เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 67 68 [69] 70 71 ... 85
  พิมพ์  
อ่าน: 101584 sLOVEnia Croatia Album
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 1020  เมื่อ 05 มี.ค. 14, 09:55

          ส่วนบนสุดแขวนระฆังใบใหญ่หนักสองตันเป็นของเก่า หล่อขึ้นในปี 1508 โดย
นายช่างผู้ทำการหล่อปืนของป้อมลอว์เรนซ์ด้วย
          สองข้างระฆังมีรูปสลักทองแดงที่ผ่านกาลกลายสีเขียวจึงเรียกกันว่า 'Zelenci'
(The Green Ones) ทำหน้าที่ยืนเคาะระฆัง


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 1021  เมื่อ 05 มี.ค. 14, 09:57

             รูปทหารตัวเขียวยืนเคาะระฆังทั้งสองนายนี้มีชื่อว่า Maro กับ Brao ดำริสร้าง
ขึ้นในปี 1478 โดยสภาเมือง มีความสูง 151 ซม. แต่งตัวในชุดทหารโรมันสวมหมวกทำ
หน้าที่ย่ำระฆังจน'ตัวเขียว' ถึงปี 1905 จึงได้ปลดประจำการลงมาแล้วส่งไปซ่อมแซมนาน
ถึง 5 ปีก่อนที่จะย้ายไปตั้งแสดงที่วังเจ้าเมือง แล้วให้'ตัวเขียว'รุ่นใหม่ทำหน้าที่แทน   


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 1022  เมื่อ 05 มี.ค. 14, 09:58

            ส่วนนาฬิกาเรือนเก่าแก่ที่ติดตั้งด้านล่างนั้น เครื่องจักรกลได้หมดอายุขัยลงในศตวรรษ
ที่ 18 แล้วจึงได้รับการซ่อมแซมใหม่จนได้หน้าปัดเป็นรูปหนวดปลาหมึก กับลูกกลมบรอนซ์แสดง
ภาพพระจันทร์ข้างขึ้นข้างแรม ทุกเที่ยงวันระฆังจะส่งเสียงก้องกังวานไกล


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 1023  เมื่อ 05 มี.ค. 14, 10:17

         ทางขวามือติดกับหอนาฬิกาเป็นอาคารกลาโหม House of the Main Gaurd


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 1024  เมื่อ 05 มี.ค. 14, 10:19

         อดีตอาคารสำคัญฝ่ายกองกำลังความมั่นคงเมือง เป็นที่พำนักของผู้บัญชากองเรือ
และผู้บัญชาการทหารสูงสุด
         ลักษณะหน้าต่างที่แบ่งเป็นสองส่วนแบบกอธิคบอกว่าเป็นอาคารรุ่นแรกๆ ที่สร้างขึ้นใหม่
หลังแผ่นดินไหว ชั้นพื้นดิน(ground floor) ซ่อมสร้างในตอนต้นศตวรรษที่ 18
          ส่วนทางเข้าแบบบารอคนั้นสร้างขึ้นระหว่างปี 1706 - 08 โดยสถาปนิกเวนิส Marino
Gropelli ผู้ออกแบบซ่อมแซมโบสถ์นักบุญเบลสที่ตั้งอยู่เยื้องกัน


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 1025  เมื่อ 05 มี.ค. 14, 10:48

         ด้านล่างข้างหน้าอาคารคือน้ำพุขนาดย่อมของนายช่าง Onofrio แม้มีขนาดเล็กแต่
ก็ดูหรูโอ่อ่า มีมาแต่ปี 1438 (ชื่อนี้ฝากผลงานการประปาและน้ำพุไว้ในที่อื่นของเมืองที่จะ
ได้เห็นต่อไป)


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 1026  เมื่อ 05 มี.ค. 14, 10:53

ใกล้น้ำพุน้อยเข้าไปอีกนิด


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 1027  เมื่อ 07 มี.ค. 14, 10:24

     จากอาคารกลาโหมดูแลความมั่นคงด้านกองกำลัง อีกหนึ่งอาคารสำคัญด้านความมั่นคง
ทางเศรษฐกิจของเมืองในอดีต คือ
     
                           วัง Sponza Palace

             ตั้งอยู่อีกด้านหนึ่งของทวาราคาร Luza ตัวอาคารด้านหน้าเป็นระเบียงเรเนซอง
อยู่ใต้หน้าต่างกั้นแบ่งช่องแบบกอธิค สร้างขึ้นในปี 1516 - 1522 รูปแบบวังกอธิคผสม
เรเนซองเช่นนี้ พบได้ในแถบเอดริแอติคช่วงศตวรรษที่ 15 ที่ต่อมาได้ล้มหายไปกับแผ่นดินไหว
แต่ไม่ใช่วัง Sponza


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 1028  เมื่อ 07 มี.ค. 14, 10:27

           หนึ่งในอาคารไม่กี่หลังที่ยังคงรูปเหมือนเมื่อก่อนเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่
ในปี 1667 และมักได้รับการจัดอันดับให้เป็นงานสถาปัตยกรรมล้ำเลิศวิไลในเมืองเก่านี้
ชื่อเรียกอาคารมาจากคำว่า spongia ซึ่งแปลว่าตำแหน่งที่เก็บน้ำฝน           
           


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 1029  เมื่อ 07 มี.ค. 14, 10:31

          อาคารรูปสี่เหลี่ยมพร้อมลานด้านในนี้เป็นผลงานการออกแบบโดย Paskoje Milicevic
ด้านหน้าเป็นระเบียงเปิดสู่จตุรัส Luza
         ส่วนข้างในก็มีระเบียงเปิดสู่ลานทั้งชั้นพื้นดินและชั้นหนึ่ง งานส่วนระเบียงและประติมากรรม
ตกแต่งเป็นผลงานของนายช่างจาก Korcula ร่วมกับช่างตัดหิน ผนังด้านหลังส่วนบนสลักพระนาม
อักษรย่อพระไครสต์    


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 1030  เมื่อ 07 มี.ค. 14, 10:33

          อาคารนี้เคยเป็นศูนย์รวมที่ทำการด้านการค้าของเมือง เป็นที่ตั้งของศุลกากร, คลังสินค้า
ทัณฑ์บน(คลังเก็บสินค้านำเข้าไว้ก่อนโดยยังไม่ต้องชำระภาษีอากร), โรงกษาปณ์, ท้องพระคลัง,
ธนาคารและ สำนักงานของรัฐ

           เหนือโค้งสุดลานสลักข้อความหลักการพาณิชย์สุจริตว่า
           
              "We are forbidden to cheat or falsify measures, and
when I weigh goods, God himself is weighing them with me."
 
           นอกจากนี้ที่นี่ยังเคยเป็นสถานที่นัดพบปะสนทนาของบรรดากวีศรีเมืองด้วย


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 1031  เมื่อ 07 มี.ค. 14, 10:36

          ดูบรอฟนิคกำลังอยู่ในช่วงยุคทองขณะเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวปี 1667 ที่ได้
ล้มแทบทั้งเมืองให้ราบลง(แต่วังนี้ยังอยู่) จนเสือสิงห์ออตโตมานและเวนิสเกิดความสงสาร
ด้วยกโลบายการทูตและการบริหารบ้านเมืองที่ดำเนินต่อไปได้ในวังแห่งนี้เอง ได้ช่วยนำพา
เมืองให้แคล้วคลาดและลุกขึ้นก้าวเดินต่อไป

           ปัจจุบันวังมีบทบาทสำคัญทำหน้าที่เป็นหอจดหมายเหตุเก็บเอกสารประวัติศาสตร์
เก่าแก่แต่ศตวรรษที่ 12 จนกระทั่งเมื่อสาธารณรัฐล่ม (เดิมเอกสารถูกเก็บไว้ที่วังเจ้าเมือง)
          เอกสารทางการที่เก่าแก่ที่สุดเป็นของปี 1022 ที่นี่จัดได้ว่าเป็นหนึ่งในหอเอกสาร
ที่สำคัญ มีเอกสารมากที่สุดแห่งยุโรป(และอาจจะที่สุดในโลก) เนื่องจากทางการดูบรอฟนิค
ได้ออกกฎให้เอกสารทางกฎหมายทุกชิ้นทั้งของภาครัฐและเอกชนต้องลงทะเบียนบันทึกไว้
ตั้งแต่ศตวรรษที่ 13
          นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของหอเกียรติยศรำลึกถึงผู้พลีชีพปกป้องมาตุภูมิ


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 1032  เมื่อ 07 มี.ค. 14, 10:37

        และเมื่อถึงเทศกาลหน้าร้อน นักแสดงผู้สวมชุดและสวมบทเจ้าเมืองจะทำพิธีเปิดงาน
จากระเบียงชั้นบนของวังแห่งนี้


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 1033  เมื่อ 07 มี.ค. 14, 10:40

อาคารศาสนสถานสำคัญ ณ ลานแห่งนี้ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวเมือง นั่นคือ

                              โบสถ์ Church of St blaise

          ในยุคกลาง รัฐและเมืองต่างๆ จะมีนักบุญที่เคารพนับถือยกขึ้นเป็นผู้อุปถัมภ์ประจำเมือง
นักบุญผู้พิทักษ์รักษ์เมืองดูบรอฟนิค คือ ท่านนักบุญเบลส ที่รูปสลักของท่านนักบุญถือรูปเมือง
จำลองในมือซ้ายสถิตปกปักอยู่ตามป้อมและประตูกำแพงตามที่ได้เห็นไปแล้ว

รูปสลักท่านนักบุญที่ประตู Pile ทั้งประตูด้านในและด้านนอก 


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 1034  เมื่อ 07 มี.ค. 14, 10:44

         ท่านคือมรณสักขีในตอนต้นศตวรรษที่ 4 ผู้เป็นบิชอปแห่ง Sebastia (ปัจจุบันคือ Sivas
ในตุรกี) ทั้งยังเป็นแพทย์รักษาโรคโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคในช่องคอ ดังปรากฏหลักฐานเป็นเอกสาร
บันทึกของแพทย์ในราชสำนัก เมื่อตอนต้นศตวรรษที่ 6 กล่าวถึงการรักษาโรคสิ่งแปลกปลอม
(foreign body ที่อาจจะเป็นก้างปลา) ติดคอ ตำนานเล่าว่าท่านได้ช่วยรักษาเด็กให้รอดชีวิตจาก
การสำลักก้างปลา         
          ในปี 315 ผู้ว่าการเขตปกครองได้เดินทางมาถึงพร้อมบัญชาจากจักรพรรดิ Licinius
ให้ดำเนินการประหารคริสเตียนที่นี่ ท่านนักบุญถูกจับตัวไปบั่นเศียรหลังจากที่ท่านถูกทรมานเพื่อ
ให้ยอมสักการะรูปเคารพของโรมแต่ท่านยืนกรานปฏิเสธ

รูป The Blessing of St Blaise - Francesco De Rosa


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 67 68 [69] 70 71 ... 85
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.033 วินาที กับ 19 คำสั่ง