เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 14 15 [16]
  พิมพ์  
อ่าน: 58808 เรื่องผีๆ และสิ่งลึกลับไร้คำอธิบาย
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 225  เมื่อ 19 พ.ค. 21, 15:41

อีกเรื่องเก่าแก่ที่รู้มาตั้งแต่เด็กที่แปลกดี

บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 12457



ความคิดเห็นที่ 226  เมื่อ 22 พ.ค. 21, 10:17

เรื่องลึกลับของคุณโหน่ง

ที่บ้านผมมีงั่ง (ตอนนั้นไม่รู้จักชื่อนี พอเกิดเรื่องแล้วค่อยหาประวัติความเป็นมา) อยู่หนึ่งชิ้น เป็นของโบราณมาตั้งแต่สมัยคุณตาคุณยาย ผมเห็นมาตั้งแต่เกิด วางอยู่รวมกับพระพุทธรูปอื่น ๆ ตอนเด็ก ๆ เห็นแล้วอดคิดไม่ได้ว่า ทำไมพระองค์นี้ถึงได้ขี้ริ้วจัง ถามคุณยาย ท่านก็ไม่ทราบ บอกแต่ว่านึกไม่ออกว่าได้มาจากใครหรือตั้งแต่เมื่อไร (คุณตาตายก่อนผมเกิด)
 
วันหนึ่งนานมาแล้ว  ประมาณปี ๒๕๓๐ กว่า ๆ มีเรื่องร้ายเกิดขึ้นในบ้าน  บ้านหลังนี้เป็นของคุณตาและคุณยายซึ่งผมอยู่อาศัยมาตั้งแต่เกิด  เป็นบ้านไม้สักทองทรงโบราณตั้งอยู่บนเนื้อที่ประมาณ ๑ ไร่ในเขตวงเวียนใหญ่

เรื่องร้ายดังกล่าวเกี่ยวกับการตีรันฟันแทง (ช่วงเวลาที่เกิดเหตุนั้นคุณยายตายไปแล้ว  ส่วนคุณตาตายไปก่อนที่ผมจะเกิดเสียอีก  เหลือแต่ผมกับน้าสาวรวม ๒ คนในบ้านหลังใหญ่  ตอนนั้นเราดัดแปลงตึกแถวหน้าบ้านห้องหนึ่งมาทำเป็นโรงเรียนสอนขับรถยนต์) ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นในบ้านเรามาก่อน  เป็นเรื่องระหว่างคนในบ้าน (ครูสอนขับรถยนต์ที่เราจ้างมา) กับคนนอกบ้าน  เรื่องร้ายนี้เกิดขึ้นกลางดึกซึ่งผมหลับไปแล้วจึงไม่รู้เรื่อง
 
ตื่นเช้าขึ้นมา  ผมเดินผ่านหิ้งพระซึ่งเป็นแบบทำเอง คือเป็นชั้นสามเหลี่ยม ๓ ชั้นเข้ามุม ชั้นล่างสุดอยู่สูงจากพื้นประมาณช่วงสะโพก  ต่ำลงมามีโต๊ะวางเครื่องบูชาเช่นกระถางธูป เชิงเทียน และแก้วใส่น้ำ  หิ้งพระนี้ตั้งอยู่ชั้นบนของบ้าน  และอยู่หน้าห้องนอนของผม

ขณะเดินผ่านเพื่อจะลงบันไดไปชั้นล่าง  ตาผมเหลือบไปเห็นสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในแก้วน้ำบนโต๊ะวางเครื่องบูชา  กล่าวคือ ในแก้วนั้นมีงั่งนั่งจมน้ำอยู่โดยหันหน้าออก  ผมยืนตะลึงและขนลุกซู่กับภาพที่เห็นขึ้นมาทันที  

อย่างที่บอกว่า ปกติงั่งนั่งอยู่รวมกลุ่มกับพระพุทธรูปองค์อื่น ๆ บนหิ้งชั้นสามหรือชั้นล่างสุดซึ่งอยู่สูงขึ้นไปจากโต๊ะวางเครื่องบูชา  งั่งนี้ทำด้วยสัมฤทธิ์  ถ้าจะเกิดการพลัดหล่นลงมาลงแก้วน้ำที่อยู่ต่ำลงไป  แก้วต้องแตกแน่นอนด้วยน้ำหนักของงั่ง  

อย่างไรก็ตาม  ตามรูปการณ์แล้วไม่มีทางเป็นไปได้  ประการแรก งั่งไม่ได้นั่งหมิ่นอยู่ริมหิ้ง  ถ้าจะล้มก็ควรจะล้มลงบนพื้นของหิ้งนั้น  ไม่มีทางหล่นจากหิ้งลงมาได้  ประการที่สอง การที่งั่งทำด้วยสัมฤทธิ์มีน้ำหนัก  จึงเป็นไปได้ยากที่จะล้มได้ง่าย ๆ นอกจากจะมีใครปัด  ซึ่งชั้นบนของบ้านไม่มีใครขึ้นมา  มีผมครอบครองอยู่คนเดียว (น้าสาวนอนชั้นล่าง)  และประการสุดท้าย  ตำแหน่งที่งั่งนั่งก็อยู่คนละด้านกับแก้วน้ำ  กล่าวคืองั่งนั่งอยู่ด้านซ้ายบนหิ้ง  ส่วนแก้วน้ำวางอยู่ด้านขวาบนโต๊ะบูชา

สิ่งที่ผมเห็นในเช้านั้น  เหมือนมีใครจับงั่งมาแล้วค่อย ๆ หย่อนลงแก้วน้ำ  ผมสังเกตเห็นด้วยว่าน้ำในแก้วซึ่งปกติเป็นน้ำฝนตอนนี้มีสีเหลืองใสเหมือนน้ำเก๊กฮวย

ผมลงไปถามคนในบ้าน (น้าสาวกับครูสอนฯ) ก็ไม่มีใครรู้เรื่อง  ทุกคนเดินขึ้นมาดูให้เห็นกับตา  บอกว่าหิ้งพระนี้ผมเป็นคนดูแลแต่ผู้เดียว ไม่มีใครกล้าขึ้นมายุ่งเกี่ยว  แล้วพวกเขาก็เล่าเรื่องร้ายที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนซึ่งผมไม่รู้เรื่องเพราะหลับไปก่อนให้ฟัง มันช่างประจวบเหมาะจริง ๆ  งั่งอยู่บนหิ้งมาเป็นเวลา ๖๐-๗๐ ปีอย่างสงบ  จู่ ๆ ก็เกิดอภินิหารขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับเหตุร้ายที่ไม่เคยเกิดขึ้นในบ้านเรามาก่อน แปลกดี

บัดนี้ ผมก็ยังไม่ทราบความหมายของเรื่องมหัศจรรย์ในคืนนั้น

จากกระทู้ สมบัติเจ้าคุณตา


บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 227  เมื่อ 23 พ.ค. 21, 10:21

เล่าต่อ...

เหตุการณ์นั้นเกิดเมื่อราวกลาง ทศ.ที่ 30  ตอนนั้น อตน. เพิ่งเตาะแตะ  ยังไม่มีข้อมูลให้ค้นหา  ผมก็เลยไม่รู้ว่า สิ่งนั้น (หมายถึง งั่ง) เค้าเรียกว่าอะไร

เวลาผ่านมาถึงต้น ทศ.ที่ 40 ผมจึงสามารถหาข้อมูลจาก อตน. ได้ 

วันนึงผมได้พบกับ คนที่ใช้นามแฝงว่า ‘คนเก่า’  ผมเล่าเรื่องให้ฟังและแนบรูปให้ดู  ก็ได้ความเพิ่มเติมว่า  สิ่งดังกล่าวเรียกว่า งั่ง  เป็นเครื่องรางทางไสยศาสตร์  เพราะฉะนั้นห้ามวางร่วมกับพระพุทธรูป  แต่ที่ผ่านมา งั่ง นั่งเด่นร่วมกับพระพุทธรูปมาตั้งแต่ก่อนผมเกิดเสียอีก  แสดงว่าคุณตาคุณยายไม่รู้เรื่องพวกนี้เลย  แต่ก็ไม่เห็นใครเอ่ยเรื่องงั่งสำแดงฤทธิ์อะไรให้ฟัง  จนกระทั่งถึงวันนั้น

เวลาผ่านไปอีก 1 เพลิน  ผมก็ได้พบกับผู้มีความรู้อีกท่าน  เธอใช้นามแฝงว่า ‘ตาที่สาม’  ผมเล่าเรื่องเดิมพร้อมแนบรูปให้ดู  คุณตาที่สามตอบกลับมาพร้อมเบอร์โทรให้ผมโทร. ไปคุย  เป็นเบอร์มือถือ

เนื่องจากผมไม่มีมือถือ  ก็ไปหน้าด้านขอยืมเพื่อนมาโทร.  ในช่วงเวลาดังกล่าวมือถือกำลังพัฒนา  สัญญาณไม่ค่อยดีเสียงขาด ๆ หาย ๆ

คุณตาที่สามรับสาย  เสียงที่ได้ยินเอะอะจอแจมาก  ฟังไม่ค่อยออก  เธอบอกว่าเปิดร้านขายพระอยู่ที่สวนจัตุจักร

พอได้คุยกัน  เธอก็เอ่ยก่อนว่าผมที่ความสามารถพิเศษและเสริมว่า  ต่อไปธรรมะจะเข้ามาจัดสรร  ผมจะต้องเลือกเอาว่าจะไปทางไหน

ผมฟังแล้วก็งง  มันไม่ใช่เรื่องที่ผมหวังจะได้ยิน  ธรรม้งธรรมะอะไรกัน  ไม่รู้จัก

จากนั้นคุณตาที่สามบอกว่าให้ผม ‘project’ รูป งั่ง ให้ดูหน่อย

เธอใช้คำว่า project นี่แสดงว่าคุณตาที่สามไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา

ผมสามารถ project ภาพได้  ก็ทำให้ดู (ทางมือถือ)

สักพัก คุณตาที่สามก็พึมพำว่า ‘เห็นแล้ว’  เดี๋ยวจะขอคุยซักหน่อย
 
ผมฟังอยู่ทางปลายสาย  รู้สึกตื่นเต้นสุดขีด
 
แผล็บเดียว  ก็ได้ยินเสียงเธอพูด ‘มาแล้ว  หน้าถมึงทึงมาเชียว’

ฟังแค่นี้ผมก็ใจหาย (ชห.แล้ว) ทำเค้าโกรธรึเปล่าเนี่ย  หาเหาซะละกู

ผมก็พยายามเงี่ยหูฟัง  ว่าปลายสายฝั่งโน้นคุยอะไรกันบ้าง เสียงเอะอะจอแจเป็นอุปสรรคที่ฟังอะไรไม่ได้ศัพท์เลย  อีกทั้งคุณตาที่สามก็ไม่ได้เอามือถือจ่อไว้ที่ปาก

อีก 1 แป๊บ  เธอก็กลับมาคุยกับผม  เธอบอกว่า

สิ่งที่อยู่ในงั่งเป็นพรานป่า (ที่หน้าถมึงทึง เพราะเป็นหน้าปกติของพรานป่าฆ่าสัตว์)  มีชื่อว่า ....  เธอบอกว่าเพราะฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเลยต้องรับกรรม คนที่ได้เค้าไปถ้าเป็นคนดี  เค้าจะเสริม  ถ้าเป็นคนชั่ว  เค้าก็จะเสริมเช่นกัน

เท่าที่นึกออก  ข้อมูลมีเท่านี้  แต่ก่อนจะไปเค้าฝากบอกผมว่า  ถ้ากินฝรั่งเมื่อไรให้นึกถึงเค้าด้วยเพราะเค้าชอบฝรั่ง  ส่วนสีชอบสีแดง

ผมฟังแล้วอ้าปากค้าง  ผมชอบกินฝรั่งที่สุด  ส่วนสีก็สีแดงเป็นสีประจำตัว  จะถูกจะแพงเอาแดงเข้าว่า  ทำนองนั้น
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 12457



ความคิดเห็นที่ 228  เมื่อ 06 มิ.ย. 21, 10:08

เรื่องลึกลับของคุณโหน่ง (๒)

มีครั้งหนึ่งผมไปเที่ยวอียิปต์  ระหว่างที่เดินเที่ยวอยู่ที่ปิรามิดขั้นบันไดที่เมือง Sakkara ผมเก็บหิน alabaster ก้อนเล็ก ๆ กลับมาบ้านเป็นที่ระลึก  ผมได้ยินคำเตือนมานักต่อนักว่าไปเที่ยวสถานที่ประวัติศาสตร์แบบนี้อย่ามือบอนเก็บไอ้นู่นไอ้นี่กลับมาบ้านเดี๋ยวจะเกิดเรื่อง  ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อ  แต่ผมอยากลองดู



หลังจากกลับมาบ้านเรียบร้อย  ผมก็เริ่มทดสอบ  

ปกติผมจะนั่งสมาธิเป็นประจำอยู่แล้ว  เป็นการนั่งแบบไม่มีครูสอนจึงไม่รู้ว่าหลักการเป็นอย่างไร  ในเวลานั้นผมยังไม่รู้จัก ‘อานาปานสติ’  การนั่งสมาธิของผมจึงเป็นการนั่งไปเรื่อย ๆ  คิดเรื่อยเปื่อยบ้างไม่คิดบ้าง  จนถึงจุดหนึ่งสมองคงล้ามันก็เลิกคิดแล้วก็นิ่งเงียบ  ต่อจากนั้นผมจะรู้สึกเคลิ้ม ๆ เหมือนกับจะหลับแต่ยังไม่หลับ  มันครึ่ง ๆ กลาง ๆ ตอนนี้แหละผมจะเห็นอะไรต่อมิอะไรมากมายล้วนจับต้นชนปลายไม่ถูก  ที่บ่อยที่สุดคือไปอยู่ในสถานที่แปลก ๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน  หรือเห็นผู้คนมากมายซึ่งก็ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเช่นกัน
  
ตอนแรกผมนึกว่าสมองเริ่มต้นคิดใหม่เกิดเป็นภาพ  แต่จากนิมิตผู้คนที่ผมเห็นนั้นช่วยยืนยันว่าผมไม่น่าจะคิดเอง  เป็นต้นว่า  ผมเห็นผู้คนมากมายเดินไปมาแล้วจู่ ๆ ก็มีคน ๆ หนึ่งหยุดกลางคันแล้วหันมามองผมจากนั้นก็เดินเข้ามาหาแล้วจ้องหน้าผมแบบสำรวจตรวจตราแต่ไม่ได้พูดว่าอะไรก่อนจะเดินจากไป  หรือบางทีก็เห็นคนเดินตรงมาแล้วยื่นจานใส่อาหารให้แบบเงียบ ๆ ก่อนจะเดินจากไป  แล้วก็มีอีกครั้งหนึ่งที่ขณะนั่งสมาธิอยู่ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งในชุดไทยสีเขียวไพลเดินมาถึงก็ทรุดตัวลงนั่งพับเพียบต่อหน้าแล้วก้มหน้ามองพื้น  ไม่พูดไม่จา ฯลฯ

สำหรับการนั่งในครั้งนี้เป็นการนั่งแบบมีจุดประสงค์  พอมีจุดประสงค์ผมก็ไม่มั่นใจว่านั่ง ๆ ไปแล้วสมองจะเล่นกลกับผมรึเปล่า  แต่ผมก็ลองดู  ผมนั่งขัดสมาธิ  มือข้างหนึ่งกำหิน alabaster ไว้

พอถึงจุดที่สมองเริ่มเบื่อกับการคิดฟุ้งซ่านแล้วมันก็เลิกคิดอย่างที่เกิดขึ้นทุกที  ผมก็เริ่มง่วง  แล้วผมก็พบว่าตัวเองไปอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง  จะเป็นที่ไหนไม่ได้นอกจากที่อียิปต์โบราณ  ผมมองไปรอบ ๆ เห็นชาวบ้านกำลังทำงานประจำวัน  บางคนตำหญ้าบางอย่างในครกขนาดใหญ่  บางคนให้อาหารเป็ดไก่  มีเด็ก ๆ วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน อากาศร้อนและแห้งแล้ง

ระยะเวลาที่เห็นเพียงแค่ ๒-๓ อึดใจแล้วผมก็กลับมาสู่ปัจจุบัน

ผมลองอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น  คราวนี้มีชาวอียิปต์แต่งตัวเหมือนคนงานเดินมาหาผม  เขาดึงผมให้ลุกขึ้นแล้วเดินนำหน้าไปยังกลุ่มคนงานที่เดินอยู่ข้างหน้า  ผมเดินปะปนไปกับกลุ่มคนเหล่านั้น  ตามพวกเขาไปเรื่อย ๆ  จนในที่สุดก็ถึงปากทางเข้าปิรามิด  ชายคนที่พาผมมาแต่ต้นหันมาบอกว่าจะพาไปดูของดี ๆ ข้างในกัน  เขาไม่ได้พูดภาษาไทยแต่ผมกลับเข้าใจเป็นอย่างดี  แต่อนิจจาพอเดินเข้าไปภายในปิรามิดผมก็กลับมาสู่ปัจจุบัน  รวมระยะเวลาที่เห็นประมาณ ๒-๓ อึดใจเช่นกัน

ผมไม่มีบทสรุปสำหรับการทดลองนี้ว่าผมถอดจิตออกไปจริงหรือว่าสมองเล่นกล  อย่างไรก็ตาม  ทดลองได้เพียง ๒ ครั้งผมก็เลิก

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งที่ ๓ นี้ไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างนั่งสมาธิแต่เกิดในความฝันในตอนกลางคืน  ผมฝันว่าอยู่ในดินแดนอียิปต์โบราณ  ในขณะนั้นเกิดแผ่นดินไหวส่งเสียงระเบิดดังกัมปนาทเกิดความโกลาหลไปทั่ว  ผมเองก็วิ่งหนีตายหัวซุกหัวซุน  ตอนตกใจตื่นหัวใจยังเต้นแรงอยู่เลย

หลังจากคราวนั้นผมกับหินก็เลิกคบหากัน  แต่ผมไม่ได้ทิ้งขว้าง  เอาเขามาแล้วต้องรับผิดชอบ  ผมก็เก็บเอาไว้ในลิ้นชัก  แล้วทำลืม

ผมคิดว่าถ้าหินยังแสดงอภินิหารอีกก็คงต้องเอาไปไว้ที่วัด  แบบที่ชาวบ้านทำกัน  แต่หลังจากคืนนั้นหินก็ไม่ได้มามีบทบาทอะไรอีก

วันเวลาผ่านไป  ซึ่งระหว่างนั้น  ตรงตามที่ ‘คุณตาที่สาม’ เคยบอกไว้  ธรรมะเข้ามาจัดสรร  จาก ‘ลูกเทวทัต’ ผมก็กลายมาเป็น ‘ลูกพระพุทธเจ้า’  และวันหนึ่งผมก็ได้พบกับพระสุปฏิปันโน
 
เอาแบบย่นย่อ  ผมเล่าเรื่องหินที่ว่าให้ฟัง  พระท่านขอดูหิน  ท่านกำหินแล้วหลับตา  แป๊บนึงก็ลืมตาแล้วยิ้ม

ผมถามว่า  หินมีตัวมั้ย  ท่านบอกว่า มี

แสดงว่าการที่ผมลองดีในช่วงนั้น  ผมเจอของจริง  ไม่ใช่ฟุ้งซ่าน

ผมถามว่า เค้าเป็นใคร

ท่านบอกว่า เค้าไม่บอก  แต่ตอนนี้เค้าสงบเพราะโยมสวดมนต์ให้เค้าฟังทุกวัน

เป็นไงล่ะ  ศาสนาพุทธของเรา ...

จากกระทู้ สมบัติเจ้าคุณตา
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 33340

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 229  เมื่อ 22 ส.ค. 21, 09:53

บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 14 15 [16]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.035 วินาที กับ 19 คำสั่ง