เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2 3 ... 13
  พิมพ์  
อ่าน: 42297 จริงหรือไฉน: ญี่ปุ่นกับไทยออกเส้นสต๊าร์ทเดียวกันเมื่อถูกฝรั่งดันให้วิ่ง
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10997


 เมื่อ 29 ม.ค. 13, 18:16

หมู่นี้ผมมักจะได้ยินบ่อยๆว่า เมื่อก่อนนั้นไทยกับญี่ปุ่นมีความเจริญพอฟัดพอเหวี่ยงกันแบบเผลอๆไทยจะเจริญกว่าเขาด้วยซ้ำไป ผู้ที่แสดงความเห็นเช่นนี้มักจะอ้าง เป็นต้นว่า ในสมัยอยุธยาญี่ปุ่นยังต้องมาขอซื้อปืนใหญ่ของไทยเลย แม้แต่วัฒนธรรมบางอย่างเช่น การบรรจุอาหารในกล่องแบบเบนโตะ ญี่ปุ่นก็เอาแนวความคิดไปจากปิ่นโตของเรา หรือดนบุรีอันเป็นข้าวราดหน้าต่างๆ อย่างข้าวหน้าหมูที่ญี่ปุ่นเรียกทงคัตสึ ดนบุรี ก็เอาหลักคิดไปจากข้าวราดแกงของไทยที่มาเห็นในยุคธนบุรีไปโน่น แต่ก่อนผมอ่านแล้วก็ได้แต่นึกขันๆในฤทธิ์ชาตินิยมขึ้นสมองเกินขนาดของคนเขียน
 
แต่หลังๆนี่ชักขันไม่ออก เพราะเวปเสรีหลายสำนักเล่นแพร่เรื่องนี้อย่างถี่และหนักขึ้นมาก เอาความเห็นเรื่องไทยกับญี่ปุ่นเคยทัดเทียมกันมาเล่นแบบลามปามไปว่า เพราะความไม่ดีต่างๆนานาของระบอบการปกครองของสยามและหัวหน้ารัฐบาลสมัยนั้น ได้ทำให้ประเทศล้าหลังญี่ปุ่น ทั้งๆที่เปิดรับอารยะธรรมตะวันตกพร้อมๆกัน สยามเริ่มต้นออกสต้าร์ทด้วยการมีรถรางก่อนญี่ปุ่นด้วยซ้ำ แต่เดี๋ยวนี้ชินกันเซนของญี่ปุ่นทิ้งไทยไปแบบไม่เห็นฝุ่นแล้ว

แม้จะไม่เห็นด้วย ผมก็ไม่คิดจะเข้าไปถกเถียงอะไรกับเขา เพราะเห็นเบื้องหลังในการจุดประเด็นดังกล่าวของคนพวกนั้นว่าหวังผลอย่างอื่น ไม่คิดจะอยากรับฟังความเห็นของใครนอกจากพวกของตน
 
แต่เมื่อคุณประกอบคนกันเองยกความคิดคล้ายๆกันนั้นมาตั้งปุจฉา ผมจึงเห็นว่าถึงเวลาที่จะต้องค้นคว้ามาถกกันในเรื่องของข้อเท็จจริง  ตามประเด็นดังนี้
อ้างถึง
…… สำหรับเรื่องการพัฒนาที่ทำให้เราแตกต่างจากญี่ปุ่น เพราะผมสงสัยว่า เราเปิดประเทศในช่วงใกล้ๆ กัน  ความรู้ในวิทยาการตะวันตกตอนเริ่มต้นมีพอๆกัน เราออกจะมีเอกภาพในเรื่องการปกครองมากกว่าญี่ปุ่นที่มีหลายๆแคว้นด้วยซ้ำ  ทั้งสองประเทศเริ่มต้นจากการซื้อวิทยาการเหมือนกัน จ้างต่างชาติเหมือนกัน  มีการส่งนักเรียนไปเรียนเมืองนอกเหมือนกัน แต่ทำไมปลายทางจึงต่างกัน?
 
ญี่ปุ่นใช้เวลา 30-40 ปีหลังเปิดประเทศก็สามารถมีกองทัพเรือขนาดใหญ่  สามารถต่อเรือรบเอง ผลิตเครื่องยนต์เอง ฯลฯ ปลายๆ ศตวรรษที่19ก็สามารถรบกับจีน ทำตัวเป็นผู้ล่าอาณานิคมแบบฝรั่งได้
 


คือเราต้องเห็นข้อเท็จจริงต้องตรงกันให้ได้ก่อนว่า ขณะเมื่อฝรั่งเข้ามาบีบบังคับเราให้รับกติกาของเขา ทำให้ต้องพัฒนาประเทศขึ้นเคียงบ่าเคียงไหล่กับฝรั่ง ณ วันนั้นญี่ปุ่นกับไทย มีต้นทุนความเจริญทัดเทียมกันหรือไม่ หลังจากนั้น เราจึงจะไปว่ากันในประเด็นอื่นๆต่อไปได้โดยปราศจากอคติ ซึ่งจะว่าไปแล้ว เกือบทั้งหมดผมก็เห็นด้วยกับคุณประกอบอยู่

เรื่องนี้ไม่น่าจะสั้น ผมจึงขอแยกกระทู้ออกมาจากกระทู้เดิมเรื่อง“พม่ารบฝรั่ง” เพราะเนื้อหามันจะไม่เกี่ยวกัน สำหรับผู้ที่เข้ามาทีหลัง ถ้าสนใจเรื่องโน้นก็สามารถเข้าไปอ่านได้จากลิงค์นี้ครับ

http://www.reurnthai.com/index.php?topic=5490.0



คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1286


ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 29 ม.ค. 13, 18:27

ตามมาลงชื่อรอปั่นป่วนกระทู้ก่อนเลยครับ  ยิงฟันยิ้ม


คุณครูครับ ป๋มว่าเพื่อป้องกันปัญหาบางท่านที่อาจจะซ้ายมากหน่อย เอะอะก็โทษสถาบันๆ ๆ ๆ ๆ  เป็นต้นเหตุไว้ก่อน    ในฐานะที่ผมหล่อเกาหลี  เจ๋ง เราอาจจะต้องยกเกาหลีใต้ขึ้นมาเปรียบเทียบด้วยอีกประเทศหนึ่งครับ เพราะเกาหลีใต้เริ่มต้นจากการฟื้นฟูหลังสงครามเกาหลี  ซึ่งอยู่ในยุคที่เราเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบมานานแล้ว   ดังนั้นจะมาโทษสถาบันไม่ได้แล้ว     เกาหลีใต้เรียกได้ว่าเริ่มต้นแบบติดลบ แม้แต่เมื่อ 15-20 ปีที่แล้วถ้าพูดถึงสินค้าเกาหลีทุกคนยังส่ายหน้าเบ้อยู่  แต่ปัจจุบันเกาหลีสามารถเทียบเคียงญี่ปุ่นและอาจจะแซงไปในหลายๆ ด้านแล้ว เป็นผู้นำทั้งการต่อเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ เทคโนโลยีต่างๆ จนถึงกับมีอุตสาหกรรมส่งออกวัฒนธรรมเกาหลีจนเด็กๆ วัยรุ่นไทยหายใจเป็นเกาหลีกันมากกว่าญี่ปุ่นแล้ว
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10997


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 29 ม.ค. 13, 18:31

1854 ตรงกับรัชสมัยเอโดะ นายพลเรือแมทธิว เพอรี่ นำกองเรือรบอเมริกันเข้าไปทอดสมอในอ่าวญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ปีก่อนหน้าเขาได้กระทำเช่นนั้นมาแล้ว แต่ญี่ปุ่นไม่ยินยอมให้ฝรั่งขึ้นฝั่ง เขาจึงได้มอบธงขาวให้ผู้แทนญี่ปุ่นไว้แล้วบอกว่าจะกลับมาอีก ซึ่งจะไม่เหมือนกับคราวนี้แล้วนะ หากกว่าตอนนั้นญี่ปุ่นเห็นว่าสมควรจะต้อนรับเขาก็ให้ปักธงนี้ในจุดที่สามารถเห็นได้ง่ายๆหน่อย เพื่อหลีกเลี่ยงความพินาศจากปืนใหญ่บนเรือ ก่อนแล่นจากไปเขาได้สาธิตอำนาจการทำลายของกระสุนเรือปืน โดยการระดมยิงไปยังเป้าหมายไม่สำคัญบนฝั่งสี่ห้าตับ ทำเอาอาคารเสียหายคนตายไปสักสิบยี่สิบฝากไว้เป็นการบ้าน ดังนั้นการกลับมาในคราวใหม่นี้ เขาจึงสามารถกระทำสัญญาทางการค้ากับญี่ปุ่นที่ชื่อว่า สนธิสัญญาคานากาวา ซึ่งรวมถึงสิทธิสภาพนอกอาณาเขตที่ญี่ปุ่นจำต้องยอมให้ฝรั่งด้วย นับเป็นการสิ้นสุดของการปิดประเทศของญี่ปุ่นที่ยาวนานมากว่าสองศตวรรษ และเริ่มต้นสู่ยุค “ญี่ปุ่นใหม่”
 
1855 หลังจากการเสด็จสรรคตของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯไม่นาน อังกฤษที่ลับดาบรออยู่ก็ส่งผู้สำเร็จราชการแห่งฮ่องกง เซอร์ จอห์น บาวริ่ง นำกองเรือรบเข้ามากรุงเทพ หลังจากที่ก่อนหน้านั้นได้ส่งร้อยเอกเฮนรี เบอร์นี่เข้ามาขอทำสัญญาทางการค้ากับสยามแล้ว แต่ไม่เป็นที่พอใจของพ่อค้าอังกฤษเพราะเห็นว่าอ่อนข้อให้สยามมากไป จึงส่งเซอร์เจมส์ บรุคมาเจรจาขอแก้สัญญา แต่ล้มเหลวเพราะสยามเห็นว่าหลายข้อเอาเปรียบมากไป แต่บอกเหตุผลแต่เพียงสั้นๆว่ายังไม่พร้อมเพราะพระเจ้าอยู่หัวกำลังทรงพระประชวร เซอร์เจมส์ บรุคกลับไปทำรายงานว่าครั้งหน้าให้อังกฤษใช้กำลังทหารบังคับเอากับสยามเลย ครั้นเมื่อมาจริง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯกษัตริย์พระองค์ใหม่ทรงแสดงท่าทีเป็นมิตรอย่างยิ่งและให้การต้อนรับคณะผู้แทนรัฐบาลอังกฤษอย่างดี ทำให้การเจรจาสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าและสิทธิสภาพนอกอาณาเขตต่อกัน “สนธิสัญญาบาวริ่ง” ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ประเทศก้าวไปสู่สยามยุคใหม่


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10997


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 29 ม.ค. 13, 18:40

อ้างถึง
ตามมาลงชื่อรอปั่นป่วนกระทู้ก่อนเลยครับ

อ๊ะ วันนี้มาเร็ว ระหว่างนี้ขอเชิญตัวป่วนชมภาพเปรียบเทียบเมืองทั้งสองไปก่อน ความจริงเมืองหลวงญี่ปุ่นสมัยนั้นคือเกียวโต แต่หลังการเปิดประเทศไม่นาน ก็ย้ายมาอยู่ที่เอโดะ โดยเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า โตเกียว แปลว่านครหลวงใหม่

พ.ศ.นั้นน่ะหนา โตเกียวมีประชากรประมาณ๑ล้านคน มากกว่ากรุงเทพกว่าสิบเท่ากระมัง


บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1286


ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 29 ม.ค. 13, 18:42

ภาพอีตาเพอรี่แบบญี่ปุ่นวาดครับ  


บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10997


ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 29 ม.ค. 13, 18:51

อ้างถึง
คุณครูครับ ป๋มว่าเพื่อป้องกันปัญหาบางท่านที่อาจจะซ้ายมากหน่อย เอะอะก็โทษสถาบันๆ ๆ ๆ ๆ  เป็นต้นเหตุไว้ก่อน    ในฐานะที่ผมหล่อเกาหลี   เราอาจจะต้องยกเกาหลีใต้ขึ้นมาเปรียบเทียบด้วยอีกประเทศหนึ่งครับ เพราะเกาหลีใต้เริ่มต้นจากการฟื้นฟูหลังสงครามเกาหลี  ซึ่งอยู่ในยุคที่เราเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบมานานแล้ว   ดังนั้นจะมาโทษสถาบันไม่ได้แล้ว     เกาหลีใต้เรียกได้ว่าเริ่มต้นแบบติดลบ แม้แต่เมื่อ 15-20 ปีที่แล้วถ้าพูดถึงสินค้าเกาหลีทุกคนยังส่ายหน้าเบ้อยู่  แต่ปัจจุบันเกาหลีสามารถเทียบเคียงญี่ปุ่นและอาจจะแซงไปในหลายๆ ด้านแล้ว เป็นผู้นำทั้งการต่อเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ เทคโนโลยีต่างๆ จนถึงกับมีอุตสาหกรรมส่งออกวัฒนธรรมเกาหลีจนเด็กๆ วัยรุ่นไทยหายใจเป็นเกาหลีกันมากกว่าญี่ปุ่นแล้ว

ความเจริญของเกาหลีใต้ มีปัจจัยหลักที่คุณภาพนักการเมืองของเขา ทั้งความรู้ความสามารถ สำนึกรับผิดชอบ รักชาติ และมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นอย่างยิ่ง แต่มันอยู่คนละสถานการณ์กับกระทู้นี้ เกาหลีเริ่มต้นสร้างชาติในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่๒ หรือให้ถูกเป๊ะคือหลังสงครามเกาหลี ตอนนั้นไทยมีรัฐบาลประชาธิปไตยที่จอมพลป.พิบูลสงครามเป็นผู้นำ

จะเอามาปนกันก็ได้ แต่เล่นกันเป็นช่วงๆแบบอาหารฝรั่งของนายตั้งก็แล้วกัน เล่นญี่ปุ่นเป็นmain courseก่อน แล้วล่อเกาหลีเป็นdessert courseจะดีไหมล่ะ?

ว่าแล้วก็หิว ไปกินข้าวดีกว่า
บันทึกการเข้า
dantoki
อสุรผัด
*
ตอบ: 17


ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 29 ม.ค. 13, 18:58

ขอลงทะเบียนเรียนด้วยคนครับ ในฐานะที่แบ่งเตียงนอนกับคนญี่ปุ่นคนละครึ่ง  อายจัง
บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1286


ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 29 ม.ค. 13, 19:11

ระหว่างคุณครูไปทานข้าว เลยแวะเอารูปมาให้ชมกันพลางๆ  อีตาเพอรี่มาญี่ปุ่นครั้งแรกในปี 1853 ด้วยกองเรือดำ ที่เรียกว่าดำเพราะสมัยนั้นฝรั่งเค้านิยมทาสีตัวเรือสีดำ แถมมีเครื่องจักรไอน้ำพ่นควันดำๆ ปุ๋งๆ ด้วย ก่อนหน้านั้นญี่ปุ่นปิดประเทศมาสองร้อยกว่าปี ถ้าจำไม่ผิดจะอนุญาตให้ฮอลันดาค้าขายได้ด้วยเฉพาะที่นางาซากิที่เดียว   ฝรั่งอื่นๆ อยากออกมาเปิดตลาดบ้าง  แถมก่อนหน้าก็มีปัญหาเรื่องลูกเรือฝรั่งที่มาเรือแตกต้องไปขึ้นฝั่งญี่ปุ่นมักจะถูกปฏิบัติอย่างทารุณ เลยเป็นอีกเหตุผลหนึ่งนี่ตาเพอรี่ควงปืนมาบอกให้เปิดประเทศ บอกปีหน้าจะมาใหม่ ให้เวลาไปคิดทบทวน
 
กองเรือของเพอรี่ในปี 1853 มาด้วยเรือ 4 ลำ Mississippi, Plymouth, Saratoga และ Susquehanna

ภาพเรือ Mississippi เป็นเรือไอน้ำแบบโบราณที่มีกังหันแบบข้าง เรือ Plymouth หารูปไม่ได้  เรือ Saratoga และ  Susquehanna ลำที่มีปล่องควันตรางกลาง ตามลำดับครับ




บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10784



ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 29 ม.ค. 13, 20:16

ความจริงเมืองหลวงญี่ปุ่นสมัยนั้นคือเกียวโต แต่หลังการเปิดประเทศไม่นาน ก็ย้ายมาอยู่ที่เอโดะ โดยเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า โตเกียว แปลว่านครหลวงใหม่

ขออนุญาตช่วยอธิบายศัพท์

เกียวโต 京都  แปลว่า เมืองหลวง  ส่วน โตเกียว 東京 ไม่ได้แปลว่านครหลวงใหม่ แต่แปลว่า เมืองหลวงทางทิศตะวันออก (เมืองหลวงทางเหนือคือ ปักกิ่ง 北京 ส่วนทางใต้คือ นานกิง 南京)

เอโดะ  江戸 เป็นชื่อเรียกตามสภาพภูมิศาสตร์ แปลเป็นไทยให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ว่า เมืองปากน้ำ


บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7156


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 29 ม.ค. 13, 20:26

กระทู้นี้ท่าจะมันส์ พ่อคุณเอ๋ย.... ยิ้ม

รถรางเรามีเป็นครั้งแรกในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยนะเนี่ย

ความเจริญทางวัตถุ VS ความเจริญทางวัฒนธรรม มันต้องดูสภาพสังคม สภาพวิถีชีวิตจิตใจของผู้คนด้วยนะครับ  ตกใจ


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10997


ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 29 ม.ค. 13, 20:29

^
ช่าย

ดูรูปกันต่อระหว่างเมืองเทวดากับเมืองหลวงทางทิศตะวันออก เปรียบเทียบในปีใกล้ๆกัน


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7156


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 29 ม.ค. 13, 20:29

ชักสนุกแล้ว  ยิงฟันยิ้ม


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30826

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 29 ม.ค. 13, 20:31

มานั่งแอบอยู่ข้างเวที    คอยดูท่านผู้รู้ทยอยกันเข้ามาทำให้กระทู้คึกคัก(ตามเคย)

อย่างหนึ่งที่เห็นความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมเรากับญี่ปุ่น คือของเขามีระเบียบวินัย  ของเราถือหลักทำได้ตามใจคือไทยแท้ ค่ะ
บันทึกการเข้า
warisa
อสุรผัด
*
ตอบ: 30


ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 29 ม.ค. 13, 20:42

.....ไม่มีความรู้อะไรมาแลกเปลี่ยนอาจารย์เลยค่ะ...แต่ในฐานะที่อยู่ประเทศนี้มา10 ปี...ส่วนหนึ่งที่ญี่ปุ่นพัฒนาขึ้นมาได้ก็คือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ควบคู่ไปกับเทคโนโลยีค่ะ....อย่างที่เราเห็นจากเหตุการณ์สึนามิ....คนญี่ปุ่นจะมีจิตสาธารณะ...เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน..การมีวินัยและมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้องค์กรขับเคลื่อนได้เร็วขึ้น...

คำถาม..ทำอย่างไรดีคะที่จะทำให้คนของเรามีคุณภาพทัดเทียมเท่ากับเขา...เอาง่ายๆ...เรื่องทิ้งขยะ...เมืองไทยมีถังขยะในที่สาธารณะมากกว่าญี่ปุ่น...แต่ยังทิ้งกันเกลื่อนกลาด...แม้กระทั่งบริเวณที่มีถังขยะอยู่แต่ก็ยังทิ้งไม่ตรงถัง..
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10997


ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 29 ม.ค. 13, 20:48

มาค่อยๆค้นหากันครับว่าทำไมคุณภาพคนของเขาจึงไม่เหมือนคุณภาพคนของเรา

หลายอย่างญี่ปุ่นเรียนรู้จากฝรั่ง

ญี่ปุ่นรู้จักฝรั่งมานานแล้วเช่นเดียวกับคนไทย โดยเรียนการใช้อาวุธที่พวกโปรตุเกสนำมาขายและฝึกให้ตั้งแต่ปี1549  แต่ไทยเราเอาไปรบกับศัตรูนอกประเทศเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่คนญี่ปุ่นเอาอาวุธยาวนี้มาปราบกันเอง พวกซามูไรในระยะหลังๆนี้จึงใช้ดาบเป็นเครื่องประดับเกียรติมากกว่าจะเอาเป็นอาวุธเพื่อเอาชัยชนะไปให้เจ้านาย โชกุนจึงหยวนๆให้โปรตุเกสตั้งบ้านเรือนอยู่ที่นางาซากิ แถมยอมให้แพร่ศาสนาด้วย ในปี1564-1610 มีชาวอังกฤษและดัชท์เข้ามาอีก คนอังกฤษได้สอนให้ญี่ปุ่นต่อเรือแบบยุโรป พวกดัชท์สอนให้เดินเรือค้าขายมาถึงมะนิลา(อาณานิคมของเสปญ)และอยุธยา มีเรือของพ่อค้าญี่ปุ่นลำหนึ่งเคยเดินทางไปค้าขายถึงแมกซิโกด้วย
 
แต่ความสัมพันธ์กับฝรั่งก็มิได้ราบรื่น สุดท้ายก็ทะเลาะกันเรื่องศาสนากลายเป็นเรื่องเข่นฆ่าทารุณทั้งกับฝรั่งและคนญี่ปุ่นที่เป็นคริสเตียน เป็นเหตุให้ญี่ปุ่นปิดประเทศโดยตราเป็นกฏหมาย ห้ามทั้งฝรั่งเข้าและญี่ปุ่นออก

ไทยเราก็คล้ายๆกัน พระเพทราชาขับไล่ฝรั่งเศสกลับบ้านและไม่คบกับฝรั่ง แต่ญี่ปุ่นยังยอมให้ดัชท์คงอยู่ที่นางาซากิต่อไป โดยยอมรับพ่อค้าดัชท์กับพ่อค้าจีนเท่านั้นในการค้าขายกับญี่ปุ่น เพื่อเปิดหูเปิดตาตนเองในเรื่องของโลกภายนอก

ไทยเราไม่มีความสามารถในการต่อเรือเดินสมุทรมาถึงญี่ปุ่นได้ เมือเรือญี่ปุ่นถูกรัฐบาลห้ามออกทะเล ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นก็จางลง


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 ... 13
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.043 วินาที กับ 19 คำสั่ง