เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7 8 ... 12
  พิมพ์  
อ่าน: 77106 เมื่อคุณตา คุณยายยังเด็ก
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30714

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 75  เมื่อ 06 ก.พ. 13, 21:35

คุณ Jalito คงนึกภาพสังคม polygamy (มีคู่สมรสหลายคนในเวลาเดียวกัน)ไม่ออก     ผู้ชายสมัยคุณยายยังเด็ก ไม่ได้มีแค่รถไฟ เรือเมล์ ลิเก ตำรวจ เท่านั้นค่ะที่มีเมียหลายคน     ผู้ชายที่อยู่บ้านไม่ไปไหนนอกจากที่ทำงาน ก็มีเมียสองหรือสามคนในบ้าน เป็นเรื่องธรรมดา    แม้แต่ชาวบ้านทั่วไปก็มีกัน
สำนวนไทยที่สะท้อนสภาพสังคมแบบนี้ มีหลายสำนวนด้วยกัน
- เมียสองต้องห้าม
- มีดอยู่ในเรือนให้นับว่าพร้า  ข้าอยู่ในเรือนให้นับว่าเมีย
- พระยาเทครัว
ฯลฯ

เอาเพลงกล่อมเด็กมาฝากค่ะ    น่าจะเกิดในช่วงรัชกาลที่ 2  ไม่เก่ากว่านั้น    เพราะมีชื่อ การะฝัด  ซึ่งหมายถึงจอห์น ครอเฟิด   ทูตอังกฤษที่มาเจริญทางพระราชไมตรีในรัชกาลที่ 2

โม่งเม่งเอย  โม่งเม่งการะฝัด
รูปร่างสันทัด มีเมียสองคน
เมียน้อยชื่อแม่ด้วง  เมียหลวงชื่อแม่มล
อยู่ด้วยกันสองคน  มิได้เว้นสักเวลา
ต่อมาแม่ด้วงผอมลง  แม่มลก็ทรงโศกา
รีบหาหยูกหายา   เถิดเจ้าการะฝัดเอย

เมียน้อยเมียหลวงบ้านนี้รักกันดี ขลุกอยู่ด้วยกันไม่เว้นสักเวลา  พอเมียน้อยป่วยเมียหลวงก็ร้องไห้   แสดงว่าบ้านนายการะฝัดนี่เห็นทีจะสงบราบรื่นน่าอิจฉามาก
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30714

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 76  เมื่อ 08 ก.พ. 13, 08:10

บันเทิงใจในบ้าน

เมื่อคุณยายยังเด็ก   กรุงเทพและธนบุรีมีไฟฟ้าใช้แล้ว  แต่ยังไม่ทั่วถึง    แม้แต่บนเรือนหมู่ของคุณยายก็มีเฉพาะเรือนใหญ่ๆ   ส่วนเรือนเล็กๆ และเรือนบริวารในสวนยังคงใช้ตะเกียงกันอยู่    เช่นตะเกียงลานและตะเกียงน้ำมัน      ไฟฟ้าบนบ้านของคุณยายไม่ได้สว่างไสวอย่างไฟฟ้าสมัยนี้   แต่เป็นหลอดไฟห้อยลงมาจากเพดาน ส่องแสงออกแดงๆ ค่อนข้างมัว เพราะแรงเทียนไม่มากนัก     แต่ก็ยังดีเพราะให้ความสว่างได้ทั้งห้อง  ผิดกับตะเกียงที่ส่องสว่างได้เฉพาะบางส่วนของห้องที่ตะเกียงตั้งอยู่เท่านั้น
ในเมื่อไฟฟ้าไม่สว่างพอที่จะอ่านหนังสือได้อย่างตอนกลางวัน    ในตอนกลางคืนคุณยายจึงถูกห้ามอ่านหรือท่องหนังสือ เพราะเพ่งสายตามากจะทำให้สายตาเสื่อมได้เร็ว     ส่วนเรื่องเครื่องใช้ที่ต้องอาศัยไฟฟ้าเช่นวิทยุไม่ต้องพูดถึง เพราะยุคนั้นยังไม่มี     ไฟฟ้ามีไว้ให้แสงสว่างอย่างเดียว

ในเมื่อไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีวิทยุ    ออกไปไหนก็ไม่ได้ เพราะค่ำลงมองออกไปนอกบ้านก็มีแต่ความมืด   ชาวบ้านต่างก็เข้าบ้านกันหมดตั้งแต่พลบค่ำ  ไม่มีใครไปเที่ยวนอกบ้านกัน  ถ้าอย่างนั้นแล้วแต่ละบ้านที่มีเด็กๆเขาหาความบันเทิงกันอย่างไร   คำตอบก็คือสมัยนั้นเด็กๆเข้านอนแต่หัวค่ำกว่าสมัยนี้มาก    กินข้าวเย็นตอนหกโมง พอสองทุ่มคุณยายก็เข้านอนแล้ว   เพื่อจะตื่นตั้งแต่เช้าตรู่   พอฟ้าเริ่มสางๆทุกบ้านก็ตื่นกันหมดแล้วมาหุงหาอาหาร เตรียมใส่บาตร   ส่วนชาวสวนนั้นต้องตื่นพร้อมไก่ คือตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เพื่อจะไปทำงาน
บันทึกการเข้า
SRISOLIAN
อสุรผัด
*
ตอบ: 36


ความคิดเห็นที่ 77  เมื่อ 08 ก.พ. 13, 09:05

ผมได้พบประวัติของคุณทิพย์วาณี  สนิทวงศ์ เพิ่มเติมจากที่คุณเทาชมพูนำมาลงไว้ ทำให้ได้ทราบว่า เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก เป็นเรื่องราวที่เขียนขึ้นอันเนื่องจากการนอนไม่หลับในเวลากลางคืน กอปรกับการเป็นคนช่างซักช่างถามของผู้เขียนเป็นส่วนตัว คุณป้า คุณลุง คุณอา บรรดาญาติที่ใกล้ชิดก็เป็นผู้เล่าเรื่องราวในครั้งอดีตโดยตรง จึงทำให้เรื่องนี้มีชีวิตชีวา ในชั้นแรกเขียนให้น้องๆ อ่าน พอน้องโตขึ้น ก็เขียนให้เด็กข้างบ้านอ่าน และก็มีเสียงเรียกร้องให้เขียนต่อๆ กันอีกหลายตอน  และเพิ่งทราบว่าคุณทิพย์วาณี เคยเป็นโปลิโอแต่ก็ได้ใช้สมุนไพรนวดรักษาจนดีขึ้น  ด้วยความที่ญาติข้างแม่เป็นหมอยามาก่อน
บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7154


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 78  เมื่อ 08 ก.พ. 13, 10:54

บรรยากาศเมื่อ ๖๓ ปีก่อน ภาพนี้ถ่ายโดยช่างภาพ Dimitri แห่งนิตยสาร LIFE (ถ่ายเมื่อ ค.ศ. 1950) เป็นภาพเด็กน้อย ๒ ท่านกับแสงไฟ ดูเหมือนจะเป็นตะเกียงแก๊สนะครับ


บันทึกการเข้า
ศานติ
ชมพูพาน
***
ตอบ: 190

อดีตศัลยแพทย์ช่องอกเส้นเลือด (เกษียณ) ปัจจุบันเป็นช่างไม้


ความคิดเห็นที่ 79  เมื่อ 08 ก.พ. 13, 13:55

ใช่ครับ ตะเกียงแกส acetylene ใช้กันทั่วไปโดยเฉพาะหาบเร่ แผงลอยตอนกลางคืน ใช้ก้อน calcium carbide ใส่ในหม้อทองเหลือง แล้วเติมน้ำลงไป เกิดแกส acetylene ขึ้นมาทางท่อที่มีปลายแบบนมหนู เอาไม้ขีดจุดให้ลุก

อ่านที่คุณเทาชมพูเล่าถึงสมัยก่อน ทำให้ผมย้อนคิดไปถึงสมัยเรียนชั้นประถมตอนสงครามโลกครั้งที่สองเริ่ม  ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่เมืองไทย ๖ หรือ ๗ แห่งในเวลาใกล้เคียงกับที่โจมตี Pearl Harbor พ่อผมเป็นห่วงเพราะแม่ผมเป็นฝรั่ง ไม่แน่ใจว่าญี่ปุ่นจะจับฝรั่งที่อยู่เมืองไทยเข้าค่ายเชลยหรือไม่ พลอากาศโทเพิ่ม ลิมปิสวัสดิ์แนะนำให้พ่อส่งครอบครัวไปอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ของท่านที่เรือนแพที่จังหวัดสิงห์บุรี เพื่อให้ไกลหูไกลตาทหารญี่ปุ่นหน่อย แม่พาผมกันน้องๆพร้อมพี่เลี้ยงขึ้นเรือแดงไปสิงห์บุรี จำได้ว่าแม่นั่งชิดกราบเรือข้างซ้าย ไปได้สักครึ่งทางมีคนในเรือบอกว่าเรือทหารญี่ปุ่นกำลังสวนทางมา มีคนไทยใจดีบอกแม่ผมว่าให้มานั่งกลางเรือจะดีกว่า สักพักมีเรือยนตร์ปักธงอาทิตย์อุทัยมีทหารเต็มลำสวนมาทางด้านที่เดิมแม่นั่งอยู่  ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถึงแม่จะไม่ขยับที่ก็คงไม่มีเรื่อง  แต่ทุกวันนี้เวลาคิดถึงน้ำใจชาวบ้านไทยที่อุตส่่าห์ตั้งใจป้องกันฝรั่งแปลกหน้าให้พ้นภัย ก็อดตื้นตันใจไม่ได้

พักอยู่กับคุณปู่คุณย่าได้วันสองวันก็พอดีหาบ้านเช่าได้ แม่เอาผมไปฝากโรงเรียนข้างบ้าน จัดว่าเป็นการเปิดหูเปิดตาให้กับเด็กชาวกรุงอย่างผมมาก เรียนเซ็นต์คาเบรียล ป.๒ นั่งม้ายาวๆแถวละสี่คน มีโต๊ะให้ใช้เขียน ใช้ปากกาจิ้มหมืก ถ้าภาษาอังกฤษก็ต้องใช้ปากกาคอแร้งจะได้เขียนเส้นหนักเส้นเบาได้ ถ้าภาษาไทยก็ต้องใช้ปากกาเบอร์ ๕ ที่ปลายตัด ต้องมีหมึกสีแดงไว้ขีดเส้นคู่สองเส้นใต้คำตอบวิชาเลขคณิต นั่งผัน verb พร้อมๆกันทั้งชั้น  แต่พอไปสิงห์บุรี นั่งพับเพียบกับพื้น มีโต๊ะยาวใช้เขียน ใช้กระดานชะนวน ดินสอหิน ลบง่ายดี ไม่ต้องกังวลเรื่องภาษาอังกฤษเลย

ครูให้การบ้านคัดไทย วันรุ่งขึ้นเอากระดานชนวนยื่นให้ครู ครูเอ็ดลั่นห้องว่า “บอกให้คัดเป็นการบ้าน ไม่ใช่ให้คนใช้เขียนให้”  ผมไม่เข้าใจว่าทำไมครูถึงเกิดโมโหขึ้นมา  ต่อมาสักพักครูบอกให้นักเรียนคัดไทยในห้อง  ครูมายืนดูผมคัด ได้ยินครูรำพึงว่า “เออ เขียนเองจริง” หลังจากนั้นไม่โดนเอ็ดอีกเลย ตกลงที่มาสเตอร์ รร. เซ็นต์คาเบรียลเคี่ยวเข็นเรื่องการคัดไทยเลยมาได้ผลที่สิงห์บุรี  (เด็กเซ็นต์คาเบรียลสมัยนั้นเรียกครูว่า มะเซ่อ เช่น มะเซ่อเสงี่ยม คิดว่าเป็นคำเพี้ยนมาจาก master)

อยู่สิงห์บุรีได้ไม่นานก็กลับกรุงเทพฯ เพราะพ่อเห็นว่าปลอดภัย ญี่ปุ่นไม่ได้จับฝรั่งขังค่ายเชลย
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30714

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 80  เมื่อ 08 ก.พ. 13, 18:56

อยากให้อาจารย์หมอศานติเล่าความหลังสมัยเด็กในกระทู้นี้บ้างค่ะ   ยิ้มกว้างๆ

(ต่อ)
เวลาตั้งแต่ย่ำค่ำไปจนสองทุ่ม     เป็นเวลาเด็กฟังนิทานจากผู้ใหญ่       คุณยายฟังนิทานจากพี่เลี้ยงบ้าง จากผู้ใหญ่ในบ้านบ้าง    เรื่องที่เล่าก็มักจะมาจากเรื่องที่พระท่านเทศน์ให้ฟัง  คือชาดกเรื่องต่างๆ    หรือไม่เป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมา  หรือเป็นนิทานพื้นบ้าน อย่างเรื่องตาม่องล่าย  พระนางสร้อยดอกหมาก 

เรื่องไหนสนุกเด็กๆก็ขอให้ผู้ใหญ่เล่าซ้ำไปซ้ำมา   จนจำได้ขึ้นใจ      เรื่องไหนน่ากลัวคุณยายก็เก็บเอาไปกลัวเสียมากมาย   เช่นเรื่องอ้ายย่ามแดง หรือเรื่องนางพรายน้ำที่อาศัยอยู่ก้นคลอง    ถ้าเด็กคนไหนแอบลงไปว่ายน้ำตอนค่ำๆมืดๆ พรายจะมาฉุดขาให้จมดิ่งลงไปใต้ท้องน้ำ    ไม่ได้กลับขึ้นมาอีก    จนคุณยายโตขึ้นถึงได้รู้ว่า เป็นวิธีห้ามของผู้ใหญ่มิให้เล่นน้ำตอนค่ำมืด เพราะน้ำเย็นจะทำให้เป็นตะคิวที่ขา ว่ายไม่ไหว แล้วก็จะจมน้ำตายได้ง่ายๆโดยไม่มีใครรู้ว่าเด็กหายไปไหน
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30714

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 81  เมื่อ 08 ก.พ. 13, 19:19

บางบ้านมีลูกหลายคน เป็นเด็กโตแล้วแต่ยังไม่ถึงขั้นหนุ่มสาว  อย่างบ้านของคุณตา   คุณพ่อของคุณตาสร้างความบันเทิงในบ้าน   ด้วยการหัดลูกๆให้ตั้งวงมโหรี   เล่นกันเองในบ้านตอนค่ำๆ     แล้วแต่ใครจะอยากเล่นดนตรีอะไรก็ไปเรียนอย่างนั้นมา    น้องสาวของคุณตาไปเรียนซอสามสาย    น้องชายเรียนระนาด   คนอื่นๆก็ไปหัดอย่างอื่น  ส่วนคุณตาไม่ชอบหัดเครื่องดนตรีพวกนี้ ก็ถูกจับไปตีฉิ่ง  ซึ่งดูเหมือนง่ายกว่าเพื่อน  แต่เอาเข้าจริงก็ยาก เพราะต้องควบคุมจังหวะทั้งวงให้ลงตัวกัน    ถ้าตีผิดจังหวะ วงจะล่มลงไปได้ง่ายๆ
                                                                               
ในตอนแรกเมื่อหัดเล่นกันใหม่ๆ  วงมโหรีก็ล้มลุกคลุกคลาน เพราะเล่นกันได้เพลงเดียว    ต่อมาฝึกกันบ่อยเข้า ก็ค่อยชำนาญขึ้นจนกระทั่งเล่นได้รอดตลอดเพลง      เมื่อลูกๆเล่นได้ดี   คุณพ่อของคุณตาก็พอใจ  ชักชวนเพื่อนมาฟังมโหรีประจำบ้านที่เล่นโดยลูกๆ  เด็กๆเล่นได้ดีก็จะได้รับรางวัลจากเพื่อนๆของคุณพ่อเป็นกำลังใจ

                                                                                              "เทาชมพู"
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30714

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 82  เมื่อ 08 ก.พ. 13, 21:23

คลอง

    คุณยายเกิดในบ้านริมคลอง เหมือนเด็กอื่นๆ เพราะบ้านสมัยนั้นอยู่ริมคลองเหมือนบ้านสมัยนี้อยู่ริมถนน      คลองแต่ละคลองกว้างมาก    น้ำใสน่าว่ายเล่น    มีคำกล่าวว่าเด็กไทยว่ายน้ำเป็นก่อนเดินเสียอีก   คำนี้อาจจะเกินความจริงไปหน่อย แต่ก็เป็นความจริงว่าเด็กทุกคนว่ายน้ำกันเก่งทั้งนั้น   คุณยายยังไม่เคยเจอเด็กคนไหนที่ว่ายน้ำไม่เป็นเลย

    ชีวิตคนยุคนั้นผูกพันกับแม่น้ำลำคลองตั้งแต่เช้าไปจนดึก  หรือเรียกว่า 24 ชั่วโมงก็ว่าได้    เมื่อคุณยายตื่นขึ้นมาตอนเช้า  ก็จะลงไปที่ท่าน้ำ นั่งรอพระสงฆ์ท่านพายเรือมารับบิณฑบาต  ไม่ได้เดินมาจากวัด       เด็กผู้ชายในบ้าน ตื่นนอนมาก็ลงมาอาบน้ำกันที่ท่าน้ำ กระโดดน้ำกันตูมๆ ก่อนกลับขึ้นบ้านเพื่อจะไปโรงเรียน   แต่คุณยายเป็นเด็กผู้หญิง จึงอาบน้ำอยู่บนเรือน มีห้องน้ำที่กั้นเป็นส่วนสัดไว้ตรงมุมหนึ่งของนอกชาน  เช่นเดียวกับพวกพี่สาวๆในบ้าน

    อย่างไรก็ตาม   สาวๆชาวบ้านที่ไม่มีห้องน้ำบนบ้าน ก็นิยมอาบน้ำกันที่ท่าน้ำ  พวกเธอนุ่งกระโจมอกลงมา ลงว่ายน้ำแล้วขึ้นไปใช้สบู่ถูกเนื้อถูตัวอยู่บนขั้นบันไดท่าน้ำ แล้วจึงค่อยลงน้ำล้างคราบสบู่ให้สะอาดอีกที    จากนั้นก็ผลัดผ้าจากผืนที่เปียกเป็นแห้ง กลับขึ้นเรือนไป    ทำกันประจำไม่มีใครเห็นเป็นของแปลก  และไม่มีใครไปเฝ้าดูด้วย
บันทึกการเข้า
ศานติ
ชมพูพาน
***
ตอบ: 190

อดีตศัลยแพทย์ช่องอกเส้นเลือด (เกษียณ) ปัจจุบันเป็นช่างไม้


ความคิดเห็นที่ 83  เมื่อ 08 ก.พ. 13, 22:29

พูดถึงเด็กไทยว่ายน้ำเก่งชวนให้นึกถึงที่พ่อเคยเล่าให้ฟัง สมัยเด็กพ่ออยู่เรือนแพที่แปดริ้วจนอายุได้สิบกว่าขวบแล้วถึงมากรุงเทพฯ (เอาไว้เล่าวันหลัง) ตอนอยู่แปดริ้ว ปู่ผมเป็นแพททย์แผนโบราณแต่เสียชีวิตตั้งแต่พ่อยังเล็ก เล่ากันว่าเพราะแกะฝีที่หน้า เหลือแต่ย่าทำขนมขายเลี้ยงครอบครัว ลูก ๕ คน  พ่อบอกว่าบ้านเป็นแพอยู่ข้างแม่น้ำ ผมคิดว่าคงเป็นแม่น้ำบางปะกง ลงเล่นน้ำแทบทุกวัน มีซุงไม้ผูกเป็นแพล่องลงตามแม่น้ำเป็นประจำ เด็กชอบดำน้ำลอดแพไปโผล่อีกข้าง วันหนึ่งพ่อกับเพื่อนดำน้ำจะลอดแพอีก ไม่รู้ว่าแพกว้างกว่าปกติหรือเกิดหลงทางใต้แพ แต่หาทางออกไม่ได้ เกือบจมน้ำตาย หลังจากนั้นทุกครั้งที่เป็นไข้หรือเจ็บหนักจะเพ้อว่าติดอยู่ใต้แพแทบทุกครั้ง
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30714

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 84  เมื่อ 08 ก.พ. 13, 22:44

ดำลงไปใต้แพ  แล้วลอดไม่พ้น   โผล่ขึ้นมาเกือบไม่ได้นี่น่ากลัวมากทีเดียวค่ะ   
บันทึกการเข้า
ศานติ
ชมพูพาน
***
ตอบ: 190

อดีตศัลยแพทย์ช่องอกเส้นเลือด (เกษียณ) ปัจจุบันเป็นช่างไม้


ความคิดเห็นที่ 85  เมื่อ 09 ก.พ. 13, 01:34

เล่าเรื่องพ่อต่อ  วันหนึ่งมีญาติซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้อง ชื่อ หลวงปฏิบัติอากร (แป๋ะ สุวรรณทรัพย์) มาเยี่ยมย่าผม บอกย่าว่า “เด็กคู่นี้โตขึ้นทุกวัน น่าจะส่งไปเรียนหนังสือที่บางกอก ขืนอยู่อย่างนี้ ต่อไปจะไม่ทันเขา และจะได้เป็นที่พื่งต่อไปภายหน้า” แนะนำให้ไปอยู่กับญาติห่างๆ ชื่อหลวงรักษานิติศาสตร์ (เพิ่ม ชวานนท์) เป็นทนายมีชื่อ บ้านอยู่ถนนพระสุเมรุ มีซอยไปลงคลองบางลำพู พ่อกับลุงก็เลยมาอยู่เป็นเด็กในบ้าน โดยท่านเป็นผู้ปกครอง คุณหลวงรักษาฯส่งให้เรียน รร.วัดบวรฯ แล้วต่อมาเข้า รร.วัดเทพศิรินทร์ ในบ้านยังมีเด็กโตอีกหลายคน รวมทั้ง น.ต. หลวงเปรื่อง ประจนศึก ร.น. ซึ่งกำลังเรียน รร.นายเรือ อยู่ นับว่าคุณหลวงรักษาฯ เป็นผู้ปกครองกับเลี้ยงดูเด็กหลายคนให้ได้มีการศึกษา ได้ดีไปหลายคน ตอนค่ำพ่อมีหน้าที่อ่านหนังสือพิมพ์กับอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับศาลหรือคดีให้ฟังระหว่างที่คุณหลวงเอนหลังสูบยาฝิ่นอยู่ สมัยนั้นการสูบยาฝิ่นไม่ผิดกฎหมาย แต่ต้องสูบในโรงยา (คงเป็นเพราะรัฐบาลต้องการควบคุมการสูบฝิ่น) แต่คุณหลวงไม่ต้องการสูบในโรงยาเพราะอยู่บ้านสบายกว่า ตกลงเลยเป็นหน้าที่ของพ่อที่จะไปซื้อยาจากโรงยา แล้วหลบตำรวจที่เฝ้าโรงยาเอากลับมาบ้าน (หมดอายุความแล้ว ๕๕๕) พ่อได้ดีก็เพราะหลวงรักษาฯ มีอยู่ตอนหนึ่งพ่อหนีโรงเรียนทั้งอาทิตย์ คุณหลวงจับได้ เฆี่ยน ๗ ที (วันละที) แล้วบอกว่าถ้าจับได้อีกจะเพิ่มเป็นเท่าตัว พ่อบอกว่าเข็ด

ตอนจะจบ ม.๘ (สมัยนั้น เท่ากับ ม.๖ สมัยนี้) คุณหลวงแนะนำให้ลองสอบชิงทุนเล่าเรียนหลวง สมัยนั้นในหลวงให้ทุนไปเรียนนอกได้ปีละหนึ่งคน คนที่สอบได้ที่หนึ่งจะไปเรียนอเมริกา อังกฤษ หรือ ฝรั่งเศส ก็ได้ จะเรียนทางไหนก็ต้องไปหาคนสนับสนุนเอาเอง เช่นอยากไปเรียนทางทหารก็ต้องไปติดต่อกับกระทรวงกลาโหมขอให้เขารับอยู่ในสังกัดของกระทรวง พ่อบอกว่าไปสอบได้ที่ดีแต่ไม่ดีพอ (ดูเหมือนผู้ที่ได้รับทุนคือ พลอากาศโทเพิ่ม ลิมปิสวัสดิ์) เลยเรียน ม.๘ ซ้ำ นั่งทำโจทย์อยู่ในห้องพักครูอยู่ตลอดปี (เท่าที่ผมจำได้พ่อบอกว่าเขามีระเบียบว่าถ้าอายุไม่เกินขอบเขตกับคะแนนครั้งแรกดี มีสิทธิ์สอบในปีต่อไปได้) พอปีต่อไปก็สอบชิงทุนอีก ได้ที่ดีขึ้นแต่ก็ดีไม่พอ (ผมคิดว่าปีนั้นศาสตราจารย์ จำรัส ฉายะพงษ์ ได้ทุน) เลยเริ่มเรียน ม.๘ เป็นปีที่สาม พอดีกรมอากาศยาน กองทัพบกประกาศให้ทุนไปเรียนวิศวกรรม ๓ ทุน พ่อมานึกดูก็เห็นว่าไม่ว่าจะเรียนซ้ำกี่ปี ก็คงจะมีคนเก่งกว่าอยู่เรื่อยไป เลยไปสอบชิงทุนกรมอากาศยาน (สมัยนั้นยังไม่ได้แยกมาเป็นกองทัพอากาศ) โชคดีติดหนึ่งในสาม อีกสองคนคือ มรว.สุกสม เกษมสันต์ กับ ศาสตราจารย์หมอ อวย เกตุสิงห์ มีการตรวจร่างกาย แพทย์ที่ทำการตรวจเป็นห่วงว่าอาจารย์หมออวยผอมไปกลัวจะแข็งแรงไม่พอ อาจารย์เลยต้องเปลี่ยนวิถึชีวิตไปรับทุน Humboldt ของเยอรมันในระยะต่อมา  ตกลงไปเรียนอเมริกาทุนกรมอากาศยานกันเพียงสองคน ต่อมา พล อ.โท เพิ่ม ย้ายสังกัดจากกระทรวงกลาโหมมาขึ้นกับกรมอากาศยาน แล้วเข้าเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกันสามคน  สมัยนั้นเขาส่งให้เรียน high school อีกสองปีก่อนให้เข้ามหาวิทยาลัย แต่ มรว.สุกสม กับ พ่อ มีครูดีช่วยบอกไปทางผู้ดูแลนักเรียนไทยที่วอชิงตันว่าไม่น่าต้องเรียนถึงสองปี ปีเดียวก็พอ ม่ายงั้นพ่อคงเป็นนักเรียน ม.๘ อาชีพแน่

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17 ก.พ. 13, 18:56 โดย เทาชมพู » บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30714

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 86  เมื่อ 11 ก.พ. 13, 21:59

มารออ่านว่าคุณพ่อของอาจารย์ไปเรียนที่อเมริกา  เข้าเรียนที่ไหน  ชีวิตที่นั่นเป็นอย่างไรบ้างนะคะ
ยุคนั้นคงมีนักเรียนไทยน้อยมาก
บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7154


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 87  เมื่อ 12 ก.พ. 13, 07:01

พูดถึงเด็กไทยว่ายน้ำเก่งชวนให้นึกถึงที่พ่อเคยเล่าให้ฟัง สมัยเด็กพ่ออยู่เรือนแพที่แปดริ้วจนอายุได้สิบกว่าขวบแล้วถึงมากรุงเทพฯ (เอาไว้เล่าวันหลัง) ตอนอยู่แปดริ้ว ปู่ผมเป็นแพททย์แผนโบราณแต่เสียชีวิตตั้งแต่พ่อยังเล็ก เล่ากันว่าเพราะแกะฝีที่หน้า เหลือแต่ย่าทำขนมขายเลี้ยงครอบครัว ลูก ๕ คน  พ่อบอกว่าบ้านเป็นแพอยู่ข้างแม่น้ำ ผมคิดว่าคงเป็นแม่น้ำบางปะกง ลงเล่นน้ำแทบทุกวัน มีซุงไม้ผูกเป็นแพล่องลงตามแม่น้ำเป็นประจำ เด็กชอบดำน้ำลอดแพไปโผล่อีกข้าง วันหนึ่งพ่อกับเพื่อนดำน้ำจะลอดแพอีก ไม่รู้ว่าแพกว้างกว่าปกติหรือเกิดหลงทางใต้แพ แต่หาทางออกไม่ได้ เกือบจมน้ำตาย หลังจากนั้นทุกครั้งที่เป็นไข้หรือเจ็บหนักจะเพ้อว่าติดอยู่ใต้แพแทบทุกครั้ง

เด็กลุ่มน้ำบางปะกงอ่านแล้วนึกถึงคำบอกเล่าของรุ่นแม่ รุ่นยายที่เล่าให้ฟังถึงความสนุกสนานของเด็กริมน้ำที่มีความซน ผู้ใหญ่เมื่อ ๗๐ ปีก่อนเล่าให้ฟังเสมอว่าในวัยเด็กนั้นชอบเล่นน้ำในแม่น้ำบางปะกงมาก เล่นไปก็กลัวจระเข้ไปว่าจะมางับเอาเด็กไปกิน เมื่อดำน้ำไปก็จะมีเสียงใต้น้ำ (เสียงปลาลิ้นหมามันร้อง) จับกุ้งแม้น้ำโคนต้นเสาได้ตัวใหญ่ ๆ

เรื่องดำน้ำนี่ลีลาก็ไม่แพ้ใคร เรือข้าว (เรือเอี๊ยมจุ๊น) ขนาดใหญ่ ท้าประลองกันลอดใต้ท้องเรือไปโผล่อีกฝั่งได้ (นึกแล้วน่าเสียวไส้ หากว่ายน้ำไม่แข็ง ไม่ยอมโผล่ ก็คงไปโผล่ปากอ่าวเป็นแน่) แต่ก็ผ่านมากันได้ ถึงหน้าแล้วก็เอาเรือเอี๊ยมจุ๊นไปล่มน้ำจืดที่คลองเจ้า (คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต) เอาน้ำมาใช้ และขายบ้างถ้าคนจะซื้อ

ตอนนี้วิถีท้องน้ำว่างเปล่า การคมนาคมสะดวก ทุกอย่างจางหายไปพร้อมกับสายน้ำ ซุงไม้ผูกแพที่คุณศานติเล่ามาผมก็ไม่เคยเห็น เรือเอี๊ยมจุ๊นไปล่มน้ำจืดก็ไม่เคยไป ปล่อยให้ทั้งหมดอยู่กับอดีตอันน่าสนุกหาไหนปาน
บันทึกการเข้า
ศานติ
ชมพูพาน
***
ตอบ: 190

อดีตศัลยแพทย์ช่องอกเส้นเลือด (เกษียณ) ปัจจุบันเป็นช่างไม้


ความคิดเห็นที่ 88  เมื่อ 13 ก.พ. 13, 06:08

ตอนพ่อผมไปเรียนนอกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ มีนักเรียนไทยเรียนอยู่ ๒๓ คน (ดูจาก  Report on the Government Students and His Majesty the King’s Own Students in the U.S.A. -- Oct. 1926 - September 1927)  ลอกชื่อมาเป็นภาษาอังกฤษเพื่อกันเขียนภาษาไทยผิด กับ เผื่อมีใครสนใจว่าสมัยก่อนที่เรายังไม่ได้ถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันแบบถ่ายเสียง (อย่างที่ทำกันสมัยนี้) ว่านักเรียนไทยเขาสะกดชื่อกันอย่างไร เพราะสมัยนั้นนิยมเขียนให้อ่านแล้วรู้ว่ารากศัพท์เดิม (บาลี สันสกฤต) เป็นอย่างไร

Ministry of Agriculture
   Nai Lumchiag Salikorn
   Nai Prayote Purnasri
Department of Aviation
   Nai Mont Sinhseni
   M.C. Visishta Svasti
Ministry of Commerce and Communications
   M.R. Chittin Kasemsri
   Nai Varakich Banhara
Ministry of Finance
   Nai Chirt Yamabhaya
Government Electrical Department
   Nai Kosaiya Sukhavanija
Ministry of the Interior
   Nai Chamras Chayabongse
   Nai Khao na Pomphejara
   Nai Sunh Vasudhara
   Nai Thanad Navanugraha
Ministry of Justice
   Nai Banyong Makara Bhiromya
Ministry of Public Instruction
   Mau Pyn Muangman
   Mau Waht Yemprayura
Department of Royal State Railways   
   Nai Chalem Sukhakit
   M.C. Smargom
Ministry of War
   Nai Bun Mar Prabandhayodhin
   M.L. Chuan Chuen Kambhu
   Nai Perm Limpisvasti
   M.L. Sukshom Kashemsanta
   Nai Vichian Vibulyamonkal
   M.L. Camron Sudasna
   M.C. Swasti-Pradisdh
Privy Purse Department
   M.C. Akas Rabibongs
   M.C. Nondiyavat Svasti
   M.C. Jotisi Devakul
   M.C. Chakrabandhu
   M.C. Prasobsukh

นอกจากนั้นยังมีนักเรียนทุนส่วนตัวที่อยู่ในการดูแลของผู้ดูแลนักเรียนไทย

Private Students Under the Care of Students’ Department
   Boonrod Jayakora
   Boon Chuay Indrambarya
   Miss Chamnong Viravaidya
   Luang Choola
   M.L. Dej Sudasna
   See Sirisinha
   Miss Swai Bunyarat

ผมคิดว่านักเรียนไทยแทบทุกคนเมื่อมาถึงสหรัฐฯ ก็เข้าเรียนชั้นมัธยมปลายอีกก่อนจะเข้ามหาวิทยาลัย โดยมากเขาส่งเข้าโรงเรียนประจำเอกชนที่มีชื่อ (private school) เช่น Wilbraham Academy (Chirt Yamabhaya), Williston Academy (Chamras Chayabongse), Swavely School (Banyong Makara Bhiromya, M.C. Smargom), Peddie School (M.L. Sukshom Kashemsanta, M.C. Chakrabandhu), Mercersburg Academy (Vichian Vibulyamongola), Tabor Academy (M.R. Chittin Kasemsri) โรงเรียนพวกนี้ยังอยู่ เปลี่ยนเป็น co-ed ตามกาลไปบางแห่ง ค่าเล่าเรียนสูงลิ่ว  มีหลายคนที่ตอนพักฤดูร้อนเขาไปเรียนพิเศษที่ค่ายชื่อ Camp Red Cloud มีการติวในวิชาที่อ่อน เช่น อังกฤษ ประวัติศาสตร์ หรือ ฟิสิคส์ (อดเที่ยว หรือ ถึงมีเวลาก็คงไม่มีเงิน)  ดั้งเดิมกรมอากาศยานกำหนดให้ มรว.สุกสม กับพ่อผม เรียน high school สองปีก่อนเข้ามหาวิทยาลัย แต่พอไปติวที่ Camp Red Cloud เขาให้ลองสอบเข้ามหาวิทยาลัย (College Board Examination) ทั้งสองได้คะแนนดีมาก ครูเลยเสนอว่าควรให้เข้ามหาวิทยาลัยเลย ส่วนจำรัส ฉายะพงษ์คะแนนดี แต่ครูเป็นห่วงเรื่องสุขภาพเกรงว่าจะแข็งแรงไม่พอเรียนมหาวิทยาลัย เลยเรียนที่ Williston Academy อีกปี

มรว.สุกสม กับพ่อผม เข้าเรียน MIT ปี ๒๔๗๐ หลักสูตร์วิศวกรรมอากาศยาน แต่สมัยนั้น MIT ยังไม่ออกปริญญาทาง Aeronautical Engineering อาจารย์เลยแนะนำวิชาให้เรียนเพื่อจะได้ปริญญาทาง Mechanical Engineering  ในขณะเดียวกัน เพิ่ม ลิมปิสวัสดื์ ซึ่งได้ทุนเล่าเรียนหลวงไปเรียนที่อังกฤษย้ายมาเรียนที่ MIT  พ่อเล่าให้ฟังว่าเลือกเรียนกันคนละสาขา มรว. สุกสม เรียนทาง Electronics  ส่วน เพิ่ม เรียนทางออกแบบเครื่องยนตร์อากาศยาน พ่อเรียนทางออกแบบเครื่องบิน  ระหว่างเล่นฟุตบอลล์ เพิ่ม กับ พ่อคุยกันเรื่องเรียน ปรากฎว่าต่างคนต่างไม่ชอบวิชาของตน เอยากจะสลับเรียนกัน พอดีกับที่คุณพระเวชยันตรังสฤษดิ์ ซึ่งเป็นแม่กองเทฆนิค กรมช่างอากาศไปที่บอสตัน ท่านเลยสั่งให้พ่อเรียนทางออกแบบเครื่องยนตร์ ให้อาว์เพิ่มเรียนทางออกแบบเครื่องบิน ระหว่างหน้าร้อนทั้งสามคนทำงานในโรงสร้างเครื่องบินต่างแห่งกัน ตอนจบได้ปริญญาตรี ทั้งสามคนเริ่มเรียนปริญญาโทได้ ๑ เทอม กรมอากาศยานมีคำสั่งให้คนที่ได้คะแนนสูงสุดทำปริญญาโทต่อ อีกสองคนให้ฝึกงานในโรงงานสร้างเครื่องบิน สร้างเครื่องยนตร์ เป็นเวลา ๑ ปี อาว์เพิ่มได้คะแนนสูงที่สุด เลยทำปริญญาโทต่อ พ่อไปทำงานที่บริษัท Curtis-Wright บริษัทสร้างเครื่องบินสร้างใบพัด

ระหว่างที่รับราชการอยู่ในกรมช่างอากาศจนกระทั้งลาออกมาทำงานบริษัทตอนหลังสงคราม บริษัท Curtis-Wright ส่งวารสารของบริษัทมาให้เป็นประจำ เมื่อพ่อเสียไปแล้ววารสารก็ยังคงมา ผมเลยเขียนจดหมายไปถึงบรรณาธิการของวารสารบอกให้เขาเลิกส่งเพราะพ่อเสียแล้ว ต่อมาอีกสักเดือนมีจดหมายจากอเมริกามาหลายฉะบับ จากประธานแผนกใบพัด ประธานแผนกเครื่องยนตร์ ฯลฯ มาถึงแม่เพื่อแสดงความเสียใจ ผมถามแม่ว่ารู้จักคนใหญ่คนโตบริษัท Curtis-Wright ด้วยเหรอ แม่บอกว่าพวกนี้เริ่มทำงานบริษัทพร้อมๆกับที่พ่อไปฝึกงาน ก็ติดต่อกันมาตลอด บางทีมาเมืองไทยพ่อก็ต้อนรับ แม่ก็พาภริยาเที่ยว

แม่ผมเก่ง สมัยก่อนตอนที่โรงยาฝิ่นยังไม่ผิดกฎหมาย ฝรั่งอยากดูประดับความรู้ แม่ก็พาไปดู แต่แวะ สน.ลุมพินีก่อน ขอนายร้อยเวรให้มีจ่าตำรวจนำทางเข้าโรงยาแถวถนนพระราม ๔  ผมเคยขอไปด้วยแต่แม่ไม่ยอม บอกว่าอายุน้อยไป (๑๕ - ๑๖) พออายุมากขึ้นก็อดดูเพราะโดนปิดไปหมดแล้ว  แม่บอกว่าไม่มีอะไรน่าดู เป็นโรงยาว ยกพื้นสองข้าง มีผนังกั้นเป็นช่องๆ คนสูบก็นอนครึ่งหลับครึ่งตื่น หนุนหัวด้วยหมอนเครื่องเคลือบดินเผา มีหญิงแก่ๆคอยเอาธูปจึ้ให้ฝิ่นติดไฟ  บอกว่าดูแล้วน่าเวทนา

พูดถึงสมัยเรียน พ่อเล่าให้ฟังว่าเป็นช่วงที่สมเด็จพระราชาบิดากรมหลวงสงขลาฯ ทรงศึกษาการสาธารณะสุขอยู่ที่ฮาร์วาร์ดพอดี เวลามีการเลี้ยงนักเรียนไทยที่อพาร์ตเมนต์ของท่าน ทรงสั่งห้ามพูดภาษาไทยกัน ต้องพูดภาษาอังกฤษ พ่อบอกว่าไม่แน่ใจว่าทรงห้ามเพราะต้องการให้ฝึกอังกฤษกันในระหว่างคนไทยด้วยกัน หรือทรงสงสารนักเรียนหลายๆคนที่ใช้ราชาศัพท์ไม่คล่อง ไม่อยากให้ขายหน้าเชื้อพระวงศ์ที่ร่วมอยู่ด้วย  พ่อเล่าว่าตอนนั้น ร.๙ ยังเพิ่งเริ่มคลาน สมเด็จพระราชบิดาเลยเอาเชือกผูกข้อพระบาทไว้กับขาโต๊ะ จะได้ไปไม่ได้ไกล กลัวนักเรียนจะสะดุด

ไปค้นเจอรูปเก่าๆ หนุ่มสามคนบนเรือเดินสมุทร์ ผมว่าคงตอนสามคนไปเรียนเมืองนอกด้วยกัน จากซ้ายไปขวาของผู้อ่าน คือ  พ่อผม  มรว.สุกสม เกษมสันต์ กับ จำรัส ฉายะพงษ์



คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30714

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 89  เมื่อ 13 ก.พ. 13, 10:14

คุณพ่อหล่อระดับพระเอกหนังสมัยนั้นเชียวค่ะ  ยิงฟันยิ้ม

พยายามถอดชื่อและนามสกุลเป็นไทย
Ministry of Agriculture
   Nai Lumchiag Salikorn            ถอดไม่ถูก
   Nai Prayote Purnasri               นายประโยชน์ พรรณศรี
Department of Aviation
   Nai Mont Sinhseni                  นายมนต์ สิงหเสนี
   M.C. Visishta Svasti               หม่อมเจ้าวิศิษฏ?  สวัสดิ(วัตน์?)
Ministry of Commerce and Communications
   M.R. Chittin Kasemsri            ม.ร.ว. จิตติน เกษมศรี
   Nai Varakich Banhara             นายวรกิจบรรหาร
Ministry of Finance
   Nai Chirt Yamabhaya             นายเชิด  ยมาภัย
Government Electrical Department
   Nai Kosaiya Sukhavanija         นายโกไศย   สุขะวณิช
Ministry of the Interior
   Nai Chamras Chayabongse      นายจำรัส  ชัยพงศ์
   Nai Khao na Pomphejara         นายขาว ?  ณ ป้อมเพ็ชร์
   Nai Sunh Vasudhara               นายสัณห์   วสุธาร
   Nai Thanad Navanugraha        นายถนัด นาวานุเคราะห์
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7 8 ... 12
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.087 วินาที กับ 19 คำสั่ง