เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 80 81 [82] 83 84 85
  พิมพ์  
อ่าน: 105093 sLOVEnia Croatia Album
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6215


ความคิดเห็นที่ 1215  เมื่อ 18 เม.ย. 14, 09:33

         อารามมีขนาดใหญ่ระดับหนึ่งในอาคารกอธิคที่ใหญ่ที่สุดในแถบชายฝั่งทะเลเอดริแอติค
ตะวันออก รูปแบบอาคารเรียบง่าย เมื่อแรกสร้างส่วนของอารามนั้นเป็นส่วนของกำแพงเมืองทำให้
ภูมิสถาปัตยกรรมของอารามดูไม่ค่อยโดนใจ ในที่สุดจึงได้มีการสร้างกำแพงโอบล้อมอาราม
         ผนังกำแพงสูงของอารามปราศจากการตกแต่ง ทางเข้าเป็นแบบโรมาเนสค์ที่ถูกเสริมเติม
ด้วยบันไดครึ่งวงกลมโดย  Bonino แห่ง Milan และแต่งเติมทางเข้านี้ด้วยโค้งกอธิคยอดแหลม
งดงามในปี 1419 ในขณะที่บันไดสูงสง่างามโอบกำแพงหินสี่เหลี่ยมนี้ช่วยแก้ปัญหาเนื่องจากที่ตั้ง
ของโบสถ์อยู่บนเนินสูงกว่าถนน


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6215


ความคิดเห็นที่ 1216  เมื่อ 18 เม.ย. 14, 09:34

          เหนือประตูใต้โค้งครึ่งพระจันทร์เป็นรูปปั้นสลักท่านนักบุญดอมินิก


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6215


ความคิดเห็นที่ 1217  เมื่อ 18 เม.ย. 14, 09:36

        อีกด้าน(ข้าง) ก็แก้ปัญหาเดียวกันนี้ด้วยบันไดไต่ระดับสูง พร้อมราวบันไดแบบกอธิค


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6215


ความคิดเห็นที่ 1218  เมื่อ 18 เม.ย. 14, 09:42

          ช่องว่างระหว่างตับลูกกรงถูกต่อเติมช่วงล่างเพื่อปิดบังสายตาผู้คนด้านล่างที่อาจจะจ้อง, มอง
ขึ้นมาดู, มาเห็นข้อเท้าของผู้หญิงที่เดินขึ้นลง ในสมัยก่อนนั้น(หาในกูเกิ้ลแล้วข้อมูล,ความเห็นที่ปรากฏ
ไม่กี่แห่ง มุ่งไปที่ยุคสมัยวิคทอเรีย) แค่ข้อเท้าของหญิงสาวก็ถือว่าเป็นสิ่งยั่วยวนใจชายหนุ่มให้ปั่นป่วนได้
 
           เมื่อขึ้นไปถึงส่วนบนจะพบโบสถ์ St Sebastian ทางขวามือก่อนถึงทางเข้าในส่วนลึกเข้าไปข้างใน     


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6215


ความคิดเห็นที่ 1219  เมื่อ 21 เม.ย. 14, 09:55

          ระเบียงทางเดินรอบลานด้านในอารามสร้างขึ้นในช่วงปี 1456 และ 1483 ผลงานสร้าง
ของช่างท้องถิ่นตามแบบร่างโดยสถาปนิกจากฟลอเรนซ์ - Massa(Maso) di Bartolomeo
         ช่องเปิดใต้โค้งเป็นแบบ trifora  ลวดลายหัวเสาสลักเหมือนๆ กัน ไม่หลากหลายรูปแบบ
เช่นที่อารามฟรานซิสกัน ระเบียงสไตล์กอธิค - เรเนซองนี้งดงามเป็นพิเศษท่ามกลางความเงียบสงบ


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6215


ความคิดเห็นที่ 1220  เมื่อ 21 เม.ย. 14, 09:57

            บ่อน้ำกลางลานพร้อมซุ้มหรูสำหรับติดตั้งรอกชักตักน้ำ
            ช่วงเวลาที่กองทัพนโปเลียนยึดเมือง อารามถูกใช้เป็นที่พักของทหารและส่วนระเบียง
เป็นคอกม้า        


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6215


ความคิดเห็นที่ 1221  เมื่อ 21 เม.ย. 14, 09:58

           โถงใหญ่ภายในจุผู้มีศรัทธาได้มากมายสมกับที่เป็นหนึ่งในอาคารกอธิคที่ใหญ่ที่สุด
ในชายฝั่งเอดริแอติคตะวันออก มุขโค้งด้านสกัด(Apse มุขครึ่งวงกลมหรือหลายเหลี่ยมตั้งอยู่
ทางด้านตะวันออกสุดของสิ่งก่อสร้างที่ภายในเป็นที่ตั้งของแท่นบูชาเอก) เป็นรูปห้าเหลี่ยม


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6215


ความคิดเห็นที่ 1222  เมื่อ 21 เม.ย. 14, 09:59

           แยกจากบริเวณส่วนกลงด้วยช่องเปิดยอดโค้งปลายแหลมแบบกอธิคสามช่อง   


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6215


ความคิดเห็นที่ 1223  เมื่อ 21 เม.ย. 14, 10:00

           แท่นข้างยื่นออกจากผนังแทนที่จะฝังอยู่ในช่องเว้า หรืออยู่ในโบสถ์น้อย แท่นเทศน์เคียง
ข้างด้วยลำโพงขยายเสียง


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6215


ความคิดเห็นที่ 1224  เมื่อ 21 เม.ย. 14, 10:02

           กางเขนหลักกั้นแบ่งเขตศักดิ์สิทธิ์และแถวที่นั่ง ภาพตรึงกางเขนจากศตวรรษที่ 14 นี้
เป็นผลงานที่ได้รับอิทธิพลจากแนวไบซันทีนโดยศิลปินเอกจากเวนิส Paolo Veneziano สร้าง
ขึ้นหลังจากเหตุการณ์กาฬโรคระบาดเมื่อปี 1394


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6215


ความคิดเห็นที่ 1225  เมื่อ 22 เม.ย. 14, 10:13

           อีกงานวาดชิ้นสำคัญของอารามแห่งนี้คือ ภาพบูชา St Magdalene ผลงานของ
จิตรกรเอก Titian ในปี 1550 (ผลงานสำคัญของ Titian ที่เพิ่งได้ชมผ่านตาไปคือรูป
พระแม่มารียกขึ้นสวรรค์ในอาสนวิหาร)

          งานบูรณะรักษาภาพเริ่มขึ้นในปี 2001 หลังจากการค้นคว้าและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
ก่อนหน้านั้นได้เคยมีการบูรณะภาพนี้โดยสมบูรณ์มาแล้วเมื่อกว่า 150 ปีที่เวนิส

          บุคคลในภาพประกอบด้วยท่านนักบุญ  Blaise,  นักบุญมารีย์ชาวมักดาลา, ประมุข
ทูตสวรรค์(Archangel) Raphael ผู้ลงมาโลกมนุษย์แล้วได้เป็นเพื่อนกับ Tobias ท่านทูต
บอก Tobias ให้จับปลาแล้วนำถุงน้ำดีมาให้ท่านใช้รักษาอาการตาบอดของบิดา ส่วนชาย
ผู้คุกเข่าคือผู้มีจิตศรัทธาบริจาค

รูปก่อนการบูรณะหลังจากลบส่วนที่วาดตกแต่งเติมออกไป(removal of retouching and overpaint)


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6215


ความคิดเห็นที่ 1226  เมื่อ 22 เม.ย. 14, 10:17

วิกกี้บันทึกว่า 
   
            มารีย์ชาวมักดาลา หนึ่งในผู้ติดตามพระเยซูที่ได้รับการสรรเสริญสูงสุดคนหนึ่ง เป็นสาวก
สตรีคนสำคัญที่สุดในการเคลื่อนไหวของพระเยซู ท่านโดดเด่นขึ้นมาในช่วงวันสุดท้ายของพระเยซู
ด้วยการเป็นพยานในการตรึงกางเขนพระเยซู จนถึงการอัญเชิญพระศพลงจากกางเขนและนำไปไว้
ในที่บรรจุศพ ท่านเป็นบุคคลแรกที่เห็นพระเยซูหลังพระองค์ฟื้นคืนพระชนม์ชีพ
           ท่านได้รับการยกให้เป็นอัครทูตแห่งอัครทูตทั้งปวง Apostle of the Apostles เนื่องจาก
บทบาทของท่านในตอนที่พระไครสต์ฟื้นคืนพระชนม์ชีพ คณะดอมินิกันนับถือเจริญรอยตามศรัทธา
อันแรงกล้าของท่านในการประกาศข่าวดีหรือข่าวประเสริฐ* และยกย่องให้ท่านเป็นนักบุญอุปถัมภ์แห่งคณะ

*การประกาศข่าวดี(แคธอลิก) หรือการประกาศข่าวประเสริฐ(โปรเตสแตนต์) (evangelism)
คือการเผยแพร่พระวรสารหรือประกาศข่าวดีตามความเชื่อของคริสต์ศาสนิกชนว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า
ผู้มารับสภาพมนุษย์และถูกตรึงกางเขนจนสิ้นพระชนม์ เพื่อไถ่มนุษย์ผู้เชื่อจากบาป หลังจากนั้น 3 วัน
ก็ทรงคืนพระชนม์แล้วเสด็จขึ้นสวรรค์ คริสต์ศาสนิกชนเชื่อว่าผู้เชื่อข่าวดีนี้จะถูกไถ่จากบาปทันทีและ
ได้ขึ้นสวรรค์หลังจากเสียชีวิต จนถึงการพิพากษาครั้งสุดท้ายก็จะได้รับบำเหน็จจากพระเจ้า

รูปหลังการบูรณะครั้งล่าสุด


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6215


ความคิดเห็นที่ 1227  เมื่อ 22 เม.ย. 14, 10:20

          ประวัติเรื่องราวของท่านนักบุญหญิงนั้นสุดขอบ(จาก "นางบาป" สู่ "นักบุญ") ก่อให้เกิด
เรื่องราวตีความสืบเนื่องถึงปัจจุบันในหนัง, ละคร และหนังสือ ที่เด่นดัง ได้แก่

Jesus Christ Superstar,  The Last Temptation of Christ, Passion of the Christ
และ Da Vinci Code ที่ในเนื้อเรื่องอ้างว่ามารีย์ตั้งครรภ์กับพระไครสต์และต่อมาให้กำเนิดบุตร
เป็นผู้หญิงที่ฝรั่งเศส 

ภาพ Monica Bellucci รับบท  Mary Magdalene จาก Passion of the Christ


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6215


ความคิดเห็นที่ 1228  เมื่อ 22 เม.ย. 14, 10:29

           ปัจจุบันอารามดอมินิกันแห่งนี้คือพิพิธภัณฑ์แห่งผลงานของสกุลช่างดูบรอฟนิคที่รุ่งเรือง
ในช่วงศตวรรษที่ 15 - 16 นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่เก็บรักษาหนังสือโบราณพิมพ์ในศตวรรษที่ 15
(incunable) เอกสารสำคัญ และหนังสือคู่มือพร้อมรูปประกอบเก่าแก่ทรงคุณค่าผ่านกาลเวลายาว
นานหลายศตวรรษ


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6215


ความคิดเห็นที่ 1229  เมื่อ 23 เม.ย. 14, 10:13

          และแล้วก็มาถึงช่วงเวลาสุดท้ายในดูบรอฟนิค สถานที่สำคัญที่ไม่อาจพลาดคือศาสนสถาน
คู่บ้านคู่เมือง นั่นคือ โบสถ์นักบุญเบลส ที่ได้เยี่ยมมองจากภายนอกไปแล้ว ตอนนี้ได้เวลาเข้าไปสักการะ
ท่านนักบุญผู้พิทักษ์รักษ์เมืองภายในโบสถ์กัน


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 80 81 [82] 83 84 85
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.053 วินาที กับ 19 คำสั่ง