เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 17 18 [19] 20
  พิมพ์  
อ่าน: 62287 มนุษย์และสัตว์(ประหลาด)ต่างดาว
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31229

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 270  เมื่อ 03 ก.ย. 18, 19:05

ไม่ใช่แค่ชนผิวขาวจากยุโรปกับชาวพื้นเมืองอเมริกันอินเดียนเท่านั้น     เจ้าอาณานิคมอย่างอังกฤษและฝรั่งเศสก็คิดทำนองเดียวกันกับประเทศในเอเชีย
เป็นเรื่องของปลาใหญ่กินปลาเล็กค่ะ

ถ้ามนุษย์ต่างดาวเป็นปลาใหญ่     พวกเราก็เป็นปลาเล็ก 
บันทึกการเข้า
Naris
พาลี
****
ตอบ: 386


ความคิดเห็นที่ 271  เมื่อ 04 ก.ย. 18, 09:38

ศีลธรรมจรรยาต่างๆที่มนุษย์เรายึดถือ ล้วนสร้างขึ้นจากพื้นฐานความเป็นมนุษย์ทั้งสิ้น
แต่ในอวกาศที่กว้างใหญ่ มีสภาพแวดล้อมที่ต่างกันมากมาย มนุษย์ต่างดาวอาจต่างจากมนุษย์แบบเทียบกันไม่ได้เลย ดังนั้น มาตรฐานทางจริยธรรมก็อาจจะต่างกันแบบเทียบกันไม่ได้เลยเช่นกันครับ บางสิ่งที่เราเห็นว่าผิด พวกเขาอาจมองว่าถูกก็ได้

ในภาพยนตร์เรื่อง Ender's Game เล่าเรื่องของมนุษย์ต่างดาวลักษณะคล้ายแมลงมาบุกโลก แต่ครั้งนั้น มนุษย์ป้องกันเอาไว้ได้ เพราะมีนักบินรบโชคดีนายหนึ่ง บังเอิญระเบิดยานราชินีได้ ด้วยความที่พวกนี้เป็นแมลง เมื่อขาดราชินี ก็แตกพ่ายไป มนุษย์จึงโต้กลับด้วยการบุกไปทำลายดาวบ้านเกิดของพวกเขาบ้าง หนังมีช่วงหนึ่งที่ตัวเอก มีโอกาสได้สื่อสารทางจิตกับราชินีเอเลี่ยนที่กำลังจะตายครับ

ราชินีเล่าว่า พวกเขาไม่ได้คิดรุกรานโลก พวกเขาเข้าใจว่าดาวดวงนั้น (หมายถึงโลก) ไม่มีสิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิปัญญาอาศัยอยู่ เพราะทุกอย่างบนโลก ไม่เหมือนกับที่อยู่บนดาวของเขาเลย นอกจากนี้ มนุษย์ ยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่สื่อสารกันผ่านทางจิตแบบรวมศูนย์อย่างพวกเขาไม่ได้ พวกเขาเลยคิดว่าสิ่งมีชีวิตนี้ด้อยปัญญา ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงวินิจฉัยว่า สามารถตั้งถิ่นฐานบนดาวดวงนี้ได้ จึงทำให้เกิดข้อพิพาทกันขึ้น เมื่อสงครามเกิดขึ้น ทำให้พวกเขารู้ว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตแบบอื่น แต่ก็ทรงปัญญาเช่นกัน นับจากนั้นมา พวกแมลงไม่ได้มาโลกอีกเลย (แถมตัดพ้อต่อว่าด้วย เธอบอกว่ามนุษย์ไม่เคยคิดหยุดการล้างแค้น) มนุษย์เราจึงได้อาศัยช่วงเวลานี้พัฒนาเทคโนโลยีจนดีพอย้อนกลับไปถล่มเขาได้

อันนี้คือ คุณธรรมสูง แต่การตัดสินถูกผิด มาจากพื้นฐานที่ต่างกันครับ     
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31229

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 272  เมื่อ 04 ก.ย. 18, 17:28

ศีลธรรมจรรยาต่างๆที่มนุษย์เรายึดถือ ล้วนสร้างขึ้นจากพื้นฐานความเป็นมนุษย์ทั้งสิ้น
แต่ในอวกาศที่กว้างใหญ่ มีสภาพแวดล้อมที่ต่างกันมากมาย มนุษย์ต่างดาวอาจต่างจากมนุษย์แบบเทียบกันไม่ได้เลย ดังนั้น มาตรฐานทางจริยธรรมก็อาจจะต่างกันแบบเทียบกันไม่ได้เลยเช่นกันครับ บางสิ่งที่เราเห็นว่าผิด พวกเขาอาจมองว่าถูกก็ได้

เป็นข้อคิดที่ดีมากค่ะ    ขนาดบนโลกใบเดียวกัน แต่ต่างสังคม หรือสังคมเดียวกันแต่ต่างยุค    ศีลธรรมจรรยายังแตกต่างกันเป็นตรงกันข้ามก็มี
บางที มนุษย์ต่างดาวอาจไม่มีศีลธรรมแบบโลกมนุษย์เลยก็ได้  แต่มีหลักเกณฑ์อะไรอย่างอื่นๆที่สมองของมนุษย์คิดไปไม่ถึง
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10918



ความคิดเห็นที่ 273  เมื่อ 26 ก.ย. 18, 11:17

ฮิลลารี คลินตัน, เอ็ดการ์ มิตเชล และสตาร์วอร์ส

วิกิลีกส์แฉ “ฮิลลารี” คุยลับอดีตนักบินนาซา สหรัฐฯ ยุค ปธน.หญิงส่อทำสงครามอวกาศกับมนุษย์ต่างดาว !

เดลิสตาร์/เอกซ์เพรส - สื่ออังกฤษอ้างอีเมลฉบับหนึ่งที่แฉโดยวิกิลีกส์ ระบุนางฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของพรรคเดโมแครต พูดคุยอย่างลับ ๆ กับอดีตมนุษย์อวกาศของนาซาหลายต่อหลายครั้ง เพื่อหารือในความเป็นไปได้เกี่ยวกับสงครามในอวกาศ

อีเมลที่เปิดเผยโดยวิกีลีกส์ระบุว่า นางคลินตันและนายจอห์น โพเดสตา ประธานทีมหาเสียงเลือกตั้ง เคยหารือกับดร.เอ็ดการ์ มิตเชล หลายต่อหลายครั้ง

มิตเชล เป็นมนุษย์คนที่ ๖ ที่ได้เหยียบดวงจันทร์และเป็นนักบินอวกาศภารกิจอพอลโล ๑๔ ที่ออกเดินทางไปเหยียบดวงจันทร์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔ ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตเมื่อเดือนกุมภาพันธ์เมื่อ ๒ ปีมาแล้ว (พ.ศ. ๒๕๕๙) ด้วยอายุ ๘๕ ปี ทั้งนี้ระหว่างที่มีชีวิตอยู่ เขาออกมาเรียกร้องอย่างเปิดเผยให้มีการเผยแพร่ข้อมูลสิ่งทรงปัญญาในจักรวาลต่อสาธารณะอย่างครบถ้วน

ในอีเมลที่เปิดโปงโดยวิกิลีกส์เผยให้เห็นว่าโพเดสตา มิทเชล และนางคลินตัน พบปะกันเป็นประจำ และบางครั้งก็ถึงขั้นพิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่สงครามจะปะทุขึ้นบนอวกาศ

ทั้งนี้ มิตเชล เตือนคู่สนทนาว่าสิ่งทรงปัญญาในจักรวาล (Extraterrestrial Intelligence - ETI) จะไม่อดทนต่อรูปแบบความรุนแรงทางทหารใด ๆ บนโลกหรือในอวกาศ อย่างไรก็ตาม เขาบอกว่าแม้ดูเหมือน ETI จะไม่อดทน แต่พวกเขาก็ไม่ใช่พวกใช้ความรุนแรง

มิตเชลยังเคยเขียนถึงโพเดสตาด้วยว่า เราโต้แย้งกัน “ว่าเราขยับเข้าใกล้สงครามในอวกาศมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ดาวเทียมทั้งหมดที่กำลังโคจรรอบโลก ทั้งของสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย รวมถึงการทดสอบอาวุธต่อต้านดาวเทียมเมื่อเร็ว ๆ นี้ ไม่ได้บรรเทาปัจจัยแห่งความกังวลเลยแม้แต่น้อย มันฟังเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ แต่ก็มีความเป็นไปได้เพียงพอที่สตาร์วอร์สในชีวิตจริงจะกลายเป็นจริง”

ในขณะที่รายละเอียดของการหารือไม่ชัดเจนเสียทีเดียว แต่อีเมลของมิตเชลแสดงให้เห็นว่าสงครามอวกาศและสิ่งมีชีวิตนอกโลกอยู่ในหัวข้อการประชุมของพวกเขา

มิตเชล พูดจาอย่างเปิดเผยในความเชื่อของเขาเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตนอกโลกนับตั้งแต่ขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ และต่อมาเขาก็กลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีชื่อเสียงที่สุดในประชาคมยูเอฟโอ ก่อนเสียชีวิตในเดือนกุมภาพันธ์

ส่วนนางคลินตันเชื่อว่าเอเลี่ยนมีอยู่จริง และประกาศค้นหาความจริงและเปิดโปงข้อมูลทั้งหมดของรัฐบาลอเมริกาเกี่ยวกับยูเอฟโอ และมนุษย์ต่างดาว หากว่าเธอได้ก้าวขึ้นสู่เก้าอี้ประธานาธิบดี

https://mgronline.com/around/detail/9590000102135

https://www.express.co.uk/news/weird/719054/Hillary-Clinton-aliens-Wikileaks-e-mails-UFOs-star-wars-ETs



บันทึกการเข้า
Naris
พาลี
****
ตอบ: 386


ความคิดเห็นที่ 274  เมื่อ 26 ก.ย. 18, 14:27

บทความนี้ เหมือนเอา 2 เรื่องมารวมกันครับ โดยใช้คำว่า สตาร์วอร์ เป็นตัวเชื่อม

อันที่จริงแล้ว คำว่า สตาร์วอร์ ยังมีความหมายอื่นนอกจาก "สงครามระหว่างดวงดาว" ด้วย
ในราวปี 1983 สมัยประธานาธิบดี โรแนล เรแกน ยุคนั้น โลกยังอยู่ในสภาวะสงครามเย็นครับ โลกฝ่ายเสรีนิยม กับฝ่ายสังคมนิยม ยังตั้งป้อมเผชิญหน้ากันอยู่ อาวุธที่ทั้งสองฝ่ายหวาดกลัวที่สุดในสมัยนั้นคือ ขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีปแบบหลายหัวรบซึ่งสามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้ ก็คือ จรวด 1 ลูก ที่สามารถพกเอาระเบิดนิวเคลียร์ไปได้เยอะๆ เมื่อยิงขึ้นไปแล้ว ก็จะไปแยกตัวบนอวกาศ แล้วหล่นลงสู่ดินแดนข้าศึกเป็นโหลๆ

ความกลัวอาวุธอย่างนั้น ทำให้อเมริกา พยายามคิดอาวุธที่สามารถทำลายจรวดที่ว่านี้ได้ ตั้งแต่ระยะแรกๆที่จรวดถูกปล่อย เพื่อตัดโอกาสมิให้จรวดขึ้นไปแยกหัวรบในวงโคจรได้ เนื่องจากถ้าถึงขั้นนั้นแล้วการสกัดกั้นหัวรบทั้งหมดจะยากมาก อาวุธที่คิดกันขึ้นมาในสมัยนั้นก็มีทั้งพวก อาวุธอานุภาค อาวุธลำแสงความร้อน ดาวเทียมติดตั้งปืนแม่เหล็กไฟฟ้า ที่สามารถยิงในอวกาศได้ ฯลฯ เกิดเป็นโครงข่ายการป้องกันน่านฟ้าสหรัฐอเมริกาขึ้น ทั้งหมดนี่ ผมจำไม่ได้แล้วครับว่าชื่ออะไร แต่เรียกกันเล่นๆว่า "โครงการสตาร์วอร์" (สมัยนั้น อ่านจากวารสาร โลกวิทยาศาสตร์ หรือไงนี่แหละครับ อาจารย์ชัยคุปต์ เป็นคนเขียน)

ทีนี้ โครงการที่ว่านั้น ถูกระงับไปเพราะแพงเกิน ประกอบกับสงครามเย็นยุติ และอเมริกาหลังสงครามเย็นก็ยิ่งใหญ่เพียงผู้เดียวอยู่แล้ว อาวุธเท่าที่มีก็ไร้คู่เปรียบพออยู่แล้ว จะเสียเงินไปพัฒนาอาวุธแพงๆ ไปทำไม

ทว่าในยุคนี้ รัสเซียและจีน เริ่มกลับมามีอำนาจท้าทายอเมริกาได้อีกครั้ง ประกอบกับการสงครามในทุกวันนี้ เราพึ่งพาระบบเครือข่ายมากยิ่งขึ้น การรบจะเริ่มจากการทำลายข่ายการสื่อสารก่อนเสมอ อาจจะเริ่มจากการป่วนระบบอินเตอร์เน็ต หรือการระเบิดดาวเทียมซึ่งเป็นส่วนสำคัญในเครื่อข่ายการสื่อสารระยะไกล ซึ่งอันที่จริงแล้ว แม้ในยุคที่ยังมีโครงการสตาร์วอร์ ฝ่ายโซเวียตเขาก็พัฒนา "ดาวเทียมล่าสังหาร" เอาไว้ถล่มดาวเทียมของอเมริกาอยู่แล้ว มาในยุคนี้ ก็อาจมีดาวเทียมอย่างที่ว่าขึ้นมาอีก รวมถึงอาจมีเทคนิคอื่นๆในการทำลายดาวเทียมจากภาคพื้นเพิ่มขึ้นได้อีกหลายวิธี ดังนั้น อเมริกาก็ต้อหาทางงติดอาวุธคุ้มกันให้กับดาวเทียมของตนเองบ้าง ซึ่งหากถ้าดาวเทียมคุ้มกัน กับดาวเทียมล่าสังหารเกิดยิงกันเมื่อไหร่ นั่นแหละครับ คือ "สงครามในอวกาศ" ที่บทความพูดถึง  

เพราะงั้น ถ้าคุณฮิลลารี คลินตัน เขาอยากรื้อฟื้น โครงการสตาร์วอร์ หรือ อยากทำสงครามในอวกาศ ก็ยังไม่ได้หมายความว่า กำลังเตรียมจะรบกับมนุษย์ต่างดาวหรอกครับ

จากคำพูดที่ว่า
"He said: "Take a moment to think about everything satellites do. GPS, surveillance and communications all depend on them. And the Scientific American notes you can disable satellites without missiles. Simply spray-painting lenses or breaking antennas is enough."

ผมเชื่อว่า มนุษย์ต่างดาวคงไม่โจมตีดาวเทียมของโลก ด้วยการเอาสเปรย์มาพ่นเลนส์หรอกครับ เขาแค่หมายถึงการปกป้องดาวเทียบจากการถูกรบกวนเพื่อให้มันทำงานไม่ได้ ซึ่งน่าจะมาจากมนุษย์"ต่างด้าว" เท่านั้นแหละครับ
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10918



ความคิดเห็นที่ 275  เมื่อ 18 ต.ค. 18, 08:33

ผมเชื่อว่า มนุษย์ต่างดาวคงไม่โจมตีดาวเทียมของโลก ด้วยการเอาสเปรย์มาพ่นเลนส์หรอกครับ เขาแค่หมายถึงการปกป้องดาวเทียมจากการถูกรบกวนเพื่อให้มันทำงานไม่ได้ ซึ่งน่าจะมาจากมนุษย์"ต่างด้าว" เท่านั้นแหละครับ

การรบกวนดาวเทียมเป็นได้ทั้งจากมนุษย์ต่างด้าวและมนุษย์ต่างดาว และดาวเทียมทั้งหลายนับพันดวงที่โคจรอยู่รอบโลก หนึ่งในนั้นอาจจะมาจากต่างดาวก็เป็นได้ อย่าง "ดาวเทียมอัศวินดำ" (Black Knight satellite) ดวงนี้

บันทึกการเข้า
Naris
พาลี
****
ตอบ: 386


ความคิดเห็นที่ 276  เมื่อ 18 ต.ค. 18, 09:07

เรื่องอัศวินดำนี้ ผมก็ตามๆอยู่ครับ แต่ยังไม่ค่อยมีความกระจ่างสักเท่าไหร่ครับ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31229

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 277  เมื่อ 18 ต.ค. 18, 09:14

คุณนริศอ่านกระทู้นี้ค่ะ

https://pantip.com/topic/34389638
ดาวเทียมที่ชื่อ black knight satellite ที่เขาว่ากันว่าเป็นดาวเทียมที่มาจากโลกอื่น นั้นมีจริงหรือป่าวคับ
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10918



ความคิดเห็นที่ 278  เมื่อ 18 ต.ค. 18, 09:59

เรื่องที่กล่าวในกระทู้พันทิปที่บอกว่าเป็นชิ้นส่วนระหว่างการสร้างสถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station, ISS) ที่หลุดออกมา มีกล่าวถึงในคลิป ตั้งแต่นาทีที่ ๑๔.๒๐ เป็นต้นไป

คุณวิกกี้ ให้ข้อมูลว่า ISS เริ่มการก่อสร้างตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๑  แล้วเราจะอธิบายอย่างไรเกี่ยวกับเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น  ฮืม
บันทึกการเข้า
Naris
พาลี
****
ตอบ: 386


ความคิดเห็นที่ 279  เมื่อ 18 ต.ค. 18, 13:14

เท่าที่ทราบ ก็คือมี "อะไรบางอย่าง" ที่มนุษย์ไม่ได้ส่งขึ้นไป กำลังโคจรอยู่รอบๆโลกของเรา

ประเด็นก็คือ "อะไรบางอย่าง" ที่ว่านี้ สามารถเป็นวัตถุที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติได้หรือไม่ หรือต้องเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สร้างโดยใครสักคนเท่านั้น
ก็อย่างที่ทราบกันแหละครับ การที่วัตถุบางอย่างจะโคจรอยู่รอบโลกได้ ความเร็วของวัตถุนั้น ต้องสัมพันธ์กับแรงโน้มถ่วงของโลก คือ แรงหนีศูนย์กลางกับแรงดึงดูดของโลก สมดุลกันพอดี วัตถุนั้นจึงไม่ตกลงมา และไม่ลอยหายไป

เป็นไปได้หรือไม่ว่า ตลอดเวลาหลายพันล้านปี อาจมีก้อนหินอะไรสักก้อน ที่บังเอิญลงล๊อคที่ว่านี้พอดี ก้อนหินนี้เลยโคจรอยู่ได้เสมือนเป็นดวงจันทร์ดวงน้อยๆ และด้วยความที่มันเป็นแค่ก้อนหิน เราเลยเห็นมันค่อนข้างยาก จึงทำให้หินก้อนนี้กลายเป็นสิ่งลึกลับไป     
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31229

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 280  เมื่อ 18 ต.ค. 18, 15:18

ดาวเทียมแบล็กไนต์
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทางไปยังการค้นหา

ภาพถ่ายดาวเทียมแบล็กไนต์โดยองค์การนาซา โดยนาซาให้คำอธิบายว่าวัตถุดังกล่าวคือ "ขยะอวกาศ"
ดาวเทียมแบล็กไนต์ (อังกฤษ: Black Knight satellite) เป็นดาวเทียมที่โคจรอยู่ใกล้กับวงโคจรขั้วโลก ถูกคาดการณ์โดยนักทฤษฎีสมคบคิด  ว่าเป็นดาวเทียมที่ถูกส่งมาจากสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวเมื่อราว 13,000 ปีที่แล้ว นักวิจารณ์และสถาบันกระแสหลักได้เรียกข้อมูลดังกล่าวว่าเป็นทฤษฎีสมคบคิดเนื่องจากประกอบด้วยข้อมูลที่ยังไม่ถูกเปิดเผยจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ. 1988 องค์การนาซาก็ได้ถ่ายภาพดาวเทียมดังกล่าวไว้ได้ ซึ่งผู้เชียวชาญได้ให้ความเห็นว่าน่าจะเป็นวัตถุที่หลุดมาจากการปฏิบัติภารกิจทางอวกาศมากกว่า

หลักฐานเกี่ยวกับดาวเทียมดวงนี้มีขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1899 เมื่อนิโคลา เทสลา กำลังทำการทดลอง เขาก็ได้ยินสัญญาณวิทยุประหลาดจากนอกโลก และครั้งต่อมาในปี 1928 เมื่อนักวิทยุสมัครเล่น เยอร์เกิน ฮัลส์ ในกรุงออสโลได้ยินเสียงก้องประหลาดจากนอกโลก สื่อรายงานว่าสัญญาณวิทยุในปี ค.ศ. 1899 และ ค.ศ. 1928 นั้นยังคงเป็นปริศนา เนื่องจากขณะนั้นมนุษยชาติยังไม่มีดาวเทียมเป็นของตนเอง ต่อมาในปี ค.ศ. 1973 นักเขียนชาวสกอต ดังคัน ลูนัน ได้วิเคราะห์สัญญาณวิทยุที่ตรวจรับได้โดยฮัลส์และคนอื่น ๆ และได้คาดการณ์ว่าดาวเทียมดังกล่าว น่าจะเป็นของมนุษย์ต่างดาวและมีอายุราว 13,000 ปีมาแล้ว เขายังอธิบายอีกว่าดาวเทียมดังกล่าวน่าจะมีต้นกำเนิดมาจากระบบดาวเอปไซลอนคนเลี้ยงสัตว์ ซึ่งอยู่ห่างจากโลก 203 ปีแสง แม้เขาจะกลับคำในภายหลังว่าสมมติฐานของเขานั้นผิดผลาด และการคาดการณ์ดังกล่าวมีขึ้นโดยกระบวนการที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31229

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 281  เมื่อ 18 ต.ค. 18, 15:24

อัศวินดำ ที่ถูกจับภาพได้   หน้าตาเหมือนชิ้นส่วนอุปกรณ์ ไม่ใช่วัตถุธรรมชาติ

ที่จริงถ้ามันเป็นชิ้นส่วนยานลำใดลำหนึ่งหลุดไป นาซ่ายังไงก็ต้องรู้ว่าลำไหน  เพราะองค์การติดตามการโคจรของดาวเทียมทุกดวงอยู่ทุกกระดิก   มันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดขึ้นได้
ทีนี้ทำไมไม่รู้   เกิดอุบๆอับๆ กันขึ้นมา  ก็เลยคิดมากกันใหญ่


บันทึกการเข้า
Naris
พาลี
****
ตอบ: 386


ความคิดเห็นที่ 282  เมื่อ 22 ต.ค. 18, 10:29

รูปร่างอย่างนี้ แน่นอนเลยครับ ของแบทแมน (ฮ่า)
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10918



ความคิดเห็นที่ 283  เมื่อ 30 ต.ค. 18, 09:32

พบน้ำเค็มบนดาวอังคารมีออกซิเจนเพียงพอต่อสิ่งมีชีวิต

นักวิจัยพบว่าน้ำเค็มบนดาวอังคารอาจมีปริมาณออกซิเจนมากพอที่จะให้สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ สามารถใช้หายใจเพื่อดำรงชีวิตต่อไปได้ ซึ่งอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงความเชื่อในปัจจุบันเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร

งานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร “เนเจอร์ จีโอไซแอนซ์” (Nature Geoscience) โดยใช้ข้อมูลตั้งต้นจากยานสำรวจคิวริออสซิตี้ (Curiosity) ขององค์การนาซา ที่ค้นพบแมงกานีสออกไซด์บนดาวอังคาร (ซึ่งการที่จะเกิดสารเคมีดังกล่าวได้จำเป็นต้องอาศัยออกซิเจนในปริมาณสูง) รวมถึงการค้นพบแหล่งน้ำเกลือเข้มข้นที่มีองค์ประกอบสำคัญ ๆ หลายชนิด

วลาดา สตาเมนโควิซ หัวหน้าทีมวิจัยและนักทฤษฎีฟิสิกส์ของห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นหน่วยงานย่อยของนาซากล่าวว่า น้ำเกลือเข้มข้นที่ค้นพบบนดาวอังคารอาจมีออกซิเจนมากพอสำหรับการหายใจของสิ่งมีชีวิตขั้นปฐมภูมิ ที่ประกอบไปด้วยหลายเซลล์อย่างเช่น ฟองน้ำ

สตาเมนโควิซ เชื่อว่า การค้นพบในครั้งนี้ คือการปฏิวัติความเชื่อเดิมทั้งในปัจจุบันและอดีตเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร โดยที่ผ่านมา มีความเข้าใจว่าปริมาณออกซิเจนที่มีอยู่บนดาวอังคารมีน้อยเกินไป สำหรับการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตประเภทจุลินทรีย์ (โดยเชื่อว่ามีเพียง ๐.๑๔ เปอร์เซนต์ในชั้นบรรยากาศ)

นอกจากนี้ การมีเกลือในปริมาณเข้มข้นสูงยังช่วยให้น้ำยังคงสถานะการเป็นของเหลวต่อไป ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ออกซิเจนเกิดการละลายในน้ำจนเหมาะแก่การเติบโตของสิ่งมีชีวิตประเภทจุลินทรีย์

https://www.pptvhd36.com/news/ประเด็นร้อน/91687
https://www.smithsonianmag.com/smart-news/salty-water-under-surface-mars-could-have-enough-o2-life-180970616/

เราอาจจะได้ฟังข่าวเรื่องชีวิตบนดาวอังคารในไม่ช้า ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31229

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 284  เมื่อ 30 ต.ค. 18, 15:38

ผู้หญิงบนดาวอังคารข้างล่างนี้ น่าจะอาศัยอะไรมากกว่าเกลือแน่ๆ  ถึงดำรงชีวิตอยู่ได้
ดูๆไปเธอเหมือนภาพฉายโดย power point สามมิติงั้นแหละค่ะ


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 17 18 [19] 20
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.043 วินาที กับ 20 คำสั่ง