เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 ... 12
  พิมพ์  
อ่าน: 76492 เมื่อคุณตา คุณยายยังเด็ก
ศานติ
ชมพูพาน
***
ตอบ: 190

อดีตศัลยแพทย์ช่องอกเส้นเลือด (เกษียณ) ปัจจุบันเป็นช่างไม้


ความคิดเห็นที่ 90  เมื่อ 13 ก.พ. 13, 21:54

Nai Lumchiag Salikorn นายลำเจียก สาลีกร  มีชื่อในกระทรวงเกษตร ดูเหมือนจะเป็นอธิบดีกรม
Nai Prayote Purnasri  นายประโยชน์ บูรณศิริ ฮืม
Nai Chamras Chayabongse  นายจำรัส ฉายะพงษ์ อดีตนายกสภามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า (http://202.28.17.19/historicalhall/index.php/joomla-overview/what-is-new-in-1-5/2010-11-04-02-19-21)
Mau Pyn Muangman   หลวงพิณพากย์พิทยเภท  อดีตหัวหน้าแผนกรังสีวิทยา ศิริราช คณบดีแพทยศาสตร์ ศิริราช  คุณพ่อของ ศาสตราจารย์ นพ.เทพนม
Miss Chamnong Viravaidya  จำนงค์ วีระไวทยะ คุณหญิงพิณพากย์พิทยเภท อดีตหัวหน้า รร.พยาบาลศิริราช  ดูเหมือนจะเป็นป้าหรือน้าของ ดร.มีชัย
See Sirisinha ศาสตราจารย์ สี สิริสิงห  คุณพ่อของ ศาสตราจารย์ สถิตย์

นักเรียนในหัวข้อ Privy Purse ซึ่งเป็นหม่อมเจ้าทุกคน เข้าใจว่าภาษาไทยแปลว่า พระคลังข้างที่ คือได้ทุนจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์

เรื่องหล่อ ใจผมว่า จำรัส ฉายะพงษ์ หล่อที่สุด แม่บอกว่ามีสาวๆติดนับไม่ถ้วน (จำรัส เป็นคนแนะนำให้แม่ผมรู้จักกับพ่อ) มรว.สุกสม ก็หล่อดี พ่อผมท่าทางตื่นหน่อยๆ มาลองคิดดู จะเอาอะไรมาก เด็กต่างจังหวัด ไม่เจนเวทีเท่าอีกสองคน เอารูปไปเทียบกับรูปตอนกลับจากนอกต่างกันมาก สงสัยแม่ผมคงมีส่วนช่วยให้สังคมเป็นมากขึ้น
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30554

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 91  เมื่อ 15 ก.พ. 13, 19:09

เห็นรูปคุณพ่อแล้ว อยากเห็นคุณแม่บ้างค่ะ
คุณพ่อคงพาคุณแม่กลับมาประเทศไทยเมื่อเรียนจบ      ชีวิตความเป็นอยู่ในยุคคุณแม่เป็นอย่างไร คุณแม่ต้องปรับตัวมากไหม  อาจารย์หมอศานติคงพอจะจำได้นะคะ
ถ้าไม่เป็นส่วนตัวเกินไป ก็อยากให้เล่าสู่กันฟังบ้าง

กลับมาที่เรื่องว่ายน้ำในคลอง

คุณยายเล่าว่า  ในเมื่อมีน้ำอยู่แค่หน้าบ้าน  เด็กๆทุกคนจึงว่ายน้ำเก่งกันตั้งแต่เล็กๆ  ไม่ต้องไปเรียนว่ายน้ำอย่างสมัยนี้    หัดกันเองในหมู่พี่ๆน้องๆ 
เด็กผู้หญิงอย่างคุณยาย  ผู้ใหญ่ก็จับผูกเข้ากับลูกมะพร้าว 2 ลูกให้ลอยได้ ตะเกียกตะกายว่ายน้ำไปจนว่ายเป็น   วิธีว่ายก็ชูคอขึ้นพ้นน้ำ  คุณยายเรียกว่า "ท่าลูกหมาตกน้ำ" ไม่มีท่าสวยๆอย่างท่าฟรีสไตล์  ท่ากบ ท่าผีเสื้ออย่างเด็กยุคหลัง       คุณยายบอกว่าว่ายแบบคุณยายเหนื่อยง่ายกว่าว่ายแบบฟรีสไตล์   แต่คุณยายก็ว่ายน้ำได้เก่งมากอยู่ดี  เวลาไปเที่ยวทะเล คุณยายสามารถนอนหงาย กางแขนกางขาลอยนิ่งอยู่บนผิวคลื่น ให้คลื่นซัดไปซัดมาได้โดยไม่จม

คุณยายมีลูกพี่ลูกน้องชายอยู่คนหนึ่ง   อายุไล่เลี่ยกัน   แต่เขาไม่กล้าว่ายน้ำ จดๆจ้องๆอยู่นานจนผู้ใหญ่รำคาญ  ก็เลยจับตัวโยนตูมลงไปในคลอง    ทะลึ่งพรวดขึ้นมาร้องว่า "พ่อแก้วแม่แก้วช่วยลูกด้วย   ลูกตายแน่แล้ว"    แต่ก็ไม่เห็นตาย  พอกระทุ่มน้ำพาตัวเข้าฝั่งได้   จากวันนั้น ก็ลงน้ำตั้งแต่เช้ายันค่ำ เรียกเท่าไรไม่ยอมขึ้น จนต้องเอาไม้เรียวไปเรียกถึงขึ้นจากน้ำได้

บันทึกการเข้า
ศานติ
ชมพูพาน
***
ตอบ: 190

อดีตศัลยแพทย์ช่องอกเส้นเลือด (เกษียณ) ปัจจุบันเป็นช่างไม้


ความคิดเห็นที่ 92  เมื่อ 17 ก.พ. 13, 09:01

คุณเทาชมพูครับ ผมไปค้นประวัติเพิ่มเติม ปรากฎว่าที่เล่าเรื่องตอนพ่อมากรุงเทพฯ อ้างชื่อผู้ปกครองผิดไป อยากจะแก้ทั้งย่อหน้า จะทำยังไงดี
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30554

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 93  เมื่อ 17 ก.พ. 13, 09:16

อาจารย์ส่งข้อความทั้งย่อหน้ามาให้ดิฉันหลังไมค์  ดิฉันจะเข้าไปแก้ให้เองค่ะ  กรุณาบอกด้วยว่าค.ห.ไหน
ระบบอนุญาตให้แก้ไขภายในกำหนดเวลาค่ะ พ้นเวลานั้นแล้วก็แก้ไม่ได้      แต่ดิฉันเข้าไปแก้ไขให้ได้ค่ะ
บันทึกการเข้า
ศานติ
ชมพูพาน
***
ตอบ: 190

อดีตศัลยแพทย์ช่องอกเส้นเลือด (เกษียณ) ปัจจุบันเป็นช่างไม้


ความคิดเห็นที่ 94  เมื่อ 17 ก.พ. 13, 10:45

คูณเทาชมพูถามเลยอดเล่าต่อไม่ได้ สนุกดีเหมือนกัน แต่กลัวคนอ่านเบื่อหรือรำคาญ

แม่ผมเกิดแคว้น Alsace ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีชื่อทางปลูกกับผลิตเหล้าองุ่นขาว  ตาผมเป็นชาวไร่องุ่นเหมือนกับชาวไร่แถบนั้น ป้าผมบอกว่าคุณตาของผมชิมผลิตภัณฑ์ของไร่ของตัวเองบ่อยไปหน่อย ยายรำคาญทนไม่ได้ เลยพาลูกสามคน หญิงสอง ชายหนึ่ง อายุ ๒ ถึง ๔ ขวบ อพยพไปอยู่อเมริกา แถวชิคาโก ไม่ทราบว่าหาเลี้ยงครอบครัวยังไง ตาผมส่งเงินมาช่วยหรือเปล่าไม่ทราบ อยู่อเมริกา ๑๓ ปี แม่บอกว่าจวนจะได้สัญชาติอเมริกันอยู่แล้ว (สงสัยว่าสมัย ๑๙๐๐ กว่าๆ อาจต้องรอนานกว่าสมัยนี้)  แล้วยายเกิดไปเชื่อฝีปากชายฮังกาเรี่ยน ทั้งแม่ทั้งลูกสามคนเลยย้ายกลับไปยุโรประหว่างกลางสงครามโลกที่ ๑ พอไปถึงฮังการีปรากฎว่าอ้ายเสือนั่นมีเมียแล้ว ยายก็เลยไม่ยุ่งด้วย ตกลงทั้งสี่คนเคว้งคว้างอยู่ในกรุงบูดาเพสต์ กลายเป็นคนไร้ถิ่น แม่บอกว่าต้องไปรายงานตัวที่สถานีตำรวจทุกอาทิตย์

ไม่ทราบว่าอยู่ที่นั่นนานเท่าไหร่ แต่โรคไตที่ยายเป็นอยู่กำเริบขึ้นมาจนเสียชีวิต (มีไตอยู่ข้างเดียว อีกข้างโดนตัดไปตอนอยู่อเมริกา) ทิ้งลูก ๑๕ ถึง ๑๗ ขวบไว้ ป้าผมซึ่งเป็นคนโตมีจดหมายไปหาพ่อ บอกว่าลูกสาวสองคนเคว้งอยู่บูดาเพสต์ ตาส่งเงินมาให้กลับ Alsace เหลือลุงผม อายุ ๑๖ ค้างอยู่ (ลุงไม่รู้ว่าทำไมพ่อไม่ส่งเงินมาให้ทั้งสามคนกลับ Alsace ลุงแน่ใจว่าถ้าพ่อรู้ว่าอยู่กันทั้งสามคน คงส่งมาให้เพราะลุงเป็นลูกรักของพ่อ คิดว่าป้าคงไม่บอกพ่อ กินแหนงแคลงใจไปจนตาย) ลุงบอกว่าหากินโดยกวาดหิมะถนนในเมืองบูดาเพสต์  จนกระทั่งไปรู้ว่าถ้าอาสาสมัครเข้ากองทัพเยอรมัน เขาจะส่งกลับบ้านอาทิตย์หนึ่งก่อนประจำการ เลยโกหกว่าอายุ ๑๘ เพิ่อสมัครเป็นทหารฝ่ายเยอรมัน (ตอนนั้นแคว้น Alsace ตกอยู่ในมือเยอรมันแล้ว) เรื่องลุงขอพักไว้ก่อน เก็บไว้เล่าวันหลัง สนุกดีเหมือนกัน

แม่กลับไป Alsace ไปอยู่กับพ่อของตัว เข้าโรงเรียนมัธยม โดยเหตุที่ตอนนั้นเยอรมันเข้าครองแคว้น Alsace แล้ว หนังสือเรียนก็เปลี่ยนเป็นภาษาเยอรมันหมด  ทั้งป้าทั้งแม่คงปวดหัว อยู่อเมริกาตั้งแต่สามสี่ขวบ คงพูดอังกฤษแบบอเมริกัน ไม่รู้ว่าในบ้านพูดฝรั่งเศสกันแค่ไหน แต่พอกลับมาบ้านเดิมกลับต้องหันไปใช้เยอรมัน  (อาจไม่ยากเท่าที่คิดเพราะภาษาพื้นเมืองของ Alsace เพี้ยนไปทางเยอรมันมากกว่าฝรั่งเศส)  จบมัธยมแล้วเรียนพยาบาล จบพยาบาลแล้วเป็นพยาบาลสาธารณสุขดูแลเด็กในเมืองเล็กๆย่านนั้น มีจักรยานใส่ตาชั่งเด็กไว้ข้างท้าย มีสมุดจดข้อมูลเด็ก ขขึ้นเขาลงเขาไปตามเมืองต่างๆ ผมเคยสงสัยว่าน่องขาของแม่ทำไมยังกับน่องนักฟุตบอล์ พอมีโอกาสกลับไปเยี่ยมสำนักงานพยาบาลที่แม่เคยประจำอยู่ถึงรู้ว่าย่านนั้นถนนขึ้นเขาลงห้วยมากมาย จักรยานคงไม่มีเกียร์ด้วย เลยได้ออกกำลังขาทุกวัน

ต่อมารัฐบาลฝรั่งเศสคิดจะเริ่มสังคมสงเคราะห์ (Social Welfare) เลยส่งแม่กลับไปอเมริกา ไปเรียนวิชานึ้ที่ Simmons College เมืองบอสตัน พอดีเป็นช่วงที่พ่อเรียนอยู่ที่นั่นด้วย วันหนึ่งแม่เต้นรำอยู่กับ จำรัส ฉายะพงษ์ ไปได้รอบวงทีอาว์จำรัสก็โบกมือให้ใครคนหนึ่งที่หลบมุมมืดอยู่ แม่ถามว่า “ใคร” อาว์จำรัสบอกว่า “เพื่อน”  “อ้าวทำไมเขาหลบอยู่”  “เขาเต้นรำไม่เป็น”  ‘แนะนำให้รู้จักซี จะได้สอนให้เต้น”  ที่หลบอยู่ปรากฎว่าเป็นพ่อผม

สมัยนั้นการมีคู่รักต่างชาติคงมีน้อยมาก พ่อผมนับถือพี่ชายชื่อ ถนอม มาก เขียนจดหมายมาบอกว่า “ ไม่อยากจะปิดบังพี่ น้องชักเกิดชอบผู้หญิงฝรั่งเศสขึ้นบ้างแล้ว เขามาเรียน Social Work วิชาเกี่ยวกับการดูแลทุกข์สุขของคนทำงาน ไม่ใช่นางพยาบาลโดยตรง ทำงานติดต่อกับทั้งคนเจ็บกับคนดี พูดได้สามภาษา เยอรมัน ฝรั่งเศส และอังกฤษ บางทีไทยด้วย บอกแล้วก็บอกให้หมด เขาไม่ใ่ช่คนสวย แต่เป็นคนดี มีความรู้ สุภาพเรียบร้อย แถมน่ารัก”  อีกฉะบับ ตอนแม่จบแล้ว  “ …. แต่เราต้องจากกัน เขาเรียนสำเร็จแล้วก็กลับบ้านเขา พี่ชายโปรดอย่าดุว่าน้อง ……”

เมื่อพ่อจบมหาวิทยาลัยแล้วก็ทำงานในโรงงานสร้างเครื่องบินอีกหนึ่งปี แล้วเดินทางกลับแวะดูโรงงานสร้างเครื่องบินในอังกฤษ กับฝรั่งเศส แล้วและไป Alsace ไปเยี่ยมแฟนเก่า จากนั้นก็กลับเมืองไทย อยู่เมืองไทยได้ประมาณ ๖ เดีอนมีจดหมายไปหาแฟนเก่า่ ชวนให้มาเมืองไทย แม่ก็ใจป้ำ ลาราชการที่ฝรั่งเศส ๑ ปี บอกเพื่อนสนิทคนดียวว่าจะไป Siam ให้เขาสัญญาว่าจะไม่บอกใคร ถ้าไปแล้วอยู่ไม่ได้ก็จะกลับไป Alsace ดำเนินชีวิตต่อไปคล้ายไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมสงสัยว่าจริงๆแล้วจะทำได้หรือเปล่า ถ้าคนถามว่า หายหน้าไปไหนตั้ง ๖ เดือน จะตอบว่ายังไง แต่แม่ไม่คิดจะกลับ อยู่เมืองไทย ๑๘ ปีถึงกลับไปเยี่ยมบ้านเป็นครั้งแรก

ผมเห็นรูปเก่าๆแล้วอดคิดไม่ได้ว่าเป็นคนอดทนเหลือเกิน ดูเหมือนจะเป็นฝรั่งคนที่สามที่แต่งงานกับคนไทย สมัยนั้นจดหมายจ่าหน้าแค่ชื่อ กับ Bangkok, Siam ไมต้องมีที่อยู่ ก็มาถึง ตอนแรกที่กลับมาจากนอกพ่อเช่าบ้านอยู่ถนนบ้านแขก แถวบางลำพู ดูรูปเก่าๆแล้วสงสารแม่เพราะสิ่งแวดล้อมต่างกับ Alsace เหลือเกิน ซ้ำพูดไทยไม่ได้ มีเพื่อนก็เฉพาะอาว์จำรัส กับอาว์เพิ่ม ที่เรียนมาด้วยกัน มีจดหมายที่แม่เล่าให้ป้าที่ยุโรปฟังว่า ตอนเย็นเตรียมกางเกงจีนเสื้อคอกลมไว้ พอพ่อกลับจากงานก็อาบน้ำ เปลี่ยนจากเครื่องแบบทหารมานุ่งกางเกงจีน ท่าทีจะอยู่ถนนนบ้านแขกประมาณ ๑ ปี แล้วถึงย้ายไปบ้านพักนายทหารที่กรมช่างอากาศ บางซื่อ  คิดว่าสิ่งแวดล้อมการกินอยู่คงดีขึ้นมาก มีคนพูดอังกฤษได้อยู่ใกล้ๆ บ้านก็น่าอยู่มากขึ้นเยอะ พ่อเดินไปทำงานได้  ผมเกิดตอนอยู่ถนนบ้านแขก แต่น้องสองคนเกิดตอนอยู่บางซื่อ

เขียนมามากมาย เบื่อก็ลบได้ครับ มีรูปเก่าๆแนบมาดูเล่น

มี ๑) รูปสามเกลอเรียนวิศวกรรมอากาศยาน วิเชียร วิบูลมงคล  มรว.สุกสม เกษมสันต์  เพิ่ม ลิมปิสวัสดิ์  ๒) แม่กับพ่อที่บอสตัน  ๓) แม่นั่งอยู่ที่ถนนบ้านแขก ดูท่าทีคงคิดถึง Alsace  ๔) พ่อแต่งชุดทหารบก สมัยนั้นกรมอากาศยานยังขึ้นกับกองทัพบก เท่ดีเหมือนกัน แต่ไม่มีม้าจะขี่  ไม่ทราบว่าจะไปงานศพใคร  เบื้องหลังดูทีว่าเป็นกรมโรงงานทหารอากาศ

เขียนมามากมาย เบื่อก็ลบได้ครับ มีรูปเก่าๆแนบมาดูเล่น


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ

คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ

คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ

คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1277


ความคิดเห็นที่ 95  เมื่อ 17 ก.พ. 13, 17:16

กระทู้สนุกมากครับท่านอาจารย์หมอศานติ   ยังไม่เบื่อเลยครับ   ยังอยากอ่านอยากดูอีก ทั้งเรื่องราวการปรับตัวของคุณแม่คุณหมอและรูปถ่าย  สมัยนั้นผู้หญิงฝรั่งที่แต่งงานแล้วยอมมาอยู่เมืองไทยกับสามีนี่น่านับถือมากจริงๆ เพราะโอกาสที่จะติดต่อหรือกลับไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องก็น้อยมากๆ สภาพความเป็นอยู่ก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  ไม่แกร่งจริงทำไม่ได้   ขนาดสมัยนี้ผู้ชายไทยที่แต่งงานกับสุภาพสตรีฝรั่งก็ยังหายาก และที่ภรรยาตามมาอยู่เมืองไทยด้วยยิ่งหายากขึ้นไปอีก


นี่ถ้าคุณหมอกลับมาเป็นหนุ่มๆ ยุคนี้ ในฐานะลูกครึ่ง อาจจะต้องกลายเป็นนายแบบหรือดารา ไม่ได้เป็นหมอแน่ๆ   ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30554

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 96  เมื่อ 17 ก.พ. 13, 19:03

กระทู้จากประสบการณ์ของแท้ สนุกมากค่ะ       เห็นรูปคุณพ่อของอาจารย์หมอในชุดนายทหาร ดิฉันก็ว่าท่านยังหล่อกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันอยู่ดี
ชอบรูปนั่งหลังพิงกัน   เหมือนในหนังฮอลลีวู้ด
อาจารย์บอกว่า "ดูเหมือนจะเป็นฝรั่งคนที่สามที่แต่งงานกับคนไทย"   คงจะหมายถึงแหม่มที่มาแต่งงานกับสามัญชน  จำได้ไหมคะว่าสองคนก่อนหน้านี้เป็นใคร   
ดิฉันรู้แต่หม่อมแคทยาของเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ     หม่อมเอลิซาเบธของสมเด็จกรมพระยาชัยนาทนเรนทร  และหม่อมลุดมิลา ทองใหญ่ ณ อยุธยาของม.จ.ทองทีฆายุ ทองใหญ่

บันทึกการเข้า
ศานติ
ชมพูพาน
***
ตอบ: 190

อดีตศัลยแพทย์ช่องอกเส้นเลือด (เกษียณ) ปัจจุบันเป็นช่างไม้


ความคิดเห็นที่ 97  เมื่อ 17 ก.พ. 13, 20:55

ดูท่าทีมีคนสนใจรูปเก่าๆ เลยขออนุญาตแถม

รูปแรกผมคิดว่าถ่ายตอนมาอยู่บางกอกใหม่ๆ ยืนอยู่หน้าบ้านเช่า ที่ถนนบ้านแขก

รูปที่สอง ถ่ายที่สถานีรถไฟลพบุรี ตอนนั้นคุณลุงถนอมเป็นนายอำเภออยู่ที่นั่น คิดว่าพ่อคงพาแม่ไปแนะนำ ไม่ทราบว่าทำไมไม่แต่งกายพลเรือน

รูปที่สาม ที่สี่ คิดว่าแม่ถ่ายส่งไปให้ป้าที่อยู่เบลเยี่ยม ว่าบ้านหน้าตายังไง ดูท่าทีรูปที่อยู่ข้างฝาคงเอามาจาก Alsace ไว้เป็นที่ระลึก


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ

คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ

คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30554

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 98  เมื่อ 17 ก.พ. 13, 21:11

ดูหน้าตาคุณแม่ก็มีความสุขดี  ทั้งๆไกลบ้านมากมาย ไกลญาติพี่น้อง
บ้านไม้แบบนี้ในกรุงเทพฯคงจะเหลืออยู่ตามตรอกซอกซอยลึกๆ  มองไม่เห็นจากถนนใหญ่    แต่ในสมัยโน้นคงจะมีอยู่มาก  เป็นบ้านที่ไมต้องมีพัดลม  ไม่ต้องติดเหล็กดัด  มีตุ่มน้ำฝนอยู่มุมบ้าน  รับน้ำฝนจากรางสังกะสี
ห้องรับแขกแบบนี้ในสมัยนั้นถือว่าโก้ทีเดียวละค่ะ
บันทึกการเข้า
ศานติ
ชมพูพาน
***
ตอบ: 190

อดีตศัลยแพทย์ช่องอกเส้นเลือด (เกษียณ) ปัจจุบันเป็นช่างไม้


ความคิดเห็นที่ 99  เมื่อ 17 ก.พ. 13, 21:20

รูปแรก นอกชานบ้านที่ถนนบ้านแขก ดูท่าทีก็น่าอยู่เหมือนกัน

รูปที่สอง ผมว่าถ่ายที่เขาดิน สมัยนั้นพี่เลี้ยงผมยังนุ่งโจงกะเบน  เป็นประโยชน์เวลาพาผมไปตลาด มีอะไรให้เกาะระหว่างที่เขาก้มลงเลือกผลไม้จากแผงลอย

Skate น้ำแข็งไม่มี ก็เอาแบบมีลูกล้อแทน

รูปที่สี่ผิดลำดับไปหน่อย เป็นอพาร์ตเมนต์แม่ที่บอสตัน สมัยนั้นเขานิยมเอาธง (pennant) ของมหาวิทยาลัยต่างๆไว้ข้างฝา  สมัยเด็กพ่อพาครอบครัวไปกินข้างกลางวันที่ AUA ในวังสราญรมย์ตอนวันอาทิตย์ เห็นมีธงจาก ม.ทั่วอเมริกาติดอยู่ข้างฝา





คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ

คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ

คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 100  เมื่อ 17 ก.พ. 13, 21:28

รูปที่สอง ผมว่าถ่ายที่เขาดิน สมัยนั้นพี่เลี้ยงผมยังนุ่งโจงกะเบน  เป็นประโยชน์เวลาพาผมไปตลาด มีอะไรให้เกาะระหว่างที่เขาก้มลงเลือกผลไม้จากแผงลอย

น่าจะเป็นที่ลพบุรี



คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
ศานติ
ชมพูพาน
***
ตอบ: 190

อดีตศัลยแพทย์ช่องอกเส้นเลือด (เกษียณ) ปัจจุบันเป็นช่างไม้


ความคิดเห็นที่ 101  เมื่อ 17 ก.พ. 13, 21:32

เหลือสองรูปครับ

พ่อยืนหน้าบ้านที่ถนนบ้านแขก นุ่งผ้าม่วง เสื้อคอดั้ง คงจะไปงานสำคัญ

รูปสุดท้ายเป็นหลักฐานว่าทำไมแม่ถึงเอาพ่ออยู่หมัด ผมเพิ่งไปค้นเจอ ส่งไปให้ลูกสาว เขาเอาไปแปะใน Facebook มีคนฟวิจารณ์เรื่องน่องแม่ สำหรับท่านที่สนใจ ปืนเป็น Colt .38 Super Automatic พ่อซื้อผ่านกองทัพอากาศ ดูเหมือนจะราคา ๘๐ บาท



คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ

คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
ศานติ
ชมพูพาน
***
ตอบ: 190

อดีตศัลยแพทย์ช่องอกเส้นเลือด (เกษียณ) ปัจจุบันเป็นช่างไม้


ความคิดเห็นที่ 102  เมื่อ 17 ก.พ. 13, 21:37

รูปที่สอง ผมว่าถ่ายที่เขาดิน สมัยนั้นพี่เลี้ยงผมยังนุ่งโจงกะเบน  เป็นประโยชน์เวลาพาผมไปตลาด มีอะไรให้เกาะระหว่างที่เขาก้มลงเลือกผลไม้จากแผงลอย

น่าจะเป็นที่ลพบุรี



จริงด้วยครับ ต้องเป็นที่ลพบุรีแน่ เพิ่งสังเกตว่าแม่แต่งชุดดียวกับที่ยืนที่สถานีรถไฟ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30554

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 103  เมื่อ 18 ก.พ. 13, 08:46

คุณแม่จัดบ้านได้ทันสมัย และน่านั่งมากๆค่ะ    เอาไปเป็นฉากละครย้อนยุคได้ดีทีเดียว

รูปในคห. 101  คุณแม่ของอาจารย์มาดแมนมั่กๆ  ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1277


ความคิดเห็นที่ 104  เมื่อ 18 ก.พ. 13, 15:24

เห็นท่ายิงปืนแล้วก็ไม่แปลกใจที่ท่านยอมมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองได้เป็นสิบๆ ปี   ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 ... 12
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.297 วินาที กับ 19 คำสั่ง