เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 ... 13
  พิมพ์  
อ่าน: 43075 จริงหรือไฉน: ญี่ปุ่นกับไทยออกเส้นสต๊าร์ทเดียวกันเมื่อถูกฝรั่งดันให้วิ่ง
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 11090


ความคิดเห็นที่ 90  เมื่อ 31 ม.ค. 13, 12:06

ขอบคุณคุณวีมีครับ

ครับผม เราทำได้แค่นี้จริงๆ
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 11090


ความคิดเห็นที่ 91  เมื่อ 31 ม.ค. 13, 12:08

บัดนี้ จะขอเสวนากับคุณประกอบหน่อย

1. เรื่องความเป็นเอกภาพที่ญี่ปุ่นมีมากกว่าไทย เพราะจากการดูละครย้อนยุคและอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นมามาก ในยุคเปิดประเทศความรู้สึกว่าเป็นญี่ปุ่นน่าจะมีน้อยกว่าความรู้สึกว่าเป็นชาวแคว้นนั้นแคว้นนี้ คือน่าจะยังรู้สึกแปลกแยกไม่หล่อหลอมกันเท่าไหร่ แต่หลังโชกุนยกอำนาจคืนให้พระจักรพรรดิแล้วญี่ปุ่นสามารถสร้างศูนย์รวมใจได้ดีมากโดยยึดพระจักรพรรดิเป็นสัญลักษณ์จนหล่อหลอมกันได้ แต่ในส่วนของไทยผมออกจะยังไม่แน่ใจแบบพระคุณเจ้าฯ ว่าเรารู้สึกว่าเป็นชาติเดียวกันแถวๆ เมืองหลวงเท่านั้น เพราะคิดว่าชาวบ้านชาวป่าชาวดงห่างไกลอาจจะไม่สำนึกว่าเป็นชาวสยาม แต่น่าจะสำนึกถึงการเป็นข้าแผ่นดินของพระมหากษัตริย์เช่นกัน คือเรามีจุดรวมศูนย์กลางเช่นเดียวกับญี่ปุ่น ความแตกต่างทางเชื้อชาติไม่น่าจะเป็นปัญหาของคนไทย เพราะเราเปิดรับวัฒนธรรมต่างๆ ได้ง่าย หล่อหลอมกันได้เร็ว

ที่ผมเคยได้ยินมาจากเพื่อนคนญี่ปุ่น เวลาเขาพูดดูถูกคนชาติเดียวกันเขาจะเรียกว่า “ไอ้บ้านนอก” จำภาษาเขาไม่ได้แล้วแต่ท่านที่แบ่งที่นอนกับคนญี่ปุ่นอาจตอบได้ แต่ถึงจะบ้านนอกอย่างไรก็ยังคงเป็นญี่ปุ่นอยู่นั่นเอง เขาไม่ได้ด่าเพื่อนร่วมชาติว่า“ไอ้ไอนุ”(คนพื้นเมืองดั้งเดิมของเกาะญี่ปุ่น)
 
เมืองไทยนั้นผู้ที่มาปลุกสำนึกว่าเราเป็นคนไทย เชื้อชาติเดียวกันนี้คือพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงเริ่มต้นและหลวงพิบูลสงครามมาขยายผล ในประวัติศาสตร์นั้นคนกรุงเทพดูเหมือนจะคิดว่าตนเป็นคนไทยอยู่พวกเดียว คนในเมืองอื่นๆเป็นผู้อาศัยแผ่นดินอยู่เท่านั้น
ถึงกระนั้น สมัยนี้คนไทยกันเองยังด่าว่าเพื่อนร่วมชาติต่างๆนานาว่าไอ้ลาวบ้าง ไอ้เสี่ยวไอ้บังบ้าง ไอ้เจ๊กไอ้ตี๋อีม่วยบ้าง ไม่นับไอ้กะเหรี่ยง ไอ้ขมุ ไอ้เงาะป่าซาไกผีตองเหลืองอะไรด้วยซ้ำนะ นี่ทั้งๆที่ตัวเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ที่นึกว่าตนเป็นไทยแท้ๆน่ะ พ่อแม่ปู่ย่าตายายมีเลือดชนชาติอื่นผสมอยู่กี่มากน้อย
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 11090


ความคิดเห็นที่ 92  เมื่อ 31 ม.ค. 13, 12:11

2. ความหนาแน่นของประชากร อันนี้เป็นเรื่องสำคัญแต่ไม่อาจจะบอกว่าสำคัญที่สุดได้ เพราะปริมาณอาจจะไม่ใช่ปัจจัยทั้งหมด แต่ขึ้นกับคุณภาพด้วย บางประเทศที่มีประชากรหนาแน่นมาช้านานเช่นจีน ดูแค่ชนชาวฮั่น จะเห็นได้ว่าบางช่วงเจริญ บางช่วงย่ำแย่ อังกฤษเองในช่วงเวลาเดียวกันน่าจะมีประชากรน้อยกว่าญี่ปุ่น ทำไมจึงเจริญกว่า ดังนั้นเรื่องปริมาณคงมีผลแต่ไม่ใช่ปัจจัยหลัก

ในสังคมเกษตรกรรม จำนวนประชากรมีความสำคัญต่อกำลังการผลิต เมื่อการผลิตดีเศรษฐกิจก็ดี ยุโรปในสมัยเป็นสังคมเกษตรกรรมก็คงเหมือนๆกัน แต่เขามีman-yearสะสมมามากกว่า เขาก็เจริญทางวิทยาการกว่าประเทศที่ยังเป็นป่าเป็นเขาในภูมิภาคนี้ ที่มาเจริญปรู๊ดปร๊าดก็เมื่อปฏิวัติอุตสาหกรรมแล้ว

ทำไมการปฏิวัติอุตสาหกรรมจึงเกิดในอังกฤษ คำตอบหนึ่งก็คือ อังกฤษมีวัตถุดิบและพลังงานพร้อมอยู่ ที่สำคัญคือถ่านหินและเหล็ก แต่ประเทศในยุโรปรวมทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีก็มี อังกฤษทำได้ไม่นานทุกคนเรียนรู้ตามเขาแล้วก็ทำได้ ในยุโรปก็เร็วหน่อย ในญี่ปุ่นช้ามานิดเพราะมัวปิดประเทศอยู่ จีน เกาหลีช้าอีกหน่อยเพราะติดธุระต้องไปเป็นเมืองขึ้นเขาบ้าง รบกันเองบ้าง

ประเทศที่ไม่มีปัจจัยสำคัญนี้ก็รอซื้อเขาเถอะครับ ทำเองได้แต่ก็ไม่รุ่งหรอก
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 11090


ความคิดเห็นที่ 93  เมื่อ 31 ม.ค. 13, 12:14

3. เครือข่ายการตลาด อันนี้ผมเห็นด้วยกับพระคุณเจ้าฯ หมดครับ แต่อยากเสริมว่าส่วนหนึ่งที่การค้าไม่เฟื่องฟูเพราะด้วยวัฒนธรรมของเรา ระบบการค้าของเราถูกผูกขาดโดยกลุ่มขุนนางและเจ้านายมาเป็นเวลานาน ชาวบ้านไม่ได้รับอนุญาตให้ค้าขาย อันนี้จะไปโทษเจ้านายไม่ได้เพราะระบบมันเป็นแบบนี้มาหลายร้อยปีแล้วสภาพสังคมที่วิวัฒนาการมาต่างกันย่อมไม่เหมือนกัน
ระบบผูกขาดโดยเจ้าแผ่นดินนี่ เหมือนกันทุกชาติในสังคมเกษตรกรรม โดยข้อเท็จจริงการผลิตเองขายเองขายเองไปสู่ผู้บริโภคทุกครัวเรือนมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าไม่ขายให้ผู้ซื้อรายใหญ่จะรอขายรายย่อยซึ่งได้ราคาดีกว่าก็มีหวังพืชผลเน่าหมดเสียหาย ผู้ซื้อรายใหญ่ก็ไปขายต่อให้ผู้ซื้อรายใหญ่กว่า ผู้ซื้อรายใหญ่กว่าก็ขายไปให้ผู้ซื้อรายยักษ์ในเมืองอันเป็นศูนย์รวมของผู้บริโภคจำนวนมาก ผู้ซื้อรายยักษ์ในเมืองก็ขายไปให้ผู้จำหน่ายรายย่อยกระจายกันออกไป จำหน่ายรายย่อยก็จำหน่ายปลีกหรือจำหน่ายให้ร้านค้าเล็กๆไปขายต่อให้ชาวบ้านอีกทีหนึ่ง กี่ต่อละครับเนี่ย ฉะนั้นคนซื้อไปบริโภคจริงๆจ่ายบาทนึง ชาวนาชาวไร่จะได้สักครึ่งก็มากแสนมากแล้ว


สมัยเอโดะ ชาวนาชาวไร่จะถูกเฉือนไป40เปอร์เซ็นต์รวด เมืองไทยผมค้นไม่ทัน พระเจ้าแผ่นดินสมัยก่อนสนธิสัญญาบาวริ่งผูกขาดการค้าข้าวส่งออก น่าจะซื้อในราคาตลาดที่พ่อค้านำมาขายเพราะเราไม่มีระบบตลาดรวมเหมือนในญี่ปุ่น ซึ่งราคาต้นทุนยังต่ำกว่าราคาตลาดโลกมาก กำไรเข้าท้องพระคลังจึงมาจากตรงนี้ ฝรั่งจึงอยากทำลายกำแพงนี้เต็มทีจะได้ซื้อข้าวจากพ่อค้าคนกลางได้โดยตรง กำไรที่หลวงจะได้ในส่วนนี้ ฝรั่งจะเอาไว้เอง

ผมเข้าใจว่าตลาดภายในของสยาม คงถูกเรียกเก็บภาษี แต่พระเจ้าแผ่นดินคงไม่ได้ผูกขาดการค้าหรืออยู่ในมือเจ้านาย แต่น่าจะอยู่ในมือพ่อค้าจีนมากกว่า ถ้าผิดตรงไหนท่านผู้รู้กรุณาทักท้วงนะครับ
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 11090


ความคิดเห็นที่ 94  เมื่อ 31 ม.ค. 13, 12:15

พูดถึงข้าวทีไร หิวข้าวทุกที

เดี๋ยวกลับมาต่อครับ
บันทึกการเข้า
warisa
อสุรผัด
*
ตอบ: 30


ความคิดเห็นที่ 95  เมื่อ 31 ม.ค. 13, 12:30

จากความเห็นที่91  "ไอ้บ้านนอก"ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า 田舎者 อ่านว่า"อินาคะโมโนะ"..ความหมายเป็นไปในเชิงดูถูกเหมือนกับของเราค่ะ ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 11090


ความคิดเห็นที่ 96  เมื่อ 31 ม.ค. 13, 12:33

อินาคะโมโนะนะครับจำไว้เวลาตอบโต้เขา อย่าไปอะยิโนโมโต๊ะเข้าเล่า
บันทึกการเข้า
ศุศศิ
อสุรผัด
*
ตอบ: 32


ความคิดเห็นที่ 97  เมื่อ 31 ม.ค. 13, 13:05

ในฐานะคนนิยมดูหนังญี่ปุ่น  (ไม่ขอบอกประเภท) ขอลงชื่อเข้าเรียน
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 11090


ความคิดเห็นที่ 98  เมื่อ 31 ม.ค. 13, 13:23

4. กลไกปกครองคน อันนี้เห็นด้วยกับท่านครับ แม้จะยังไม่แน่ใจ

เนื่องจากถ้ามองประวัติศาสตร์ไป มองการพัฒนาประเทศต่างๆ โดยเฉพาะเกาหลีที่พัฒนามาจากยิ่งกว่าศูนย์ ทำให้องค์ประการต่างๆ ข้างต้นดูจะมีน้ำหนักน้อยลงไปเมื่อมองที่ปัจจัยด้านวัฒนธรรมหรือแนวคิดของผู้คน ยังมีประเด็นเรื่อง man-year อีกที่ผมคิดว่าถ้าประเด็นนี้มีผลมาก ตอนนี้เราน่าจะต้องเจริญกว่าเกาหลีใต้แล้ว ดังนั้นปัจจัยหลักที่ทำให้ได้เปรียบเสียเปรียบต้องไม่ใช่แค่นี้ ปัจจัยหลักที่ผมเห็นว่าเป็นปัญหาน่าจะมาจากเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมของเราแบบที่ท่าน V_Mee เคยว่ามาว่าเราไม่มีภัยธรรมชาติใหญ่ๆ บ้านเมืองอุดมสมบูรณ์ ทำให้ประชากรไม่มีความจำเป็นต้องเตรียมตัวเตรียมพร้อมอะไร บวกกับสภาพสังคมการปกครองทำให้ป่วยการที่ชาวบ้านธรรมดาจะกระตือรือล้น เพราะทำไปก็แค่นั้น จะเจริญก้าวหน้าหรือได้ดีไม่ได้ขึ้นกับความสามารถของตัวเองแต่อยู่ที่ว่าจะมีใครอุปถัมภ์ เลยทำให้เราเคยชินกับระบบอำนาจเป็นชั้นๆ บวกกับความเชื่อทางศาสนาที่มีพราหมณ์มาผสมทำให้เราเชื่อในลัทธิดลบันดาล จนทำให้เรากลายเป็นแบบนี้กันไป เราจึงพัฒนาไปได้ไม่เท่าที่ควร ว่ากันสั้นๆ คือคุณภาพของประชากรที่ผ่านเบ้าหลอมวัฒนธรรมที่ฝังแน่นมาหลายร้อยปีของเรานั่นแหละ


คุณประกอบเข้าใจผิดมากว่าเกาหลีเริ่มมาจากติดลบใต้ศูนย์ เปล่าเลยครับ เกาหลีมีอารยธรรมมาช้านาน สามารถยืนหยัดสู้มหาอำนาจประจำถิ่นทั้งจีนและญี่ปุ่นได้อย่างยืนยง สงครามหลายๆครั้งกับญี่ปุ่นก็เป็นฝ่ายชนะ จวบจนสมัยก่อนสงครามนี่แหละครับที่โดนญี่ปุ่นบุกยึดไปผนวกได้ เหมือนเรากับพม่านั่นแหละ รบกันไปรบกันมาพอครั้งสุดท้ายแพ้เขาก็ถูกเผาเมืองเลย

หลังสงครามโลก เกาหลียังไม่สิ้นเวรสิ้นกรรม ต้องรบกันเองตามแรงหนุนของลูกพี่ ทางเหนือได้รัสเซียทางใต้ได้อเมริกัน บ้านเมืองพินาศย่อยยับแต่คนส่วนใหญ่ยังไม่ตายนี่ครับ สงครามเลิกก็กลับมาพัฒนาบ้านเมืองต่อ ผมยืนยันว่าman-yearของเกาหลีไม่ได้น้อยกว่าไทย จะมากกว่าเท่าไหร่เท่านั้นเอง การที่เกาหลียืนยงขึ้นมาได้ไม่ใช่ฟลุ๊ก อย่างน้อยคนของเขามีวินัยสูง นักการเมืองมีคุณภาพ แต่คนทางเหนือออกแนวบ้ามากไปหน่อยแต่ ณ วันนี้เกาหลีเหนือก็สั่นโลกได้ คนทางใต้นั้น เริ่มตั้งแต่ปักจุงฮี ประธานาธิบดีคนแรก เขาได้นำประเทศสู่ความก้าวหน้าโดยทันที โชคดีอเมริกันมาคุ้มกันให้ไม่ต้องลงทุนในด้านการทหารแยะ รายได้ของประเทศก็โปะไปที่การพัฒนา สมัยก่อนพอจะมีข่าวว่ารถไฟตกราง รัฐมนตรีคมนาคมจะขอลาออกแสดงความรับผิดชอบทันที เปรียบเทียบกับของไทยเหรอ รถไฟวิ่งทะลุรางที่สถานีหัวลำโพงเข้ามาชนคนชนกันเองวินาศสันตะโร ผู้สือ่ข่าวไปถามรัฐมนตรีว่า ท่านจะรับผิดชอบอย่างไร ท่านตวาดกลับว่า ผมไม่ใช่คนขับ(นะโว้ย) คร๊าบ..ถูกของท่านเป๊ะ

เป็นที่เกาหลีเหรอ ไม่ต้องรอให้ใครถาม รู้ข่าวปุ๊บ เก็บของกลับบ้านเลย ตลอดเวลาที่ผ่านมาแม้ประธานาธิบดี เขาก็ไม่ยึดเกาะกับตำแหน่ง พอถูกกล่าวหาก็ลาออกไปสู้กันข้างนอก ให้คนอื่นทำงานต่อ
 
ทำไมคนเกาหลีจึงมีวัฒนธรรมเช่นนั้นทั้งๆที่คนเกาหลีส่วนใหญ่จะถ่อย(ขอประทานโทษ) จะบอกว่าถูกหล่อหลอมด้วยธรรมชาติอันหฤโหดด้วยฤดูหนาวที่ทารุณ บางปีก็เก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้ ผมก็เห็นด้วยว่าจริงส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ส่วนใหญ่ มิฉะนั้นแล้วพวกอินเดียนในอเมริกาก็คงจะเจริญพอๆกับคนยุโรป ไม่ปล่อยให้เขาปล้นแผ่นดินไปได้

มีคำอธิบายทางโบราณศาสตร์หนึ่งที่บอกว่า มนุษย์แตกต่างกันเพราะกรรมพันธุ์ การศึกษา และสิ่งแวดล้อม ผมขอเพิ่มเอามาคำนวณในman-yearของแต่ละชาติและเชื้อชาติด้วยก็แล้วกัน
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 11090


ความคิดเห็นที่ 99  เมื่อ 31 ม.ค. 13, 13:39

คนชอบจะคิดว่า การที่ไทยเคยส่งทหารไปช่วยรบในสงครามเกาหลีในปี2498นั่น แปลว่าเราเจริญกว่าเขามาก

นั่นสรุปง่ายเกิน ที่เราส่งทหารไปก็เพราะอเมริกันจ้างให้ไปเล่นตามเกมของเขา อเมริกันจ่ายให้หมดทุกอย่างตั้งแต่อาวุธยุทโธปกรณ์และเครื่องแบบ ทหารถูกส่งไปแนวรบกลับมาก็บอกว่าบ้านเมืองเกาหลีมีแต่ปรักหักพัง ลูกกำพร้าเยอะแยะ ผู้หญิงต้องออกมาขายตัว เพราะหัวหน้าครอบครัวไปรบไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร น่าเวทนามาก

ก็จริงตามนั้นครับ แต่เมืองที่ไม่ได้เป็นสมรภูมิก็มี อย่างเมืองเล็กๆในภาพนี้ที่ดูดีกว่าหัวเมืองหลายเมืองของไทยในตอนนั้น แต่ทหารไม่ได้เห็น หมดกะเขาก็ต้อนขึ้นเรือส่งกลับบ้าน ทหารกะใหม่ที่ลงจากเรือมาก็ถูกขนเข้าแนวหน้าต่อ


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 11090


ความคิดเห็นที่ 100  เมื่อ 31 ม.ค. 13, 14:50

ขอย้อนกลับไปเอารูปตอนที่นายพลเรือเพอร์รี่เอากองเรืออเมริกันเข้ามาเปิดประตูญึ่ปุ่นมาให้ดูกัน


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 11090


ความคิดเห็นที่ 101  เมื่อ 31 ม.ค. 13, 14:52

รูปลายเส้นชุดนี้ ฝรั่งเศสเป็นผู้วาด ดูแล้วน่าจะเขียนเอาตามความเข้าใจ ไม่ได้มีรูปถ่ายเป็นต้นแบบ ในรูปเป็นห้องประชุมที่ทั้งสองฝ่ายเจรจากันครับ


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 11090


ความคิดเห็นที่ 102  เมื่อ 31 ม.ค. 13, 14:54

บรรยากาศในห้องประชุม ออกไปในแนวจีนๆ


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 11090


ความคิดเห็นที่ 103  เมื่อ 31 ม.ค. 13, 14:55

การแลกเปลี่ยนเอกสารสนธิสัญญาระหว่างผู้แทนทั้งสองชาติ

โปรดสังเกตุรูปควีนวิกทอเรียและปริ้นอัลเบิร์ตที่แขวนไว้บนผนัง


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 11090


ความคิดเห็นที่ 104  เมื่อ 31 ม.ค. 13, 15:05

รูปคณะราชทูตที่ตามกองเรืออเมริกัน(โดยเรือของญี่ปุ่นเอง)ไปยังอเมริกาในครั้งนั้นด้วย

เอ ใครจำหนังค่าวบอยที่โตชิโร มิฟูเน่รับบทซามูไรคุ้มกันเครื่องราชบรรณาการ ขณะเดินทางบนรถไฟข้ามประเทศไปยังทำเนียบประธานาธิบดีได้บ้าง หนังเรื่องนี้ ชาร์ล บรอนสันรับบทผู้ร้าย เชือดเฉือนบทบาทกันสนุกมาก แต่มันสามสิบกว่าปีแล้วกระมัง


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 ... 13
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.036 วินาที กับ 19 คำสั่ง