เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
อ่าน: 6558 เรื่องของสมี
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 08 ก.พ. 13, 20:21

สมีอีกคนหนึ่งที่ได้รับจารึกชื่อไว้ในกฎพระสงฆ์ฉบับที่ 9   เป็นพระสงฆ์ที่ร่ำเรียนจนเป็นเปรียญ แต่ชั้นไหนท่านไม่ได้บอกรายละเอียดไว้  บอกแต่ชื่อว่า มหาสีน   แต่ทำผิดขั้นปาราชิก ก็เลยถูกเรียกว่า "อ้ายสีน"
อ้ายสีนคงทำผิดด้านเมถุนปาราชิก   เพราะกล่าวไว้ในกฎว่า  เป็นพระอันดับที่ติดพันกับหญิงผู้เป็นโยมอุปัฎฐาก   เนื้อความก็แสดงว่าถึงขั้นละเมิดศีลทั้งที่ยังอยู่ในผ้าเหลือง  จึงกลายเป็นสมีไปอีกคนหนึ่ง
 

สมเด็จพระบรมนารถ ฯ..... สั่งว่า..... มหาสีนขาดจากสิกขาบทเป็นปาราชิกลามกในพระศาสนา มิได้เป็นสมณะปฏิญาณตนว่าเป็นสมณ ปิดความชั่วไว้..... กระทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมสูญเศร้าหมองมิควรนักหนา
แต่นี้สืบไปเมื่อหน้า ให้พระราชาคณะฐานานุกรมเจ้าอธิการ เอาใจใส่ตรวจตราดูรู้เห็นว่า อันดับนั้นติดพันอยู่ด้วย หญิงโยมอุปฐาก ผิดพุทธวจนะอยู่แล้ว ก็ว่ากล่าวให้ปริวัฎออกเสียจากพระศาสนา อย่าให้เป็นปาราชิก ขึ้นได้ในพระศาสนาดุจหนึ่งอ้ายสีนฉะนี้
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 08 ก.พ. 13, 20:28

รัชกาลที่ 1 ท่านกำชับกำชาทางวัดว่าถ้าเห็นพระสงฆ์รูปไหน ชักทำท่าว่าจะติดพันผู้หญิง ก็ให้รีบสึกไปเสียโดยเร็ว  อย่าให้ทันกระทำผิดล่วงเมถุนปาราชิกขึ้นมาได้       การจัดระเบียบทางโลกและทางธรรมของชาวพุทธ มีข้อกำหนดชัดเจนว่าพระสงฆ์บวชแล้วสึกออกมามีเมีย  หรือมาทำมาหากันอย่างผู้ครองเรือนก็ไม่เป็นไร ไม่มีใครว่า    ซ้ำยังให้ความนับถือว่าเคยบวชเรียนมาแล้ว     ข้อสำคัญคือระหว่างครองผ้าเหลืองอยู่ อย่าละเมิดศีลของพระก็แล้วกัน  ละเมิดเรื่องเล็กๆก็ผิดเล็กๆ   ละเมิดเรื่องใหญ่ก็ผิดเป็นโทษใหญ่

ประกาศข้อนี้ท่านบอกไว้ชัดเจนว่าถ้าเจ้าอาวาสเจอว่าพระสงฆ์รูปไหนทำผิดศีล  ให้รีบจับสึกออกไปให้พ้นศาสนาเสียเลย    แต่ถ้าช่วยกันปกปิดไว้ให้อยู่ในวัดต่อไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น   โทษฐานสมคบกันนั้น รัชกาลที่ 1  ท่านกำหนดโทษเอาไว้หนัก ลงโทษถึง 7 ชั่วโคตร คือพ่อ ปู่ ทวด ลูก หลาน เหลน  โดนเหมารวมหมด

แลให้ประกาศแก่พระสงฆ์อันดับวัดวาอารามจงทั่ว ถ้าพระสงฆ์องค์ใดกระทำความชั่วลามกอยู่แล้วก็ให้ปริวัฎออกเสีย อย่าให้เป็นมลทินอยู่ในพระศาสนา ทรงพระกรุณาหาเอาโทษไม่ ถ้าแลพระสงฆ์องค์ใดปกปิดความชั่วไว้..... มีผู้ว่ากล่าวพิจารณาเป็นสัจ จะเอาตัวเป็นโทษถึง ๗ ชั่วโคตร แล้วจะให้ลงพระราชอาญาตีโยม พระราชาคณะ ฐานานุกรม เจ้าอธิการ อันดับ กระทำความผิดแลละเมินเสีย มิระวังตรวจตรากัน ให้เป็นลามกชั้นในพระศาสนา.....
กฎให้ไว้ ณ วันศุกร์ แรมสี่ค่ำ เดือนเก้า ปีขาล ฉศก
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 08 ก.พ. 13, 20:52

ส่วนกฎพระสงฆ์ข้อ 10  เป็นเรื่องการลงโทษอลัชชี    ไม่ใช่สมี   
สองคำนี้ต่างกันอย่างไร  ?
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ พระธรรมปิฎก (ประยุทธิ ปฺยุตฺโต) ได้ให้คำอธิบายคำว่า "อลัชชี" (อะ-ลัด-ชี) ไว้ว่า "ผู้ไม่มีความละอาย, ผู้หน้าด้าน"

อลัชชีในพุทธศาสนา ใช้เป็นคำเรียกพระสงฆ์ที่ประพฤตินอกรีตนอกรอย  ล่วงละเมิดพระธรรมวินัยโดยไม่ละอายใจ ไม่ละอายชาวโลก ไม่ใส่ใจถึงกฎระเบียบตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยไปจนถึงเรื่องใหญ่ เช่น ไม่สำรวมกายวาจา นุ่งห่มไม่เรียบร้อย ชอบเล่นซุกซนเหมือนเด็กๆ ชอบปั้นน้ำเป็นตัว ดื่มสุราเมรัย เล่นการพนัน

ส่วนสมีคือผู้ละเมิดขั้นรุนแรง 4 ประการอย่างที่อธิบายไว้ต้นกระทู้      ถ้าผิดข้ออื่นๆก็เป็นอลัชชี  เช่นพระสงฆ์ดื่มสุราถือเป็นอลัชชี  แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นสมี
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 08 ก.พ. 13, 20:59

รัชกาลที่ 1  ท่านทรงวางกฎ เล่นงานอลัชชีไว้ในขั้นจากเบาไปหนัก  เบาคือว่ากล่าวตักเตือน ถ้าไม่ฟังให้รายงานเจ้าอาวาส   แต่ทำผิดจริง ก็จับสึก   

บัดนี้พระสงฆ์อันนับเข้าในพระพุทธชิโนรสมิได้มีหิริโอตัปปะ คบหากันทำอุลามกเป็นอลัชชีภิกษุ คือเสพสุรายาเมา  กระทำจอมปลอมเหมือนสามเณร   แลซึ่งพระสงฆ์สามเณร กระทำจลาจลปล้นพระศาสนาดั่งนี้ เพราะพระสงฆ์ราชาคณะ..... ละเมินเสีย มิได้ดูแลกำชับห้ามปราม
บัดนี้ให้พระราชาคณะ ฐานานุกรม สังฆการีธรรมการ ราชบัณฑิตย์ พร้อมกันชำระพระสงฆ์ซึ่งเป็นอลัชชีภิกษุ พิจารณารับเป็นสัจ ให้พระราฃทานผ้าขาวสึกออกเสียจากพระศาสนา
แต่นี้สืบไปเมื่อหน้า ถ้าผู้ใดเห็นพระสงฆ์กระทำอุลามกเป็นอลัชชี  ทำให้ผิดเพศสมณ ไม่ต้องด้วยพระวินัยบัญญัติ ให้ว่ากล่าวตักเตือน ถ้ามิฟังให้ไปบอกเจ้าอธิการ เจ้าคณะ


น่าสังเกตว่า ความผิดขั้นปาราชิก ตรงกับข้อห้ามศีล 8 อยู่บางข้อ คือห้ามมีเพศสัมพันธ์   และห้ามลักขโมย   แต่ถ้าเป็นข้อมุสาและเสพสุรายาเมา   ไม่ถือว่าเป็นปาราชิก   พระแค่ถูกจับสึกเท่านั้นเอง 
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 11 ก.พ. 13, 13:17

กฎพระสงฆ์ที่เข้มงวดนักหนาในสมัยรัชกาลที่ 1  คงจะทำให้วงการสงฆ์เข้ารูปเข้ารอยขึ้นมาได้ไม่มากก็น้อย    แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานๆเข้า  การหย่อนยานก็คงจะเกิดขึ้นอีก   สามรัชกาลต่อมา  ประวัติสมีก็ซ้ำรอยเดิม  เห็นได้จากประกาศรัชกาลที่ 4 ที่ห้ามภิกษุสามเณรพาสีกาเข้ามาพูดคุยกันในกุฏิ    ประกาศนี้ระบุชื่อเสียงเรียงนามสมีและสีกาตัวการเอาไว้ชัดเจน

สาเหตุของเรื่องคือสีกาที่ทางการเรียกว่า "อีเพ็ง" เข้าไปในพระบรมมหาราชวัง  เข้าไม่เข้าเปล่า พกเพลงยาวติดตัวไปด้วย  นายประตูก็เคร่งครัดหน้าที่ ไม่ปล่อยให้เดินผ่านไปเฉยๆ แต่จับเพลงยาวได้จึงส่งให้กรมวัง   กรมวังก็นำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ  กลายเป็นเรื่องใหญ่ถึงขั้นมีพระบรมราชโองการให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นวรจักรธรานุภาพทรงชำระ     
อีเพ็งรับสารภาพว่า เพลงยาวนี้คนเขียนคือพระหนู อยู่วัดพระเชตุพน    แล้วยังสารภาพต่อไปว่า พระหนูทั้งๆยังครองผ้าเหลืองอยู่ในวัดก็นัดสีกาเพ็งไปมี พสพ. กันในกุฏิ      ไม่ใช่แค่พระหนูรูปเดียว   หล่อนก็ยังไปมีอะไรๆกับพระอีกรูปหนึ่งชื่อพระทึ่งในห้องกุฏิ     กับมีอะไรอย่างว่ากับพระอีกรูปชื่อพระดวง
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 11 ก.พ. 13, 13:27

ตุลาการของกรมหมื่นวรจักรฯ มีวิธีสอบสวนเก่งเอาการ     อีเพ็งนอกจากสารภาพถึงการกระทำของตัวเองแล้ว  ยังแถมจำเลยไปให้อีกหลายคนด้วยทั้งที่ไม่เกี่ยวกับตัว  แต่พฤติกรรมเดียวกัน   คือพระสงฆ์ชื่อพระทิมก็แอบนัดสีกาปรางไปหาที่กุฏิ    พระเสือนัดสีการอดไปหาแบบเดียวกัน   
เมื่อได้ปากคำของอีเพ็งแล้ว  ตุลาการก็ไปเอาตัวพระสงฆ์และผู้หญิงทั้งหมดที่ถูกกล่าวถึงมาสอบสวน  ได้ความว่าเป็นความจริง พระทั้งหมดก็เลยได้รับชื่อบันทึกลงในประกาศ เป็นอ้ายสมีกันทั้งหมด      ไม่ต้องเรียกกันว่าพระอีกต่อไป   เพราะกระทำผิดร้ายแรงขั้นปาราชิก   บวชแล้วยังสมสู่กับสีกาถึงในกุฏิ 

เมื่อทรงทราบเรื่องทั้งหมด  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ก็โปรดเกล้าฯให้หลวงธรรมรักษาทำประกาศแจ้งไปยังพระราชาคณะ  พระครูฐานา  และเจ้าอธิการในกรุงเทพทั้งหมด    สั่งห้ามพระสงฆ์ มิให้พูดจากับสีกาบนกุฏิ    และทางฝ่ายผู้หญิงก็ทรงสั่งห้ามเข้าวัด   ขืนเข้าไปจะถูกตำรวจจับ ปรับเงิน 3 ตำลึง  ซึ่งถ้าเทียบสมัยนี้เห็นทีจะเป็นหมื่นบาท

แต่ทั้งๆทรงห้ามเด็ดขาดขนาดนี้  เรื่องสมีหลังประกาศนี้ก็ยังไม่จบสิ้นอยู่ดี
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 11 ก.พ. 13, 17:32

ที่ว่าเรื่องยุ่งยังไม่จบ ก็เพราะว่าการประกาศห้ามผู้หญิงเข้าวัด  แตกต่างจากประกาศห้ามพระสงฆ์ใช้กุฏิเป็นแชทรูม      ประกาศห้ามพระสงฆ์เป็นเรื่องที่ส่งเข้าไปให้พระผู้ใหญ่ในวัดรับทราบก็พอ     ส่วนห้ามผู้หญิงเข้าวัดต้องประกาศผ่านมหาดไทย และกลาโหมให้ประชาชนทราบทั่วกัน   ผู้ชายจะได้ห้ามเมียห้ามลูกสาวตลอดจนพี่น้องผู้หญิง มิให้เข้าวัดไปคุยกับพระ   

แต่ในพระบรมราชโองการประกาศนี้ไม่ได้แจ้งให้มหาดไทยกับกลาโหมทราบ     ก็เลยไม่มีใครรู้ หรือต่อให้รู้ก็ถือว่าไม่มีคำสั่งออกมาโดยตรง   เจ้าอาวาสก็เลยพลอยเพิกเฉย   ไม่รับรู้เรื่องห้ามผู้หญิงเข้าวัด    ผู้หญิงก็เลยเข้าไปเดินไปนั่งอยู่ในวัดได้ตามปกติ    เมื่อเข้าถึงวัดได้   ก็ง่ายที่จะแอบเข้ากุฏิพระไปพูดคุยกัน      เมื่อถึงขั้นนี้ก็ง่ายที่จะเขยิบขึ้นไปถึงขั้นพระสมัครใจทำผิดขั้นปาราชิกขึ้นมาอีก

หลักฐานเห็นได้จากในเดือน ๑๐ หลังประกาศครั้งแรก ๕ เดือน    ก็มีการจับผู้หญิงที่ไปสมสู่กับพระในกุฏิขึ้นมาได้อีกครั้ง   สาวเจ้าชื่ออีตาบ  ส่วนฝ่ายชายในประกาศเรียกว่า "อ้ายเปลี่ยนสมีวัดอรุณ"    คราวนี้เห็นทีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯจะกริ้ว  จึงเอาจริงถึงขั้นประกาศว่าคราวนี้ ถึงขั้นส่งกองทหารซ้ายขวาเชิญพระราชลัญจกรเข้าไปจับสมีถึงในวัดเอง   ไม่รอให้เจ้าอาวาสหรือพระชั้นผู้ใหญ่อื่นๆเป็นฝ่ายจับพระที่ทำผิด       และถ้าจับสมีวัดไหนได้  กุฎิพระที่อยู่ใกล้ๆจะโดนหางเลขไปด้วย  พระในกุฏินั้นจะโดนโทษเสมอกับสมีที่ทำผิด     คำขู่นี้ก็คือห้ามพระด้วยกันรู้เห็นเป็นใจ ช่วยปกปิดความผิดกันนั่นเอง

ยังหาหลักฐานไม่เจอว่า หลังประกาศนี้แพร่หลายออกไป จะได้ผล ยับยั้งจำนวนสมีในรัชกาลที่ 4 ให้น้อยลงแค่ไหน     แต่เข้าใจว่าต่อมานานๆเข้าก็คงจะละเลยเพิกเฉยกับเรื่องนี้ขึ้นมาอีก       ผู้หญิงก็ยังขึ้นกุฏิพระได้อยู่ แต่ว่าสนทนากับพระตามลำพังไม่ได้  ต้องมีบุคคลที่สามนั่งเป็นพยานรู้เห็นอยู่ด้วย      ถึงในปัจจุบันนี้ก็ตาม พระสงฆ์ที่ท่านยังเคร่งครัดในพระวินัย ก็ยังสนทนากับสีกาตามลำพังสองต่อสองไม่ได้อยู่ดี ต่อให้พูดกันกลางแจ้ง  ไม่อยู่ในที่ลับตาคนก็ตาม

ขอจบเรื่องเล่าเกี่ยวกับสมีเพียงแค่นี้ค่ะ

บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.052 วินาที กับ 19 คำสั่ง