เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2 3 ... 6
  พิมพ์  
อ่าน: 82605 " เสียงกวี "
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 76


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


 เมื่อ 05 ก.พ. 13, 19:45



เสียงกวี

เสียงกวี ที่กังวาน แต่กาลก่อน
ยังสะท้อน มาตาม ฝากความหวัง
แม้ร่างลับ กับกาล วิญญาณยัง
เฝ้าห่วงหลัง ยังงาน ด้านกวี

จากแดนทิพย์ กระซิบมา ให้หล้าชื่น
โลกร่มรื่น รับเสียง เพียงดีดสี
เหมือนแสงก่อง ส่องฟ้า ยามราตรี
ให้ฤดี รับรส สิ่งงดงาม

กลอนจากจิต อุทิศเป็น เครื่องเซ่นสรวง
น้อมบำบวง ปวงกวี ศรีสยาม
ขอสร้างงาน ปานผกา บูชานาม
ดำเนินตาม กวีครู อยู่อาจิณ

เพื่อแดนหนึ่ง ซึ่งกวี ยอมพลีร่าง
เพื่อเสกสร้าง สวนสวรรค์ วรรณศิลป์
ขอกรองคำ จำเรียง เพียงเสียงพิณ
กล่อมแดนดิน ยินดี อยู่จีรัง

แม้มิชื่น เช่นผกา ปาริชาต
ทรงอำนาจ น้อมกมล สู่หนหลัง
เพียงเสียงกลอน กล่อมกมล ชนผู้ฟัง
น้อมใจยัง แดนศิลป์ ก็ยินดี


ประพันธ์โดย..อาจารย์มะเนาะ ยูเด็น

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30540

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 06 ก.พ. 13, 09:37

บทกลอนอีกบทหนึ่งของอาจารย์มะเนาะ ยูเด็นที่ไพเราะมากๆ

แม่ (ข้ามขอบฟ้า)


ดื่นดึกหนาวดาวเด่นเย็นยะเยียบ
เสียงความเงียบเสียดแทงในแท่งหิน
ล้อแห่งกาลผ่านเลื่อนหมือนโบยบิน
เสียงแม่ดินรินร่ำคำห่วงใย

แม่โอบเอื้อเผื่อแผ่แก่ลูกสิ้น
อกแม่ดินตระหนี่เคยมีไหม
หากลูกรักรักคืนแม่ชื่นใจ
แม้ลูกไหนไม่รักไม่หักราน

ในรวงข้าวแม่ผสมนมอร่อย
ในลำอ้อยแม่ผสมน้ำนมหวาน
กลีบดอกเอื้องแม่แต่งสีแบ่งบาน
ชูช่อก้านคลี่พวงยวงระย้า

เรียงลำไผ่แม่สอนให้อ่อนพลิ้ว
ขับเพลงผิวแผ่วกล่อมถนอมป่า
หยาดน้ำค้างพร่างแพรวแนววนา
คือน้ำตาเต็มตื้นแม่ชื่นชม

ขอลูกผอง ของแม่ แผ่ความรัก
ร่วมทอถัก แทนแพรให้แม่ห่ม
คุ้มแรงร้อน ผ่อนแสง ร้อนแรงลม
หยุดเคืองข่มงอแงรังแกกัน

มะเนาะ ยูเด็น
บันทึกการเข้า
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 76


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 09 ก.พ. 13, 12:00

" ขอบคุณครับอาจารย์
กลอนสำนวนนี้ของอาจารย์มะเนาะ ยูเด็น ไพเราะลึกซึ้งจริงๆครับ "




" สายน้ำในห้วงคำนึง "


เมื่อสายน้ำ ถามทาง ที่ต่างขั้ว
ความขลาดกลัว เก็บซ่อน ซึ่งอ่อนไหว
กล้าเผชิญ เกินเก่า กว่าเท่าใด
จึงยิ่งใหญ่ หยดหนึ่ง รวมถึงกัน

เป็นนที ชีวิต ไม่ผิดเผ่า
หลากลำเนา นับเนื่อง จะเรืองสรรค์
สูงต่ำต่าง ล้ำค่า คือสามัญ-
ไม่มีขั้น คอยข่ม ให้กลมกลืน

จึงเสรี ร่วมร้อย ทยอยยิ่ง
ใช่อ้างอิง อำพราง เพียงต่างตื่น
เติมกระแส แผ่ผุด เพื่อจุดยืน
จะพลิกผืน แผ่นดิน ด้วยวิญญา

อาจอุดม ได้ด้วย การช่วยชู
การคืนสู่ สมดุล แห่งคุณค่า
เมื่อมั่นคง ตรงชัด ซึ่งศรัทธา
ทั้งแหล่งหล้า รองฝัน ร่วมบันดาล

งดงามใน ท่ามทุกข์ ที่ลุกร้อย
จะเรืองรอย รวมร่าย ซึ่งสายสาน
สู่ชีวิต ผลิตผลิ ปณิธาน
ที่ขับขาน ครรลอง เพื่อผองชน

เพื่อแผ่นผืน คืนกลับ การรับรู้
ในอณู น้ำตา ต่างพร่าหม่น
ซับชีวิต จิตวิญญาณ ที่ทานทน
ว่าเหลื่อมล้น หลากหลาย และพ่ายพัง

หากสายน้ำ ในใจ จะไหลร้อย
เป็นเกลียวกลอย กลั่นกล้า ให้หาฝั่ง
ย่ำนิยาม ข้ามโค้งคด เคยบดบัง
แล้วเหยียบหยั่ง เยื่อใย แห่งไมตรี

เมื่อหมื่นพัน บรรจบ คำรบใหม่
แสงอุทัย ถามทัก ซึ่งศักดิ์ศรี
ผืนแผ่นดิน ด่างดำ ด้วยย่ำยี
รัศมี มิตรมั่น ก็บรรเทา

มองสายน้ำ ยามร่ายรำ ร่วมกำหนด
กี่โค้งคด ค้ำเคียง สำเนียงเผ่า
ในมนุษย์ สุดสาย พรายเพียงเงา
หารวมเหล่า และเท่าถึง.เป็นหนึ่งเดียว.


ธรรมดา
ลุ่มน้ำสาละวิน ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๓

บันทึกการเข้า
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 76


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 14 ก.พ. 13, 20:14



งดงาม ยามเมื่อมอง บนท้องฟ้า
สบสายตา เติมฝัน เช่นวันเก่า
รอยยิ้ม นิ่มนวลนั้น ยังบรรเทา
อบอุ่น คุ้นคนเหงา อย่างเข้าใจ

คืนจันทร์ฉาย พรายพร่าง อยู่กลางหาว
สร้อยแสงดาว เรียงร้อย ดั่งพลอยใส
หนึ่งนภา ว่าหวาน ประมาณใด
จะห่มให้ ห้วงซึ้ง คิดถึงกัน

แปลกไหม! เมื่อใจเรา ดวงเก่านี้
รักเธอที่ อยู่ไกล เหมือนในฝัน
เฝ้าฝากฟ้า ฝากลม ห่มแสงจันทร์
สร้างสีสัน สวยล้ำ เพียงลำพัง

เหมือนไม่อาจ เอื้อมดาว จากราวฟ้า
ต่างชะตา ต่างทาง ระหว่างหวัง
ผลิบาน ผ่านภาพเสียง เพียงภวังค์
รอวันหลั่ง น้ำตา จะมาเยือน

แม้บอบบาง อย่างนั้น ยามหวั่นไหว
เสียงหัวใจ จะคอย มิคล้อยเคลื่อน
ประดับดวง เด่นหาว ดุจดาวเดือน
ละมุนเหมือน มีฟ้า..ที่อาทร


" Happy Valentine’s Day นะครับ "

ธรรมดา
๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30540

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 15 ก.พ. 13, 16:25

วิมานน้ำค้าง

วิมานน้ำค้างสร้างด้วยธาตุฝัน
เอาหอไกวัลเป็นห้องแก้ว
อัจกลับระยับระย้าอยู่พรายแพรว
คือแววรุ้งรัตนาดาราราย

หาดทรายอ่อนฉะอ้อนดั่งบรรจถรณ์
หมอนท่อนไม้คือเขนยฟ้าถวาย
ธาราบ่าเซาะหินดินทราย
คือนางไม้ขับกล่อมอ้อมใจ

ละเมอผวาหาเสี้ยวเดือนทอง
คือน้องนางแก้วแววขวัญสมัย
อ่อนไท้โลมไล้ทิพย์ละมุนละไม
แสงเสน่ห์ใสสุดสวาทบ่วาย

น่านำน้องท่องหล้ามหาสมุทร
สุดฝั่งฝันกว่าสวรรค์จะหาย
หมั่นเจ้าด้วยค่าฟ้าพรรณราย
สุดสายในบุรุษรัตน์รมณีย์

นั่นผาชะโงกโตรกชะง่อนง้ำเงื้อม
อาจเอื้อมเอาดาววาววิเศษศรี
หรือช่อปาริชาตสุดแสนดี
หรือวิถีมิติฝันอนันตกาล

พู้นทางช้างเผือกผุดผ่องสกาว
บางดวงดาวพุทธเจ้าประดิษฐาน
บางเอกภพคือทิพยนิรพาน
คลื่นอดีตผ่านนานนับกัปป์กัลป์

ปุยเมฆหอมเกสรรังร่วง
มาทวงมโนคติหล้าอาถรรพณ์
ดาวไถไถทุ่งฟ้าวิลาวัณย์
จะเกี่ยวข้าวขวัญค่าชีวาใด

น้ำค้างดงดึกดื่นสะอื้นโศก
ชลเนตรโลกวิปโยคหรือไฉน
หมู่มนุษย์น้อยอหังการ์ฆ่าใคร
ฆ่าพิภพสบสมัยสุดสามานย์

ไม่รักทะนุถนอมคุณค่าโลก
จะทุกข์โศกตราบฟ้าอวสาน
ยุคมนุษย์จะสุดสิ้นมิช้านาน
เป็นพยานเถอะสายธารที่จาบัลย์

น้ำไหลอายุขัยก็ไหลล่วง
ใบไม้ร่วงชีพก็ร้างอย่างฝัน
ฆ่าชีวาคือพร่าคืนวัน
จะกำนัลโลกนี้มีงานใด

อังคาร กัลยาณพงศ์


บันทึกการเข้า
ฟ้าฟื้น
อสุรผัด
*
ตอบ: 1


ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 16 ก.พ. 13, 15:30

ฝน-คลื่นกวี

พลบแล้วโพล้โอ้เพล้เห่เมฆใหม่
หอมอวลไอไรละอองของวรรษา
เหนื่อยไหมหนอพระพิรุณบุญเทวา
โปรยน้ำฟ้าจากแมนสู่แผ่นดิน

เบิกวิญญาณจิตรกรรมอันล้ำลึก
ส่งรู้สึกบทกลอนอักษรศิลป์
โดดทะยานทัพกวีรี้กวิน
ส่งต่อจินต์รุ่นกล้าระย้าใบ

ฝนจะไหลพาวิญญาหาทะเล
ลงทุ่มเทปลอบปลุกคลื่นลูกใหม่
สู่ฟากฝั่งดินแดนอันแสนไกล
ดอกกวีร่วงรายในดงดอน

ไหลลูบรอยเท้าย่างกลางป่าไพร
เลาะผ่านไปทุกตรอกซอกสิงขร
เห็นรอยเท้าซกเหงือเหลือขจร
อีกรอยก่อนเลือนลางอย่างบางตา

ดูสินั่นนั่นไงเห็นไหมเล่า?
ทุกรอยเท้าก้าวย่างอย่างมีค่า
ใช่ย่ำเหยียบทิ้งรอยคอยเวลา
มีนัยยะซ่อนหาทุกฝ่าทาง

แล้วไหลเลาะเลียบรั้วทั่วหมู่บ้าน
ย่านสู่ย่านคืนค่ำสู่ย่ำสาง
เห็นกวีในเมืองแจ่มหรือจาง
เห็นในชนบทห่างเป็นอย่างไร

ให้เรียนรู้จิตวิญญาณชนรุ่นก่อน
ทุกอักษรศาสตร์กวีที่ร่ายไหว
แล้วจำนงฝากฝันให้มั่นใจ
เรียนรู้ในโลกชีวิตที่พานพบ

คลื่นลูกใหม่จะหยุดลงตรงกลางย่าน
หรือจะครืนซัดทะยานอย่างไม่จบ
เบิกกวีแนวตนที่ค้นพบ
หรือได้ทบต่อแนวแถวที่เทียว

ระหว่างทางเก็บกลอนในรอยดิน
ที่ถูกถมทิ้งสิ้นให้เปล่าเปลียว
มีนัยยะอยู่ท่ามความดายเดียว
ให้สะสมคมเขี้ยวหว่างเทียวไป

มาแล้วหนอเมฆฝนหล่นโลมริน
เกิดแล้วหนอแนวจินต์ของคลื่นใหม่
ดุ่มเดินทางเก็บฝันตามบ้านไพร
ตามท้องทุ่งเมืองใหญ่ภูไกลตา

พลบแล้วโพล้โอ้เพล้เห่เมฆใหม่
หอมอวลไอไรละอองของวรรษา
เหนื่อยไหมหนอพระพิรุณบุญเทวา
พาวิญญากวีใหม่ไปปลุกฝัน!

ฟ้าฟื้น ธรรมชาติ
บันทึกการเข้า
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 76


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 18 ก.พ. 13, 18:08

" ขอบคุณอาจารย์เทาชมพูครับ บทกวีของครูอังคารลึกซึ้งมากครับ
และขอบคุณท่านฟ้าฟื้นด้วยนะครับ ที่นำงานเขียนมาให้อ่าน จับใจจริงๆ
ยินดีที่ได้พบกันที่นี่ครับ "




               ดิน น้ำ ฟ้า ป่า คน

ตราบดินบ่สิ้นฟ้า        แสงศรัทธามิหมองหม่น
โลกร้อนร้าย.สายชล   สิคงค้ำเพื่อนำชัย

สรรพสิ่งชื่นชู           ดำรงอยู่อย่างยิ่งใหญ่
เกื้อหนุนอุ่นอำไพ      ละมุนมั่นมิผันแปร

ดิน น้ำ ฟ้า ป่า คน     ต่างพึ่งผลผ่านกระแส
เย็นร้อนหรืออ่อนแอ   ด้วยปัดเป่าบรรเทาธรรม

อุดมห่มแผ่นผืน        ย่อมหยิบยื่นการดื่มด่ำ
คุณค่ากล้าชี้นำ        สันติสุขจะปลุกคน

รู้รักษ์และสรรค์สร้าง   ในแนวทางที่เรืองล้น
เวหา ธราดล            อนันต์นั้น นิรันดร


                   ธรรมดา
บันทึกการเข้า
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 76


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 21 ก.พ. 13, 09:49



ร้อนใดในหนึ่งน้ำ     ปลาเป็น
อาจอุ่นรอนลำเค็ญ    อยู่ได้
คำตรงต่อประเด็น     ดุดั่ง เคืองฤๅ
หากมุ่งดีดับร้าย       ร่ำเกื้อ กว่าหวาน

ถึงธารเย็นเสี่ยงสิ้น    ตัวตน
ปลาไป่รู้วังวน          หว่านไว้
สำเนียงนุ่มมีมนต์      อาจอาบ พิษนา
คำเล่ห์หลงแล้วไซร้   สู่เอื้อ อับปาง ฯ


* น้ำร้อน ปลาเป็น..
การใช้คำพูดแบบตรงๆ แต่เป็นคำพูดหวังดีที่จริงใจ
* น้ำเย็น ปลาตาย..
การใช้คำพูดอ่อนหวาน แต่เคลือบแฝงด้วยเล่ห์ อาจเป็นพิษเป็นภัยได้


                   ธรรมดา

บันทึกการเข้า
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 76


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 25 ก.พ. 13, 02:46



สายธาร..“ ธรรมดา ”

ด้วยเรียวแขน แสนล้า ว่ายฝ่าข้าม
คงสัมผัส ความงาม แห่งน้ำเชี่ยว
ที่ว่าร้าย จึงใช่ร้าย เพียงถ่ายเดียว
หากใจเหนี่ยว ตระหนักซึ้ง ถึงธารธรรม

แห่งห้วง มหรรณพ บรรจบฟ้า
คลื่นซัดพา ถั่งโถม โหมกระหน่ำ
เกลียวชีวิต ซัดซ่า เริงระบำ
มีหรือใคร ร่ายรำ เพียงเดียวดาย

จึงน้ำตา หมองหม่น ของคนทุกข์
คอยขับปลุก คลื่นสาด ไม่ขาดหาย
แต่ใครยอม จ่อมจม อย่างงมงาย
หรืออยู่อย่าง คล้ายคล้าย ลืมหายใจ

ต่างรอแสง แห่งธรรม ธรรมดา
ที่จะสาด ฉายมา เมื่อเช้าใหม่
เพื่อเสริมแรง แกร่งกล้า ข้ามฝ่าไป
อย่างซึ้งใน ลำธาร ผ่านผจญ

จึงได้เห็น เบื้องหน้า มีฟ้ากว้าง
จึงรู้ทาง คดเคี้ยว เลี้ยวเหวหน
จึงพลัง ดั่งไฟ ในใจตน
จะปลุกปลอบ ผู้คน บนเส้นทาง

และเอื้อมมือ ปกป้อง ประคองโลก
คอยดับโศก สาดซัด สิ่งขัดขวาง
มิตรภาพ จึงฉาย ข้ามลายพราง
ด้วยก้าวย่าง แห่งธรรม ธรรมดา


" กลอนสำนวนนี้ อ.นายเงา
ท่านเขียนไว้ให้ผมที่สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทยครับ "

บันทึกการเข้า
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 76


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 01 มี.ค. 13, 13:15



“ เสียงสามัญ ”

ธรรมชาติ ชีวิต อิสระ
ปสาทะ ศรัทธา และกล้าหาญ
ซึ่งงดงาม ท่ามวิถี มีวิญญาณ
มีความหวาน ความหวัง ความตั้งใจ

ทั้งอ่อนโยน โอนอ่อน และผ่อนผัน
มีเข้มแข็ง คงมั่น มีหวั่นไหว
เศร้าสงบ พบ-พราก หลากเยื่อใย
เป็นผู้ให้ ผู้ดื่มด่ำ ผู้นำพา

หนาวและร้อน ลดล้ำ ในคำนึง
รู้รัก และคิดถึง ซึ้ง-ห่วงหา
มีรอยยิ้ม ยินดี มีน้ำตา
ล้มลุกรู้ อ่อนล้า และกล้าเกิน

ทุกข์-สุขเสพ เช่นสามัญ มนุษย์
หาพิสุทธิ์ ใดด้าว ดังหาวเหิน
อยู่เหยียบย่าง ทางถิ่น ก็ดินเดิน
ไม่มีเกิน กว่าใคร ในวันคืน

จึงแค่คน หนึ่งคน ยังค้นหา
อยู่ใต้ฟ้า เดียวดั่ง ทั้งแผ่นผืน
มอบไมตรี ดีงาม นิยามยืน
ให้สุขชื่น สู่ชน คนเดินดิน

และภายใต้ ตะวัน แห่งสันติ
ดอกใบผลิ เพื่อฝัน นั้นไม่สิ้น
เถิดธำรง โลกรู้ อยู่อาจิณ
ผดุงถิ่น ธรรมา- ประชาชน

ธรรมดา
๑ มีนาคม ๒๕๕๖

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30540

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 02 มี.ค. 13, 12:37

ผู้มาใหม่

เธอเป็นใคร มาจากไหน ไม่เคยรู้
แต่มาสู่เส้นทางฉันในวันหนึ่ง
ใต้แผ่นฟ้าสีเทาที่เศร้าซึ้ง
ยังไม่เคยนึกถึงจะมีใคร

 
ท่ามกลางพิษผิดหวังซึ่งสั่งสม
ประคองกายมิให้ล้มลงไปได้
กลางลมแรง ฝนพร่างเป็นทางไกล
ฉันผ่านพ้นพายุใหญ่ถึงปลายทาง

เหลือรอยเจ็บเหน็บหนาว และร้าวลึก
มารู้สึกเห็นเงาใคร ไม่ไกลห่าง
ลมกระซิบหวานแว่วผะแผ่วบาง
ความอ้างว้างเริ่มถูกกลบใกล้ลบรอย

เธอเป็นใคร มาทำไม ฉันไม่รู้
เหมือนเงาดาวเช้าตรู่ ไกลเกินสอย
เธออาจปลิวหายวับกับลมลอย
หรือเป็นเทียนดวงน้อยคอยส่องทาง

ถึงอย่างไร  เธอมาสู่ อยู่ตรงนี้
มาปลุกปลอบดวงฤดี อยู่ข้างข้าง
มาลบโลกสีเทาให้เบาบาง
มาสรรค์สร้างค่าทางใจให้กลับมา

หากเราต้องจากกันในวันหนึ่ง
ยังซาบซึ้งในไมตรีมีคุณค่า
เมื่อเธออยู่ตรงนี้  มีเวลา
ใจสั่งใจให้รักษาคุณค่าเธอ

“แก้วเก้า”

*******************

วันจันทร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2553 
 
บันทึกการเข้า
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 76


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 06 มี.ค. 13, 23:45


..." ขอบคุณอาจารย์เทาชมพูครับ
กลอนสำนวนนี้ไพเราะมากครับ "



" บนสายเปลกาลเวลา "

ก็ไกวเปล เวลา ทอดมาถึง
ศรน้ำผึ้ง ซึ้งซ้อน แววอ่อนไหว
ชะลอผ่าน ม่านฟ้า นภาลัย
ดิ่งลงไป ในทรวง และดวงตา

วารีรส เลอศักดิ์ ตำหนักสรวง
รอตักตวง เติมเล่ห์ เสน่หา
มนต์เมฆหมอก นฤมิต ทิพย์นิทรา
หรือจะรา โรยฝัน นิรันดร

วงเวียนวัย ชีวิต พิศวาส
ดารดาษ โดยสุข ซึ่งซุกซ่อน
พิณปลายนิ้ว พลิ้วกรีด คีตกร
ชะรอยร่อน เร่งเร้า อยู่เท่านาน

เพียงเพลงเปล เห่ฝาก สู่ฟากฟ้า
รับรักมา เมืองดิน ถวิลหวาน
ดอกไม้ดาว พราวพรรณ อันตระการ
ลอยลงบาน ฉานฉาย ประกายกรอง

ละลิ่วเลื่อน เลือนลับ การหลับใหล
รื่นละไม ริ้วลม คอยข่มหมอง
ตื่นตาตาม ความหวัง เคยรังรอง
นิยายของ ความรัก หรือจักทวน

ซึ่งสายเปล เร่คว้าง ระหว่างหาว
เมื่อถึงคราว ขาดร่วง ย่อมห่วงหวน
สิ้นเพลงเปล เห่ขวัญ เคยรัญจวน
เสียงคร่ำครวญ สะอื้นอ้อน สะท้อนแทน ๚

ประพันธ์โดย..อนุสรณ์ ลิ่มมณี


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30540

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 07 มี.ค. 13, 11:54

                   
ใจเปลี่ยนสี

      แต่ก่อนเก่าเราสนิทฉันมิตรแท้
   ที่ได้แปรเปลี่ยนไปเหตุใดหรือ
   ถ้าใช่เราเขลาล้นกลกระบือ
   ต่างยึดถือเหตุผลของตนเอง

   พบรูปปั้นเรายลคนละด้าน
   แล้วยืนกรานตามผลตนถูกเผง
   เพราะต่างมุมต่างสีที่ละเลง
   จึงสิ้นเกรงเฝ้าย้ำด้วยคำตน

   เพื่อนรวยทรัพย์รับสุขทุกขณะ
   แต่ฉันละแน่ชัดแสนขัดสน
   เพื่อนห่อนพานพบฤทธิ์ชีวิตจน
   แต่ฉันทนหิวมาอย่างชาชิน

   ฉันพูดถึงทุกข์ยากลำบากชีพ
   เพื่อนสิรีบคุยเขื่องเรื่องทรัพย์สิน
   ฉันว่าโลกชั่วช้าเป็นอาจิณ
   เพื่อนเลยผินหลังให้สิ้นไยดี

   เกิดเหตุการณ์เช่นนี้หลายปีนัก
   ต่างก็ชักหันเหียนใจเปลี่ยนสี
   จากขาวย่อมหมองคล้ำดำทุกที
   แล้วไมตรีแสนสะอาดก็ขาดลง    !
       
                           ถาวร บุญปวัตน์
                                 “คำหอม”  ๒๕๐๗

บันทึกการเข้า
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 76


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 10 มี.ค. 13, 18:02


"ขอบคุณอ.เทาชมพูนะครับ ที่นำงานกวีสำนวนไพเราะของครูถาวร บุญปวัตน์ มาให้อ่าน ผมเองก็เพิ่งจะเคยอ่านครั้งแรกนะครับ "


" ฟากฝั่ง "

ปลาสวาย ว่ายวน จำนน-เหนื่อย
จระเข้เอื่อย อ้อนฝั่ง มานั่งหาว
หิ่งห้อยเหิน เพลินฟ้า กล้านับดาว
เหล่าค้างคาว เข้านอน ก่อนอรุณ

หอยทาก จากบ้านน้อย ในอีกฝั่ง
ส่วนหนูนั่ง ผิงไฟ เพื่อไออุ่น
กบซบฝัน วันหวาน ว่าละมุน
เต่าต่างลุ้น แรมทาง ที่ห่างไกล

มดมีหวัง วันนี้ ที่อิ่มทั่ว
ปลวกก็กลัว บ้านพัง หลังสร้างใหม่
ตะขาบทราบว่า ขามาก นั้นยากใจ
กิ้งกือใส่ ศรัทธา มาเดินทาง

นกเลือกฝั่ง ไม่ไหว ใจโลเล
กิ้งก่าเท่ ได้ทอง ทำนองกร่าง
วัวลืมตัว ตาใส ใจฝ้าฟาง
กระต่าย ต่างตื่นตูม ตามลีลา

ยุงยังป่วน ปาร์ตี้ เติมสีสัน
ลิงรอวัน วาดอุ่น อหิงสา
ผีเสื้อสาน งานงาม ท่ามศรัทธา
จักจั่นจ๋า หลับใหล ใฝ่นิรันดร์

ใกล้ค่ำ นำไก่ป่า ว่าคืนคอน
กล่อมน้องหนอน น่ารัก ไปพัก-ฝัน
อิ่ม-อด ปลดเสรี เจ้าหมีพลัน
สู่แสงจันทร์ คืนหนาว ดาวจะมา

เป็นเพื่อนร่วมโลกโศกเศร้าสองฝั่ง
ทุกข์เข็ญขัง ขื่นซบ กลบรอยหา
สุขเสพสิ่ง เลิศหรู หลากลวงตา
“ ต่างหนักหนา ในนที แห่งชีวิต ”


ธรรมดา

บันทึกการเข้า
Thammada
มัจฉานุ
**
ตอบ: 76


ฤๅคู่ขนานนั้น ไร้วันจะบรรจบ


ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 14 มี.ค. 13, 16:59



" ก่อนแสงเช้า..แห่งวันหวัง "

เพื่อนรัก................
ฤๅโลกหนัก นาวา อันสาสม
ดุจรวงรัง พังพ่าย กับสายลม
และหาวห่ม ห้วงมืด มิจืดจาง

ลำนำค่ำ คืนเข็ญ กระเซ็นซ่าน
ดั่งทับธาร ทาบทา ก่อนฟ้าสาง
วิโยคเหยียบ เทียบเถื่อน หรือเลือนลาง
เป็นแววว้าง เวียนว่าย มาทายทัก

ฝืนไฟ ในห้วงเหว เป็นเปลวปวด
ช่างร้าวรวด หลากลึก สำนึกหนัก
เซ่นวิญญาณ ลาญแหลก เมื่อแรกรัก
จึงประจักษ์ จมทุกข์ จะปลุกคน

เพื่อทวงสิทธิ์ ทิศทิพย์ ที่หยิบยื่น
ลืมตาตื่น ใต้ฟ้า เพื่อหาผล
ยิ้มหยอกดาว พราวพร่าง ในทางตน
ฝ่าหมอกหม่น มัวหมอง สู่ทองธาร

ก่อนอรุณ คุ้นเคย จะเอ่ยอ้าง
เมื่อโศกสร่าง ศรัทธา กับกล้าหาญ
เพลงพิภพ พราวฟ้า มีมานาน
จะสะท้าน ท่วมทั่ว รดหัวใจ

ซึ่งสันติ เติมแล้ว เป็นแนวหนุน
รับอรุณ เรืองรอง ทำนองใหม่
แห่งมรรคา คืนค่ำ มิรำไร
มีแสงใส สูงส่อง ละอองพราว

เพื่อนรัก..................
ฤๅโลกหนัก น้ำตา มิกล้ากล่าว
เถิด..ทอดธุระ หลับใหล ในหมู่ดาว
รอรุ่งเช้า ชมศรี แห่งชีวิต


ธรรมดา

บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 ... 6
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.066 วินาที กับ 19 คำสั่ง