เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 8
  พิมพ์  
อ่าน: 68649 เจ้าจอมหม่อมห้ามผู้ถูกประหาร
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30599

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 04 มี.ค. 13, 16:54

วันที่คนร้ายทั้งสอง ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกตามพงศาวดารว่า "อ้ายบัณฑิต"  ลงมือปฏฺิบัติการ    พงศาวดารบันทึกไว้ว่าเป็นวันศุกร์ เดือน ๕ แรม ๒ ค่ำ (วันศุกร์ที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๓๒๖)   อ้ายบัณฑิต ๒ คนวางแผนแอบเข้าไปซุ่มในวังหน้าแต่เวลาประมาณ ๑๐ ทุ่มเศษ   
พอก่อนย่ำรุ่ง   พวกหญิงวิเสทวังหน้าที่มีแม่เอี้ยงเป็นหัวหน้า ขนกระบุงข้าวทรงบาตรเข้าไปทางประตูดินวังหน้า เพื่อจัดเตรียมให้ทรงบาตรตามปกติ    แม่เอี้ยงก็เป็นต้นคิด แต่งอ้ายบัณฑิตทั้งสองคนนุ่งผ้า ห่มผ้าอย่างผู้หญิง  ถือดาบซ่อนในผ้าห่ม   ส่วนเรื่องทรงผมไม่มีปัญหา เพราะผู้หญิงสมัยรัชกาลที่ ๑ ตัดผมสั้นเกือบเท่าผู้ชายอยู่แล้ว   ยิ่งเป็นผู้หญิงพวกชาวบ้าน ก็สั้นจนเกือบแยกเพศไม่ออก

(คำว่าผ้าห่ม ในที่นี้เข้าใจว่าเป็นผ้าห่มชั้นนอก  ตัวในอาจเป็นผ้าแถบหรือตะแบงมานก็แล้วแต่งานในหน้าที่ที่ทำอยู่    แต่มีผ้าสี่เหลี่ยมผืนยาวๆ แบบผ้าคลุมไหล่ ตรงกับฝรั่งเรียกว่า shawl ห่มคลุมอีกที   ผ้าผืนนอกค่อนข้างยาวและรุ่มร่าม  จึงสามารถจะเอาดาบทั้งเล่มซ่อนไว้ได้   ถ้าเป็นผ้าแถบหรือสไบ ยังไงก็ซ่อนไม่ได้เพราะเป็นผ้าพันแนบตัว ไม่มีที่จะซุกซ่อนอะไร)

แม่เอี้ยงก็ใจกล้า  พาผู้ร้ายซึ่งทำทีเป็นลูกมือ ลอบเข้าในพระราชวังบวรฯ แล้วขึ้นไปแอบอยู่ ๒ ข้างพระทวารพระราชมณเฑียรด้านหลัง    เข้าใจว่าเป็นพระราชมณเฑียรเดิมก่อนการสร้างหมู่พระวิมาน ๓ หลัง ซึ่งควรได้แก่พระตำหนักยกหลังคา ๒ ชั้น ซึ่งเป็นที่รู้จักต่อมาว่า “ตำหนักเจ้าฟ้าพิกุลทอง”  อันเป็นประตูปากทางที่จะเสด็จมาทรงบาตร
สองคนนี่ก็ซุ่มคอยที   รอเมื่อไรกรมพระราชวังฯจะเสด็จผ่านมา จะได้เอาดาบไล่ฟัน   สองต่อหนึ่ง  ซ้ำอีกฝ่ายไม่มีอาวุธ  พวกนี้ก็เชื่อว่าไม่พ้นมือแน่
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30599

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 04 มี.ค. 13, 17:12

   คงจะด้วยพระบุญญาบารมีของกรมพระราชวังบวรฯ ยังมีอยู่มาก      เช้าวันนั้น..บังเอิ๊ญ..บังเอิญ ไม่ได้เสด็จลงทรงบาตรทางประตูนั้น     เพราะทรงมีพระราชประสงค์จะไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า  ณ พระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลาเช้าตรู่ก่อนทรงบาตร    จะทรงมีพระธุระด่วนเรื่องอะไรพงศาวดารไม่ได้บอกรายละเอียดไว้     เอาเป็นว่าก็เลยเสด็จไปทางประตูอื่น เข้าวังหลวงไป โดยไม่ได้แวะมาทางนี้    อ้ายบัณฑิตทั้งสองก็เลยคอยเก้ออยู่ข้างประตู
   เมื่อเจ้าของวังตื่นบรรทมเสด็จลงมาแล้ว   ชาววังทั้งหลายก็เริ่มเข้าประจำหน้าที่  นางพนักงานเฝ้าที่ในวังหน้าเดินไปพบผู้ชายสองคนถือดาบยืนแอบอยู่ข้างประตู  ก็ตกใจร้องกรี๊ด  ตะโกนโวยวายบอกพรรคพวกเป็นทอดๆว่ามีคนถือดาบบุกขึ้นมาอยู่ที่พระทวารพระราชมณเฑียร   อ้ายบัณฑิตทั้ง ๒ เห็นความแตก   เรื่องต้องไปกันใหญ่ ก็หวังจะปิดปากนางเฝ้าที่เสียเป็นอันดับแรก   ก็ไล่กวดฟันนางเฝ้าที่ลงมา    แต่แม่คนนี้น่าจะวิ่งเก่ง หรือไม่ก็รู้ทางหนีทีไล่ในวังดี มากกว่าผู้ร้าย   เธอก็เลยเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา หลบรอดไปได้  
   อ้ายบัณฑิตไม่มีเวลาวิ่งตามนางพนักงาน ตอนนี้ถึงขั้นต้องวิ่งหนีออกจากวังเอาตัวรอดไปก่อน   ก็วิ่งจากพระราชมณเฑียรลงมาถึงถนน   พอดีเจอขุนหมื่นกรมวังคนหนึ่ง คุมคนงานเข้าไปก่อถนนในพระราชวังหน้า  ขุนนางเคราะห์ร้ายคนนั้นไม่ทันตั้งตัว และเข้ามาในวัง ไม่มีอาวุธติดตัวด้วย   พอเผชิญหน้าผู้ร้ายเข้าจังๆ ก็เลยไม่รอด     อ้ายบัณฑิตฟันขุนหมื่นศีรษะขาด ล้มตายอยู่กับที่
   เหตุการณ์ตอนนี้ พงศาวดารท่านบันทึกเอาไว้น่าตื่นเต้น ราวกับหนังประเภทนินจาทั้งหลายก็ไม่ปาน     เพราะเมื่อถึงขั้นนี้ ในวังหน้าชั้นในก็รู้กันไปหมดแล้ว   เอะอะโกลาหลกันไปทั้งวังว่าผู้ร้ายเข้ามา
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30599

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 04 มี.ค. 13, 17:39

    จากเสียงร้องโวยวายบอกกันไปเป็นทอดๆ ถึงพวกเจ้าจอมข้างในและจ่าโขลน  ก็ตกอกตกใจกันไปทั้งวัง   พวกโขลนพนักงานก็วิ่งออกมาบอกข้าราชการข้างหน้าที่เข้าเวรประจำหน้าที่อยู่       พอรู้ว่าเกิดเหตุร้ายขึ้น   พวกข้าราชการข้างหน้าไม่ว่าฝ่ายไหนพวกไหนก็แห่กันเข้าไปในพระราชวังชั้นใน   ถือว่าเป็นเหตุฉุกเฉินจะมัวกลัวกฎมณเฑียรบาลอยู่ไม่ได้     ทุกคนก็แยกย้ายไปกันไล่ล้อมจับอ้ายบัณฑิตทั้ง ๒   ในเมื่อไม่มีอาวุธเพราะพกเข้าวังไม่ได้  ก็ฉวยไม้พลอง(น่าจะของโขลน) และอิฐ ทุบตีขว้างปาเป็นอลหม่าน
    ขุนนางส่วนหนึ่งห้อแน่บออกจากวังหน้า วิ่งมาพระราชวังหลวง    เพื่อกราบทูลเหตุด่วนเหตุร้ายให้ทรงทราบ    ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าและกรมพระราชวังบวรฯ ประทับอยู่ในท้องพระโรงทั้งสองพระองค์    ครั้นทรงทราบว่าเกิดเหตุมีผู้ร้ายเข้ามาฆ่าคนถึงในวังหน้า     ก็ทรงมีพระบรมราชโองการให้ข้าราชการทั้งปวงที่เฝ้าอยู่    ตำรวจทั้งพระราชวังหลวงและพระราชวังหน้า รีบไปจับกบฏเอาตัวมาให้ได้    โดยให้จับเป็นเพื่อจะได้ชำระความซักถามความเป็นมาให้รู้เรื่องกัน

     การจับตัวคนสองคนโดยคนนับร้อยจบลงแบบไม่ยาก    ขุนนางก็กรูกันเข้าไปจับตัว   คนละตุ้บละตั้บจนล้มลง    จับได้มัดไว้ทั้งสองคน  เอาไปคุมขังไว้    จากนั้นขบวนการตุลาการก็เริ่มชำระความถึงที่มาที่ไป     วิธีชำระความก็คงตามแบบที่ใช้กันอยู่ในสมัยโน้น  ซึ่งได้ผล   อ้ายบัณฑิตยอมรับสารภาพ  ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเองเท่านั้น แต่ซัดทอดสหายร่วมขบวนการที่คิดกบฏด้วยกันอีกหลายราย   เป็นอันว่าถูกหวยกันไปเป็นจำนวนมาก   อันได้แก่ข้าราชการทั้งวังหลวงและวังหน้าอีกหลายคน

    ข้าราชการตัวสำคัญในเรื่องนี้ที่โดนซัดทอดคือ พระยาอภัยรณฤทธิ์กับภรรยา    จากนั้นคือแม่เอี้ยง  กับ บุตรหญิงหนึ่งคน  และบุตรชายอีกสองคน    ลูกชายลูกสาวของพระยาอภัยรณฤทธิ์ก็โดนข้อหาสมรู้ร่วมคิดด้วย  กับพวกหญิงวิเสทปากบาตรวังหน้าทั้งนายไพร่    หมายความว่าแม่เอี้ยงสามารถกล่อมลูกน้องให้เป็นฝ่ายเดียวกันได้หมด   มิน่า  มีผู้หญิงปลอมเข้ามาในกลุ่ม ๒ คนจึงไม่มีใครปริปากแอะกันออกมาสักคำ
     กรมพระราชวังบวรฯ ทรงมีพระราชบัณฑูรให้เฆี่ยน  สอบกับอ้ายบัณฑิต    ได้ความสอดคล้องกัน  ทุกคนรับสารภาพว่าคบคิดกันทั้งหมด     ถึงขั้นมุ่งหมายปลิดพระชนม์ชีพกรมพระราชวังบวรฯ  แล้วจะตั้งตัวเป็นใหญ่    ส่วนแม่เอี้ยงนั้นยอมสารภาพถึงขั้นที่ว่าหลงเชื่ออ้ายบัณฑิตทั้งสองว่าจะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน   จะยกเจ้าจอมภู่สีดาให้เป็นมเหสี       เจ้าจอมภู่เองก็รู้เห็นกับเรื่องนี้  ถึงขั้นลอบรักใคร่กับอ้ายบัณฑิตหนึ่งในสองคนนั้น   
     
     เมื่อชำระความได้เป็นสัตย์แล้ว   กรมพระราชวังบวรฯก็ทรงลงโทษให้ประหารชีวิตอ้ายบัณฑิตกบฏ ๒ คน และพวกพระยาอภัยรณฤทธิ์ พ่อแม่ลูกเมีย พร้อมกันกับพวกเพื่อนชายหญิงนายไพร่ทั้งสิ้น   รวมทั้ง “ภู่สีดา” เจ้าจอมวังหน้าและมารดาของเธอด้วย
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30599

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 04 มี.ค. 13, 20:51

เสิฟอาหารเบาๆอย่างข้าวต้มกุ้ง  ก่อนนอน ให้นักเรียนทุกท่านนะคะ
พรุ่งนี้เชิญมาฟังตอนต่อไปค่ะ


บันทึกการเข้า
Jalito
องคต
*****
ตอบ: 458


ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 05 มี.ค. 13, 00:45

   เข้ามาซะหลังเที่ยงคืน เหลือชามเปล่าแล้วมังครับ  เศร้า
บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1277


ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 05 มี.ค. 13, 01:28

   เข้ามาซะหลังเที่ยงคืน เหลือชามเปล่าแล้วมังครับ  เศร้า


แวะไปกินแกงแมวใส่อ้อยกระทู้ จากแต้จิ๋วสู่กรุงสยาม:แกงอ้อย แทนได้ครับ   แกงแมวยังเหลือเยอะเลย ไม่มีคนกล้ากิน  ยิงฟันยิ้ม  ยิงฟันยิ้ม  ยิงฟันยิ้ม

http://www.reurnthai.com/index.php?topic=5554.msg119661;topicseen#msg119661
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 05 มี.ค. 13, 07:04

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
sirinawadee
ชมพูพาน
***
ตอบ: 101


ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 05 มี.ค. 13, 09:48

สองทุ่มกว่าเมื่อคืน มัวเล่นกับลูกค่ะ เลยอดข้าวต้มเลย

หิวแต่ก็จะเรียนค่ะ  ร้องไห้
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30599

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 23  เมื่อ 05 มี.ค. 13, 09:50


แวะไปกินแกงแมวใส่อ้อยกระทู้ จากแต้จิ๋วสู่กรุงสยาม:แกงอ้อย แทนได้ครับ   แกงแมวยังเหลือเยอะเลย ไม่มีคนกล้ากิน  ยิงฟันยิ้ม  ยิงฟันยิ้ม  ยิงฟันยิ้ม
แกงแมวของคุณหาญบิง จะมีคู่แข่งพอสูสีกันได้ก็แต่แกงจืดอึ่งอ่างลอยมาทั้งตัวของกระทู้คุณตั้งเท่านั้นละค่ะ


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30599

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 24  เมื่อ 05 มี.ค. 13, 11:17

   เหตุร้ายที่เกิดขึ้นจนเลือดตกยางออกเป็นเวลาประจวบกันกับกรมพระราชวังบวรฯ กำลังโปรดให้สร้างปราสาทองค์ใหม่ขึ้นกลางสระ   ทำนองเดียวกับพระที่นั่งบรรยงค์รัตนาสน์สมัยปลายอยุธยา      พอเกิดเหตุ  ก็เหมือนลางไม่ดี ทำให้ล้มเลิกพระทัยจะสร้างปราสาท     รับสั่งว่าที่วังจันทรเกษมที่กรุงศรีอยุธยาไม่มีปราสาท     พระองค์จะมาทรงสร้างปราสาทในวังหน้า ดูจะเกินวาสนาไป    จึงเกิดเหตุร้ายขึ้น
    ตัวไม้ที่เตรียมไว้สำหรับก่อสร้าง  ก็เลยถูกย้ายไปสร้างพระมณฑปวัดนิพพานาราม หรือวัดมหาธาตุในปัจจุบัน    ส่วนบริเวณเกาะกลางสระที่เดิมตั้งพระทัยให้สร้างปราสาทนั้น โปรดให้สร้างพระวิมาน   ประดิษฐานพระพุทธรูปขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ขนามนามว่า พระพิมานดุสิตา
     พระวิมานนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพรรณนาไว้ในพระราชนิพนธ์ เรื่อง สถานที่ซึ่งกรมพระราชวังบวรฯ ทรงสร้างว่า

"ตัววิมานกลางที่เป็นหอพระ หลังคาดีบุก ฝากระดาน ข้างนอกประกอบเป็นลายทรงข้าวบิณฑ์ปิดทองประดับกระจก ข้างในเขียนลายรดน้ำมีราชวัตรฉัตรรูปอย่างฉัตรเบญจรงค์ (ปักรายรอบ) เป็นเครื่องปิดทองประดับกระจกทั้งสิ้น นอกพระวิมานออกมามีพระระเบียง ฝาข้างในเรื่องพระปฐมสมโพธิและเรื่องรามเกียรติ์ "งามนักหนา" ข้างนอกมีลายประกอบปิดทองประดับกระจก เสาและหูช้างพนักข้างในก็ล้วนลายสลักปิดทองประดับกระจก มีตะพานสลักปิดทองเป็นทางข้ามสระเข้าไปทั้งสี่ทิศ"

น่าเสียดายที่ไม่มีรูปหรือหลักฐานอื่นให้เห็นว่าหน้าตาเป็นอย่างไร    เพราะเมื่อกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ในรัชกาลที่ ๒ เสด็จเข้ามาประทับที่พระราชวังบวรฯ พระพิมานดุสิตาชำรุดมากแล้ว จึงโปรดฯ ให้รื้อพระวิมานและพระระเบียงออก แล้วนำเอาไม้ที่ยังคงใช้ได้นั้นไปสร้างวัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร ส่วนสถานที่บริเวณนั้นกลายเป็นสวนเลี้ยงนก เลี้ยงปลา เป็นที่ประพาสสำราญพระอิริยาบถ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30599

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 25  เมื่อ 05 มี.ค. 13, 11:26

กินแกงแมวอิ่มแล้ว   กลับเข้าชั้นเรียนนะคะ

คราวนี้ขอเกริ่นยาวหน่อยกว่าจะเข้าเรื่อง  ใครง่วงจะหลับไปก่อนก็ได้  ถึงตอนประหารเจ้าจอมแล้วจะปลุกอีกที

ก็อย่างที่รู้ๆกัน ว่าในรัชกาลที่ ๑  เป็นยุคสมัยที่รบทัพจับศึกกันทั้งรัชกาล       ขุนนางวังหน้ามีนักรบเก่งๆหลายคน  ได้ออกรบกันไม่เว้นว่าง   เมื่อมีจอมทัพเป็นนักรบมือฉกาจอย่างกรมพระราชวังบวรฯ   นักรบวังหน้าก็ฮึกเหิมที่จะรบ    ความฮึกเหิมนี้ทวีขึ้นจนกระทั่งกลายเป็นลำพองใจว่าฝ่ายตัวเองเก่งกว่าขุนนางวังหลวง     แม้ว่าไม่ได้พูดกันออกมาตรงๆแต่ความรู้สึกก็คุกรุ่นกันอยู่ในวังหน้าว่านักรบวังหน้าฝีมือดีกว่า เพราะออกศึกมาโชกโชน

ตอนปลายรัชกาล มีบันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารว่า ปีมะโรง พ.ศ. ๒๓๓๙    กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเกิดขัดพระทัยกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก    ถึงกับไม่เสด็จลงมาเฝ้า ณ พระบรมมหาราชวังอย่างเคย       ในหนังสือนิพพานวังหน้าให้รายละเอียดว่าขุนนางวังหน้าไปเพ็ดทูลกรมพระราชวังบวรฯ ว่าพวกวังหลวงให้เอาปืนใหญ่ขึ้นป้อม ตั้งเล็งมาทางวังหน้า เพื่อจะยิงวังหน้า    เมื่อเป็นอย่างนี้ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่โตวุ่นวายกันขึ้นมาในวัง
แต่กรมพระราชวังบวรฯ ก็มิได้ทรงวู่วามเชื่อขุนนาง   ทรงมีรับสั่งให้นักองค์อี พระสนมเอกซึ่งเป็นพระธิดาพระเจ้ากรุงกัมพูชา แต่งข้าหลวงลอบลงมาสืบความจากพวกเขมรที่ลากปืนที่วังหลวง ว่าเขาตั้งปืนใหญ่กันขึ้นมาทำไม   ก็ได้ความแต่ว่าเอาปืนขึ้นป้อมเพื่อยิงอาฏานาพิธีตรุษเท่านั้นเอง  ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับจะทำศึกกลางเมือง
บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7153


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 26  เมื่อ 05 มี.ค. 13, 11:52

   เหตุร้ายที่เกิดขึ้นจนเลือดตกยางออกเป็นเวลาประจวบกันกับกรมพระราชวังบวรฯ กำลังโปรดให้สร้างปราสาทองค์ใหม่ขึ้นกลางสระ   ทำนองเดียวกับพระที่นั่งบรรยงค์รัตนาสน์สมัยปลายอยุธยา      พอเกิดเหตุ  ก็เหมือนลางไม่ดี ทำให้ล้มเลิกพระทัยจะสร้างปราสาท     รับสั่งว่าที่วังจันทรเกษมที่กรุงศรีอยุธยาไม่มีปราสาท     พระองค์จะมาทรงสร้างปราสาทในวังหน้า ดูจะเกินวาสนาไป    จึงเกิดเหตุร้ายขึ้น
    ตัวไม้ที่เตรียมไว้สำหรับก่อสร้าง  ก็เลยถูกย้ายไปสร้างพระมณฑปวัดนิพพานาราม หรือวัดมหาธาตุในปัจจุบัน    ส่วนบริเวณเกาะกลางสระที่เดิมตั้งพระทัยให้สร้างปราสาทนั้น โปรดให้สร้างพระวิมาน   ประดิษฐานพระพุทธรูปขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ขนามนามว่า พระพิมานดุสิตา
     พระวิมานนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพรรณนาไว้ในพระราชนิพนธ์ เรื่อง สถานที่ซึ่งกรมพระราชวังบวรฯ ทรงสร้างว่า

"ตัววิมานกลางที่เป็นหอพระ หลังคาดีบุก ฝากระดาน ข้างนอกประกอบเป็นลายทรงข้าวบิณฑ์ปิดทองประดับกระจก ข้างในเขียนลายรดน้ำมีราชวัตรฉัตรรูปอย่างฉัตรเบญจรงค์ (ปักรายรอบ) เป็นเครื่องปิดทองประดับกระจกทั้งสิ้น นอกพระวิมานออกมามีพระระเบียง ฝาข้างในเรื่องพระปฐมสมโพธิและเรื่องรามเกียรติ์ "งามนักหนา" ข้างนอกมีลายประกอบปิดทองประดับกระจก เสาและหูช้างพนักข้างในก็ล้วนลายสลักปิดทองประดับกระจก มีตะพานสลักปิดทองเป็นทางข้ามสระเข้าไปทั้งสี่ทิศ"

น่าเสียดายที่ไม่มีรูปหรือหลักฐานอื่นให้เห็นว่าหน้าตาเป็นอย่างไร    เพราะเมื่อกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ในรัชกาลที่ ๒ เสด็จเข้ามาประทับที่พระราชวังบวรฯ พระพิมานดุสิตาชำรุดมากแล้ว จึงโปรดฯ ให้รื้อพระวิมานและพระระเบียงออก แล้วนำเอาไม้ที่ยังคงใช้ได้นั้นไปสร้างวัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร ส่วนสถานที่บริเวณนั้นกลายเป็นสวนเลี้ยงนก เลี้ยงปลา เป็นที่ประพาสสำราญพระอิริยาบถ

ตอนนี้ยังเหลือที่ว่างเวิ้งนี้ให้เห็นครับ เป็นสวนหย่อมเล็ก ๆ อยู่หน้าตึกคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พอดีเลยครับ....สระน้ำเลี้ยงปลา เรียกว่า "พระที่นั่งรังสรรคจุฬาโลกย์"
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30599

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 27  เมื่อ 05 มี.ค. 13, 12:19

พิธีอาฏานา จัดขึ้นในวันตรุษคือวันปีใหม่ไทย   นอกจากสวดอาฏานาฏิยสูตร (ซึ่งปัจจุบันคือการสวดภาณยักษ์) แล้วก็ยังมียิงปืนใหญ่ไล่ภูตผี ปีศาจทุกชนิดให้ตกใจและหนีไป ก็จะมีความสะอาดหมดจดขึ้นในวันขึ้นปีใหม่  ระหว่างพระสงฆ์สวดในวันทําพิธีตรุษ
คำว่าอาฎานา สมัยนั้นเรียกเพี้ยนไปว่า ยิงปืนอัฏนาหรืออัตนา     ในนิราศเดือนของนายมี บรรยายไว้ว่า

             “ถึงเดือนสี่ปีสุดจะตรุษใหม่                       ยังไม่ได้นุชนาฏที่ปรารถนา
         ฟังเสียงปืนยืนยัดอัตนา                               รอบมหานัคเรศนิเวศน์วัง ”
          
         ปืนที่ยิงนั้นใส่ดินปืน ใส่หม่อน ใบหนาด ใบสามแร้งสามกา ซึ่งถือกันว่าเป็นใบไม้ที่ผีกลัว มีถุงข้าวเปลือกข้าวสารถุงเล็กๆ ๑๐๘ ถุง สำหรับบรรจุในปืนอย่างฟาดข้าวไล่ผีด้วย กำหนดให้ยิงเป็นคราวแรกในเวลายามเศษ  สวดตลอดคืนตลอดรุ่งใน ๑๑ จบ ถ้าพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกหัวค่ำเป็น ๑๒ จบ บ้าง บางทียิงปืนอยู่ใน ๒๓ คราวปืนเป็นธรรมดา แต่ถ้า ๑๒ จบ ก็เป็น ๒๕ คราวปืน
          จำนวนปืนที่ยิงมีปืนอินพิน กางกระบอก  ปืนสามแหม ๖๐ กระบอก ปืนคาบศิลา ๕ กระบอก ปืนทอง มหาฤกษ์ มหาชัย มหาจักร มหาปราบ ๔ กระบอก ปืนฟินลินปิดสัญญาณนอก ๒ กระบอก ปืนฝรั่งเปิดหมวก ๒ กระบอก ปืนทองมนิลา ๒ กระบอก ปืนทองรางแท่น ๒ กระบอก ปืนหามแล่น ๘๐ กระบอก รวมปืนเล็ก ๙๕ กระบอก ปืนใหญ่ ๙๖ กระบอก รวมเป็น ๑๙๑ กระบอก กำหนดที่ยิงปืนนั้น ยิงปืนมหาฤกษ์ มหาชัย มหาจักร มหาปราบ ก่อนแล้วจึงยิงปืนตับ เมื่อยิงปืนตับแล้วจึงยิงปืนสัญญาณนอกที่ประตูวิเศษไชยศรี แล้วปืนป้อมขันธ์เขื่อนเพชรยิงไปเป็นลำดับประทักษิณรอบพระบรมมหาราชวังและพระนคร  

         ขอลอกมาให้อ่านสำหรับผู้สนใจเรื่องปืนค่ะ   ไม่มีปัญญาจะไปค้นว่าปืนพวกนี้คืออะไรบ้าง    พอนึกออกก็คือปืนคาบศิลา
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30599

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 28  เมื่อ 05 มี.ค. 13, 12:56

      แม้จะรู้กันแล้วว่าปืนใหญ่ของวังหลวงมีเอาไว้ยิงในพิธีตรุษ   แต่พวกขุนนางวังหน้า มีพระยาเกษตรรักษา (บุญรอด)เสนาบดีกรมนา เป็นต้น   ไม่ยอมวางใจง่ายๆ   ก็ให้เอาปืนใหญ่ขึ้นตั้งที่ป้อมไพฑูรย์ซึ่งเป็นป้อมอยู่ทางทิศใต้   เปนรูปหอรบยาวตามกำแพงวัง ทางปืนตรงเฉพาะพระราชวังหลวง     เรียกว่าเตรียมพร้อมจะต่อสู้กับวังหลวงหากว่าทางวังหลวงยิงปืนใหญ่มาทางวังหน้าจริงๆ
     พวกขุนนางวังหลวงเห็นวังหน้าตระเตรียมกำลัง   ก็ตระเตรียมขึ้นมาบ้าง   สถานการณ์ตึงเครียดเกือบจะเกิดรบกันกลางเมือง ความทราบถึงสมเด็จพระพี่นาง ทั้งสองพระองค์ คือเจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี และเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์  ก็เสด็จไปวังหน้า มีรับสั่งปลอบประโลมเกลี้ยกล่อมกรมพระราชวังบวรฯจนสิ้นทิฐิมานะ แล้วพาพระองค์ลงมาเฝ้าสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชที่วังหลวง    การที่ทรงขัดเคืองกันจึงระงับไปได้

     อย่างไรก็ตาม แม้เรื่องขัดแย้งจะระงับลงได้   ความรู้สึกของขุนนางวังหน้าก็น่าจะยังกรุ่นๆอยู่บ้าง ไม่ดับลงง่ายๆ   

    ต่อมาถึงปี ๒๓๔๖  กรมพระราชวังบวรฯ ประชวรหนัก พระอาการมีแต่ทรงกับทรุด   วันหนึ่งมีรับสั่งว่า พระราชมนเทียรสถานได้ทรงสร้างไว้ใหญ่โต เปนของประณีตบรรจง ประชวรมาช้านานไม่ได้ทอดพระเนตรเห็นให้รอบ   จะใคร่ทอดพระเนตรให้สบายพระราชหฤทัย จึงโปรดให้เชิญพระองค์ขึ้นทรงพระเสลี่ยง   บรรทมพิงพระเขนย เชิญเสด็จไปรอบพระราชมนเทียร
    ขณะเสด็จไปรอบๆ  ก็มีกระแสรับสั่ง   ซึ่งคนรุ่นหลังถ่ายทอดกันมาหลายอย่าง   บางคนเล่าว่ากรมพระราชวังบวร ฯ ทรงบ่นว่า
     " ของนี้กูอุส่าห์ทำด้วยความคิดแลเรี่ยวแรงเป็นหนักหนา หวังว่าจะได้อยู่ชมให้สบายนาน ๆ ก็ครั้งนี้จะไม่ได้อยู่แล้ว จะได้เห็นวันนี้เป็นที่สุด   ต่อไปก็จะเปนของท่านผู้อื่น "
     บางคนก็เล่าหนักข้อกว่านี้   ว่ากรมพระราชวังบวร ฯ ทรงบ่นว่า
     " ของใหญ่ของโตดีดีของกูสร้าง ใครไม่ได้ช่วยเข้าทุนอุดหนุน กูสร้างขึ้นด้วยกำลังข้าเจ้าบ่าวนายของกูเอง นานไปใครมิใช่ลูกกู ถ้ามาเปนเจ้าของเข้าครอบครอง ขอผีสางเทวดาจงบันดาลอย่าให้มีความสุข "
     แล้วก็ทรงสาปแช่งไปต่าง ๆ ตามพระหฤทัยที่โทมนัส เล่ากันอย่างหลังนี้โดยมาก
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30599

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 29  เมื่อ 05 มี.ค. 13, 13:03

   หลังจากนั้นไม่นาน    พระอาการของกรมพระราชวังบวรฯก็ทรุดหนักลง    ทรงมีพระประสงค์ที่จะเสด็จไปนมัสการลาพระพุทธรูปที่พระอุโบสถวัดนิพพาราม(หรือวัดมหาธาตุในปัจจุบัน) ครั้นเมื่อเสด็จมาถึงพระอุโบสถแล้ว    มีพระราชดำรัสเรียกพระแสงมาจบพระหัตถ์เพื่อถวายให้เป็นราวเทียน เมื่อเจ้าพนักงานนำเทียนมาจุดเรียงติดกับที่พระแสงทำเป็นพุทธบูชาอยู่ครู่หนึ่ง ขณะนั้นอาการพระโรคก็ได้กำเริบขึ้น  ประสบทุกขเวทนาแรงกล้า   พระองค์จึงเอาพระแสงหมายจะเเทงพระองค์ถวายเป็นพุทธบูชา
   พระองค์เจ้าลำดวนพระราชโอรสซึ่งตามเสด็จไปด้วยเข้าขัดขวางไว้    กรมพระราชวังบวรฯจึงทอดพระองค์ลงกันแสง   ตรัสแช่งด่าพระองค์เจ้าลำดวนไปต่างๆนานา ในที่สุดพวกเจ้านายและข้าราชการวังหน้า จึงได้เชิญพระองค์เสด็จขึ้นประทับบนพระเสลี่ยงเพื่อกลับพระราชวังบวรสถานมงคล
    ในระหว่างทางพระองค์ได้ตรัสเป็นนัยแก่พระโอรสและข้าราชการที่ตามเสด็จว่า
    “สมบัติทั้งนี้กูได้กระทำศึกสงครามกู้แผ่นดินขึ้นมาได้ก็เพราะกูทั้งสิ้น   ไม่ควรที่จะไปได้แก่ลูกหลานวังหลวง ผู้ใดมีสติปัญญาก็ให้เร่งคิดเอาเถิด”

   พระอาการทรุดหนักลงใกล้ที่จะสวรรคต พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าได้เสด็จขึ้นไปพยาบาลพระราชอนุชา ณ พระราชวังบวรสถานมงคลถึง 6 วัน ก่อนสวรรคต    ทรงฝากพระราชโอรสและธิดา และขอให้ทั้งหมดได้ครองวังหน้าต่อไป  ดังที่กล่าวไว้ในพระนิพนธ์ นิพพานวังหน้า ของพระองค์เจ้าหญิงกัมพุชฉัตร

จึ่งทูลฝากพระนิเวศน์ที่เคยครอง                        ประสิทธิป้องมอบไว้ใต้ธุลี
ฝากหน่อขัติยานุชาด้วย                                 จงเชิญช่วยโอบอ้อมถนอมศรี...
..................................................
อนึ่งหน่อวรนารถผู้สืบสนอง                             โปรดให้ครองพระนิเวศน์เหมือนปางหลัง
อย่าบำราศให้นิราแรมวัง                                ก็รับสั่งเอออวยพระโองการ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 8
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.042 วินาที กับ 19 คำสั่ง