เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 41 42 [43] 44 45 ... 85
  พิมพ์  
อ่าน: 101442 sLOVEnia Croatia Album
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 630  เมื่อ 16 ต.ค. 13, 09:35

          ผนังชั้นล่างริมทางเดินมีรูปสลัก St. Anthony อยู่ใต้โค้งระหว่างเสา


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 631  เมื่อ 16 ต.ค. 13, 09:39

ส่วนมุมล่างขวาปรากฏรูปสลักเจ้าของบ้านผู้นอบน้อมถ่อมตนแอบเอื้อมมือมาขอแตะ
ไม้เท้าท่านนักบุญ


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 632  เมื่อ 16 ต.ค. 13, 10:02

       Saint Anthony Abbot - ca. 261-356 - นักบุญแอนโทนี (หรืออันตน) อธิการ

             ท่านคือชายหนุ่มชาวอียิปต์ผู้ตั้งใจจะเดินตามรอยพระเยซู ท่านจึงมอบและขาย
ทรัพย์สมบัติแล้วนำเงินไปให้คนยากไร้ ก่อนที่จะออกเดินทางไปในทะเลทรายโดยยึดถือคติ
ความสันโดษและยากจนเป็นหลักในการขัดเกลาตนเอง ท่านเป็นผู้นำของนักพรตในศาสนา
คริสต์และเป็นต้นแบบนักพรตแคธอลิกในยุโรปในเวลาต่อมา
             รูปของท่านมักปรากฏสิ่งของบางอย่างติดมือ ในรูปสลักนี้คือ กระดิ่งที่บ้างกล่าวว่า
ท่านใช้สั่นเรียกหมู สื่อความหมายว่าท่านปกป้องหมูและสัตว์อื่นๆ แต่บ้างก็ว่าสื่อถึงพลังอำนาจ
ของท่านในการขับไล่ปีศาจที่มาคุกคาม ส่วนไม้เท้านั้น คือสัญญลักษณ์ของคณะนิกายในอียิปต์
ทั้งยังเป็นเครื่องหมายถึงการเดินทางในทะเลทรายและการเดินออกจากทางโลกสู่ทางธรรม

The Torment of Saint Anthony โดย Michelangelo

ภาพวาดที่เป็นที่รู้จักภาพแรกสุดของ Michelangelo


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10846


ความคิดเห็นที่ 633  เมื่อ 16 ต.ค. 13, 10:50

อยากดูหน้าชาวบ้าน เห็นแล้วเหมือนอาแป๊ะกำลังทำท่าจะฉกชิงวิ่งราวฝรั่งเลยนะครับ


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 634  เมื่อ 16 ต.ค. 13, 14:11

อยากดูหน้าชาวบ้าน เห็นแล้วเหมือนอาแป๊ะกำลังทำท่าจะฉกชิงวิ่งราวฝรั่งเลยนะครับ
ยิ้ม 'อาแป๊ะขโมยซีน' ครับ
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 635  เมื่อ 21 ต.ค. 13, 09:51

             ก่อนจะเดินออกจากวังไปยังสถานที่ใกล้เคียง ย้อนกลับมามองกำแพง
และประตูวังที่ไม่มีเวลาพอจะเดินดูได้โดยรอบ (ต้องอาศัยเน็ทช่วยเช่นเคย)    

           วังซึ่งมีพื้นที่ยาวกว่า 2 เท่าและกว้างกว่า 1 สนามฟุตบอลนี้ พื้นที่พื้นฐาน
เป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมู ด้านใต้(ชายทะเล)ของวังมีความยาว 157.5 ม. เป็นระเบียง
และมีประตูวังขนาดเล็ก ในขณะที่ด้านตะวันออกกับตะวันตกซึ่งยาวประมาณ 190 ม.
และด้านเหนือซึ่งยาว 150.9 ม. มีประตูขนาดใหญ่
             กำแพงสูงราว 17 ม. หนา 2 ม. โอบล้อมวังซึ่งมีผังเหมือนกับค่ายทหาร
โรมัน พร้อมด้วยหอคอยสี่เหลี่ยมสี่มุม และระหว่างสี่มุมกับประตู นอกจากนี้ยังมีหอ
คอยแปดเหลี่ยมประกบสองข้างประตูทั้งสามด้านที่เปิดติดต่อกับแผ่นดินด้วย ส่วน
กำแพงด้านใต้ที่ในอดีตเป็นส่วนติดชายทะเลถูกคลื่นซัดสาดและอยู่ในส่วนราชฐาน
จึงไม่ใช่ที่ทางหลัก(สำหรับคนทั่วไป)ใช้เข้าออกเมือง  


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 636  เมื่อ 21 ต.ค. 13, 09:56

          ตัวกำแพงป้องวังสร้างด้วยหินก่อสร้างรูปสี่เหลี่ยม (ashlar blocks) ก่อเรียง
แล้วยึดโดยเหล็กคีบ รูปแบบกำแพงไม่ได้มีลักษณะเป็นปราการเชิงเทินหากแต่เป็นกำแพง
สูงและมีช่องยิงธนูพร้อมป้อมแข็งแกร่ง ยากที่ศัตรูจะทลายกำแพงหนา 6 ฟุตเข้ามาได้
ต่อมาพวกเวนิสยังได้สร้างเสริมเติมสิ่งกีดขวาง (barricade) รูปดาวเพื่อป้องกันการรุกราน
จากพวกเตอร์คในช่วงศตวรรษที่ 16 - 17
        สมัยที่องค์จักรพรรดิประทับอยู่ภายในวังมีผู้อาศัยรวมทั้งกองทัพด้วยเป็นจำนวน 10,000 ชีวิต
ส่วนในปี 1955 เขตวังมีอาคาร 540 หลัง ประมาณครึ่งหนึ่งเป็นที่อาศัยของประชากรราว 3200 คน   
     
         รูปร่างโดยสถาปนิกชาวสก็อต Robert Adam เมื่อครั้งทัวร์ยุโรปในช่วงครึ่งหลัง
ศตวรรษที่ 18 แสดงให้เห็นสิ่งกีดขวางรูปดาวจากสมัยเวนิสที่นายพลฝรั่งเศสสั่งให้รื้อลง
ในเวลาต่อมาเมื่อสปลิทตกเป็นของจักรวรรดินโปเลียน เขตท่าเรือได้ถูกสร้างขึ้นในปี 1492
เมื่อชาวยิวซึ่งถูกขับไล่ออกจากสเปนได้อพยพมาตั้งรกรากที่นี่แล้วดำเนินกิจการจนทำให้
สปลิทกลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจพาณิชย์แห่งแดลเมเชีย


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 637  เมื่อ 21 ต.ค. 13, 10:04

           กำแพงส่วนใหญ่ยังคงสภาพสมบูรณ์ มีบางส่วนที่ถูกทำลายลง เมื่อเมือง
ขยายตัวออกไปทางตะวันตก กำแพงทางด้านนี้จึงถูกรื้อถอนเพื่อเปิดทางสะดวก
สำหรับการผ่านเข้าออก
            ปัจจุบันภายในกำแพงวังยังมีผุ้คนอาศัยอยู่เกือบพันครอบครัว บางรายอาศัย
"อยู่ในกำแพง" จริงๆ นั่นคือในกำแพงบางส่วนที่หนาและมีช่องว่างเป็นห้องอาศัยได้

ภาพแสดงหินที่ยื่นออกมาคล้ายบันไดคือส่วนของกำแพงที่ยังเหลืออยู่


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 638  เมื่อ 21 ต.ค. 13, 10:12

           ประตูทางเข้าวังทั้งสี่ที่นำไปสู่ถนนสองสายตัดกันเหมือนกับค่ายโรมัน
มีชื่อตามโลหะว่า  Iron, Silver, Brass และ  Gold
          การตั้งชื่อประตูเป็นโลหะนี้มีบันทึกไว้ในปี 1553 ตามความนิยมในยุคเรเนซอง
ที่จะยกย่องของเก่าให้มีคุณค่า(เป็นเงิน เป็นทอง)และจัดสิ่งของให้เข้าเป็นชุด(โลหะ)

              ประตูทองเหลือง (The Brass บ้างแปลว่า Bronze Gate)
ทางด้านทิศใต้ชายทะเลที่ได้เดินผ่านเพื่อเข้าไปในใต้ถุนวังมาแล้ว


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 639  เมื่อ 21 ต.ค. 13, 10:16

           เป็นประตูสร้างอย่างเรียบง่ายเพื่อใช้งานสำหรับรับสิ่งของขนส่งทางเรือ
เข้าสู่(ใต้ถุน)วัง มีขนาดย่อมกว่าและปราศจากการตกแต่งประดับประดาเช่นประตูทิศอื่นๆ 
อีกชื่อหนึ่งของประตูนี้คือประตูนิรภัย(safety gate) เพราะใช้เป็นประตูหนีภัยออกไป
ทะเลได้   


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 640  เมื่อ 21 ต.ค. 13, 10:20

           เมื่อมองจากด้านนอกกำแพงของวังด้านชายฝั่งทะเล แลเห็นส่วนของกำแพง
ที่เหนือชั้นใต้ถุนเรียงรายด้วยเสาหลายสิบต้นขนาบช่องเปิดโค้งบนรับลมชมทะเลที่
ในช่วงยุคกลางเมื่อวังกลายเป็นเวียงช่องเปิดนี้ได้ถูกปิดเป็นกำแพงเจาะหน้าต่างขนาดเล็ก
ต่อมาในศตวรรษที่ 19 ร้านรวงออกแบบโดยสถาปนิกเยอรมันก็ผุดขึ้นที่บริเวณตีนกำแพง
อีกทั้งยังมีอาคารสูงถูกสร้างขึ้นติดและหลังกำแพง


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 641  เมื่อ 21 ต.ค. 13, 10:27

          อีกมุมมองหนึ่งบนทางเลียบชายฝั่งย้อนกลับทิศกับภาพข้างบน


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30551

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 642  เมื่อ 21 ต.ค. 13, 10:47

ยังคงเดินตามคุณ SILA ทุกก้าวอยู่ค่ะ


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 643  เมื่อ 22 ต.ค. 13, 09:47

^ เดินกันต่อไปอีกไกลกว่าจะสุดทาง ครับ

               ประตูทอง (The Golden Gate) ด้านทิศเหนือ

      


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 644  เมื่อ 22 ต.ค. 13, 09:52

          ประตูที่งดงามสำคัญสมคำเรียกขาน คือทวาราที่จักรพรรดิทรงใช้เป็นทางผ่าน
เมื่อแรกเสด็จมายังวังในวันที่ 1 มิถุนายน ปี 305 นอกจากนี้เหล่าอาคันตุกะจาก
ซาโลนา เมืองหลวงโรมันแห่งแดลเมเชียต่างก็เดินเข้าสู่วังด้วยประตูรูปสี่เหลี่ยมนี้
ที่เคยมีรูปสลัก"จตุราธิบดี"(ผู้ปกครองทั้งสี่) ประดับอยู่   
           ส่วนบนประตูเป็นคานรับโค้งครึ่งวงกลม สองข้างขนาบด้วยช่องเว้าสำหรับ
วางรูปสลักประดับ เหนือขึ้นไปอีกยังมีแถวช่องเว้ารับโค้งขนาดย่อมกว่ารายเรียง
ส่วนหอคอยแปดเหลี่ยมขนาบประตูสองข้างไม่เหลืออยู่แล้ว
           ประตูทองนี้มีสองชั้น - นอกและใน พื้นที่ขนาด 9 x 9 เมตรระหว่างสองประตูนี้
คือกับดัก Propugnaculum กักคนที่บุกรุกเข้ามา เหนือประตูมีโบสถ์น้อยเก่าแก่สมัย
ศตวรรษที่ 5 - Chapel of St. Martin ท่านคือนักบุญผู้พิทักษ์เหล่าทหาร


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 41 42 [43] 44 45 ... 85
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.041 วินาที กับ 19 คำสั่ง