข้ามาดู    พี่แกคิดว่าเพื่อนกลับมาจากกินข้าวแล้ว ก็เลยทักออกไป

"เฮ้ย.... กลับมากันแล้วเรอะ มีอะไรกินบ้าง"

เงียบ... พี่แกเหลียวไปดูข้างหลังก็ไม่มีใคร ก็เลยหันกลับมาทำงานต่อไม่ได้คิดอะไร สักพักคราวนี้เพื่อนพี่แกกลับมากันจริงๆ เสียงคุยดังลั่นมาแต่ไกล พอมาถึงพี่แกก็เลยถามว่าเมื่อกี้ใครมาถึงก่อน ทักก็ไม่ตอบ เพื่อนทั้งกลุ่มก็บอกว่าเปล่า เพิ่งเข้ามาพร้อมกันนี่แหละ
บรื๋อ... ค่ะ
แล้วเงาคนที่ทอดมาบนเฟรมงานนั่น ใคร...
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 86  เมื่อ 23 ก.ค. 13, 10:19

ดิฉันจะย้อนอธิบายถึงลักษณะของห้องที่พี่แกนั่งทำงานอีกทีนะคะ ห้องที่ว่า อยู่บนอาคารที่อยู่ด้านขวาของลานอาจารย์ศิลป พูดง่ายๆ ก็อยู่ตรงข้ามตึกปั้นนั่นแหละค่ะ เป็นห้องปฎิบัติงานภาพไทย หน้าห้องเป็นระเบียงทางเดิน กว้างประมาณสองช่วงแขน มีกำแพงสูงประมาณครึ่งอกพ้นจากกำแพงออกไปเป็นอากาศ ค่ะ เป็นอากาศจริงๆ เพราะห้องนี่อยู่ชั้นสอง มองออกไปนอกกำแพงเป็นลานอาจารย์ศิลป และตึกปั้นกับต้นจันทร์ใหญ่ อายุเป็นร้อยมั้ง ไม่มีไฟส่องสว่างจากหน้าประตูห้อง เพราะฉะนั้น ความสว่างที่เกิดขึ้นจะมาจากแสงสว่างในห้องเท่านั้น

ทีนี้กลับไปที่เงาคนอีกที มันเกิดได้ไงเนี่ย ตามหลักวิทยาศาสตร์ที่เราเรียนมาแต่เด็ก

เงาจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อมีวัตถุมาบังแสง หรือวัตถุขวางหน้าแสง ทีนี้พี่แกนั่งหันหลังให้ประตูห้องซึ่งไม่มีแสงจากข้างนอก เงาที่เกิดและทอดทาบมาบนเฟรมแกได้จะต้องมาจากวัตถุหรืออะไรก็ตามที่อยู่ด้านหน้าแกเท่านั้น แต่ตอนนั้น พี่แกนั่งทำงานคนเดียวในห้อง ไม่มีใครยืนขวางไฟด้านหน้าแก ไม่มีใครเลยจริงๆ เรื่องเล่าจบลงแค่นี้ ไม่รู้ว่าพี่แกจัดการยังไงต่อไปกับชีวิต....


*ขอบคุณเรื่องเล่าจาก*
*"คุณน้ำตาล"บล็อคแก๊งดอทคอม*
http://happy.teenee.com/xfile/ghostexp/1525.html
บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1275


ความคิดเห็นที่ 87  เมื่อ 23 ก.ค. 13, 14:25

ฮิฮิ สวัสดีครับท่านอาจารย์  ลงเรือนไปเที่ยวหลายวัน ซื้อของเล่นมาฝากผมบ้างรึเปล่าครับ  ยิงฟันยิ้ม  ยิงฟันยิ้ม  ยิงฟันยิ้ม

ที่วังท่าพระนั่นผมก็เคยไปเก๊กหล่อวางมากเป็นอาจารย์เดินไปเดินมาแถวนั้นเหมือนกัน ไปเข้าห้องน้ำปล่อนระเบิดก็หลายรอบ แต่เป็นแถวตึกคณะโบราณฯ   ไปขอเข้าห้องน้ำเฉยๆ อาศัยว่ามาดดีหล่อเกาหลี คณาจารย์แถวนั้นนึกว่าเป็นอาจารย์คณะอื่นมาจากทับแก้วเลยให้เข้าห้องน้ำอาจารย์ได้  แต่ยังไม่เคยเจออะไรนะครับ  แต่ตอนเดินเข้าไปในตึกคณะเค้า จำได้ว่ามีโครงกระดูกหลายโครงอยู่

ศิลปากรวังท่าพระนี่เดี๋ยวนี้เรียกได้ว่าไม่เคยเงียบ  มีกิจกรรมคนเดินเข้าออกตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านไปกี่โมงก็เห็นมีเด็กหนุ่มๆ สาวๆ นั่งทำกิจกรรมกันเต็มลานไปหมด ถ้าใครยังเจอผีได้นี่ต้องเฮงจริงๆ แต่แถวตึกคณะจิตกรรมหรือประตูด้านสนามหลวงดึกๆ นี่ก็มืดน่ากลัวอยู่ครับ
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 88  เมื่อ 23 ก.ค. 13, 16:04

อยู่ทางนี้เป็นเด็กดี ตั้งใจทำการบ้านในกระทู้ต่างๆ  ครูเรียกก็ตอบได้  หรือเปล่าล่ะคะ   ถ้าไม่ทำก็อดได้ของเล่นค่ะ

เคยเล่าถึงคุณป้า ม.ล.เนื่อง นิลรัตน์ไว้บ้างแล้วในกระทู้เก่าๆ   ท่านเป็นข้าหลวงในพระวิมาดาฯ  อายุยืนถึง 97 ปี เพิ่งล่วงลับไปสัก 2 ปีได้
ท่านเล่าเรื่องเปรตที่เคยเจอนอกบ้านนนทบุรี ที่ท่านย้ายจากบ้านเดิมที่ยมราชไปปลูกอาศัยอยู่    อยู่ที่ถนนกรุงเทพ-นนท์   ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นชานเมือง ไม่ค่อยมีผู้คน    ตอนดิฉันไปเยี่ยมท่านที่บ้าน ท่านยังชี้ให้ดูที่ดินว่างๆข้างบ้านว่าตรงนั้นแหละที่ท่านเห็นเปรต
ท่านเล่าไว้ในหนังสือชีวิตในวัง ว่า

‘ค่ำวันนั้น  เพ็ญกลางเดือน  ๑๕  ค่ำ  แสงจันทร์สว่างไสวกราดไปทั่ว   ข้าพเจ้านั่งดูทีวีอยู่ในห้อง   ละครกำลังสนุก  แสดงเรื่อง ‘นางกีสาโคตมี’  ซึ่งภายหลังสำเร็จพระอรหันต์    ฟังเสียงละครไม่ค่อยรู้เรื่อง  หนวกหูหมาหมู่ใหญ่เห่าหอนวิเวกวังเวงจับใจตลอดเวลา   หอนไม่หยุด  สักครู่  เสียงนายเปาะลูกชายข้าพเจ้าเรียกน้ำเสียงดูตกอกตกใจ  ให้ข้าพเจ้ารีบออกจากห้องมาดูอะไรก็ไม่รู้

ข้าพเจ้าก็ลุกออกไปยังห้องหน้ามุข  เปาะชี้ให้ดู  มองดูออกไปนอกหน้าต่าง  เป็นครั้งแรกที่เห็น  สัญชาตญาณบอกให้รู้ทีเดียวว่าอ้ายภาพสูงใหญ่ดำทะมึนราวกับเอาต้นตาลมาต่อกัน  ๓ –๔ ต้น  สูงเยี่ยมเทียมฟ้านี้  คือร่างของพวกเปรต

พอแน่ใจเช่นนั้น  เหงื่อเย็นออกมาชุ่มตัว   กระซิบบอกเปาะว่า   “นี่คือเปรต  ต้องท่องคาถาไล่มันไป”    แล้วข้าพเจ้าก็เรียกสามีข้าพเจ้ากับพี่หละให้ออกมาช่วยกันดู   ไปเรียกบุตรบุญธรรมคือ   น.ส.นิจมาดู  ต่างคนต่างเห็นกันทั่ว   แต่ไม่รู้จะทำยังไงกัน

ข้าพเจ้ารีบท่องคาถาไล่ผี  ซึ่งเคยจำมาได้จากท่านพระครูประกาศสมาธิคุณท่านสอนให้   ด้วยความกลัวอย่างสุดขีด   ตั้งสติไม่อยู่   ท่องได้หน้าลืมหลัง  กลางขาด  ท่องเท่าใดเปรตไม่ไป

เมื่อไม่ไป  คณะเราก็กลับเข้ามาดูละครต่อ  ดูไปจนละครเลิก  ลุกออกไปดูเปรตยังอยู่  ผมสยายยาวลงมาเกือบถึงหัวเข่า  หน้าตามัวไป  แลหน้าไม่ชัด  แต่ที่ช่วงท้องแห้งไปติดกระดูกเชิงกราน  ซึ่งโกงก็อยู่สองข้าง  ท้องแห้งแป๋เช่นนี้   ต้องแสดงว่าอดอาหารหิวโหย

แล้วเปรตตัวนี้ไม่มีผ้านุ่ง  มองเห็นกระดูกโคนขายาวลงไปจดเท้า   หมาแหนหน้าหอนอยู่เรื่อย  ไม่ยอมหยุด   เดือนหงายมาก  มองเห็นก้อนเมฆลอยผ่านตัวเปรตไปตลอดเวลา  ข้าพเจ้าชักกล้าขึ้นมานิด ๆ   ตะโกนเสียงดังบอกเปรตไปว่า 
 “เธอทำไมถึงยังไม่ไป   มาคอยเอาอะไร”   
ว่าไปนึกขึ้นได้ว่า   เราเอาแต่ไล่  ไล่เขาท่าเดียว   ทำไมเราไม่คิดให้อาหารและเสื้อผ้าเขาบ้าง
“เธอจะเคยเป็นญาติกับฉันหรือไม่ก็ตาม   การที่เธอมาสำแดงตัวให้เห็น    แสดงว่าต้องการความช่วยเหลือ  ฉันจะช่วยเธอตามกำลัง   เธอไม่ต้องลำบากเช่นนี้    เพราะเมื่อเธอเป็นมนุษย์อยู่ไม่เคยทำบุญเสื้อผ้าอาหาร       เป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวมาก    ห่วงกังวลแต่ทรัพย์สมบัติ  มุ่งหน้าแต่สะสมท่าเดียว   ไม่ยอมบริจาค   พระท่านว่าตายแล้วจะต้องไปเกิดเป็นเปรต   ด้วยจิตโลภของตัวเอง" 
“นี่ก็ดึกแล้ว   กลับไปเสียเถอะ   พรุ่งนี้คอยรับส่วนกุศล   จะทำบุญอาหารและเสื้อผ้าส่งไปให้   จะกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้เธอคนเดียว  พรุ่งนี้เพลแล้วคอยรับเอา”

ว่าแล้วเท่านั้น  เปรตค่อย ๆ ยืดตัวยาวออก ๆ บ่ายหัวหายไปทางทิศตะวันตก   ทุกคนโล่งใจ  หายกลัวพากันเข้านอน

รุ่งเช้า นิจรีบตื่นขึ้นมาทำอาหารใส่ปิ่นโตไปถวายพระทั้งคาวหวานและผลไม้   ข้าพเจ้าเตรียมเครื่องข้าวของที่จะไปทอดกฐินที่วิเศษชัยชาญ  จ.อ่างทอง   กองอยู่ในห้องพระ   ก็เลยยืมสบงอย่างดีของเครื่องกฐินมา  ๑  ตัว   รวมไปกับอาหาร    ให้สามีข้าพเจ้าเอาไปถวายพระวัดลานบุญที่จังหวัดนนทบุรี

พอเที่ยง   กะว่าฉันเพลเสร็จแล้ว   ข้าพเจ้าก็อุทิศส่วนกุศลไปให้เปรต  แล้วยังแถมบอกไปกับน้ำกรวดว่า   
“ตุลาคม  ข้าพเจ้าจะไปทอดกฐินที่อ่างทอง  จะอุทิศส่วนกุศลไปให้อีก   แล้วก็ขอบริจาคเสื้อผ้าใช้แล้วของทุกคนในบ้านทั้งของข้าพเจ้าด้วย  เอาไปแจกชาวบ้านที่ยากจน  แถวบ้านข้าพเจ้ามีคนจนเยอะ  ดีใจกันทั่วหน้า”
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 89  เมื่อ 26 ก.ค. 13, 08:49

ท้าวหิรัญูฮู

  ในรัชกาลที่ 5   ร.ศ. 126 ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช   ได้เสด็จประพาสเมืองลพบุรี   ในคืนหนึ่งขณะประทับอยู่ในเมืองนั้น  มีผู้ตามเสด็จท่านหนึ่งได้มีนิมิตฝันเห็นชายหุ่นล่ำสันใหญ่โตมาหา บอกว่าชื่อ "หิรัญพนาสูร" เป็นอสูรชาวป่า มาหาเพื่อจะแจ้งว่า ต่อแต่นี้เขาจะคอยตามเสด็จสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชไม่ว่าจะประทับอยู่ที่ใด เขาจะคอยดูแลและระวังภัยไม่ให้เกิดขึ้นกับพระองค์ท่านได้
  เมื่อทรงทราบ  จึงมีพระราชดำรัสให้จุดเทียน จัดเตรียมอาหารเซ่นสังเวย "หิรัญพนาสูร" ในป่าเมืองลพบุรีทันที   ทุกครั้งจากนั้น ไม่ว่าจะเสด็จฯ ไปที่ไหน ในเวลาค่ำถึงยามเสวย จะมีพระราชดำรัสให้จัดอาหารเซ่นสังเวย "ท้าวหิรัญฮู" ทุกครั้งไป

     ต่อมาเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์   ทรงรำลึกถึง "ท้าวหิรัญฮู"  จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ช่างหลวงมาหล่อรูปท้าวหิรัญฮูด้วยทองสัมฤทธิ์ จากนั้นก็โปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชบริพารจัดเครื่องเซ่นสังเวย และเชิญ "ท้ายหิรัญฮู" เข้าสถิตในรูปหล่อนั้น พระราชนามให้ว่า "ท้าวหิรัญพนาสูร" แต่งองค์ทรงเครื่องสวมชฎาแบบโบราณ มีไม้เท้าเป็นเครื่องประดับยศ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.048 วินาที กับ 19 คำสั่ง