เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 3 4 [5]
  พิมพ์  
อ่าน: 71569 " เสียงกวี "
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 73


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


ความคิดเห็นที่ 60  เมื่อ 09 ก.พ. 16, 17:48


ความรู้สึกของการจากลา
             …
กระซิบถามหัวใจจนรู้สึก
จากทุกห้วงสำนึกความหวั่นไหว
พยายามตามหาความเข้าใจ
ที่ห่างไกลจากเธอเสมอมา
             …
สัมผัสกลิ่นคุ้นเคยกับความเศร้า
เหลือบมองดูความเหงาเข้ามาหา
เริ่มรู้สึกเหน็บหนาวเมื่อคราวลา
เดินไปอย่างเชื่องช้าระมัดระวัง
             …
ลืมตาตื่นขึ้นพบแล้วจบจาก
เหมือนสูญสิ้นความยุ่งยากจากอีกฝั่ง
ยกธงแพ้แน่นิ่งอย่างจริงจัง
เป็นบันทึกความหลังนิรันดร
             …
มีเพียงเงาเท่าที่รู้ผู้นำทาง
ปกคลุมร่างต่างเพื่อนไม่เหมือนก่อน
สายลมแห่งความเหงาเข้าอาทร
แตะผิวหน้าผ่าวร้อนไม่ย้อนคืน
             …
ยังเก็บงำคำตอบไร้ขอบเขต
จากต้นสายปลายเหตุอันขมขื่น
กับความสุข,ทุกข์,หวังไม่ยั่งยืน
ที่เศร้าโศกสะอื้นฝืนรอคอย
             …
ความรู้สึกของการจากลา
ชีวิตเริ่มเชื่องช้าอ่อนล้าบ่อย
เป็นเหมือนฝุ่นละอองการล่องลอย
เจ็บปวดอยู่ไม่น้อยจากรอยเดิม
     
           ภู กวินท์

(ด้วยจิตระลึกถึงท่านเสมอครับ)
บันทึกการเข้า
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 73


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


ความคิดเห็นที่ 61  เมื่อ 13 ก.พ. 16, 17:57


    ๐ ฝันของเธอ

มืดฟ้ามามืดใจไม่สู้สร่าง
หากหลงร้างหลงโลกให้โศกเฉือน
แต่ใช่ทุกข์ถาโถมมิโลมเลือน
สุขก็เคลื่อนเข็ญคล้อยอยู่รอยแรง

สารัตถะใดเล่าผู้เฝ้าฝัน
เพื่อพบวันรวีที่ฉายแสง
ขับความมืดหมองหมางเมื่อคลางแคลง
ซึ่งแสวงวาดไว้แต่ใจตน

บริบทบางคราวช่างหนาวนัก
ใช่รู้หลักลำดับความสับสน
แลร้อนรุ่มสุมทรวงห้วงกมล
จะเพียรผลพบหรือผู้ถือทาง

เมื่อไม่รู้เลศนัยหทัยท้อ
จะก้าวก่อการใดในระหว่าง’
หากแจ้งเหตุแห่งใจไม่เลือนราง
ย่อมก้าวย่างอยู่พ้นไม่จนจริง

ฝันใดเมื่อไม่สิ้นซึ่งดินฟ้า
สู้ศรัทธาท่ามทุกข์แลสุขสิ่ง
ได้ยินยลบนโลกหลักพักพิง
งดงามยิ่งอยู่ใน หัวใจเรา


                                                                           "บางครั้ง ความเป็นจริงก็ทำร้ายความฝัน
                                                           แต่บางครั้งความฝัน ก็ทำให้ผู้คนไม่ต้องปวดร้าวในความเป็นจริง"

                                                                                           ธรรมดา
                       
                                   
บันทึกการเข้า
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 73


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


ความคิดเห็นที่ 62  เมื่อ 19 ก.พ. 16, 09:51



มองทิวเขาเรียงรายซับซ้อนท่ามขอบฟ้าอยู่ไกลไกล
ธรรมชาติรังสรรค์สิ่งสวยงามเสมอ
อบอุ่นอ่อนโยนเสพแสงของดวงตะวันในยามเช้า
ทอดสายตามองหาจุดหมายในความเวิ้งว้างใด
เก็บเกี่ยวภราดรภาพอันซ่อนเร้นในสายลม
ยิ้มอยู่อย่างนั้น..วาดหวังอยู่อย่างนั้น..
จินตนาการแห่งชีวิตมนุษย์
พบไม่พบสารัตถะใดจะเติมพร่องเพียงเพื่อการโหยหา
อบอุ่นอาจอ้างว้างท่ามทางที่ทอดยาวไกลเกินกว่าห้วงความคิดของคนช่างฝัน
หรืออาจงดงามเกินกว่าใจจะโหยหาไขว่คว้ามาครอบครองเพียงลำพัง
มองดูตึกต่ำสูงเรียงรายซับซ้อนท่ามขอบฟ้าอยู่ไกลไกล
สถาปนาในน้ำมือมนุษย์
รังสรรค์สิ่งสวยงามท่ามความทุกข์เข็ญของผู้คน

ธรรมดา
บันทึกการเข้า
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 73


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


ความคิดเห็นที่ 63  เมื่อ 23 ก.พ. 16, 18:02


        ๐ วังเวง

เมื่อไม่อาจดึงฟ้าลงมาต่ำ
ย่อมเจ็บช้ำสู่วันอันหนักหน่วง
ต่อทนทุกข์ลุกล้มกลางลมลวง
ซึ่งหลายช่วงสิ้นหวังกำลังใจ

เสียงจากความเงียบงันวันเหว่ว้า
ต่างดวงตาหดหู่เธอรู้ไหม
เหมือนค่ำคืนเหน็บหนาวนั้นยาวไกล
จึงหวั่นไหวเหลือเกินนักเดินทาง

สันโดษโดยจำนนคนถูกทิ้ง
เหมือนแน่นิ่งในดวงมานการก้าวย่าง
จะหลับลงตรงความเหงาเริ่มเบาบาง
หลังทอดร่างโรยแรงกับแสงจันทร์

ซึ่งแสงเดือนเลือนลาก่อนฟ้ารุ่ง
เฝ้ามองคุ้งขอบฟ้านัยน์ตาฝัน
เหม่อลอยคอยคำใจจากใครกัน
ไม่คงมั่นเหมือนเมื่ออยู่ไม่รู้ทิศ

จึงเห็นความแตกต่างวางเราไว้
ซุกซ่อนความอ่อนไหวไม่มีสิทธิ์
หลงละเมอเพ้อผ่านกับการคิด
เมื่อรู้ผิดรู้รสบทน้ำตา

เสียงจากความเงียบงันเฝ้าฝันถึง
ยังรำพึงผ่านสายลมโลมยอดหญ้า
มองช่องว่างห่างกันวันอำลา
เหมือนท้องฟ้าซึ่งไกลมากจากผืนดิน

             ธรรมดา
บันทึกการเข้า
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 73


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


ความคิดเห็นที่ 64  เมื่อ 28 ก.พ. 16, 19:25


คลื่นความถี่ที่จูนคูณความฝัน
บวกแสงจันทร์แสงดาวเอาหาวห่ม
ช่วงติดลบพลบค่ำทำระทม
หารหกล้มห่วงหาน้ำตาเติม

กำลังสองตรองตนคนไหนหนอ
นั่นบางอ้อบางจากหลายฉากเสริม
กลับมาเหงาเท่าทนที่คนเดิม
แล้วจึงเริ่มเขียนคำจำนรรจา

ไม่มีเรื่องตลกยกเมฆมุ่ง
หรือต้องปรุงต้องปรับประคับค่า
คนอ้างว้างหวั่นไหวในแววตา
 เห็นแต่ฟ้าสีช้ำของค่ำคืน

อยากเขียนคำนำคนบนโลกหลับ
หรือช่วยซับน้ำตาคราสะอื้น
ให้ห้าวหาญมานมุ่งพยุงยืน
แต่ต้องฝืนใจตน คนเดียวดาย

           ธรรมดา
บันทึกการเข้า
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 73


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


ความคิดเห็นที่ 65  เมื่อ 07 มี.ค. 16, 20:07


ดั่งห้วงหาวดาวเดือนมิเคลื่อนคล้อย
เฝ้าเคียงคอยคู่ฟ้าคราฉายแสง
ประหนึ่งหวานหว่านวาดสาดแสดง
หารู้แล้งเริงรำเมื่อค่ำคืน

เธอเป็นดั่งดาวเหนือเมื่อฟ้าหลับ
ผู้คอยซับน้ำตาคราสะอื้น
ช่วงสับสนทนทางที่ย่างยืน
ก็เติมตื่นเติมไฟให้กล้าเดิน

จับมือฉันมั่นมานกับการก้าว
กี่ร้อนหนาวหนักใดไม่ห่างเหิน
คือแรงใจใกล้กันวันเผชิญ
ไม่ขาดเขินเลยร้างระหว่างเรา

บุปผาพวงผึ้งภู่จึงรู้หวาน
ที่เคยกร้านเกลื่อนกลบสงบเหงา
จึงอบอุ่นสุนทรีย์ที่บรรเทา
ที่เธอเฝ้าห่วงใยใจคนจร

         ธรรมดา
บันทึกการเข้า
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 73


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


ความคิดเห็นที่ 66  เมื่อ 11 มี.ค. 16, 13:13


หมอกหม่นร่นลับฤๅอับแสง
ร้างแล้งลุลู่สู่อุษา
ปาดเปื้อนเลือนลวงจากดวงตา
มืดฟ้าหม่นฝันอันตรธาน

ตื่นเติมใจจากหลับลืมทับถม
จากเคยล้มรู้รุดจุดบรรสาน
แห่งวันวัยใดได้ดังวิมาน
ก็ปลุกปานใจแจ้งจากแรงตน

ต่อวิถีหรี่เร้นลงลับหล้า
หรือลับตาแต่ใจจะให้หน
หากแสงหนึ่งนั้นไกลในจำนน
ย่อมพบผลไม่น้อยในรอยทาง

วับวาวราวมณีดับสีช้ำ
เคยตกต่ำแต่ใดก็ให้ห่าง
เศร้าสลดหดหู่อยู่เบาบาง
กับก้าวย่างยินดีในชีวิต

       ธรรมดา
บันทึกการเข้า
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 73


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


ความคิดเห็นที่ 67  เมื่อ 16 มี.ค. 16, 23:08


ข้าวขาดเล้าเรือนชานผ่านพายุ
หลังคาผุพื้นพังฟังเสียงฝน
กล่อมแผ่นดินโดยหยาดจากธาตุทน
ฟ้าหรือหล่นหลงฟ้ามาเจือใจ

สักนิดหนึ่งถึงเธอที่รักแล้ว
หากต้องแคล้วคลาดกันคงหวั่นไหว
จะน้อยหรือรอยรักรอยอาลัย
ต่อเมื่อไม่พบเพ้อละเมอมาน

อยากหยิบดาวดาษดื่นเมื่อคืนมืด
จะว่าจืดก็ใกล้กับไหวหวาน
หวังแต่พอต่อแต้มแซมช่วงกาล
ก่อนเธอหาญหักให้หัวใจจม

หวั่นว่ารักจักจรจากคอนเก่า
ไม่เหลือเราให้หลงแล้วคงขม
ค่ำจะหนาวร้าวล้ามาชิดชม
หากต้องห่มห้วงใจไกลจากกัน

ข้าวขาดเล้าคนขาดรักประจักษ์เถิด
หากละเมิดหมดใจไกลสีสัน
สู้ถนอมยอมย้ำความสัมพันธ์
ให้สำคัญเคียงคู่ อยู่ยาวนาน

            ธรรมดา
บันทึกการเข้า
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 73


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


ความคิดเห็นที่ 68  เมื่อ 20 มี.ค. 16, 22:50


        ๐ ลายเสือ ๐

สิ่งหอมหวานซ่านโศกในโลกล้วน
ก็สมส่วนสูเจ้าจะเท้าถึง
ยุติธรรม.อำนาจ.ขาดคำนึง
ย่อมเสื่อมซึ่งแซ่ซ้องอยู่นองเนือง
              ..
หลังมื้อเช้าสภาพร้อมหน้านั้น
ต่างหวาดหวั่นวุ่นวายกับหลายเรื่อง
ถกถึงทุกข์อาจท่ามาจมเมือง
หากปมเขื่องคืออำนาจได้ขาดดุล

ความบาดหมางพรางตัวทั่วทั้งสิ้น
จะกัดกินใจกันถึงขั้นขุ่น
เริ่มระแวงแซงหน้าก่อนการุณย์
จากอบอุ่นก็อ้าว ราวไฟลน

ลุเวลารอบเที่ยงยังเถียงถาม
หลายข้อข้ามคุยโวโกลาหล
เสนอหน้าหนึ่งเน้นประเด็นดล
ขยับย่นยังเหตุแห่งเภทภัย
             ..
ข้าแต่ท่านราชสีห์ หมีกล่าว
สบเสือดาวเสือโคร่งโขยงใหญ่
หลังลัดเลาะเสาะเห็นความเป็นไป
จึงอาจใช่เช่นนี้ กลียุค

หมีทำหน้าตาตื่นตอนฝืนเล่า
เหมือนหาเหาใส่หัวให้ตัวจุก
แต่เพื่อผองพ้นวันบรรเทาทุกข์
จำต้องลุกขึ้นเขียง เสี่ยงชีวิต

ราชสีห์ตีหน้า ข้าก็ใหญ่
จะหน้าไหนโหมฮือขึ้นถือสิทธิ์
จงเล่าเหตุเภทพันธ์กระชั้นชิด
อันจะติดตามมาอย่าช้านาน

หมีเล่าว่า ฟ้าสางอุษาส่อง
ลมจะล่องเลือดแรงสิแดงฉาน
เผ่าพันธุ์เสือทั้งมวลชวนทะยาน
จะหักหาญท่านให้บรรลัยลง

หมู่เสือดำนำหน้ามาจวนแจ้ง
เท่าแถลงก่อการแทนสารส่ง
มุ่งทะลวงทวงถางถึงกลางดง
ต่อจำนงท่านไท้ที่ใคร่ครวญ

ซึ่งเสือโคร่งเสือดาวราวสิบร้อย
จะคงคอยค้อมคู้ไม่สู้สวน
หากคำตอบแต่ท่านท้าขบวน
ทั้งหมดล้วนลุยแลกถึงแตกตาย
            ..
พญาราชสีห์ตีหน้าหนัก
มองมิตรรักก็ร้างลงห่างหาย
หาให้ภักดิ์เพียงนั้นอันตราย
อาจสุดท้ายเท่าถมที่จมจน

หากให้ยอมอย่างเปลี้ยก็เสียสิงห์
แม่ทัพทิ้งฐานทัพนับใช่ฉล
มีหรือหลบลงใจในจำนน
แม้นเพียงผลแต่พ่ายต้องอายเอา

ต่อแต่นี้ถี่ห่างกางกลศึก
ซ่อนสำนึกหดหู่ให้สู้เขา
จัดกำลังยั้งอยู่ดูลาดเลา
แลรู้เท่าถึงการณ์ก่อนมารมา

ทั้งระดมคมเขี้ยวเรียวเล็บแหลม
อยู่รั้งแรมรอรับกับโถมถา
อีกเกณฑ์ไกลวัยเด็กเล็กชรา
ให้จัดหาคุ้มหัวโดยทั่วทัน

ราชสีห์สั่งการผ่านพวกพ้อง
ซึ่งสยองยั้งทาสที่หวาดหวั่น
รอเวลาฟ้าสาง ต่างยืนยัน
แม้อาสัญเสี่ยงสู้ ไม่ดูดาย
             ..               
ดึกสงัดพัดพ้อหนอลมหนาว
มองดินดาวด่างพร้อยไม่น้อยหน่าย
ยุคเกิดก่อฉ้อฉลจนวุ่นวาย
จะดีร้ายแหลกลงไม่คงคิด

แค่ค่ำมืดฝืดเคืองเรื่องเล็กน้อย
เท่าทยอยเหลื่อมล้ำอำมหิต
รังแต่ร้างห่างเห็นความเป็นมิตร
คอยชูคอต่อสิทธิ์ให้ชิดชัง

สิงห์ชรารำพึงถึงที่สุด
จะยื้อยุดอย่างไรไฟสองฝั่ง
อำนาจอำย้ำยศยิ่ง บดบัง
ให้ร้อนหลังหน้าหนัก นับแต่นี้
               ..                 
          ธรรมดา
   ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๙

เขียนยังไม่จบนะครับ
คงต้องห่างหายไปอีกซักระยะหนึ่ง
กลับมาครั้งหน้า ถ้าพอเป็นไปได้จะเขียนต่อให้จบ
และขอบคุณทุกๆท่านที่เข้ามาอ่านนะครับ


บันทึกการเข้า
rena36704
อสุรผัด
*
ตอบ: 2


ความคิดเห็นที่ 69  เมื่อ 26 มี.ค. 16, 15:04

 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 73


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


ความคิดเห็นที่ 70  เมื่อ 19 ธ.ค. 16, 09:48


                      ๐ มาเถิดมามวลมิตร ๐

ร้อนหลังฟังเสียงคลื่น         ล้อลมตื่นตามภูผา
ทุ่งฝันตะวันลา                    ร้างละศิลป์จะรินลง

หอมหวนบ่ทวนเท่า            จะบอกเบาบ่เทียมหงส์
หรรษาสิอ่าองค์                   อุ่นอ้างฟ้าสุธาธาร

พริบพร่างกลางดงดึก          หนาวสำนึกในห้วงหาญ
หาฝันจะบันดาล                  ดั่งแสงซึ้งคะนึงนวล

นาวาจะล้าร่น                      ฤๅไพรสณฑ์สิเหลือสวน
ผ่านพบจึงทบทวน              ถนอมน้อยจะรอยเรียน

มาเถิดมามวลมิตร               ร่ายลิขิตและคำเขียน
เพื่อผู้จะพากเพียร                ประโยชน์นั้นในโลกา

ฝากรอยเป็นรอยล้อม           เพื่อจะพร้อมสู่ศึกษา
สานศิลป์จินตนา                  มนน้อมประโลมชน ฯ

                                ธรรมดา
                          ๑๕/๑๒/๒๕๕๙
บันทึกการเข้า
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 73


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


ความคิดเห็นที่ 71  เมื่อ 27 ธ.ค. 16, 12:50


     ๐ แด่..เธอผู้พายเรือ..๐

แว่วยินคลื่นน้ำฟาดเสียงกราดเกรี้ยว
กลางค่ำคืนเปล่าเปลี่ยว..กรากเชี่ยวไหล
เห็นแผ่นผืนน้ำพลิ้วเป็นริ้วไป
ล้อลมไหววาดคลื่นอยู่ครื้นเครง

เกลื่อนฟ้านั้น..จันทร์ดาวแสงพราวพร่าง
แสนไกลห่างมีสิทธิ์เพียงพิศเพ่ง
เสียงฟองคลื่นโถมถั่ง..ล้อวังเวง
แทนพาทย์เพลงกล่อมคืนให้ตื่นตัว

โครมครืนเสียงคลื่นน้ำในค่ำดึก
โหมแรงฮึกเหิมบนความหม่นหลัว
เรือลำน้อยหนึ่งลำในค่ำมัว
คลื่นทิ่มแทงสั่นรัวไปทั่วลำ

ฝ่าไปบนคลื่นน้ำ, เสียงจ้ำพาย-
พาเรือว่ายแหวกคลื่นผ่านคืนค่ำ
จึงเห็นสองมือเรียว..ถูกเคี่ยวกรำ-
กลางสายน้ำวาดพาย..อยู่ท้ายเรือ

เห็นเธอทอดสายตา..มองหาฝั่ง
เกลียวคลื่นคลั่งโถมแทง..ก็แรงเหลือ
พาย..คัด..วาด..ค้ำ..หนุน..คอยจุนเจือ
ด้วยหยาดเหงื่อ..ใจแกร่งสู้แรงน้ำ

วาดลำเรือลอยฝ่า..ถึงท่าเทียบ
ก้าวก็เหยียบย่างหาอยู่คลาคล่ำ
เท้าคู่น้อยหนีบนอบอยู่รอบลำ
รอพายจ้ำจ้วงอยู่เสียงกรูเกรียว

พาเรือน้อยลอยลำ..พายจ้ำจ้วง
ผ่านทุกช่วงจังหวะ..น้ำชะเชี่ยว
เห็นเธอวาด..พายค้ำ..เรือลำเรียว
อยู่กลางสายชลเปลี่ยว..อย่างเดียวดาย

จนเรือโยนลำยก..แล้ววกต่ำ
ก่อนวูบด่ำดิ่งไปน่าใจหาย
ฝ่าน้ำเชี่ยวคลื่นซัด..มือคัดพาย-
อยู่ที่ท้ายเรือนั้นอย่างมั่นคง

มือน้อยน้อยเกาะเกร็ง..ตาเพ่งพิศ
มองสู่ทิศสำหรับการรับส่ง
มองมือวาดพาย..คัด..ก่อนงัดลง
แววตาบ่งบอกรู้..มือ-ผู้ใด

โอ..แววตาวับวาว..แสน-กร้าวแกร่ง
รอจ้วงพายทิ่มแทงสู้แรงไหล-
อันกรากเชี่ยวของน้ำอยู่ร่ำไป
หวังเพียงได้พาคน..ข้ามพ้นน้ำ

งามยิ่งงาม..ก็ระยับอยู่กับโลก
ปรุงปรนหอมบ่ายโบกโลมโลกต่ำ
เมื่อปรารมภ์งดงาม, ทุกความ..คำ-
ย่อมยกงามขึ้นย้ำเป็นธรรมดา

มือเรียววาดพาย-วนกลางชลเปลี่ยว
ทุกส่วนเสี้ยวใจรู้..ย่อมรู้ว่า-
คลื่นสาดซัดโหมหนัก..กลางมรรคา
ต้องหัวใจแกร่งกล้าไม่ล้าโรย

ร่างน้อยน้อยนั่งมองตาจ้อง-เพ่ง
ใจคร่ำเคร่งเรี่ยวแรง..ก็แห้งโหย
แม้นคลื่นน้ำลมโลก..คอยโบกโบย
ผ่านพ้นโดยมือเรียว..คอยเคี่ยวกรำ

ปีแล้ว..และปีเล่า..ที่เจ้าเป็น
ฝ่าร้อยเข็ญ..พันโศกแห่งโลกต่ำ
ด้วยจิตด้วยสำนึก..งามลึกล้ำ
พาย..งัด..ค้ำ..เรือน้อยล่องลอยไป

ละเที่ยวพาย..จ้วงจ้ำ..ฝ่าน้ำเชี่ยว
ค่อยค่อยเคี่ยวกรำสอน..อาทรให้-
ลูกศิษย์น้อยคล้อยหลัง..สู่ฝั่งไกล
ด้วยน้ำใจไหลเชี่ยว..ด้วยเรี่ยวแรง

พายเรือน้อยลอยล่อง..ฝ่าฟองคลื่น
เสียงโครมครืนก้องรัว..อยู่ทั่วแหล่ง
ด้วยสองมือคัดท้าย-วาดพาย..ทะแยง
พาหัวเรือทิ่มแทง..ถ้วนแหล่งน้ำ

คัดท้ายพายเรืออยู่..เพื่อผู้อื่น
ฝ่ากระแสลมตื่น..เกลียวคลื่นคร่ำ-
ครวญระงมห่มห้อม..อยู่ล้อมลำ-
เรือน้อยคอยพลิกคว่ำ..จมลำเรือ

ภาพเด็กน้อยจำพราก..พ้นฟากฝั่ง
มือเรียววาดพายยัง..อีกฝั่งเพื่อ-
รับส่งอีกทุกรุ่น..ช่วยจุนเจือ-
ภาพงดงามให้หลงเหลือ..ในแผ่นดิน..!

    ๐ ประพันธ์โดย: aasdang
บันทึกการเข้า
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 73


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


ความคิดเห็นที่ 72  เมื่อ 11 ม.ค. 17, 09:26


๐ สุข.ทุกข์.ท่วม.รวมใจไทย ๐

ท่ามแผ่นผืนคืนวันสรรค์ชีวิต
เราลิขิตสิทธิ์สู้สู่จุดหมาย
ต่างเติมฝันมั่นมุ่งดั่งรุ้งพราย
ต่างปีนป่ายสายสร้างอย่างเสรี

หลากรอยยิ้มอิ่มอาบให้ซาบซึ้ง
ในคำนึงพึ่งพาภาพวิถี
ยังอบอุ่นหนุนค่าสามัคคี
ทุกถิ่นที่ทั้งผองพี่น้องไทย

เช่นนี้เล่าเก่าก่อนจะร้อนหนาว
กับเรื่องราวลำเค็ญเซ่นสมัย
ป่าปิดเมืองเนืองหนุนสมดุลใด
เหตุปัจจัยให้ผืนหล้าบ่านที

โอบอุ้มจะรุมร้ายหมายขย้ำ
โถมกระหน่ำน้ำหลากพรากวิถี
พลัดถิ่นฐานโถมทุกข์สุขเคยมี
มาบัดนี้กี่พลีแล้วระทมทน

ใยแผ่นดินร้องไห้เป็นสายน้ำ
นิยามย่ำสยามยิ้มลิ้มรอยหม่น
ขอวิงวอนพรจากฟ้ามาดาลดล
เภทภัยพ้นพี่น้องทั้งผองพลัน

เถิด.อย่าท้อรอจำนนจนใจสู้
อย่าหยุดอยู่อย่างสิ้นหวังนั่งหวาดหวั่น
ขอแค่ใจไม่ล้าลงจาบัลย์
ยังมีวันวาดฟ้าดาราราย

ปลอบโยนยามยากไร้ให้แรงหวัง
ให้กำลังยังใจอยู่หารู้หาย
ฝ่าชะตาท้าทนที่ทักทาย
ผ่านภัยร้ายได้ด้วยไทยไม่ทิ้งกัน

แรงใฝ่ดีที่เกื้อกูลจะพูนเพิ่ม
มาสร้างเสริมเติมใจไร้ขีดขั้น
ร้อยรวมไทยด้วยหัวใจใฝ่ถึงกัน
ร้อยผูกพันผ่านลมพา.ว่าห่วงใย ฯ

           ธรรมดา
         พ.ย.๒๕๕๔
บันทึกการเข้า
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 73


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


ความคิดเห็นที่ 73  เมื่อ 14 ม.ค. 17, 13:05


        ๐ ใจเล็กเล็ก ๐

เช้าใหม่ให้ความหวังเมื่อยังเด็ก
ใจเล็กเล็กรู้โลกสวยด้วยเดียงสา
ละมุนละไมยิ้มหวานไม่มารยา
ไม่รู้ว่าโลกนี้กี่คมคน

จึงตั้งใจใฝ่รู้ชูปัญญา
สู้ศึกษาศาสตร์ศิลป์ให้สิ้นหม่น
น้อมหลักจริยธรรมนำตน
เหตุและผลเพียรชอบประกอบการ

ระลึกรู้ชูชาติ ศาสน์ กษัตริย์
วิสัยทัศน์พัฒนาและกล้าหาญ
สัตย์ซื่อถือวินัยใคร่เจือจาน
รู้ผสานรู้รักสามัคคี

เช้าวันใหม่ให้ความหวังกับสังคม
จึงได้สมสร้างมาเหมือนหน้าที่
พยุงตนบนเส้นทางอย่างคนดี
โลกวันนี้.หลายล้ารออาทร

            ธรรมดา
บันทึกการเข้า
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 73


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


ความคิดเห็นที่ 74  เมื่อ 31 ม.ค. 17, 20:33


๐ ครั้งหนึ่งในชีวิต..พระป่า ๐

กราบเบื้องบาทบูชาตถาคต
พระทรงหมดเยื่อใยในสังสาร-
มโนน้อมวันทาครูอาจารย์
ผู้ห่างมารน้อยใหญ่ใจแจ้งมรรค
             …
สายน้ำสายหนึ่งซึ่งเคว้งคว้าง
หลงโลกกว้างทางไกลจนไร้หลัก
เส้นชีวิตผิดผลชอบกลนัก
คล้ายจมปลักยืดเยื้อเหลือกำลัง

เกิดคำถามมากมายอยู่รายล้อม
ใจจึงผอมเพียงใจในหวั่น หวัง
แสงสักนิดน้อมสู่ ก่อนผู้พัง
จะยิ่งหยั่งลึกล้าชะตาตน

จิตเมื่อป่วยด้วยดื้อผู้ถือทุกข์
ย่อมต้องปลุกด้วยธรรมคำเหตุผล
ปฏิบัติศรัทธายาแยบยล
ทิ้งทางหม่นมุ่งหาผู้อาจารย์

จะยากง่ายสายน้ำในยามนี้
สู่วิถีธรรมดามาสมาน
ใจร้าวหลงและหลับอยู่นับนาน
จะตื่นต้านต่อหนแห่งคนเป็น
             ...
เริ่มบวชนาคหนึ่งเดือนเตือนตนไว้
อัชฌาสัยสืบสู่การรู้เห็น
เปิดตานอกบอกตาในใจเช้าเย็น
พึงบำเพ็ญตนต่างเส้นทางเดิม

ขานนาคชัดศรัทธาเอสาหัง
ข้อวัตรตั้งตรวจทานการริเริ่ม
เหนื่อยหนักเบาไม่บ่นทนตามเติม
นิ่งนอกในใจเสริมสู่เดิมดี

วันละมื้อถือทานผ่านห้วงหิว
เดินตัวปลิวใจเย็นเช่นสุขี
สมาธิผลิผลดั่งมนต์มี
หลังพระพี่เพียรสอนอาทรธรรม
             …
ลงจากเขาเข้าโบสถ์บวชเบื้องหน้า
ตั้งใจใสศรัทธา ถ้าถลำ
ละโลกหลังลงหมดต้องจดจำ
เสร็จสวดย้ำอยู่นั้น บรรพชิต

แทนคุณบิดามารดรสะท้อนถึง
ลูกจะพึงตั้งตนฝึกฝนจิต
อยู่โดยธรรมโดยวินัยเนืองนิจ
น้อมในกิจสงฆ์สู่แต่ผู้เพียร

“อธิษฐานเถิดธรรมจำรัสโลก
ให้สัตว์โศกรู้รั้งใต้บังเหียน
ก่อกิเลสรัดล้นแล้ววนเวียน
ได้เห็นเทียนแห่งธรรมนำใจจร”
             …
กลับขึ้นเขาเข้าป่าสังฆาวาส
ไม่ข้องขาดข้อวัตรขัดคำสอน
บริขารควรนั้นตามขั้นตอน
พินทุก่อนการใช้ ให้รู้รักษ์

นวกะพระผู้ยังรู้น้อย
สำรวมรอยตามผู้ท่านรู้จัก
ภาวนานอกในใจมั่นมรรค
น้อมในหลักสัทธรรมพระสัมมาฯ

องค์หลวงปู่ท่านสอนให้นอนดึก
รู้ให้ลึกเชิงชั้นแห่งปัญหา
ฝึกฝนตนตามปฏิปทา
และรักษาอารมณ์ให้สมดุล

หลายรู้สึก-นึกคิดในจิตนั้น
วนเวียนกันเกิด-ดับนับว่าวุ่น
อาศัยสติธรรมคอยค้ำจุน
จึงรู้หมุนทวนทางวางอารมณ์

คิดเท่าที่จะคิด ทั้งผิดถูก
เพื่อจะปลูกปัญญาให้สาสม
ล่วงหลายเดือนดั่งคิดจิตไม่จม
แม้หลงลมโลกลู่ก็รู้ลด
             …
สายน้ำที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้า
เรื่อยไหลใกล้วันลาสิกขาบท
เก้าเดือนดังได้รู้ ผู้พยศ
น้อมในกฎจดจำทุกดำเนิน

กราบลาแล้วหลวงปู่ครูอาจารย์
ศิษย์ซึ่งผ่านอบรมก้มสรรเสริญ
วาสนาน้อยน้าวไม่ก้าวเกิน
ให้ต้องเดินดุ่มดั้นสามัญชน

            ธรรมดา
        ๓๑/๑/๒๕๖๐
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 3 4 [5]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.084 วินาที กับ 19 คำสั่ง