เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 22 23 [24] 25 26 ... 28
  พิมพ์  
อ่าน: 162289 คุณครูคับ ข้อนี้ตอบอะไรคับ????
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30622

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 345  เมื่อ 11 ก.พ. 16, 21:26

เรื่องนี้เป็นปัญหาที่กระทรวงศึกษาธิการเองก็รับทราบ  เพราะเคยมาชี้แจงให้อนุกรรมาธิการเด็ก เยาวชนฯของสภานิติบัญญัติแห่งชาติฟังมาแล้ว   ล่าสุดกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขก็เริ่มเดือดร้อนแล้วว่า การแบกกระเป๋านักเรียนที่หนักกว่า 10% ของน้ำหนักตัวเด็ก (บัดนี้ปาเข้าไป 25% ของน้ำหนักตัวแล้ว)มีผลเสียหายต่อกระดูกสันหลังของเด็ก เมื่อโตขึ้น
คุณประกอบเห็นจะต้องวางไม้ถูพื้นมา หิ้วกระเป๋าให้หนุ่มน้อยป. 5  ขืนให้แบกเป้ไปเองนานๆคงไม่ดีกับร่างกายของเขาแน่

ปัญหานี้จะแก้ได้ ไม่ใช่การค่อยๆแกะยางรัดออกทีละเส้น  หรือทำตาปริบๆโยนกันไปมาระหว่างหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน
สิ่งที่จะแก้ปัญหาได้
1 รื้อหลักสูตรใหม่หมด   
มีอัตราส่วนระหว่างวิชาการ  กีฬา  บันเทิงหรือสันทนาการให้เหมาะสม    นโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ก็ทำกันมาแล้ว
แต่ล่าสุดได้ข่าวว่าอาจจะไปไม่รอด เพราะผู้ปกครองขอให้กลับเป็นแบบเก่า เพราะบ่ายเลิกเรียนเร็วกว่าเมื่อก่อน  มารับลูกกลับบ้านไม่ได้
2 ทำการบ้านโดยเข้าห้องสมุดค้นคว้า  ไม่ใช่แบกเป้ใส่ตำราและแบบฝึกหัดไปและกลับทุกวัน  เรียนรู้ผ่านทางเว็บไซต์ต่างๆที่ึครูจัดทำ มากกว่าจากหนังสือ   
3  ยกเลิกร.ร.กวดวิชา
4 เด็กมีทางเลือกทางอื่นมากกว่าแห่กันเข้ามหาวิทยาลัย

นึกออกแค่นี้ค่ะ


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10869


ความคิดเห็นที่ 346  เมื่อ 12 ก.พ. 16, 08:58

ได้fmทา ก็เลยส่งต่อเฉยๆ


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10869


ความคิดเห็นที่ 347  เมื่อ 12 ก.พ. 16, 09:00

ข่าวไม่แจ้งว่า เป็นข้อสอบของสถาบันใด แต่ข้อเฉลยเป็นอย่างนี้ครับ


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10869


ความคิดเห็นที่ 348  เมื่อ 12 ก.พ. 16, 09:03

แต่ก็สงสัยว่า จะมีนักเรียนผู้หญิงตอบถูกบ้างมั๊ย
บันทึกการเข้า
Naris
พาลี
****
ตอบ: 314


ความคิดเห็นที่ 349  เมื่อ 12 ก.พ. 16, 09:09

ข้อนี้มาจากหนังสือ "เฉยลข้อสอบโอเน็ต ในอีกร้อยปีข้างหน้า" เป็นหนังสือแนวเสียดสีล้อเลียนเอาขำๆ หนะครับ ไม่ใช่ข้อสอบจริงๆ  

http://www.naiin.com/product/detail/136545/%E0%B9%80%E0%B8%89%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B9%87%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2100%E0%B8%9B%E0%B8%B5-%E0%B8%AE%E0%B8%B4

บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10869


ความคิดเห็นที่ 350  เมื่อ 12 ก.พ. 16, 09:33

อ้อ หรือครับ หากเช่นนั้นก็ต้องขออภัยด้วย
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10735



ความคิดเห็นที่ 351  เมื่อ 07 มิ.ย. 16, 08:57

ถึงทีที่คุณครูต้องถามนักเรียนแล้วว่า

"นักเรียนคะ ข้อนี้ตอบว่าอะไรคะ"

ที่มา ข่าวกระทู้พันทิป


ลายมือเทพมาอีกแล้ว คราวนี้คุณครูถึงกับเขียนต่อท้ายว่า   "ครูขอตายดีกว่า !"

ชาวเรือนไทยมาช่วยถอดความให้คุณครูหน่อย เร้ว ว ว  ยิงฟันยิ้ม


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
Naris
พาลี
****
ตอบ: 314


ความคิดเห็นที่ 352  เมื่อ 07 มิ.ย. 16, 13:45

คนเขียนเขาอ่านลายมือตัวเองออกไหมครับเนี่ย
 
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10735



ความคิดเห็นที่ 353  เมื่อ 07 มิ.ย. 16, 15:54

น้องคนนี้อาจเป็น โรค LD (Learning Disabilities) คือบกพร่องในการเรียนรู้ ซึ่งมีอยู่ ๓ ด้านใหญ่ ๆ คือ การอ่าน การเขียน และการคำนวณ  ในกรณีของน้องคนนี้เห็นชัดว่ามีปัญหาด้านการเขียน คิดว่าคุณครูผู้สอนคงทราบและคอยช่วยเหลืออยู่

คุณครูอ่านออก และตรวจงานชิ้นนี้แล้ว   ยิงฟันยิ้ม


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10735



ความคิดเห็นที่ 354  เมื่อ 07 มิ.ย. 16, 16:07



สำหรับงานที่น้องเขียน ถอดความ (จัดย่อหน้าใหม่ตามคำแนะนำของคุณครู) ได้ดังนี้

                          ตำนานเรื่อง กบกินเดือน (การเกิดจันทรุปราคา)

       ในอดีตมีครอบครัวอยู่ครอบครัวหนึ่ง ซึ่งบ้าน..นอกเมือง  ครอบครัวนี้มีสมาชิก 4 คน คือ พ่อ แม่ และลูกสาว 2 คน ซึ่งลูกสาวทั้ง 2 คนนั้น ต่างได้รับการอบรมเรื่องภายในบ้าน เกี่ยวกับการเป็นแม่บ้านที่ดี เช่น การจัดบ้านเรือน การทำอาหาร เป็นต้น

       วันหนึ่งพ่อและแม่บอกกับลูกสาวทั้ง 2 คนช่วยกันทำอาหาร เพื่อเป็นการทดสอบฝีมือ ทั้ง 2 คน ก็เข้าไปในครัว แล้วช่วยกันเป็นทำอาหาร พอทั้ง 2 คนชิมรสชาติอาหารก็ไม่พอใจ เพราะอาหารมีรสชาติไม่ถูกปาก ทั้งสองโต้เถียงกันจนอดกลั้นไม่ไหว จึงต่อสู้กันจนตายทั้ง 2 คน

       ยมบาลมารับวิญญาณของทั้งสองไปพิพากษา..จะตัดสินให้ทั้งคู่ตกนรกทั้ง..ชั้น เมื่อตกนรกแล้วให้คนพี่ไปเกิดเป็นเดือน ส่วนคนน้องไปเกิดเป็นกบ เมื่อทั้งสองไปเกิดก็ยังอาฆาตกันอยู่  เมื่อได้โอกาสกบจึงอ้าปากกินเดือนเสมอ ฝ่ายชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ก็จะช่วยกันตีเกราะเคาะไม้ให้กบปล่อยเดือน….

แหล่งที่มาของข้อมูล จากการวิเคราะห์ตำนานสุริยคราสและจันทรคราสของชนชาติไทย ของ  ปฐม หงส์สุวรรณ
บันทึกการเข้า
Naris
พาลี
****
ตอบ: 314


ความคิดเห็นที่ 355  เมื่อ 07 มิ.ย. 16, 16:12

ภาพหลุดลง Social แล้ว คุณครูเองก็เกรงจะเกิดปัญหาขึ้นเช่นกันสินะครับ

แล้วการรักษาโรค LD นี้จะต้องทำอย่างไรครับ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30622

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 356  เมื่อ 07 มิ.ย. 16, 17:25

http://education.kapook.com/view149746.html
อ.ปิง ไลฟ์สดชำแหละข้อสอบ O-NET วิชาสังคม เจอเฉลยผิดกระจาย !!
บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1277


ความคิดเห็นที่ 357  เมื่อ 07 มิ.ย. 16, 18:43

http://education.kapook.com/view149746.html
อ.ปิง ไลฟ์สดชำแหละข้อสอบ O-NET วิชาสังคม เจอเฉลยผิดกระจาย !!

เฉลยผิดก็แย่พออยู่แล้ว แต่ที่แย่ไปกว่าคือนอกจากวัดความจำว่าใครจำเก่งกว่ากัน ข้อสอบแบบนี้ไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรแก่ผู้สอบเลย

อย่างถามว่าสนธิสัญญากับต่างชาติฉบับแรกคือฉบับไหน จริงๆ แล้วรู้ชื่อไปก็เท่านั้น จะมีประโยชน์อะไรถ้าไม่รู้ว่าสภาพการค้าในสมัยนั้นเป็นอย่างไร ใจความสนธิสัญญาเป็นอย่างไร ใครได้เปรียบเสียเปรียบ และส่งผลกระทบต่อสภาพสังคมต่อมาอย่างไรบ้าง  หรือที่ถามว่าชาติใดเกณฑ์ทหารเป็นชาติแรก นี่ผมยังนึกประโยชน์จากความรู้นี้ไม่ได้เลย เสียเวลาจำเปล่าๆ แต่ข้อสอบสั่วๆ แบบนี้ ดันมามีผลกระทบต่อนักเรียนที่สอบไปตลอดชีวิต

ข้อสอบแบบนี้สะท้อนความคิดอ่านของคนออกได้จริงๆ ข้อสอบห่วยๆ แบบนี้ไม่ควรมาเป็นข้อสอบวัดความรู้ระดับประเทศ เห็นแล้วทำให้ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมระบบการศึกษาเรายิ่งนับวันยิ่งล้มเหลวมากขึ้นเรื่อยๆ

บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30622

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 358  เมื่อ 10 มิ.ย. 16, 09:40

ข้อสอบท่องจำแบบนี้ดิฉันเคยเรียนมาสมัยอยู่ประถมและมัธยม    จำได้ว่าท่องขึ้นใจเรื่ององค์การสันนิบาตชาติที่ล้มไปแล้วก่อนจะตั้งองค์การสหประชาชาติ      หลังจากนั้นหลายสิบปี สงสัยว่าเรารู้เรื่ององค์การสันนิบาตชาติไปทำไม ในเมื่อมันก็ม้วนเสื่อจบบทบาทไปนานแล้ว

แต่จะโทษโรงเรียนไม่ได้ เพราะเป็นหลักสูตรกระทรวง   พบว่า ผ่านมาจนบัดนี้  ก็ยังให้เด็กท่องจำเหมือนเดิมค่ะ

มีข่าวมาให้คุณประกอบเสียขวัญหนักขึ้นไปอีก
http://www.naewna.com/scoop/219982

ในตอนที่แล้ว เรานำพาทุกท่านไปดูชีวิตเด็ก ม.ปลาย จะ “เด็กเมือง-เด็กบ้าน” จะยากดีมีจน สิ่งที่เหมือนกันคือต้อง “กวดวิชา” เพื่อหวังจะได้ “ไปต่อ”ในระดับอุดมศึกษา แต่ทว่ายังไม่จบเท่านั้น เพราะเด็ก ม.ปลาย ยุคนี้ กว่าจะไปถึงมหาวิทยาลัย ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยสารพัดการสอบ และเกือบทุกๆการสอบ...

นิยาม คือ “โหด-ยาก-รากเลือด” ไม่ต่างกัน!!!

“เราติวเด็กมากเลย นี่คือการเรียนรู้จริงหรือเปล่า?แล้วเด็กต้องวิเคราะห์ตามข้อสอบโอเน็ตใช่ไหม? อุตสาหกรรมต่อไปที่จะเกิดขึ้น แผ่ขยายไปทั่วเลย คือ การติวแล้วมันไม่ใช่แค่ติวเข้ามหาวิทยาลัย จะกลายเป็นติวโอเน็ต ติว GAT/PAT ติวโน่นติวนี่ติวนั่น บริษัทพวกนี้มันจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่แก้ระบบ ไม่แก้กฎหมาย วัฒนธรรมการติว วัฒนธรรมลูบหน้าปะจมูก มันก็ยังจะเกิดขึ้น”

นี่คือสิ่งที่ “ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ” อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยกล่าวไว้เมื่อปี 2557 ในงานแถลงข่าว “คลี่ตารางชีวิตครูไทยใน 1 ปีเสียงสะท้อนจากครูที่นักปฏิรูปต้องฟัง” ซึ่งถือเป็น“คำทำนาย” ว่าในอนาคตธุรกิจกวดวิชาจะ “เฟื่องฟู” จากสารพัดการสอบ

ผ่านไปปีเศษ...ปลายเดือนเมษายน 2559 “อาจารย์สมพงษ์” พูดถึงเรื่องนี้อีกครั้ง พร้อมเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของนักเรียน ม.ปลาย และผู้ปกครอง ต่อการเตรียมความพร้อมเพื่อศึกษาต่ออุดมศึกษา ว่า ทุกวันนี้เด็ก ม.ปลาย ประเทศไทย ต้องผ่านสนามสอบต่างๆเฉลี่ย 6-7 สนามต่อคน ร้อยละ 71 ระบายความในใจผ่านการสำรวจครั้งนี้ว่า...

“สอบมากเกินไปจนไม่มีเวลา”!!!

“ความคิดเห็นต่อระบบแอดมิชชั่นของนักเรียน ม.ปลาย ที่น่าสนใจ คือ เด็ก 1 คน สอบ 6-7 สนาม คิดดู 1 สนามใช้เงินเท่าไร แล้ว 1 สนามมีกี่วิชา จะสอบมากไปไหนกัน เด็กก็ถามว่าสอบมากๆแบบนี้ ช่วยพัฒนาเด็กได้จริงหรือ เราจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาหรือเพื่อทำร้ายเด็กกันแน่ การสอบและวัดผลแบบนี้เป็นการรังแกเด็กทางอ้อม เด็ก ม.6 คนหนึ่งสอบ 6-7 สนาม ทั้งวัดผลของโรงเรียน สอบโอเน็ต สอบ GAT/PAT สอบสามัญ 9 วิชา สอบโควตามหาวิทยาลัย สอบตรง สอบ สอบ แล้วก็สอบ” อาจารย์สมพงษ์ กล่าว



เมื่อมี “การสอบ” ย่อมต้องมีการ “ติว” และเมื่อมีการติว ย่อมต้องมี “ค่าใช้จ่าย” ดังคำบอกเล่าของ “อิทธิพร ฉิมงาม” นักเรียนโรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ที่ระบุว่า ใน 1 วิชา อาจต้องใช้สอบในหลายรายการ เช่น GAT/PAT 9 วิชาสามัญ ฯลฯ ซึ่งแต่ละสนามสอบ เนื้อหาที่เลือกมาใช้สอบจะแตกต่างกัน จึงเกิดสารพัด “คอร์สติว” ขึ้นมาโดยเฉพาะ

“สอบ GAT/PAT ออกเจาะลึกเป็นบางบท สอบ 9 วิชาสามัญออกทั่วไปทั้งหมด จะเห็นว่าต้องอ่านหนังสือคนละแบบกัน อย่างชีวะ ไม่ใช่ว่าเรียนเล่มเดียวจบ แต่ต้องเรียนชีวะของ PAT ชีวะของ 9 วิชา ชีวะของโอเน็ต คือ ต้องเรียนชีวะ 3 รอบ เพราะข้อสอบคนละแนวกัน ฟิสิกส์ก็ 3 รอบเหมือนกัน” อิทธิพร ระบุ

ลำพังแค่การกวดวิชาเพื่อสารพัดการสอบ ก็ถือว่าสร้าง “ช่องว่างความเหลื่อมล้ำ” อยู่มากแล้ว จากการสำรวจพบว่า ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการตระเวนไปสอบสนามต่างๆ เฉลี่ยอยู่ที่ 20,040 บาทต่อคน เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการกวดวิชา เฉลี่ยอยู่ที่ 22,592 บาทต่อคน สำหรับครอบครัวฐานะร่ำรวยอาจไม่เดือดร้อน แต่สำหรับชาวรากหญ้าและชนชั้นกลาง เงินจำนวนนี้ถือว่ามากพอสมควร

แต่สิ่งที่เรียกว่า “สอบรับตรง” ยิ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำ “รุนแรงทวีคูณ” ขึ้นไปอีก!!!

“พชรพรรษ์ ประจวบลาภ” ประธานเครือข่ายยุวทัศน์ กทม. กล่าวว่า แม้การสอบตรงจะทำให้เด็กมีโอกาสได้ที่เรียนในมหาวิทยาลัยมากขึ้น เพราะเลือกสอบได้ในหลายสถาบัน แต่อีกมุมหนึ่ง “ของฟรี...ไม่มีในโลก” ยิ่งอยากสอบหลายที่ ยิ่งต้องจ่ายมาก การสอบตรงจึงไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่า “ความได้เปรียบของเด็กบ้านรวย” ขณะที่เด็กที่ครอบครัวมีฐานะรองๆ ลงมาแทบไม่ได้ประโยชน์อะไรกับการสอบลักษณะนี้

“จะสอบตรงหลายๆ ที่มันก็ต้องใช้เงิน พวกเด็กที่มีสตางค์ไม่ต้องไปคิด พันรอบฉันก็สอบได้ แต่คนไม่มีเงินนี่ต้องคิดแล้วคิดอีก ต้องเลือกที่ที่มั่นใจว่าสอบแล้วต้องติดแน่นอน นี่คือการสร้างความเหลื่อมล้ำ” ประธานเครือข่ายยุวทัศน์ กทม. กล่าว

ทางออกของปัญหา...“พงศธร นามพิลา” นักเรียนโรงเรียนโซ่พิสัยพิทยาคม อ.โซพิสัย จ.บึงกาฬ มองไปถึง “ระบบแนะแนว” เพราะหากระบบนี้เข้มแข็ง เด็กแต่ละคนจะ “รู้จักตนเอง” ว่าชอบอะไร-ถนัดสิ่งใดได้ก่อนถึงช่วงเวลาแห่งการสอบ ย่อมสามารถวางแผนและเตรียมตัวได้ว่าจะเลือกเรียนต่อคณะใดและสถาบันใดจะได้ไม่ต้อง “วิ่งรอกสอบทุกที่” รวมถึง“กวดวิชาแบบเหวี่ยงแห” ให้เสียทั้งเงินทอง เวลา ตลอดจนสุขภาพทั้งกายและจิต

“อยากให้มีหลักสูตรแนะแนวที่ชัดเจนและจริงจัง เด็กจะได้รู้ตัวเอง เขาจะได้พุ่งไปทางเดียว ไม่ต้องเหวี่ยงแหแบบอันนี้สอบไม่ติดไปสอบอันนั้นต่อ” พงศธร ให้ความเห็น

เช่นเดียวกับ “พชรพรรษ์” ที่กล่าวว่า “ครูแนะแนว” ไม่ใช่ใครก็ได้ แต่ต้องจบด้านแนะแนวมาโดยตรง มีความรู้ความเข้าใจด้านนี้จริงๆ

ขณะที่เรื่องการสอบ “บทสรุป” ของการสำรวจครั้งนี้ ทั้งเด็ก ม.ปลาย และผู้ปกครอง เห็นตรงกันหลักๆ คือ 1.“เนื้อหา” ที่ใช้ในการสอบต้องออกให้ตรงกับหลักสูตรที่เรียนในโรงเรียน เพราะการออกข้อสอบยากเกินหลักสูตรปกติเป็น “ต้นตอ” ของการต้องไปกวดวิชาเพื่อให้ทำข้อสอบได้ และ 2.“ลดรายการสอบ” ให้น้อยลง เพื่อลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง และลดความเหนื่อยล้าของนักเรียน

สอดคล้องกับความเห็นของ “อาจารย์สมพงษ์” ที่ตั้งข้อสังเกตว่า “ไทยเป็นประเทศที่เด็กสอบมากน่าจะที่สุดในโลก” เพราะเมื่อไปดูอีกหลายประเทศ มหาวิทยาลัยใช้การสอบเข้าเป็นแค่เกณฑ์หนึ่งเท่านั้นในการรับคนเข้าเรียน ยังมีเกณฑ์พิจารณาอีกหลายอย่างใช้ประกอบกัน

“อาจารย์สมพงษ์” กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนไปดูงานมาเยอะไม่เห็นมีประเทศใดเขา “บ้าสอบ” กัน 6-7 สนาม เหมือนประเทศไทย ส่วนมากเขาดูผลการเรียน การเขียนแนะนำตัว แล้วก็กิจกรรม ในอดีตมีงานวิจัยที่ยืนยันว่าระบบสอบ “เอนทรานซ์”2 ครั้ง ดีที่สุด แต่เวลาเราเสนอไปในที่ประชุม “ผู้ยิ่งใหญ่” เขาบอกว่า เราไม่มีทางที่จะย้อนกลับไปสู่อดีตได้อีกแล้ว

เห็นไหม??? ยิ่งแก้ไขระบบการศึกษามากขึ้น ยิ่งมีการสอบมากขึ้น
บันทึกการเข้า
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1880



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 359  เมื่อ 10 มิ.ย. 16, 16:48



มาอีกแล้วครับ คราวนี้เป็น O-net ระดับมัธยมต้น
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
หน้า: 1 ... 22 23 [24] 25 26 ... 28
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.04 วินาที กับ 19 คำสั่ง