เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7
  พิมพ์  
อ่าน: 86805 " เสียงกวี "
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 86


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 75  เมื่อ 29 มี.ค. 17, 10:25


       ๐ สาวกรุง ๐

ตื่นเถิดหนาฟ้าตื่นคืนฟ้าสร้าง
หลังฟ้าร้างย่อมฟ้าจะราศี
โอ้อ้อมอุ่นคุ้นเคยความปรานี
แผ่นดินที่เพลงรักซึ่งจักบาน

เพื่อผู้คอยรอยคำนำมาฝาก
ให้ผู้จากจดจำว่าคำหวาน
ยังยาใจอยู่แย้มกับแก้มกาล
“คิดถึงบ้านเกิดบ้างบางคนรอ”

ผ่านบทเพลงโพ้นฟ้าฝากลมล่อง
เสี้ยวจันทร์ส่องแสงไปถึงไหมหนอ
เห็นไหมดาวดวงนั้น จันทร์จะทอ
แสงซึ้งห่อห้วงให้หัวใจคน

ตื่นเถิดฟ้ามาดินบ่สิ้นสร้าง
ถ้าอยู่อย่างที่อยู่รู้สับสน
เหนื่อยไหมหนอท้อไหมใจกังวล
ผู้หาหนแห่งฝันผู้บรรเลง
       
จากท้องนาป่าเขาลำเนาน่าน
เมื่อนิทานดาวเดือนเลือนโหรงเหรง
จะเหลือร้างรันทดในบทเพลง
ที่คว้างเคว้งเกลื่อนกลบลบรอยเดิม

ทิ้งวิถีมีมาคราก่อนเก่า
ลาลำเนาเข้าเมืองจะเรืองเริ่ม
ห่างพี่น้องผองเพื่อนเคยเตือนเติม
แล้วด้าวเดิมดั่งร้างกลางกมล

ป่าเป็นนามาเป็นเมืองเรืองโรจน์
เคยสันโดษดื่มปราชญ์ขาดขัดสน
ทิ้งบางใครให้ช้ำอย่างจำนน
เปลี่ยนเป็นคนเคยอยู่นามาอยู่เมือง
                 
เมื่อดอกดาวสาวชื่นเธอยืนยัน
ว่าพระจันทร์จะงามตามฟ้าเหลือง
คนรอก็รู้ร้าวหลังเปล่าเปลือง
กอดฝันเฟื่องเศร้าซับกับรอยลวง
                  ..
ลืมหมดแล้วลืมลาฟ้าอีกฝั่ง
อย่ามัวนั่งหน้าน้อยนั้นคอยห่วง
ฉันอยู่ดีหนีทุกข์มาสุขทรวง
วันวันควงหนุ่มหล่อล่ะพ่อรวย

ทิ้งบทนำคำขานสาวบ้านป่า
อยู่เมืองฟ้าเมืองฝันเมืองมันสวย
สะดวกดีมีครบเครื่องอำนวย-
เปลี่ยนจากหวยซื้อหุ้นเป็นคุณนาย

อย่าทวงถามถึงวันรันทดเท่า
ให้กลับเก่ากินเกลือล่ะเบื่อหลาย
ไม่มีใครไม่คว้าความสบาย
แล้วอย่าหมายวันนับ ไม่กลับคืน

พอกันทีหนีหน้าไม่มาเกี่ยว
จะข้าวเขียวข้าวเหลืองหรือเรื่องอื่น
ฉันเป็นดาวสาวฉ่ำไม่กล้ำกลืน
ไม่มาฝืนอยู่ยาก จากสาวกรุง

            ธรรมดา
      ๑๒ ม.ค.๒๕๕๙
บันทึกการเข้า
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 86


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 76  เมื่อ 22 มิ.ย. 17, 14:11


     ๐ ปลอบตัวเอง ๐

มากน้อยในสิ่งหวังนั้นฝั่งหนึ่ง
เหตุย่อมพึ่งเพียรพาไปหาผล
หลายระยะผสานผ่านวังวน
บ้างทุกข์ทนท้อไหมเมื่อไกลเกิน

จึงวัดใจว่าใจที่ไหวนั้น
จะบากบั่นเพียงใจไม่ขาดเขิน
รู้ลุกรับกับก้าวคราวเผชิญ
แม้ยับเยินอยู่บ้างในบางที

ด้วยเหตุผลคนหวังเป็นดั่งเชื้อ
จึงจะเหลือลายลักษณ์เป็นสักขี
เขาคนเราก็ใช่ ไฟก็มี
ย่อมถึงที่วาดหวังอันรังรอง

เพราะยังหายใจอยู่รับรู้สึก
โดยสำนึกดีเดินเกินจะหมอง
เถิด ศรัทธาฟ้ามีวันสีทอง
รอผู้จองจับฝันอันอำไพ
                ..
ความเป็นอื่นคืนกลับการรับรู้
วนเวียนอยู่ย่ำคิดความชิดใกล้
ทอดสายตาสามารถอาจเข้าใจ
ทางที่ไร้แรงตื่นเคยยืนยัน

ดอกหญ้ายังพลิ้วไหวในลมหนาว
คอยส่งข่าวคนหลงทางกลางความฝัน
บอกความจริงอิงอ้างระหว่างวัน
ว่าผกผันเพียงใดไม่ยั่งยืน

ข้างขึ้นแรมลงบ้างอยู่อย่างนี้
เพื่อให้มีมุ่งมั่นมีวันตื่น
เป็นแรงใจใฝ่ฝันในวันคืน
ให้เราฝืนเราฝ่าชะตาตน

         ธรรมดา
     ๑๐/๑/๒๕๕๙

บันทึกการเข้า
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 86


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 77  เมื่อ 07 ส.ค. 17, 10:08


    “คนรักคนแรก”

คิดถึงหนึ่งอาทรอันอ่อนหวาน
ดั่งสายธารทอดสายจากปลายสรวง
รื่นฤดีดาวพร่างกระจ่างดวง
ซึ้งสู่ห้วงแห่งรักประจักษ์ใจ

คือคนคอยเคียงข้างทุกทางฝัน
ปลอบโยนอย่างเท่าทันยามหวั่นไหว
ล้าแรงหวังทั้งปวงยังห่วงใย
คอยค้ำชูอยู่ใกล้แต่ไรมา

วันคืนเคลื่อนเดือนปีจะกี่กาล
เก็บวันหวานวาดซึ้งคะนึงหา
ห่มห้วงใจจากใจใส่ลมพา
เคียงคำว่ารักแท้ที่ “แม่” มี

รักล้นกว่าคนใดอยู่ในโลก
แม้สุขโศกสับสนบนวิถี
เติมใจให้ห้วงรักและภักดี
ตราบนานนี้น้อมอยู่ ลูกบูชา

ลูกรำลึกถึงคุณอบอุ่นนั้น
ด้วยผูกพันยังอยู่อย่างรู้ค่า
มิเลือนร้างห่างไกลในเวลา
ยังหวังว่าไม่นานกลับบ้านเรา

กลับมากราบกับแทบตัก รักยิ่ง
ได้อุ่นอิงใดเปรียบมิเทียบเท่า
มั่นละมุนมิ่งแล้วแนวลำเนา
แม่ปัดเป่าเปลื้องทุกข์ให้สุขทรวง

            ธรรมดา
      ๑๕/๒/๒๕๕๕

บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10919



ความคิดเห็นที่ 78  เมื่อ 24 พ.ค. 18, 14:51

ฉันนับถือหัวใจเธอ ลูกสาวประเทศ

เธอคือลูกสาวเรา
ยืนอยู่นอกร่มเงาไม้ใหญ่
แกร่งต่อฟ้ากล้าขวางทุกทางไป
มีหัวใจเท่ากำปั้นแต่มั่นคง

กล้าที่จะยืนหยัดถนัดถนี่
กล้าที่จะบอกชี้สิ่งประสงค์
กล้าแสดงความเห็นมาตรงตรง
ตัวเล็กเล็กแต่สูงส่งมหัศจรรย์

ยิ่งจับกุมก็ยิ่งแกร่งยิ่งแบ่งพวก
ยิ่งผนวกความแค้นแสนหฤหรรษ์
ยิ่งจับกุมยิ่งพลาดอนาถอนันต์
ยิ่งนานวันยิ่งลำบากยิ่งยากใจ

ฉันนับถือหัวใจเธอ ลูกสาวประเทศ
เมื่อเกิดเหตุ เธอยังกล้าฝ่าฟันได้
เธอคือลูกของเราโปรดเข้าใจ
เรารักลูกเราแค่ไหนต้องรักเธอ

ชมัยภร แสงกระจ่าง
๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๑


บันทึกการเข้า
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 86


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 79  เมื่อ 20 มิ.ย. 18, 17:09


กว่ามีสุขเสพซึ้ง              ชมจันทร์
ขมขื่นข้ามคืนวัน            ว่ายว้าง
ลุหลายเล่ห์โลกพลัน       ปรากฏ
ทรงสู่ตนแต่สร้าง            เสพสิ้นสมัย ฯ

"ห่างหายไปพักใหญ่ ระยะหลังๆไม่ค่อยได้เขียนครับ ฝีดมาก
ขอบคุณ อ.เพ็ญชมพู ที่นำงานเขียนทรงคุณค่าความหมาย ที่ควรแก่การจดจำ มาให้อ่านครับ"

ธรรมดา


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10919



ความคิดเห็นที่ 80  เมื่อ 28 มิ.ย. 18, 11:04



เจ้าหมูป่า...
หนึ่ง สอง สาม เล่นซ่อนหา อย่าซ่อนหาย!
สี่ ห้า หก เจ็ด แปด เก้า เจ้าซ่อนกาย
ซอกมุมมืดมากมายให้เสาะค้น

เส้นทางวกวนยากค้นหา...
เจ้าก็รู้มิถุนาฯ ฟ้าอาบฝน
ฤดูกาล ขานกู่ฤดูกล
เถอะเลิกเล่นซุกซน เลิกซุกทราย

นอกก็มืด ในก็หนาว เจ้าก็รู้
ลมลำเลียงเสียงกู่ แล้วเงียบหาย
เจ้าหมูป่า ยินไหมเล่าเจ้าลูกชาย
เลิกละเล่นเร้นกาย หมายเล่นกล

นานเกินไปไหมเล่าเจ้าเด็กดื้อ
จะยืดยื้ออีกกี่นานหนอม่านฝน
จักรยานกรีดกริ่งดังด้วยกังวล
ความห่วงใยยังเปี่ยมล้นท้นแววตา

อย่าให้ความห่วงหานั้นห่วงหาย
แม่ก็รอพ่อก็หมายได้เห็นหน้า
เทียน ธูปหอม พร้อมพรั่งทั้งข้าวปลา
พยุงหวังพลังศรัทธา กราบฟ้าดิน

เปียกและลื่น ชื้นและแฉะ มืดและหนาว
คล้ายวันคืนยืดยาว มิรู้สิ้น
ใครต่อใครขานกู่ มิรู้ยิน
คล้ายซอกหินลี้ลับจับขังไว้

เธอก็รู้ครูก็รักนักเรียนน้อย
เพื่อนของเจ้าก็เศร้าสร้อย คอยถามไถ่
ฟังโน่นซีพี่นักข่าวก็เศร้าใจ
ฝากผ่านความห่วงใยไปสุดฟ้า

อย่าให้ทีมค้นหาต้องค้นหาย
ออกมาเถอะเจ้าหลานชายของยาย-ย่า
รู้ว่าหิวว่าหนาว เตรียมข้าวปลา
ต้อนรับขวัญเจ้าหมูป่า เจ้าหมาน้อย.

ศิริวร แก้วกาญจน์
๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๑


https://www.facebook.com/100000637665531/posts/1930681443629759/



บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10919



ความคิดเห็นที่ 81  เมื่อ 12 ก.ค. 18, 10:06



เจ้าหมูป่า...
จึงทุกความห่วงหา ไม่ห่วงหาย
พบทางลับกลับบ้าน เจ้าหลานชาย
ย้ายเทือกเขาออกจากอก ยกจากใจ

เจ้าหมูป่า...
โลกยังเปี่ยมศรัทธา เธอว่าไหม
ดูสิ, ดูความรักถักสายใย
เชื่อมร้อยใครต่อใครโยงใยเธอ

จึงทุกความห่วงหา ไม่ห่วงหาย
สุดท้าย, ทุกห่วงใย ไม่รอเก้อ
โลกและเราพักรบจึงพบเจอ
หัวใจในตัวเธอ เจ้าหลานชาย

ก่อนหน้า...
เราเคยผ่านการค้นหา กี่ค้นหาย
กี่ยะเยือก กี่เทือกเขาเราทลาย
ยังมีถ้ำมากมายภายในเรา

เบื้องหน้า...
กี่โค้งครอบขอบฟ้าของความเขลา
กี่ทึบถ้ำชีวิตปิดซ่อนเรา
จะส่งต่อเรื่องเล่า เจ้าหลานชาย.

ศิริวร แก้วกาญจน์
ก่อนเที่ยงคืน ๒ กรกฎาคม ๒๕๖๑


https://www.facebook.com/100000637665531/posts/1940507185980518/

บันทึกการเข้า
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 86


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 82  เมื่อ 25 ก.ค. 18, 18:46



     ๐ เธอ ๐

มือเท้าเธอนั้น นักสู้
เธอรู้เธอรักโลกใหม่
ฟ้าด้าวเดียวเด่นเป็นไท
ซื่อใสศรัทธา ท้าทาย

เถื่อนทุ่งท้องเลโลกฝัน
เธอปั้นปรุงคำความหมาย
ดินหอมดาวพร่างเดือนพราย
สร้างสายสะพานผู้คน

เธอทุกข์เธอทำลำบาก
เธอยากเธอยิ้ม ให้หน
กี่ก้าวก็ก้าวเท้าทน
แม้นหม่นไม่ท้อทำนอง

นั่นเธอถึงแท้แก่กล้า
บนบ่าแบกโลกทั้งผอง
เธอเห็นวันหน้ามามอง
เรียกร้องรางวัลชีวิต

แล้วโลกก็รัก เธอรู้
คุณ“ครู”คำนี้ศักดิ์สิทธิ์
เมื่อมือถือไม้เป็นมิตร
ด้วยจิตด้วยแจ้งจรรยา

ส่องทางสร้างคนคือครู
โลกรู้รำลึกคุณค่า
มีคนมีครู ปูชา
ดินฟ้าคำนับ นิรันดร์

       ธรรมดา
๒๕ กรกฏาคม ๒๕๖๑

"เพื่อนผมคนหนึ่ง เธอเป็นครูมาหลายปีแล้ว
เธอชอบย้ายไปสอนตามชนบทห่างไกล
วันนี้วันคล้ายวันเกิดเธอ ก็เลยเขียนกลอนส่งไปให้ เป็นกำลังใจครับ"
บันทึกการเข้า
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 86


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 83  เมื่อ 11 ส.ค. 18, 23:14


         ๐ แม่ ๐

มีคำเป็นล้านคำคอยย้ำอยู่
จึงเรารู้ว่า“แม่”นั้นแค่ไหน
กว้างกว่าฟ้ากว่าดินจนสิ้นใจ
แม้เกิดใหม่ก็แม่ดูแลเรา

พระคุณท่านหนึ่งนี้ไม่มีสอง
จะเรืองรองในโลกกี่โศกเศร้า
มือแม่แท้ถนอมที่กล่อมเกลา
กี่หนักเบาบนบ่ากี่ท้าทาย

ทุกข์เท่าท่านไม่มีที่โลกรู้
ท่านคือผู้ไม่พร้อมจะยอมพ่าย
อุปสรรคหนักไหนทั้งใจกาย
นั้นอย่าหมายรักสิ้นในวิญญาณ

สองมือแม่อุ้มชูเป็นผู้ให้
ด้วยดวงใจด้วยธาตุที่อาจหาญ
เปี่ยมพลังฝังแฝงแรงบันดาล
ด้วยอ้อมอุ่นอ่อนหวานประมาณพรหม

เพื่อลูกรักนักสู้ไม่รู้สิ้น
จะอาจิณอยู่หยาดทุกชาติสม
ให้โลกรู้ปูชาค่าน้ำนม
นั้นอุดมนักหนาที่อาทร

จากใจลูกคนหนึ่งในวันนี้
กราบเท้าที่เช้าค่ำทุกคำสอน
เมื่อไกลแม่แต่ใจจะไม่จร
เฝ้าขอพรพันหมื่นให้ชื่นทรวงฯ

           ธรรมดา
     ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๑

บันทึกการเข้า
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 86


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 84  เมื่อ 16 ส.ค. 18, 15:13


๏ ครอบครัวดวงตะวัน ๏

พบแล้วว่าบทกวีซึ่งมีค่า
เกิดแต่นาดินน้ำชุ่มฉ่ำใส
สัมผัสรอยควายน้อยในดวงใจ
ร่วมรอยไถรอยถากรักรอยแรง

มิใช่การไขว่คว้าปรัชญาวิจิตร
มิใช่ปรุงประดิษฐ์คิดศัพท์แสง
หากแต่ปรนแต่ปรุงทุ่งรักแล้ง
ด้วยฝนพรำน้ำแพงแห่งน้ำพจน์

เพียงชำแรกรู้สึกในรู้สา
ก็รู้ไหวไม้หญ้าอันปรากฏ
ทั้งกำเนิดกำหนดอรรถรส
และกำสรดกำซาบอาบอกเกรียม

ทุ่งปัญญานากวีคือชีวิต
เมล็ดพันธุ์ความคิดคือจอบเสียม
แดดอารมณ์ ลมอารีที่ทัดเทียม
ก็ถักเหลี่ยมทอคมได้สมกัน

เพลี้ยแมลงแมงร้ายจากเมืองร้อน
ทุกรอยบ่อนรอยเบียนกี่เกวียนบั้น
คือบทเพลงเร่งเร้าให้เท่าทัน
ศาสตราวรรณศิลป์ต้องทรงพลัง

ดั่งตะวันดวงนั้นที่ฉานฉาย
ทุกอณูกรวดทรายได้แฝงฝัง
ร้อนคือเย็น เย็นคือร้อนซ่อนตอซัง
ในนาปีนาปรังทั้งนาคร

พบแล้วว่าบทกวีมีเสียงเรียก
ให้เรารู้สำเหนียกในอักษร
ให้ตื่นรับอรุณอุ่นอาทร
พลิกหัวไร่ปลายดอนก่อนอัสดง

และที่สุดบทกวีก็บอกว่า
ราคาของบทกวีที่สูงส่ง
คือเลือดเนื้อจิตวิญญาณที่จารผจง
และดำรงอยู่ในหัวใจกวี

หนังสือ: ครอบครัวดวงตะวัน
ประพันธ์โดย อ.ศิวกานท์ ปทุมสูติ


บันทึกการเข้า
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 86


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 85  เมื่อ 18 ส.ค. 18, 23:08


       ๏ ฝั่ง ๏

สามโลกธาตุทะเลลึก
ล้วนผนึกแนบแน่นดั่งแก่นหิน
หุ้มห้วงจิตปิดตาเป็นอาจิณ
จึงชาชินภพผังในวังวน

ว่ายวิถีมีมาผู้ล้าหลง
กี่ปลดปลงก็เปลี้ยละเหี่ยหน
กี่เงื่อนงำล้ำลึกกี่ตรึกตน
ต้องคิดค้นข้ามเขื่องกี่เปลื้องปม

คำหลวงปู่รู้ร้อนและเย็นย้ำ
รู้ถลำเย็นร้อนผ่อนผสม
สติมั่นมัฌชิมาที่อารมณ์
รู้ทับถมก่อนทิ้งต้องจริงจัง

พุทธธรรมดำรงประสงค์ชี้
จะผิดถูกชั่วดีให้มีหวัง
มีวันตื่นฟื้นฟ้าขึ้นมาฟัง
ธรรมที่รั้งใจรู้ผู้เบิกบาน

นฤมิตมรรคาก็ปรากฏ
หมื่นบรรพตพ้นพรางจางหมอกม่าน
ข้ามความคิดติดดินดวงวิญญาณ
เมื่อตื่นต้านต่อเหตุเมตตาธรรม

ในเราล้วนทะเลและหุบเหว
สุขซ่านเปลวเป็นไฟใจถลำ
ทุกข์ถาโถมทั้งสิ้นแผ่นดินดำ
จึงต้านต่ำต่อสู้เยี่ยงผู้พ้น

เพียงประโยชน์ยังเราและท่านถ้วน
สำเร็จล้วนต่อโลก โศก สับสน
มากน้อยรอยเลื่อนรับผู้อับจน
ให้รู้ร่นหลีกแล้งสู่แสงทอง

ครั้งธารธรรมทอดท้นทุกชนชั้น
ซึ่งปรากฏบทบรรณที่ผันผอง
เพื่อนเกิดแก่เจ็บตายตามครรลอง
รู้ตื่นตรองตนฝ่าชลาลัย

ปรารถนานั้นล้วนจักถ้วนถึง
ช้าเร็วซึ่งต่างตั้งต่อฝั่งใฝ่
บานบนทางเที่ยงธรรมประจำใจ
แม้ยังไกลกว่ากัป นับจากนี้
     

            ธรรมดา
    ๒๓ กรกฏาคม ๒๕๖๑

บันทึกการเข้า
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 86


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 86  เมื่อ 23 ส.ค. 18, 19:18


      ๏ แสงเช้า ๏

ขอบคุณคนคุ้นเคยที่เคียงข้าง
ขับข้องความอ้างว้างระหว่างหวัง
ดุจแสงเช้าชุ่มกายผู้พ่ายพัง
ขณะนั่งในหนาวและร้าวราน

สองมือมั่นไมตรีที่โอบเอื้อ
ด้วยจุนเจือจากใจไหลรินผ่าน
อักษราเรืองพรแห่งกลอนกานท์
ก็ผสานซึ่งโศกคราโลกลวง

.......เพื่อนรัก
ต่างตระหนักพิษภัยอันใหญ่หลวง
ครั้งใจคนหม่นไหม้ไฟสุมทรวง
ช่างหนักหน่วงเหนื่อยล้าน้ำตาคลอ

คืนมืดนั้นยืดยาวกว่าคราวก่อน
ร้างสัญจรทางใจอยู่ไหนหนอ
จ่อมจมระงมเหงาและเฝ้ารอ
ต้องชุบช่อชีวิตสู่ทิศใด

คืนความหวังทั้งที่โศกในโลกลึก
ผู้ผนึกน้ำตามาฝันใฝ่
พยายามหยัดยืนอย่างฝืนใจ
บนโลกไร้ขอบเขตเจตนา

เพื่อทิศทางวางวาดโดยธาตุแท้
สู่กระแสสร้างตนอย่างคนกล้า
ลุกลำดับขับขานกาลเวลา
แล้วทวงค่าคนจริงจะยิ่งยืน


           ธรรมดา
     ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๕
บันทึกการเข้า
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 86


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 87  เมื่อ 31 ส.ค. 18, 16:52


       ๏ ลายเสือ ๏

สิ่งหอมหวานซ่านโศกในโลกล้วน
ก็สมส่วนสูเจ้าจะเท้าถึง
ยุติธรรม,อำนาจ,ขาดคำนึง
ย่อมเสื่อมซึ่งแซ่ซ้องอยู่นองเนือง
                 ..       
หลังมื้อเช้าสภาพร้อมหน้านั้น
ต่างหวาดหวั่นวุ่นวายกับหลายเรื่อง
ถกถึงทุกข์เทียบท่ามาจมเมือง
เค้นปมเขื่องคืออำนาจได้ขาดดุล

ความบาดหมางพรางตัวทั่วทั้งสิ้น
จะกัดกินใจกันถึงขั้นขุ่น
เริ่มระแวงแซงหน้าก่อนการุณย์
จากอบอุ่นก็อ้าวราวไฟลน

ลุเวลารอบเที่ยงยังเถียงถาม
หลายข้อข้ามคุยโวโกลาหล
เสนอหน้าหนึ่งเน้นประเด็นดล
ขยับย่นยังเหตุแห่งเภทภัย
                ..             
ข้าแต่ท่านราชสีห์ หมีกล่าว
สบเสือดาวเสือโคร่งโขยงใหญ่
หลังลัดเลาะเสาะเห็นความเป็นไป
จึงอาจใช่เช่นนี้กลียุค

หมีทำหน้าตาตื่นตอนฝืนเล่า
เหมือนหาเหาใส่หัวให้ตัวจุก
แต่เพื่อผองพ้นวันบรรเทาทุกข์
จำต้องลุกขึ้นเขียงเสี่ยงชีวิต

ราชสีห์ตีหน้าข้าก็ใหญ่
จะหน้าไหนโหมฮือขึ้นถือสิทธิ์
จงเล่าเหตุเภทพันธ์กระชั้นชิด
อันจะติดตามมาอย่าช้านาน

หมีเล่าว่าฟ้าสางอุษาส่อง
ลมจะล่องเลือดแรงสิแดงฉาน
เผ่าพันธุ์เสือทั้งมวลชวนทะยาน
จะหักหาญท่านให้บรรลัยลง

หมู่เสือดำนำหน้ามาจวนแจ้ง
เท่าแถลงก่อการแทนสารส่ง
มุ่งทะลวงทวงถางถึงกลางดง
ต่อจำนงท่านไท้ที่ใคร่ครวญ

ซึ่งเสือโคร่งเสือดาวราวสิบร้อย
จะคงคอยค้อมคู้ไม่สู้สวน
หากคำตอบแต่ท่านท้าขบวน
ทั้งหมดล้วนลุยแลกถึงแตกตาย
                   
พญาราชสีห์ตีหน้าหนัก
มองมิตรรักก็ร้างลงห่างหาย
หาให้ภักดิ์เพียงนั้นอันตราย
อาจสุดท้ายเท่าถมที่จมจน

หากให้ยอมอย่างเปลี้ยก็เสียสิงห์
แม่ทัพทิ้งฐานทัพนับใช่ฉล
มีหรือหลบลงใจในจำนน
แม้นเพียงผลแต่พ่ายต้องอายเอา

ต่อแต่นี้ถี่ห่างกางกลศึก
ซ่อนสำนึกหดหู่ให้สู้เขา
จัดกำลังยั้งอยู่ดูลาดเลา
แลรู้เท่าถึงการณ์ก่อนมารมา

ทั้งระดมคมเขี้ยวเรียวเล็บแหลม
อยู่รั้งแรมรอรับกับโถมถา
อีกเกณฑ์ไกลวัยเด็กเล็กชรา
ให้จัดหาคุ้มหัวโดยทั่วทัน

ราชสีห์สั่งการผ่านพวกพ้อง
ซึ่งสยองยั้งทาสที่หวาดหวั่น
รอเวลาฟ้าสางต่างยืนยัน
แม้อาสัญเสี่ยงสู้ไม่ดูดาย
                ..                 
ดึกสงัดพัดพ้อหนอลมหนาว
มองดินดาวด่างพร้อยไม่น้อยหน่าย
ยุคเกิดก่อฉ้อฉลจนวุ่นวาย
จะดีร้ายแหลกลงไม่คงคิด

แค่ค่ำมืดฝืดเคืองเรื่องเล็กน้อย
เท่าทยอยเหลื่อมล้ำอำมหิต
รังแต่ร้างห่างเห็นความเป็นมิตร
คอยชูคอต่อสิทธิ์ให้ชิดชัง

สิงห์ชรารำพึงถึงที่สุด
จะยื้อยุดอย่างไรไฟสองฝั่ง
อำนาจอำย้ำยศยิ่งบดบัง
ให้ร้อนหลังหน้าหนักนับแต่นี้
              .. 
ม่านฟ้ารุ่งรำไรเสียงไก่ขัน
หลายโลกฝันร่ำลาหมดหน้าที่
สังหรณ์แห่งผู้เฒ่าเข้าใจดี
หายนะปฐพีในพี่น้อง

นึกภาพเก่าเกรอะกรังตอนยังหนุ่ม
สิบสิรุมข้านี้ไม่มีสอง
สู้เยี่ยงสิงห์ช่วงนั้นมันลำพอง
บัดนี้หมองมากหน้าชราลง

หลังชนป่าปราการด่านสุดท้าย
คงวอดวายไม่เว้นเป็นผุยผง
เมื่อไมตรีหรี่ร้างอยู่กลางดง
ดังสาปส่งชีวิตให้นิทรา
                 ..
เสียงโครมครามถามไถ่เจ้าไก่แก้ว
มันบุกแล้วเสือดำนั้นนำหน้า
ตะลุมรบแลกเล่ห์หลายเพ-ลา
แทบสิ้นท่าเซซวนกระบวนยุทธ์

สิงห์สองร้อยด่านแรกเริ่มแตกพ่าย
แม้ต้านตายเต็มกล้ามหาอุด
ฤๅพ้นพบเพลี่ยงพล้ำแลชำรุด
หลังสู้สุดใจสิงห์ก็ทิ้งทวน

ทัพหน้าในจำนนอลหม่าน
ทั้งลนลานโอดโอยนั้นโหยหวน
ทุกขเนตรเขตขัณฑ์ข้ามรัญจวน
ต่อร่วงล้วนเจ็บหลายวายชีวา
                 ..
เมื่อรักกันมันยากลำบากบอก
สู้สำรอกฤทธิ์รักหักองศา
เมื่อร้างรักศักดิ์มิตรให้คิดครา-
นี้หนอป่าป่วนไฟประลัยลง
                 ..
เสือห้าร้อยรุกฆาตอนาถนั้น
มุห้ำหั่นเกินห้ามปรามประสงค์
สู่สุดท้ายปลายทางที่กลางดง
จ้องจะปลงปราบไท้ให้จำนน

สามร้อยราชสีห์ใช่หนีหน้า
ทั้งพญาอยู่ไซร้ไม่หันหน
ค่ำจะเคียงข้างค้ำกำลังพล
พร้อมผจญจากนี้กลีกาล
                 ..
สนธยาย่างเยื้องชำเลืองโลก
แกล้มกลิ่นโศกลมโชยอาขยาน
กล่อมการุณย์หลับล่วงแห่งดวงมาน
ก็หาต้านตมใจให้ย้อนยิน

ยุคขยับนับหน้าแต่ฟ้าฟุ้ง
รั้นจรุงโลกล่มอสมสิน
สืบแต่นี้เบื้องหน้าทั้งธานินทร์
ให้เสี่ยงสิ้นป่าสร้างแต่บางบรรพ์

ม้วยเมืองฟ้าป่าดงสิ้นองอาจ
ไหนอำนาจจะมีให้ขี่ขั้น
เมื่อสิ้นหมดอดทั่วทุกตัวตัน
อย่าหวังวันที่ว่าจะอ่าองค์

เสวนาคารมพอสมสิทธิ์
ก็มืดมิดเหมือนใจในหลุมหลง
ต่างโทษกันโกรธเกรี้ยวอยู่เดียวดง
แจ้งจำนงจากนี้ก็กรีฑา
                 ..
ทัพปะทะสะสางที่หมางไหม้
ขณะไฟลามพื้นสู่ผืนป่า
ทะเลเพลิงเชิงยุทธ์สุดสายตา
ต่างไล่ล่าโรมรันกระชั้นชิด

ไม่ฆ่าก็ถูกฆ่าน่าอนาถ
ทั้งแขนขาดขาหายแทบตายติด
ต่างรุกรับราวีเซ่นชีวิต
เมื่อไร้มิตรมาถ่วงก็ร่วงลาญ

สิงห์สาม’เสือห้าร้อยต้องร่อยหรอ
นั่งกอดก่อความกล้าปาฏิหาริย์
ห้ำหั่นกันก็ล้าพญามาร
ทั้งแสบซ่านไฟลนจนเกือบเกรียม

สงครามซึ่งสองฝ่ายต่างพ่ายแพ้
ล้วนตกแต่ทุกข์โทษความโหดเหี้ยม
หาใช่ทางสร้างสัตว์ให้ทัดเทียม
เท่าที่เปี่ยมเมตตาปรานีกัน

สิ่งเตือนใจจึงเหลือให้เสือเห็น
คือลายเซ่นสงครามครั้งห่ามหั่น
เกิดแต่ไฟไหม้หลังยังดึงดัน
จึงลายนั้นเตือนตนต้องพ้นพาล
                  ..
สิงห์ชรานั่งลงในกรงเก่า
หลังจบเล่าเรื่องราวความร้าวฉาน
ผู้เฝ้าฟังนั่งหมอบอยู่รอบลาน
ล้วนมีบ้านอาศัยอยู่ในกรง

ขนเคยมากต่อมามันน่าเศร้า
แต่ก่อนเก่าย้อยยาวราวหางหงส์
บัดนี้มีแค่คอให้พ้อพงศ์
ครั้งเคยหลงอำนาจขาดคุณธรรม.

               
            ธรรมดา
บันทึกการเข้า
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 86


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 88  เมื่อ 17 ต.ค. 18, 17:18


    ๐ คนเขียนกลอน ๐       
                  ..
เขียนคำรักทักทายจากปลายฟ้า
หมอกภูผาพรรณรายสายน้ำใส
ทุ่งแสงทองท้องน้ำวามวิไล
ลมพลิ้วไหวหว่านหวานนิทานดาว

เก็บดอกไม้มาฝากจากความฝัน
แสงตาวันวาดรุ้งจรุงหาว
ปาฏิหาริย์หว่านหวังสะพรั่งพราว
หมู่เมฆขาวเคลื่อนคละเริงระบำ

เขียนความฝันฝากใจในมิ่งมิตร
วาดวิจิตรจันทร์ดาว,คราวถลำ
จินตนาถาโถมชโลมคำ
ให้ชื่นฉ่ำชีวิตจิตวิญญาณ

ชื่นอุษาในทรวงทุกช่วงเช้า
กล่อมขวัญเจ้าละไมในวันหวาน
แต้มโลกรุ้งเลอสรวงด้วยดวงมาน
ท่องสายธารโลกศิลป์อจินไตย

โพ้นทะเลเห่ห้อมล้อมรวงคลื่น
ค่ำดาษดื่นดาราโรยฟ้าใหม่
มุ่งมโนนั่นฟ้าสุราลัย
ปั้นด้วยไฟน้ำดินรินอารมณ์

แล้วปรุงเปลี่ยนเขียนท้องทะเลลึก
นิมิตหมึกน้ำค้างสร้างผสม
ระรื่นโรยโบยโบกแห่งโลกกลม
ก็พร่างพรมด้วยรักพักวิมาน
                 ..                 
คั่นความจริงรัญจวนจึงล้วนโลก
ใสซึ้ง โศก ศรัทธา ปาฏิหาริย์
สมมุติผุดบัญญัติมิทัดทาน
ทั้งขมหวานวันวัยในวังวน

เฝ้าขีดเขียนเรียนโลกประโยคหยั่ง
ผ่านภวังค์หวั่นไหวในห้วงหน
สุข,ทุกข์ท่ามวิถีเสรีชน
ซึ่งผลิผลพรรณนามาเป็นกลอน
                 
            ธรรมดา
    ๒๗ มกราคม ๒๕๕๕ 
บันทึกการเข้า
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 86


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 89  เมื่อ 13 พ.ย. 18, 15:28

                                                                 

         ๐ คนไกล ๐

แม้ยามห่างต่างฟ้าสัญญาอยู่
เหมือนนกคู่เคียงคอนจะนอนไหน
แค่ค่ำเคลื่อนเดือนปีที่คลาไคล
ซึ้งสายใยอยู่เยี่ยง,เพียงคำแพง
                 
ผ่านฟ้าดาวเดือนฉายรำบายโบก
ไพเราะโลกมโหรีล้วนสี,แสง
กล่อมกมลคนคว้างเมื่อคลางแคลง
โลกใช่แล้งรางวัลอันอุดม

ด้วยมีหมายลายรุ้งทุกทุ่งท่อง
นั่นแสงก่องเมืองไกลก็ใช่สม
หากหัวใจไฟฟื้นต่อรื่นรมย์
จะกว้างกลมก็ใกล้ในดวงมาน

แม้ยามห่างต่างใจใกล้กันอยู่
เหมือนดาวคู่ฟ้าค้ำความฉ่ำหวาน
เคียงถนอมกล่อมเกื้อกี่เรื่อลาญ
รักจะต้านต่อโศกแห่งโลกเรา
                  ..
หลับฝันดีที่รักหนักเหนื่อยแล้ว
จะกล่อมแก้วขวัญนอนรอนความเศร้า
ดงดาวราวรุ้งฝันถึงบรรเทา
ขับความเหงาขึ้นงามยามราตรี

             ธรรมดา
      ๑๒ กันยายน ๒๕๖๑
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.052 วินาที กับ 20 คำสั่ง