เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 12
  พิมพ์  
อ่าน: 76653 เมื่อคุณตา คุณยายยังเด็ก
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7153


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 30  เมื่อ 24 ม.ค. 13, 09:29

เรื่องตารอดปอดแฉ่ง นี้เป็นนิทานหรือเรื่องจริงครับเนี่ย....ถ้าเป็นเด็ก ๆ ฟังแค่เรื่องย่ามแดงก็น่ากลัวมากแล้ว ขยิบตา ขยิบตา
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30617

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 31  เมื่อ 24 ม.ค. 13, 10:18

ดิฉันไม่ทราบเหมือนกัน ว่าเรื่องตารอดปอดแฉ่งมีที่มาจากเรื่องจริงหรือเปล่านะคะ    ตอนเล่ากระทู้นี้ ไปถามลุงกู๊กถึงที่มาของเรื่องนี้
พบว่าพระยาโกมารกุลมนตรีเขียนขึ้นเป็นเรื่องสั้น  แต่อ่านแล้ว เข้าใจว่าท่านอาจเล่าจากเรื่องที่เคยได้ยินมาก่อน   ถ้าหากว่าเป็นเรื่องจริง มันก็ถ่ายทอดแบบมุขปาฐะ(Oral tradition) แพร่หลายมาก่อนคุณยายเกิด

มาเล่าถึงผู้ร้ายคนสุดท้ายที่คุณยายฟังจากผู้ใหญ่เล่ากันดีกว่า
************************
ผู้ร้ายอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นที่หวาดกลัวกันมากในสมัยคุณยายยังเด็ก   ชื่อบุญเพ็ง  มีฉายาว่าบุญเพ็ง หีบเหล็ก   ผู้ใหญ่เล่าว่าบุญเพ็งเป็นพระบวชอยู่ในกรุงเทพนี่เอง    มีหญิงคนหนึ่งไปทำบุญกับพระบุญเพ็งเป็นประจำ  แต่งทองเต็มตัว   บุญเพ็งโลภอยากได้ทองจึงฆ่าผู้หญิง  เอาศพยัดใส่หีบเหล็ก แล้วเอาไปถ่วงน้ำ  แต่หีบลอยขึ้นมาชาวบ้านไปเจอเข้า     สืบสวนได้ความจริงว่าบุญเพ็งคือฆาตกร  เขาก็เลยถูกประหารให้ตายตกไปตามกัน

ในสมัยโน้น  ตามบ้านเรือนไม่มีตู้เสื้อผ้า   เสื้อผ้าและข้าวของต่างๆเก็บเอาไว้ในหีบ วางไว้บนพื้นชิดกับผนังห้อง     หีบบางใบก็ใหญ่ขนาดคนลงไปขดตัวนอนได้  แต่เป็นหีบไม้   แต่มีห่วงกุญแจทำด้วยเหล็ก   หีบไม้พวกนี้ถ้าทิ้งลงน้ำ มันคงจะลอยเพราะไม้เบากว่าน้ำ   คุณยายไม่ทราบว่าหีบเหล็กของบุญเพ็งเป็นอย่างไรถึงลอยน้ำได้   แต่ก็ทำเอากลัวหีบใหญ่ๆไปเลย      เมื่อก่อนคุณยายกับพี่ๆน้องๆเล่นซ่อนหากัน   บางคนก็ลงไปซ่อนในหีบ   ตั้งแต่คุณยายรู้เรื่องบุญเพ็ง หีบเหล็ก  คุณยายไม่ยอมเปิดหีบใบใหญ่ๆอีกเลย
นิทานพวกนี้ทำให้คุณยายสงบเสงี่ยม หายซน  ยอมนั่งอยู่ใกล้ผู้ใหญ่ต่อมาอีกนาน
                                                                                            "เทาชมพู"
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30617

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 32  เมื่อ 24 ม.ค. 13, 10:20

เรื่องของบุญเพ็ง หีบเหล็กที่มีรายละเอียดต่างๆกันไป   หาอ่านได้ในอินเทอร์เน็ตนะคะ
แต่ที่คุณยายได้ยินมา ก็คือบุญเพ็งฆ่าผู้หญิงคนเดียวเท่านั้น   ไม่ได้เป็นฆาตกรฆ่าใครต่อใครมากมายอย่างที่เล่ากันในยุคหลัง
บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7153


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 33  เมื่อ 24 ม.ค. 13, 10:30

เรื่องของบุญเพ็ง หีบเหล็กที่มีรายละเอียดต่างๆกันไป   หาอ่านได้ในอินเทอร์เน็ตนะคะ
แต่ที่คุณยายได้ยินมา ก็คือบุญเพ็งฆ่าผู้หญิงคนเดียวเท่านั้น   ไม่ได้เป็นฆาตกรฆ่าใครต่อใครมากมายอย่างที่เล่ากันในยุคหลัง

เรื่องนี้เคยเห็นหีบ ครับ ที่จริงมันคือ กำปั่นเหล็ก ดีดีนั้นเองครับ .. สำหรับการประหารนักโทษนี้ก็กระทำที่วัดภาษี แถวเอกมัยนี่เอง
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30617

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 34  เมื่อ 24 ม.ค. 13, 12:06

น่าจะหน้าตาอย่างนี้


บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1277


ความคิดเห็นที่ 35  เมื่อ 24 ม.ค. 13, 15:40

เรื่องตารอดนี่ยังกะหนังจีนเรื่องซาลาเปาเนื้อคนเลยครับ แต่สงสัย เนื้อคนมันจะเอาไปทำน้ำยาขนมจีนได้อย่างไร  เพราะรสสัมผัสของเนื้อมันคนละอย่างเลยแฮะ ไม่น่าทดแทนกันได้เลย สงสัยเรื่องนี้จะเป็นเรื่องเล่าตามจินตนาการมากกว่า
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30617

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 36  เมื่อ 24 ม.ค. 13, 16:45

ก็สงสัยเหมือนกัน ว่าขนมจีนที่แม่ตุ๊กกะตาทำขาย น่าจะเป็นขนมจีนแกงเนื้อมากกว่าน้ำยา    ถ้างั้นละก็  เอาเนื้อคนแทนเนื้อวัวได้อร่อยเพราะเนื้อคนคงนุ่มกว่า  อาจจะเหมือนเนื้อสันใน
แต่ไปหาในอินทรเนตร    เจอบล็อคที่มีผู้ถ่ายทอดข้อความจากเรื่องสั้นของพระยาโกมารกุลมนตรี  ว่า

"ตารอดแนะว่า  ถ้าจะให้น้ำยาอร่อยแล้ว  ควรใช้เนื้อคนซึ่งเป็นสิ่งที่ตารอดพอที่จะช่วยเหลือให้แม่ตุ๊กกะตาได้  แม่ตุ๊กกะตาเมื่อได้ยินคำแนะนำอันนี้  ในชั้นแรกคิดว่าตารอดพูดเล่นก็หัวเราะเสีย  แต่ตารอดพูดอย่างหน้าตาขึง  และชี้แจงว่า  ถ้าใช้เนื้อคนแล้วเป็นอันตัดเครื่องน้ำยาได้ ถึงสามอย่าง  คือปลาร้า  ปลาเค็ม  และน้ำปลาช่อน  เป็นการทุนค่าโสหุ้ยไม่ต้องลงทุนมาก   และขนมจีนน้ำยาของแม่ตุ๊กกะตาก็จะขายดี  
แม่ตุ๊กกะตาอิดเอื้อนไม่ย่อมทำตามคำแนะนำ  แต่ตารอดอ้อนวอนขอให้ลองสักวันหนึ่งถ้าเห็นว่าไม่ดีจริงอย่างคำตารอดก็อย่าทำต่อไปก็แล้วกัน  ในที่สุดแม่ตุ๊กกะตาก็ยอม  ค่ำลงตารอดก็นำเนื้อคนที่ตายมาได้สามวันไปให้แม่ตุ๊กกะตา  หล่อนเอาเนื้อนั้นใส่ครกโขลกแทนเนื้อปลา"


มานึกอีกทีว่าสมัยหนึ่งร้อยกว่าปีก่อน   แม่ค้าหาบของขายคงไม่ขายแกงเนื้อ หรือแกงไก่ เพราะราคาแพง    เป็นอาหารสำหรับเศรษฐีคหบดี     ชาวบ้านร้านถิ่นทั่วไปกินปลากันมากกว่า เพราะมีอุดมสมบูรณ์ในแม่น้ำลำคลอง    แม่ตุ๊กกะตาจึงขายขนมจีนน้ำยา  
แต่มาสงสัยว่าเนื้อคนที่ตายไป 3 วันแล้ว ในสมัยที่ไม่มีน้ำแข็ง ไม่มีฟอร์มาลีน   ยังสดอยู่อีกหรือคะ?
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10734



ความคิดเห็นที่ 37  เมื่อ 25 ม.ค. 13, 10:47

ตอนเด็ก ๆ ผู้ใหญ่เคยเตือนว่าอย่าเที่ยวออกไปเดินเล่นนอกบ้าน เดี๋ยว "ซีอุย" จะจับไปกินตับ จำได้ว่าแถวบ้านเงียบเชียบไปหมด ไม่ใคร่มีใครกล้าออกไปเล่นนอกบ้าน

ซีอุยเป็นใคร ทุกท่านน่าจะรู้จัก เคยเอาเรื่องไปสร้างเป็นภาพยนตร์ด้วยซ้ำ ตัวจริงตอนนี้ก็ยังอยู่ที่ศิริราช

แต่ใครเคยมีประสบการณ์ตรง เคยถูกเตือนเรื่องซีอุยอย่างนี้บ้างเอ่ย

บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7153


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 38  เมื่อ 25 ม.ค. 13, 14:19


แต่มาสงสัยว่าเนื้อคนที่ตายไป 3 วันแล้ว ในสมัยที่ไม่มีน้ำแข็ง ไม่มีฟอร์มาลีน   ยังสดอยู่อีกหรือคะ?


ร่างกายมนุษย์เมื่อสิ้นชีวิตลง ภายใน 36-48 ชั่วโมงผิวหนังจะเริ่มหลุดลอกออก มีก๊าซในร่างกายมาก ทำให้บวม ลิ้นจุกปาก ตาถลนเป็นกระบวนการเน่า และเมื่อเน่าเต็มที่คือ 72 ชั่วโมงน้ำเหลืองจะไหลเยิ้มและศพบวมเป่งเนื่องจากมีก๊าซอยู่ในตัวมาก

ถ้าตารอดไปจัดการเอาเนื้อศพมาได้ ก็ถือว่าอดทนมากในการสู้กับกลิ่นและเนื้อที่เน่าเฟะ ครับ ลังเล
บันทึกการเข้า
:D :D
นิลพัท
*******
ตอบ: 2333


ความคิดเห็นที่ 39  เมื่อ 26 ม.ค. 13, 00:04

 ถ้าใช้เนื้อคนแล้วเป็นอันตัดเครื่องน้ำยาได้ ถึงสามอย่าง  คือปลาร้า  ปลาเค็ม  และน้ำปลาช่อน  


 แสดงว่าเนื้อคงจะเน่าได้ที่ มีกลิ่นเหมือนปลาร้า ปลาเค็ม มั้งคะ  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30617

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 40  เมื่อ 26 ม.ค. 13, 08:56

ทำท่าว่าขนมจีนน้ำยาแม่ตุ๊กกะตาจะได้ขึ้นเมนูห้องวิเสทนิยมซะแล้ว


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30617

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 41  เมื่อ 26 ม.ค. 13, 09:06

ตอนเด็ก ๆ ผู้ใหญ่เคยเตือนว่าอย่าเที่ยวออกไปเดินเล่นนอกบ้าน เดี๋ยว "ซีอุย" จะจับไปกินตับ จำได้ว่าแถวบ้านเงียบเชียบไปหมด ไม่ใคร่มีใครกล้าออกไปเล่นนอกบ้าน

ซีอุยเป็นใคร ทุกท่านน่าจะรู้จัก เคยเอาเรื่องไปสร้างเป็นภาพยนตร์ด้วยซ้ำ ตัวจริงตอนนี้ก็ยังอยู่ที่ศิริราช

แต่ใครเคยมีประสบการณ์ตรง เคยถูกเตือนเรื่องซีอุยอย่างนี้บ้างเอ่ย



จำเรื่องซีอุยได้ค่ะ  ทำเอาเด็กเล็กเด็กโตกลัวกันไปทั่วประเทศ    ในสมัยนั้นเราไม่รู้จักคำว่าฆาตกรโรคจิต  รู้แต่ว่ามันสยองมากที่มีคนกินเนื้อคนเกิดขึ้นในประเทศไทย

คุณวิกี้เล่าเรื่องซีอุยไว้ว่า

ซีอุย มีชื่อจริงว่า หลีอุย แซ่อึ้ง แต่คนไทยเรียกเพี้ยนเป็น ซีอุย เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2470 ที่เมืองซัวเถา โดยเป็นลูกคนที่ 3 จากจำนวนพี่น้องทั้งหมด 12 คน ของนายฮุนฮ้อ กับ นางไป๋ติ้ง แซ่อึ้ง ในครอบครัวยากจนที่ทำการเกษตร เมื่อยังเป็นเด็กและเป็นวัยรุ่น ซีอุยมีส่วนสูง 150 เซนติเมตรเท่านั้น จึงมักถูกรังแกอยู่เสมอ จนกระทั่งมีนักบวชรูปหนึ่งได้แนะนำเขาว่า ถ้าอยากจะมีร่างกายแข็งแรงต้องกินเนื้อหรืออวัยวะมนุษย์ ซึ่งคำสอนนี้ได้ฝังอยู่ในใจซีอุยมาเสมอ

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2488 ซีอุยอายุครบ 18 ปีเต็ม ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารรบในสงครามโลกครั้งที่สอง เขาประจำอยู่หน่วยรบทหารราบที่ 8 ในขณะที่จีนและญี่ปุ่นทำสงครามกันอยู่ เขาถูกส่งไปรบในสมรภูมิพม่าแนวสนามรบตามรอยต่อตะเข็บแดนของจีน เป็นเวลาถึงหนึ่งปีเต็มที่ซีอุยต้องเผชิญกับความลำบากและเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายตลอด อาหารก็ขาดแคลน ขณะที่เพื่อนทหารก็ทยอยตายไปเรื่อย ๆ จากการสู้รบ ซีอุยจึงได้ลิ้มรสชาติเนื้อมนุษย์เป็นครั้งแรกจากที่นี่ เมื่อสงครามสงบ ซีอุยถูกปลดจากการเป็นทหาร ด้วยความแร้นแค้น ซีอุยถูกเพื่อน ๆ ชักชวนให้เข้ามาหางานทำในเมืองไทย โดยหลบหนีเข้าเมืองมาด้วยการเป็นกรรมกรรับจ้างในเรือขนส่งสินค้าชื่อ "โคคิด" เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2489 ด้วยการหลบซ่อนมาเป็นเวลา 3 สัปดาห์เต็ม โดยขึ้นฝั่งที่ท่าเรือคลองเตย และหลบซ่อนตัวในโรงแรมห้องแถวเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ต่อมาได้เดินทางไปยังอำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อไปหาญาติ ที่นั่น ซีอุยทำงานด้วยการรับจ้างทำสวนผักและรับจ้างทั่วไปเป็นเวลานานถึง 8 ปีเต็ม ก่อนที่ซีอุยจะก่ออาชญากรรม โดยที่ซีอุยมีนิสัยชอบเกาหัวและหาวอยู่เสมอ ๆ มีบุคลิกชอบเก็บตัว

ซีอุยได้จับเด็กมาผ่าเอาตับมากินโดยเชื่อว่าเชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะ โดยได้ทำการฆ่าเด็ก 3 รายแรก ที่ อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก่อนที่จะหลบหนีไปโดยรถไฟและก่อเหตุอีกที่งานฉลองตรุษจีนที่บริเวณองค์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม เมื่อปี พ.ศ. 2500 สุดท้ายถูกจับได้หลังจากคดีฆาตกรรมในจังหวัดระยอง เมื่อปี พ.ศ. 2501 ซึ่งมีเพียงเหยื่อรายแรกและเป็นรายเดียวเท่านั้นที่รอดชีวิตมาได้ เป็นเด็กผู้หญิงอายุ 8 ขวบในขณะนั้น (พ.ศ. 2497) ซึ่งสุดท้ายเขาถูกจับขังคุกและประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า เพราะในระหว่างดำเนินคดี 9 วัน ซีอุยยอมรับสารภาพว่าเป็นคนลงมือ 7 คดี และจิตแพทย์ลงความเห็นว่า ซีอุยไม่ได้เป็นบ้า ในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2502

ภายหลังมีการสืบค้นคดีโดยรายการโทรทัศน์ บางอ้อ ทางช่อง 9 รวมทั้งรายการ ย้อนรอย ทางไอทีวี มีหลักฐานพยานและรูปคดีที่บ่งชี้ว่า ซีอุย ไม่ได้ฆ่าเด็กทุกคน มีเพียงเด็กคนสุดท้ายเท่านั้นที่เป็นหลักฐานมัดตัว ขณะตำรวจได้เข้าจับกุมหลังจากซีอุยลงมือฆ่า และอวัยวะในร่างกายของเหยื่อทุกรายก็ไม่ได้สูญหาย จึงเป็นที่สงสัยว่าเหตุใด ซีอุย จึงรับสารภาพว่าเป็นผู้ฆ่าเหยื่อทุกราย และนำอวัยวะมากิน ซึ่งก็ยังเป็นประเด็นของรูปคดีที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้แน่ชัดในปัจจุบัน บ้างก็เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ของไทยได้ให้สัญญากับซีอุยว่าให้ซีอุยรับสารภาพ แล้วจะจัดการให้ได้กลับเมืองจีน ด้วยความที่ไม่จัดเจนในภาษาทำให้ซีอุยรับสารภาพ และถูกประหารชีวิตในที่สุด ซึ่งชาวบ้านร่วมสมัยที่ยังอาศัยในพื้นที่บางคนที่ยังมีชีวิตอยู่เชื่อว่าซีอุยไม่ได้เป็นฆาตกรตัวจริง

ปัจจุบัน ศพของซีอุยถูกเก็บเพื่อนำมาตรวจสอบ โดยเก็บรักษาไว้ที่โรงพยาบาลศิริราช โดยยังคงถูกเรียกชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า "พิพิธภัณฑ์ซีอุย"
****************
เนื้อความข้างบนนี้แตกต่างจากที่เคยได้ยินมานิดหน่อย   ตรงที่สาเหตุการกินเนื้อมนุษย์ คือเล่ากันว่าสมัยซีอุยเป็นทหาร  ในสมรภูมิอดอยากมาก  ทหารที่รอดตายต้องกินเนื้อเพื่อนทหารด้วยกันเองประทังชีวิต   ซีอุยกินแล้วเลิกไม่ได้  ก็เลยฆ่าเด็กเป็นเหยื่อ  จนถูกตำรวจจับได้
บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7153


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 42  เมื่อ 26 ม.ค. 13, 10:32

ตอนเด็ก ๆ ช่อง ๕ สถานีกองทัพบก ราวเมื่อ ๓๐ ปีก่อน นำเรื่องซีอุยมาฉายตอนบ่าย ๆ ติดกันเกรียว ทั้งกลัว ทั้งตื่นเต้นครับ....

พิพิธภัณฑ์ซีอุย อยู่ที่ศิริราช เคยเข้าไปดูครับ จะพบกว่ายืนพิงข้างตู้ พร้อมกับนักโทษยิงเป้าอีก ๒--๓ รายที่ทางโรงพยาบาลจับสตาฟ์ไว้ครับ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30617

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 43  เมื่อ 26 ม.ค. 13, 10:33

โรงเรียนฝรั่ง

เด็กๆในยุคของคุณยายเริ่มเล่าเรียนเมื่ออายุประมาณ 8 ขวบ   พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตราพระราชบัญญัติประถมศึกษาให้เด็กๆ ทั้งชายหญิงมีโอกาสได้เล่าเรียนจนจบชั้นประถมทั่วหน้ากัน    ผู้ปกครองจึงต้องส่งลูกหลานไปโรงเรียน อย่างน้อยก็ต้องจบชั้นประถม  อ่านออกเขียนได้    
โรงเรียนที่มีอยู่ในสมัยที่คุณยายโตพอจะเล่าเรียนได้ แบ่งง่ายๆเป็น 3 ประเภทคือโรงเรียนหลวง  โรงเรียนราษฎร์และโรงเรียนประชาบาล    ตัวอย่างเช่น โรงเรียนหลวงก็อย่างร.ร.สวนกุหลาบ สำหรับนักเรียนชาย  ร.ร.สตรีวิทยา สำหรับเด็กผู้หญิง  เด็กที่เข้าเรียนมักเป็นลูกหลานขุนนางข้าราชการ    ส่วนร.ร.ราษฎร์ที่คุณยายจำได้ คือร.ร.ราชินี สำหรับเด็กผู้หญิง     โรงเรียนประชาบาลมักจะเป็นโรงเรียนที่อาศัยสถานที่ของวัด  ให้เรียนรวมกันทั้งเด็กชายและเด็กหญิง

คุณยายเกิดมาในบ้านใหญ่ มีหลายครอบครัวรวมกัน   คุณยายจึงมีญาติพี่ๆน้องๆวัยไล่เลี่ยกันหลายคน   ถึงเวลาเข้าโรงเรียนก็เข้ากันพรึ่บเดียวเป็นกลุ่มใหญ่    คุณปู่ของคุณยายผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว จึงต้องเลือกร.ร.ที่หลานชายหลานสาวไปโรงเรียนพร้อมกันได้ในตอนเช้า เย็นก็รับกลับพร้อมกันทีเดียว ไม่ต้องแยกย้ายกันไปเรียนคนละทิศละทาง    ท่านจึงเลือกร.ร.ที่เด็กๆนั่งเรือจากบ้านพร้อมๆกันไปได้สะดวก  คือโรงเรียนฝรั่งที่อยู่ใกล้บ้าน แค่ออกจากคลองสาน   แจวเรือข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยาไปก็ถึง  คือร.ร.อัสสัมชัญสำหรับลูกหลานชาย และร.ร.อัสสัมชัญคอนแวนต์สำหรับลูกหลานหญิง

สมัยนั้นตรงข้ามกับสมัยนี้  ร.ร.ฝรั่งในกรุงเทพไม่เป็นที่นิยมเท่าร.ร.ไทย โดยเฉพาะร.ร.ที่ก่อตั้งโดยพระมหากษัตริย์และเจ้านาย   พ่อแม่บางคนก็กลัวไปเองว่าลูกไปเรียนร.ร.ฝรั่งแล้วจะเปลี่ยนใจไปเข้ารีต คำนี้แปลว่าเปลี่ยนไปนับถือคริสตศาสนา      แต่คุณปู่ของคุณยายเล็งเห็นว่าต่อไปคนไทยมีแต่จะต้องติดต่อสื่อสารกับฝรั่งต่างประเทศอย่างเลี่ยงไม่ได้  นับวันก็จะมากขึ้น    จึงควรจะให้ลูกหลานรู้วิชาของฝรั่งเอาไว้      และเหตุผลสำคัญอีกอย่างคือค่าเล่าเรียนในร.ร.ฝรั่งถูกกว่าร.ร.ไทย    ในเมื่อต้องส่งหลานเด็กๆเกือบ 10 คนไปเรียนพร้อมกัน  ร.ร.ฝรั่งก็เหมาะกว่า
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30617

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 44  เมื่อ 26 ม.ค. 13, 10:40

หมายเหตุจากข้างบนนี้
ดิฉันไม่เคยได้ยินคุณยายเล่าว่าค่าเล่าเรียนในร.ร.ฝรั่งถูกกว่าร.ร.ไทย      แต่เป็นคำบอกเล่าจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง เล่าให้ดิฉันฟังเอง
เมื่อไปเปิดพ.ร.บ.ประถมศึกษาสมัยรัชกาลที่ 6 อ่าน พบว่าเด็กๆสมัยนั้นเรียนชั้นประถมฟรี   เป็นการศึกษาภาคบังคับทึ่รัฐให้เด็กทุกคนได้เรียน    ก็เข้าใจว่าคุณยายและพี่ๆน้องๆเรียนในร.ร.ราษฎร์ คงจะต้องจ่ายค่าเทอม   ซึ่งไม่ได้ประหยัดตรงไหนเลย     
หรืออาจจะไปประหยัดสมัยเรียนชั้นมัธยมศึกษา พ้นจากภาคบังคับแล้วละมังคะ 

ข้อนี้เปิดไว้เป็นคำถาม ให้ท่านผู้รู้มาชี้แจงค่ะ

บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 12
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.046 วินาที กับ 19 คำสั่ง