เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 8 9 [10] 11 12
  พิมพ์  
อ่าน: 76176 เมื่อคุณตา คุณยายยังเด็ก
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30481

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 135  เมื่อ 25 ก.พ. 13, 08:51

เอ แปลกจริง
ดิฉันจำชื่อบราเดอร์ฮีแลร์ได้ เพราะเคยได้ยินจากปากคุณพ่อผู้เป็นศิษย์เก่าเซนต์คาเบรียล ไม่ใช่อัสสัมชัญ      ที่จำแม่นเพราะว่าเพื่อนๆคุณพ่อที่มีลูกชาย อยากให้ลูกเข้าเซนต์คาเบรียล แต่ว่าทำเองไม่ได้ ก็มาขอฝากคุณพ่อให้พาเข้า      คุณพ่อใช้สิทธิ์ของศิษย์เก่าที่บราเดอร์ฮีแลร์รู้จักดี เอาลูกชายเพื่อนไปฝากฝังโดยตรง    เข้าร.ร.ได้หลายคน     บ้านไหนมีลูกชายหลายคน   พี่ชายเข้าได้น้องชายก็เข้าตามไปด้วย
ลูกชายเพื่อนคุณพ่อก็อยู่ในยุคเดียวกับท่านนวรัตนดอทซีนี่แหละค่ะ

คุณพ่อเอ่ยชื่อบราเดอร์ฮีแลร์อยู่หลายครั้ง ด้วยความเคารพนับถือ  ไม่เคยเอ่ยถึงบาทหลวงมงฟอร์ดหรือท่านอื่นใดในอัสสัมชัญเลยละค่ะ
บันทึกการเข้า
ศานติ
ชมพูพาน
***
ตอบ: 190

อดีตศัลยแพทย์ช่องอกเส้นเลือด (เกษียณ) ปัจจุบันเป็นช่างไม้


ความคิดเห็นที่ 136  เมื่อ 25 ก.พ. 13, 09:34

จำชื่อหลวงพ่อไม่ได้ จำได้แต่เลขประจำตัวตอนอยู่ ซ.ค.

อีกอย่างที่จำได้คือที่เซ็นต์คาเบรียลมีบุคคลสามประเภท Father, Brother กับ Master   Master ได้แก่ครู อาจถือศาสนาคริสต์แต่ไม่ได้บวชเรียนมา  Father เป็นพระในนิกายแคธอลิค  จำได้คล้ายกับว่าทั้ง รร.มีคนเดียว แตไม่แน่ใจ  ส่วน Brother ผมลองค้นดู คล้ายจะตรงกับคำว่า Lay brother ดูท่าทีคล้ายจะปฏิบัติตามวินัยของพระ แต่ไม่ได้เล่าเรียนมาทางด้านศาสนา ไม่ได้ผ่านการบวชเป็นพระ อาจเป็นครู เป็นช่างไม้ เป็นหมอ ฯลฯ หรืออาชีพอื่นก็ได้  จำได้ดีก็ Brother Gregg คุมห้องขายสมุด หนังสือ เครื่องเขียน
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10684



ความคิดเห็นที่ 137  เมื่อ 25 ก.พ. 13, 10:42

อักษร ฟ. ในชื่อของภารดาฮีแลร์ มาจากภาษาฝรั่งเศสว่า frère ที่ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Brother คือ ภารดา ในภาษาไทย เป็นชื่อในทางศาสนา (ศาสนนาม) ชื่อจริงของท่านคือ ฟรังซัว ดูเวอเนท์ Fronçois Touvenet

คุณ วิกกี้ อธิบายว่า ในคริสตจักรโรมันคาทอลิก ภราดาฆราวาส เรียกโดยย่อว่า ภราดา หมายถึงบุรุษที่เป็นสมาชิกคณะนักบวชคาทอลิก แต่ไม่ได้รับศีลอนุกรมขั้นใด ๆ ดังนั้นจึงไม่อาจโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์ได้ การเรียกว่า "ภราดาฆราวาส" เพื่อให้ต่างจากผู้ได้รับศีลบวชแล้วหรือจะรับศีลบวชต่อไป แม้จะมีชื่อว่า “ฆราวาส” แต่ภราดาฆราวาสก็มีสถานะเป็นนักบวชคาทอลิก เพราะได้ถือคำปฏิญาณของนักบวชเพื่อรับใช้พระเป็นเจ้าผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่คณะนักบวชที่ตนสังกัดได้กำหนดไว้ คณะนักบวชชายแต่ละคณะอาจกำหนดบทบาทหน้าที่ของภราดาฆราวาสแตกต่างกันไป

ฟ.ฮีแลร์ จึงไม่ใช่บาทหลวง ไม่ใช่คุณพ่อ (Father)

แต่คือ ภารดาฮีแลร์

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30481

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 138  เมื่อ 26 ก.พ. 13, 21:41

เห็นหนุ่มน้อยแล้ว  อยากเห็นสาวน้อยฝาแฝด  ยังเก็บรูปไว้หรือเปล่าคะ


บันทึกการเข้า
ศานติ
ชมพูพาน
***
ตอบ: 190

อดีตศัลยแพทย์ช่องอกเส้นเลือด (เกษียณ) ปัจจุบันเป็นช่างไม้


ความคิดเห็นที่ 139  เมื่อ 27 ก.พ. 13, 09:00

ขอค้นก่อนครับ ตอนนี้มีเล่าต่อถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

พอกรุงเทพเริ่มโดนทิ้งระเบิด ก็ย้ายออกไปนอกเมืองไปอยู่กับเพื่อนแม่ ที่เราเรียกกันว่า Aunt Mary ที่ซอยแยกจากซอยพร้อมพงษ์ จำชื่อไม่ได้ พร้อมอะไรสักอย่าง สมัยนั้นนับว่าไกลออกไปมาก มีบ้านไม่กี่หลัง บางคืนก็มีการทิ้งระเบิดในเมือง แต่แถวนั้นปลอดภัย ต่อมากรมช่างอากาศย้ายไปโคราชทั้งกรม ไปตั้งอยู่ตำบลปรุใหญ่ มีบ้านทหารอากาศเรียงไปตลอดตั้งแต่วัดไหม่ วัดกองพระทราย วัดหลักร้อย จนถึงวัดสวนพริกไทย เป็นเรือนไม้ ฝาไม้ไผ่ที่เอามาผ่าแล้วแบะออกมา (ไมทราบเขาเรียกอะไร) ผนังระหว่างห้องเป็นไม้ไผ่ขัดแตะ ยกพื้นพอเดินลอดได้สบาย น่าอยู่ดีเหมือนกัน

วันแรกที่ไปถึงระหว่างที่ผู้ใหญ่เขาไปทำโน่นทำนี่ ผมก็ถือโอกาสเดินข้ามถนนไปที่ลานวัดกองพระทราย เด็กๆแถวนั้นคงไม่เคยเห็นเด็กหน้าตาเป็นฝรั่งเลยมากันหลายคน ได้เป็นเพื่อนกันแต่แรกเลย มีคนหนึ่งถามผมว่า ไปดูค้วยไหม ทีแรกสะดุ้งไม่แน่ใจว่าจะไปดูอะไร แต่ก็ตามเขาไปดูควายในไร่ ตอนนั้นต้องอาศัยไปเรียน รร.ศิริวิทยากร ในเมือง น้องอยู่ ป.๒ ผมอยู่ ป.๔  เรียนไปได้สองวันครุบอกแม่ว่าจะเลื่อนขั้นให้น้องสองคนเรียน ป.๓  แต่เลื่อนให้ผมไม่ได้เพราะเป็นชั้นประโยค อีกไม่กี่เดือนกรมช่างอากาศก็ย้าย รร.ช่างฝีมือ ชอ.มาโคราช  เด็กๆก็เลยไม่ต้องนั่งรถกุดังเข้าเมืองทุกเช้า

แรกไปถึงไม่มีใครช่วยทำกับข้าว แม่ต้องทำเอง แม่อยากจะทำอาหารไทยพวกแกงต่างๆ สมัยนั้นตำราทำกับข้าวไม่มี อาศัยบอกกันต่อๆ  แม่ทราบว่าภริยาของนายนาวาโท เขียน โสมนะพันธ์ ขื่อคุณลมัย ทำกับข้าวเก่ง เลยส่งผมไปขอจดตำรับแกงต่างๆ เป็นภาษาอังกฤษ คุณลมัยก็ใจดี อุตส่าห์นั่งบอกคำบอกให้ผมแปลแล้วจดเป็นอังกฤษ เครื่องเทศไหนที่ไม่รู้ก็เอามาเป็นตัวอย่างเพราะไม่รู้ชื่ออังกฤษ  จำไม่ได้ว่าแม่ทำแกงได้อร่อยแค่ไหน เพราะพอดีมีพวกนายทหารหนุ่มๆโสด เพิ่งจบจุฬาฯ ที่เป็นนายทหารสังกัด ชอ. ๒ ที่พ่อเป็นหัวหน้าอยู่ (คนที่เคยทำงานกับพ่อเรียกพ่อว่า หัวหน้า ทุกคน แม้จนกระทั่งตอนออกจากราชการมาหลายปีแล้ว) เริ่มมากินข้าวเย็นที่บ้านแทบทุกคืน มือเย็นแม่ไม่ต้องเข้าครัวเลย สี่ห้าคนแบ่งหน้าที่กันหมด ทีจำได้มี ศุลี มหาสันทนะ  บูชิต บุนนาค  ไพโรจน์ สนิทวงศ์  ชำนาญ … กับ อีกคนที่ผมนึกชื่อไม่ออก เป็นคนทำกับข้าวเก่ง คนอื่นเป็นคนชิม แม่ไปเห็นคนชิมคนหนึ่งชิมขาไก่ทั้งขา เลยไล่ออกจากครัว  สนุกกันดี คุณบูชิต ออกยิงนกเป็ดน้ำบ่อยๆ มีมาแกงเป็นประจำ ตอนหลังที่บ้านเลี้ยงเป็ดเอง คุณบูชิตก็จัดการเรื่องเป็ดอีก ผมมีหน้าที่ทำความสะอาดตะเกียงโคมรั้ว เติมน้ำมัน กับจุดตะเกียง เดือนหนึ่งเขาจ่ายน้ำมันก๊าตให้บ้านละปีบ หน้าที่อีกอย่างก็คือเช้าวันอาทิตย์ต้องไปตลาดแต่เช้าเพื่อซื้อของพิเศษเช่น สมองหมู เอามาชุบแป้งทอด ตับหมู เอามาทอด ถ้าไปสายจะหมด  เนื้อหมูส่วนมากมีเม็ดกลมๆขาวๆขนาด ๒ - ๓ มม. ชาวบ้านว่าเนื้อเป็นเม็ดสาคู มาเรียนแพทย์แล้วถึงรู้ว่าเป็น larva (cysticerci) ของตัวตืด แต่เนื้อที่เอามากินนั้นสุกเลยปลอดภัย หลังอาหารแล้วพวกนายทหารก็นั่งคุยกัน บางคนก็ถือโอกาสฝึกภาษากับแม่  ผมเองก็สนุก อายุ ๑๐ ขวบแต่ได้นั่งฟังหนุ่มๆเขาคุยกันเรื่องเครื่องบิน เรื่องอาวุธ  ไม่เคยได้ยินเขาคุยกันเรื่องสาว  คงเพราะหายาก

ผมรู้สึกว่าคุณศุลีเป็นคนโปรดของแม่ ตัวสูงที่สุด แม่เลยตั้งชื่อว่า Daddy Long-Legs ตามคนใจดีในนวนิยายที่ขึ้นชื่อสมัยแม่เป็นสาว หลังสงครามเมื่อพ่อลาออกจากราชการ คุณศุลีก็ลาออกตามไปทำงานด้วยกัน มีอยู่พักหนึ่งที่ท่านอยู่ รพ.ศิริราชหลายเดือน แม่พาผมไปเยี่ยมที่ศัลย์ชาย ๑ หลายหน  สมัยเด็กคิดอยากเป็นวิศวกรตามพ่อ แต่มาสำนึกตัวดอนอยู่ ตอ. อาจารย์สุภาพ รังควร ให้การบ้านตรีโกณมิติ ผมนั่งทำอยู่ที่บ้าน พ่อเข้ามายืนดูแล้วอาสาช่วย ผมก็โล่งอกขึ้นเพราะพ่อสอบ College Board กับ มรว.สุกสม สองคนได้คะแนนสูงที่สุดในอเมริกาในวิชาคำนวน  คำถามแรกที่พ่อถามผมคือ  ‘Sine คือ opposite side หารด้วย hypothenuse ใช่ไหม?’  ผมใจฝ่อทันทีเพราะคนที่จะช่วยพิศูจน์สมการทำท่าจะลืมเบื้องต้นไปแล้ว  ในที่สุดสองคนช่วยกันจนพิศูจน์สมการได้ ใช้หน้ากระดาษกว่าๆ วันรุ่งขึ้นผมเอาการบ้านไปส่งอาจารย์ พูมใจมาก โจทย์ยากต้องใช้กว่าหน้ากระดาษถึงพิศูจน์ได้ ปรากฎว่า ธวัช เมฆสวรรค์ ที่นั่งอยู่หน้าผมเขาพิศุจน์ได้ภายในสี่บันทัด  ที่แม่พาผมไปเยี่ยมคุณศุลีบ่อยครั้งเลยเปลี่ยนใจอยากเป็นหมอ ไม่ต้องมานั่งพิศูจน์สมการ

สมัยแม่อยู่ฝรั่งเศสชอบไป camping ไป ski กับเพื่อนฝูงเป็นประจำ มี rucksack (back-pack ใหญ่ๆ) ที่ใช้หอบสัมภาระ แมเอา่ติดตัวมาเมืองไทยด้วย พอมีท่าทีว่าโคราชจะโดนทิ้งระเบิดก็จัดเครื่องหลังไว้ให้แบกคนละใบ เผื่อต้องหนีเข้าดง ใบหนึ่งมียาต่างๆ อีกใบมีผ้าห่ม อีกใบมีเสื้อผ้า อีกใบมีอาหารกระป๋อง วันหนึ่งแม่นอนจับไข้จากมาลาเรียอยู่ ตอนเย็นพ่อกลับบ้านแล้วกำลังหุงเข้า ผมได้ยินเสียงเครื่องบิน ตื่นเต้นมากเพราะดังกระหึ่มไปทั้งฟ้า ผมตะโกนว่าเครื่องบิน แล้วโดดลงไปที่ลานข้างบ้าน พ่อร้องลั่นว่า อย่าออกไป คงฟังรู้ว่าไม่ใช่เครื่องบินไทยแน่ แต่ผมออกไปที่ลานบ้านแล้ว เห็นเครื่องบินสี่เครื่องยนตร์มามากมาย ต่างคนต่างคว้ากระเป๋าที่แม่กำหนดไว้ วิ่งเข้าไปในสวนน้อยหน่าหลังบ้านแล้วหลบลงคู พ่อกับผมนอนหงายดูเครื่องบิน เห็นเปิดประตูใต้ท้องปล่อยระเบิดลงมาชุดละ ๗ ลูก พ่อบอกว่า เราไม่เป็นไรหรอกเพราะปล่อยเหนือหัว จะไปแย่ที่คนอื่น วันนั้นสถานีรถไฟหัวรถโดนหนัก มีระเบิดเวลาดังอยู่ตลอดคืน

ว่าที่จริงการทีกรมช่างอากาศย้ายไปโคราช พร้อมทั้งย้าย รร.ช่างฝีมือ ชอ. (ปีถัดไปดูเหมือนจะเปลี่ยนเป็น รร.วิศวกรรม ชอ.) ทำให้เด็กอย่างผมหูตากว้างขึ้น ถ้าไม่ได้ไปโคราชก็คงอยู่แต่ใน รร.เครือศาสนาคริสเตียน (เซ็นต์คาเบรียล แล้ว กรุงเทพคริสเตียน) เท่านั้นไม่ได้เห็นอะไรในแง่พุทธศาสนาจนเข้า ตอ. แต่ตอนที่โคราชทุกวันเสาร์ตอนชักธงแล้ว จะมีการท่องพระพุทธชัยมงคลคาถา (พระคาถาพาหุง) ที่สมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯทรงแปลไว้  แม่ผมไม่ได้เคร่งศาสนา ถ้าไปโบสถ์ก็เฉพาะวันก่อนวันคริสมาส อาจไม่เคร่งเพราะยายผมตอนอยู่อเมริกาเป็นคนชอบลอง ปฎิบัติตามศาสนายิวสองสามปี เป็นโปรเตสตันสองสามปี ถือศึลห้าสองสามปี ในที่สุดดูเหมือนจะไปลงเอยที่ศาสนาบาฮาย พ่อก็ไม่เคร่งแต่เป็นคนตรง ระหว่างสงครามเขาแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าฝ่ายการซ่อมกรมช่างอากาศ มีการทำบุญเลี้ยงพระที่วัดใหม่ เลี้ยงพระแล้วก็นั่งรับศีล ผมหันไปเห็นว่าพ่อไม่ได้พนมมืออยู่ตอนหนึ่ง ก็กระซิบว่า ‘ป้า ทำไม่ไม่พนมมือ?’  พ่อบอกว่า ‘เดี๋ยวจะอธิบายให้’  ตอนเดินกลับบ้านพ่อก็อธิบายว่าตอนนั้นพราะกำลังให้ศีลห้า ข้อที่เกี่ยวกับการห้ามดื่มเหล้า ตนเองก็อยู่แล้วว่าคืนนั้นจะมีการเลี้ยง จะมีการดื่มเหล่้า จะรับศีลข้อนี้ก็ยังไงๆอยู่ เลยไม่พนมมือ ทุกครั้งที่กลับไปเมืองไทยเวลารุ่นเขาเลี้ยงพระ มีการรับศึลก็อดนึกถึงพ่อไม่ได้

ตอนอยู่โคราชมีเรื่องตื่นเต้นสองครั้ง ครั้งแรกตอนปิเเทอมระหว่าง ป.๔ ม.๑  ผมคงจะซนมาก แม่คงบ่นให้พ่อฟัง พ่อเลยเอาผมไปทำงานด้วย ตัวโรงงานส่วนหนึ่งอยู่ที่สนามบิน โรงซ่อมมีเครื่องบินกำลังซ่อมอยู่ ๕ - ๖ ลำ ก็มีโอกาสไปยืนดูช่างเขาทำงานกัน ปีนขึ้นไปนั่งในเครื่องก็ได้ ไม่มีใครว่าเพราะเป็นลูกหัวหน้า ซ้ำยังช่วยอธิบาย ช่วยให้ปีนขึ้นนั่ง ตอนใกล้เที่ยงชักจะหิวก็เข้าไปในห้องทำงานของพ่อซึ่งกำลังนั่งเซ็นเอกสารอยู่ พ่อบอกว่าให้รอก่อน พอดีได้ยินเสียงเครื่องบินแทกซี่มาหน้าโรงซ่อม พ่อบอกให้ผมออกไปดูว่าเครื่องอะไรมา ผมออกไปดุเห็นเครื่องบินขับไล่ที่เราเรียกว่า Hawk พับฐาน ที่นั่งเดียว ปีกสองชั้น แทกซี่อ้อมไปหลังโรงซ่อม ผมตามไปดู มีนักบินไทยปีนออกมาจากเครื่อง แต่แล้วมีฝรั่งปืนออกมาจากข้างหลังที่นั่งนักบิน แต่งชุดกากีขาสั้น ถุงเท้าถึงน่อง ตัวแดงเป็นกุ้งต้ม (มารู้ทีหลังว่าเครื่องแบบทหารอังกฤษสำหรับเขตร้อน) ไม่เห็นฝรั่งมาเกือบสองปี (แม่ไม่นับ) เลยตื่นเต้นมาก วิ่งกลับไปบอกพ่อว่ามีฝรั่งปีนออกมาจากเครื่องบินไทย พ่อบอกว่า ‘เออ เห็นแล้วก็แล้วไป ไม่ต้องเอาไปพูดให้ใครฟัง’  หลังสงครามแล้วพ่อบอกว่ามีการขนส่งพวกใต้ดินโดยเครื่องบิน แต่ตอนหลังญี่ปุ่นชักรู้ทัน มักจะบินเหนือเครื่องบินไทยเพื่อดูว่ามีใครแอบโดยสารด้วยหรือเปล่า 

อีกทีได้ยินพ่อเล่าให้แม่ฟังว่า นั่งกินข้าวกลางวันที่สโมสรนายทหารที่สนามบิน มี พล.อ.โท มานพ สุริยะ นั่งอยู่ด้วย เป็นเพื่อนกัน ตอนนั้นท่านเป็นนักบินลองเครื่อง เครื่องที่ซ่อมเสร็จ พล.อ.โท มานพ ก็มักจะเอาไปบิน คนบินก็ต้องไว้ใจคนซ่อม คนซ่อมก็ต้องไว้้ใจคนบิน ประกอบกับทั้งสองคนจบจากอเมริกาด้วยกัน (พล.อ.โท มานพ จบจาก West Point) ระหว่างทานอาหารมีนักบินญี่ปุ่นยศนาวาเอกเข้ามาหา (ใช้สโมสรร่วมกัน) บอก พล.อ.โท มานพ ว่าอยากชวนให้ไปดูอะไรหน่อย ไม่ทราบว่าท่านไม่ไว้ใจญี่ปุ่นหรือเห็นท่าทีไม่ค่อยดี เลยชวนพ่อไปด้วย ญี่ปุ่นพาขึ้นเครื่องบิน ดูเหมือนจะไปแถวโคกกระเทียม แล้วบินลงต่ำชี้ให้ดูลานหญ้ายาวๆท่าทางเป็น runway ถามสองคนว่านั่นอะไร ต่างก็ตีหน้าตาย พูดว่าท่าทางยังกับเป็นสนามบิน  สนามบินอะไร  ไม่ทราบแถวนี้ไม่น่าจะมีสนามบิน  ตกลงเป็นสนามบินที่เสรีไทยไปสร้างไว้ พ่อมาเล่าให้แม่ฟังบอกว่าใจไม่ดี คิดว่าจะโดนยิงทิ้งซะแล้ว

รัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่นเป็นสัมพันธมิตรกันก็จริง แต่ไม่ไว้ใจกัน สนามบินที่โคราชแบ่งเป็นสองฟาก มี runway ผ่ากลาง ฝ่ายไทยมีปืนกลหนัก อยู่ข้าง runway กลางวันปืนชี้ขึ้นฟ้าเป็นทำนองว่าไว้ต่อสู้อากาศยาน แต่พอค่ำลง ลดลำกล้องลงหันปืนข้าม runway  ไปทางฝ่ายญี่ปุ่น

เมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว ผมไปโคราช ไปเห็นป้ายชี้ทางไปวัดกองพระทราย สมัยเด็กอยู่นอกเมืองไปมาก สมัยนี้อยู่ในเมืองแล้ว ผมเลยขอให้คนขับเขาแวะหน้าวัด บ้านผมตอนสงครามอยู่หน้าวัดพอดี จำได้ว่ามีผู้ใหญ่ที่ชาวบ้านนับถือ ชื่ออาจารย์เม้า ดูเหมือนจะเคยเป็นเจ้าอาวาส พ่อพาผมไปบ้านอาจารย์เม้าบ่อยๆ โดยมากเพื่อปฤกษาหรือพูดคุยกัน เช่นเวลาทหารกับชาวบ้านทะเลาะกัน พ่อก็ไปคุยกับอาจารย์เม้ากันไม่ให้เป็นเรื่องใหญ่โต อาจารย์มีลูกสาวคนหนึ่งอายุแก่กว่าผมปีสองปี ผมเลือกถามพระอายุมากหน่อยคนหนึ่ง (คิดว่าอายุน้อยคงไม่รู้จัก) ว่าเคยได้ยินชื่ออาจารย์เม้าไหม  โชคดีพระองค์นี้รู้จักอาจารย์เม้า บอกว่าเสียไปหลายปีแล้ว แต่ลูกสาวยังอยู่ บ้านอยู่หน้าวัดอีกฟากถนน แล้วชี้ตัวให้ดูว่านั่งอยู่หน้าร้าน ผมเลยเดินไปหา บอกว่าตอนสงครามบ้านผมอยู่ตรงนี้ เขามองหน้าผมแล้วเอ่ยชื่อเลย บอกว่ามีน้องสาวสองคนแฝด จำชื่อได้คนหนึ่งอีกคนทจำไม่ได้ เลยคุยกันอยู่พักหนึ่ง
บันทึกการเข้า
visitna
นิลพัท
*******
ตอบ: 1723


ความคิดเห็นที่ 140  เมื่อ 27 ก.พ. 13, 13:54

กำลังสนุก ครับอาจารย์

เรื่องสงครามรุ่นหลังคงจะไม่ทันได้รู้เห็น
เคยอ่านหนังสือเรื่อง"เล่าความหลังครั้งสงคราม"ของลุงโกวิท ตั้งตรงจิตต์
ท่านเล่าว่าระเบิดลูกแรกที่ทิ้งลง กทม.คือที่หัวลำโพงและสำเพ็ง เมื่อ 8 มกราคม 2485
ครั้งนั้นตายและเจ็บกันหลายคน
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10684



ความคิดเห็นที่ 141  เมื่อ 27 ก.พ. 13, 14:02

๑.

เป็นเรือนไม้ ฝาไม้ไผ่ที่เอามาผ่าแล้วแบะออกมา (ไมทราบเขาเรียกอะไร) ผนังระหว่างห้องเป็นไม้ไผ่ขัดแตะ ยกพื้นพอเดินลอดได้สบาย น่าอยู่ดีเหมือนกัน

เขาเรียกว่า "ฟาก" คำเดียวกับที่อยู่ในคำว่า "ตกฟาก"

ฟาก ลำไม้ไผ่เป็นต้นที่ผ่าแล้วสับให้แตกออกเป็นอันเล็ก ๆ แต่ไม่ขาดจากกัน แล้วแบคว่ำออกเป็นแผ่น โดยมากใช้ปูเป็นพื้นเรือน เรียกว่า ฟากสับ, ส่วนที่ทำเป็นซี่แล้วใช้หวายหรือเถาวัลย์ถักให้ติดกันเป็นผืน เรียกว่าฟากซี่ หรือ ซี่ฟาก.

คำเดียวกับที่อยู่ในคำว่า "ตกฟาก"

ตกฟาก เกิด, เรียกเวลาที่เด็กออกพ้นครรภ์มารดาว่า เวลาตกฟาก (พื้นเรือนโบราณโดยมากเป็นฟาก); โดยปริยายใช้ในลักษณะที่พูดคํา เถียงคําไม่หยุดปากว่า เถียงคําไม่ตกฟาก.

๒.

อีกทีได้ยินพ่อเล่าให้แม่ฟังว่า นั่งกินข้าวกลางวันที่สโมสรนายทหารที่สนามบิน มี พล.อ.โท มานพ สุริยะ นั่งอยู่ด้วย เป็นเพื่อนกัน ตอนนั้นท่านเป็นนักบินลองเครื่อง เครื่องที่ซ่อมเสร็จ พล.อ.โท มานพ ก็มักจะเอาไปบิน คนบินก็ต้องไว้ใจคนซ่อม คนซ่อมก็ต้องไว้้ใจคนบิน ประกอบกับทั้งสองคนจบจากอเมริกาด้วยกัน (พล.อ.โท มานพ จบจาก West Point) ระหว่างทานอาหารมีนักบินญี่ปุ่นยศนาวาเอกเข้ามาหา (ใช้สโมสรร่วมกัน) บอก พล.อ.โท มานพ ว่าอยากชวนให้ไปดูอะไรหน่อย ไม่ทราบว่าท่านไม่ไว้ใจญี่ปุ่นหรือเห็นท่าทีไม่ค่อยดี เลยชวนพ่อไปด้วย ญี่ปุ่นพาขึ้นเครื่องบิน ดูเหมือนจะไปแถวโคกกระเทียม แล้วบินลงต่ำชี้ให้ดูลานหญ้ายาวๆท่าทางเป็น runway ถามสองคนว่านั่นอะไร ต่างก็ตีหน้าตาย พูดว่าท่าทางยังกับเป็นสนามบิน  สนามบินอะไร  ไม่ทราบแถวนี้ไม่น่าจะมีสนามบิน  ตกลงเป็นสนามบินที่เสรีไทยไปสร้างไว้ พ่อมาเล่าให้แม่ฟังบอกว่าใจไม่ดี คิดว่าจะโดนยิงทิ้งซะแล้ว

พันตรี ควง เล่าว่า อย่างสนามบินลับของเราก็เหมือนกัน พวกญี่ปุ่นมาประท้วงตั้งแต่เช้า เอาแผนที่ออกมากางให้ดู แล้วชี้ว่านี่สนามบินลับอยู่ทางเหนือ ความจริงท่านก็ทราบว่าเป็นสนามบินลับที่พวกเสรีไทยเขาทำขึ้น แต่ท่านบอกว่าไม่จริงกระมัง เขาก็ยืนยันว่าจริงซี เขาถ่ายรูปมาด้วย ท่านก็ว่าถ้ายังงั้นพรุ่งนี้ตั้งกรรมการผสมไปตรวจ แล้วก็ตกลงตั้งกรรมการผสมไทยญี่ปุ่นขึ้น

แล้วท่านก็วิ่งไปบอกหลวงประดิษฐ์ ฯ ว่า นี่.....อาจารย์ ต้องรีบจัดการปลูกพืชอะไรไว้นะ พรุ่งนี้กรรมการผสมจะไปตรวจ ถ้าเขาจับได้ผมไม่รู้ด้วยนะ ฝ่ายหลวงประดิษฐ์ ฯ ก็ส่งวิทยุสั่งการให้ปลูกต้นกัญชา ต้นอะไร รดน้ำกันใหญ่ พวกกรรมการผสมไปดูก็เห็นมีพืชปลูกอยู่จริง ๆ เรื่องก็เลิกกันไป

๓.

พ่อกับผมนอนหงายดูเครื่องบิน เห็นเปิดประตูใต้ท้องปล่อยระเบิดลงมาชุดละ ๗ ลูก พ่อบอกว่า เราไม่เป็นไรหรอกเพราะปล่อยเหนือหัว จะไปแย่ที่คนอื่น วันนั้นสถานีรถไฟหัวรถโดนหนัก มีระเบิดเวลาดังอยู่ตลอดคืน

อังศุมาลินกับแม่อรแหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า เห็นเครื่องบินสามลำบินผ่านหัวไป  แม่อรพูดด้วยความกังวลว่า "ตรงนี้จะปลอดภัยแน่หรือลูก เครื่องบินอยู่บนหัวแบบนี้"  อังศุมาลินจึงอธิบายว่า "ถ้าเครื่องบินอยู่ตรงกลางหัวเราแบบนี้รับรองว่าเราไม่เป็นไรแน่ค่ะ หนูรู้มาว่าลูกระเบิดที่ถูกทิ้งลงมาจะวิ่งไปข้างหน้าเครื่องบินเสมอ"

จากบทละครเรื่องคู่กรรม เวอร์ชั่นที่กำลังฉายอยู่ที่ช่องห้า




บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1275


ความคิดเห็นที่ 142  เมื่อ 27 ก.พ. 13, 15:11

นักเรียนแวะเข้ามาบอกอาจารย์หมอศานติว่าสนุกมาก ยังติดตามอ่านอยู่ครับ  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
sirinawadee
ชมพูพาน
***
ตอบ: 101


ความคิดเห็นที่ 143  เมื่อ 28 ก.พ. 13, 15:52

งานยุ่งมาก แต่ต้องเข้ามาอ่านเสมอค่ะ สนุกจริงๆ
บันทึกการเข้า
ศานติ
ชมพูพาน
***
ตอบ: 190

อดีตศัลยแพทย์ช่องอกเส้นเลือด (เกษียณ) ปัจจุบันเป็นช่างไม้


ความคิดเห็นที่ 144  เมื่อ 02 มี.ค. 13, 05:41

ย้อนไปความคิดเห็นที่ ๙๔ หน้า ๗ บอกว่าจะเล่าเรื่องลุงต่อ

เมื่อยายผมตายที่ Budapest, Austria ระหว่างสงครามโลกที่หนึ่ง ทิ้งลูกสามคนอายุ ๑๕ ๑๖ กับ ๑๗ เป็นคนจรจัด ต้องไปรายงานตัวที่สถานีตำรวจเป็นระยะ  ป้ามีจดหมายไปหาตาผมที่ Alsace ประเทศฝรั่งเศส ตาส่งเงินค่ารถไฟมาให้ลูกสาวสองคนกลับไปแคว้น Alsace  ซึ่งตอนนั้นตกอยู่ในมือเยอรมันแล้ว สองคนเข้าเรียนมัธยมที่นั่น แต่เยอรมันเผาตำราภาษาฝรั่งเศสหมดแล้ว เลยต้องเรียนเป็นภาษาเยอรมัน  แต่ส่งเงินมาไม่พอให้ลุง (อายุ ๑๖) กลับไปด้วย ลุงบอกผมว่าไม่เข้าใจว่าทำไมส่งเงินมาไม่พอ ลงสัยพี่สาวไม่บอกพ่อว่าน้องชายอยู่ด้วย เพราะถ้าพ่อรู้ต้องส่งเงินมาแน่เพราะเป็นลูกคนโปรดของพ่อ ข้องใจเคืองพี่สาวอยู่จนตาย

ลุงต้องรับจ้างกวาดหิมะหาเลี้ยงชีวิตระหว่างหน้าหนาว จนกระทั่งไปได้ข่าวว่าถ้าอาสาสมัครกองทัพเยอรมัน เขาจะส่งกลับบ้านเกิดอาทิตย์หรือสองอาทิตย์ก่อนต่องเข้าประจำการ ลุงเลยไปโกหกกับเขาว่าอายุ ๑๘ เขาก็ส่งกลับ Alsace แล้วแล้วเข้าประจำการเป็นพลทหารปืนใหญ่ที่ใช้ม้าลาก ไม่ทราบว่ารับราชการอยู่นานเท่าไหร่จนเยอรมันแพ้สงคราม ได้กลับมาฝรั่งเศส ลุงบ่นว่าโดนทั้งฝ่ายเยอรมันทั้งฝ่ายฝรั่งเศสเล่นงานจนหมดตัว มีแต่เสื้อกับกางเกงนุ่งกลับบ้าน ทางฝ่ายเยอรมันยึดกระเป๋าสตางค์ นาฬิกา ของมีค่าต่างๆไปหมด พอข้ามแม่น้ำไรน์เข้าฝรั่งเศส ทางฝ่ายฝรั่งเศสก็ดึงกระดุมโลหะออกจากเสื้อนอกทหารจนหมดแล้วไล่กลับบ้าน ไปถึงบ้านป้า ป้าเห็นหน้าก็ไล่ไปนอกบ้านให้ถอดเสื้อผ้าเผาหมด อาบน้ำกลางแจ้งก่อนแล้วถึงเข้าบ้านได้ เพราะกลัวหมัดติดมากับเสื้อผ้า ซึ่งสมัยนั้นเป็นกันแพร่หลายเวลาคนอยู่กันหนาแน่น

เมื่อกลับมาก็เริ่มทำงานกับญาติห่างๆซึ่งมีร้านทำขนมปัง แต่ทนเวลาไม่ได้เพราะต้องตื่นแต่ตีสองเพื่อทำขนมปัง เลยไปสมัครเป็นทหารเรือในกองทัพเรือฝรั่งเศส ดูท่าทีเข้ากับทหารเรือฝรั่งเศสไม่ได้เพราะอยู่อเมริกามา ๑๓ ปี ตั้งแต่อายุ ๓ ขวบ คนพูดอังกฤษแบบอเมริกัน พูดฝรั่งเศสก็สำเนียงชาวสวน*** ซ้ำเคยเป็นทหารเยอรมันมาอีก ทหารเรือฝรั่งเศสเรียกลุงว่า อ้าย Yankee ลุงบอกผมว่าในที่สุดทั้งทางราชการทหารเรือกับตัวลุงเองมีความเห็นพ้องกันว่า แยกทางกันเดินดีกว่า เลยปลดหรือลาออกจากราชการ โล่งอกกันไปทั้งสองฝ่าย

ลุงไปเป็นกลาสีเรือพานิชย์ขนสินค้าอยู่ระหว่างเมืองมาร์เซย์กับแอฟริกาเหนือ กลับไปกลับมาหลายเที่ยว จนมีเที่ยวหนึ่งไปออสเตรเลีย พวกลูกเรือที่เคยไปออสเตรเลียคุยให้ลุงฟังว่าออสเตรเลียเป็น Land of Opportunity พอไปถึงเมือง Sydney เลยเผ่นเข้ากลีบเมฆ บริษัทเรือต้องเสียค่าปรับ ๘๐ ปอนด์เพราะลูกเรือหนี เลยมีสินบนนำจับ ๘๐ ปอนด์ บังเอิญลุงเห็นตัวเองว่าถนัดอังกฤษมากกว่าฝรั่งเศส เลยไม่ไปอยู่ย่านที่ชาวฝรั่งเศสเขาชุมนุมกัน กลับไปอยู่ย่านที่คนพูดภาษาอังกฤษเขาอยู่กัน คนตามหารู้ว่าสัณชาติฝรั่งเศสก็เลยตามหากันย่านนั้น ทำงานอยู่ในบาร์ข้างสถานีตำรวจอยู่หลายปี พอสงครามโลกที่สองเกิดขึ้นก็มานึกขึ้นได้ว่าถ้าโดนจับก็มีหวังโดนยิงเป้าหาว่าเป็นสายลับ เพราะเคยเป็นทหารเยอรมัน เข้าประเทศโดยลักลอบ  ลุงเลยไปสารภาพกับตำรวจว่าลักลอบเข้ามา  คนออสเตรเลียก็เป็นคน practical ดี เจ้าหน้าที่บอกลุงว่า ลักลอบอยู่ออสเตรเลียมา ๒๐ กว่าปีแต่ไม่มีประวัติเคยต้องโทษ ก็แสดงว่าเป็นคนมีความประพฤติพอใช้ได้ เกณฑ์เป็นทหารบกยศพลทหารจะเหมาะกว่า ฝึกเสร็จก็จะส่งไปรบญี่ปุ่นที่ New Guiney

ระหว่างขึ้นรถไฟข้ามคืนจาก Sydney ไป Brisbane เพื่อไปขึ้นเรือบันทุกทหารมีสาวจากรัฐ Queensland นั่งไปด้วยจนถึงเมืองที่สาวอยู่ ลุงนั่งต่อไปจนไปขึ้นเรือที่ Brisbane แล้วไปรบญี่ปุ่น พอสงครามสงบก็กลับมา Sydney  แต่อดคิดถึงสาวจาก Queensland ที่นั่งรถไฟไปด้วยกันหนึ่งวันหนึ่งคืนไม่ได้ เลยต้องติดต่อ โชคดียังเป็นโสด เลยแต่งงานด้วย มีลูกสาวหนึ่งคน น่าเสียใจที่ตอนลูกสาวอายุ ๗ - ๘ ขวบ แม่สิ้นชีวิต ทางรัฐบาลฝ่ายประชาสงเคราะห์มีความเห็นว่าชายโสดไม่มีปัญญาจะเลี้ยงลูกสาวอายุขนาดนั้นได้ เลยพยายามจะพรากไป แต่ลุงสู้สุดฝีมือจนชะนะ เลี้ยงมาได้จนโต

ตอนภริยาผมมีลูกก้เขียนจดหมายไปบอกลุงกับป้า (ญาติผู้ใหญ่ที่สนิทที่สุด) เลยมีการติดต่อกับลุงทุกเดือน ลุงกับภริยาผมเลยชอบพอกัน คิดจะไปเยี่ยมที่ออสเตรเลียเพราะไม่เคยพบ แต่มานึกถึงค่าเครื่องบิน เลยตกลงว่าส่งตั๋วไปให้ลุงมาอเมริกาถูกกว่าผมสองคนไปออสเตรเลีย  ลุงซื้อตั๋ว AirFrance รอบโลก มาอยู่กับผมเดือนกว่า แล้วไป Alsace ผมก็ตามไปด้วย ไปเยี่ยมญาติที่ลุงไม่ได้เจอมา ๓๐ กว่าปี ไปเยี่ยมพี่สาวลุงที่เบลเยี่ยม (คนที่ลุงสงสัยว่าไม่บอกพ่อว่าเคว้งอยู่ Budapest) ขากลับจะผ่านสิงคโปร์ ผมถามลุงว่าถ้าเครื่องแวะที่กรุงเทพฯได้ก็สวย ไม่ทราบว่าไปรู้มายังไงว่าถ้าบิน PanAm ไปออสเตรเลีย จะต้องเปลี่ยนเครื่องที่กรุงเทพฯกินเวลา ๘ ชม. ผมเลยพาลุงไปสำนักงาน AirFrance ถามเขาว่ามีทางเปลี่ยนสายการบินได้ไหม เขาใจดี บอกว่าได้ (สมัยนี้ไม่มีทาง) เขาสลักหลังตั๋วให้เอาไปเปลี่ยนเป็นตั๋ว PanAm ลุงบินไป Frankfurt แล้วจะขึ้นเครื่องไปกรุงเทพฯ บังเอิญเครื่องออกสาย ๔ ชม. เลยจะมีเวลาที่กทม.แค่ ๔ ชม. น้องสาวที่กรุงเทพฯไปหาที่ดอนเมือง ปรากฎว่าเขาเอาผู้โดยสารไปไว้ห้อง VIP ทั้งลำ น้องสาวก็เก่ง ไปหาหัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยของ ทอ. อธิบายให้เขาฟังว่าลุงอายุมากแล้ว ไม่ได้เจอกันมาสิบกว่าปีแล้ว อยู่ในห้อง VIP  ขออนุญาตเข้าไปพบเป็นพิเศษ เขาก็ใจดียอมให้เยี่ยมได้ น้องถามลุงว่าถ้าแวะ กทม.ได้ อยากแวะไหม ลุงบอกว่าดี น้องเลยไปเคาวนเตอร์ PanAm ไปขอเขาว่าอยากให้ลุงแวะ กทม. (ทั้งๆที่ตั๋วแวะที่ไหนไม่ได้แล้ว) เขาบอกว่าได้ (ไม่รู้ว่าทำไมเส้นใหญ่นัก อาจเป็นเพราะเคยบิน PanAm อยู่หลายปี) นอกจากนั้นแล้วเขายังไปดึงกระเป๋าเดินทางของลุกออกจากเครื่องด้วย ลุงเลยได้เที่ยวกรุงเทพฯ อีกอาทิตย์หนึ่ง

*** ขยายความเรื่องภาษาหน่อย  ไม่ทราบว่าผมเข้าใจผิดหรือเปล่า แต่ที่ดูจากแม่กับจากคนอื่น ถ้าพูดภาษาฝรั่งเศสแล้วไม่ใช่สำเนียงคนปารีส คนพูดจะถ่อมตัวหรือมีปมด้อย ทุกครั้งที่มีฝรั่งถามแม่ เช่น "So you must speak French?" แม่จะตอบ "Yes, but it's peasant French."  ถ้าพูดไทยคงว่า ใช่ แต่ภาษาฝรั่งเศสแบบชาวชนบท 

ตอนแม่มาอยู่ใหม่ๆทางสถานทูตฝรั่งเศสก็คงรู้จักเพราะคนในสังกัดน้อย แต่แล้วแม่ก็ไม่ได้ไปยุ่งอะไรกับทางสถานทูตอีกเลย เพื่อนๆที่เป็นคนต่างชาติก็มักจะเป็นคนไทยกับอเมริกันบ้าง ยิ่งระยะหลังสงครามยิ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอีกเลย ตอนผมจะมีโอกาสไปยุโรปเมื่ออายุ ๑๗ แม่พาไปสถานทูตฝรั่งเศสเพื่อขอวีซ่า ระหว่างนั่งรอ เห็นมีเจ้าพนักงานหลังเคาว์นเตอร์ที่เป็นคนเอเซีย อาจเขมร แต่ไม่ใช่คนไทย พูดฝรั่งเศสคล่อง ผมเลยถามแม่ว่า ภาษาฝรั่งเศสเขาดีแค่ไหน แม่ทำนิ้วหัวแม่มือจดนิ้วชี้เป็นวงกลม แล้วบอกว่า หาที่ติไม่ได้ เขาสำเนียงชาวปารีส  (It's perfect.  It's Parisienne French) ถามแม่ว่า แล้วจะพูดภาษาฝรั่งเศสกับเขาไหม เพราะอยากจะเอาแม่ไปอวดว่าพูดได้เหมือนกัน แม่บอกว่า ยังไม่แน่ พอถึงเวลาพูดจริงๆ กลับพูดภาษาอังกฤษ  เลยอดเอาแม่ไปอวด แม่คงกระดากที่เขาพูดแบบชาวปารีส  คิดดูผมว่าคนไทยไม่เป็นแบบนั้น ไม่ว่าสำเนียง คนเหนือ คนใต้ หรือ อิสาน ก็ไม่เห็นมีใครออกตัวว่าพูดไม่เหมือนชาวกรุง
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30481

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 145  เมื่อ 02 มี.ค. 13, 21:44

อ่านแล้วรู้สึกว่าคุณลุงน่าจะรบเก่ง หรือไม่ก็ดวงดีมาก  แคล้วคลาดจากสมรภูมิสงครามมาได้ทั้งๆอายุยังน้อยมาก  ดูจะไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลยนะคะ

เรื่องสำเนียงฝรั่งเศส  อาจจะเป็นเรื่องถือกันในบรรดาชาวฝรั่งเศสละมังคะ  จำได้ว่าตอนเรียนที่อักษรฯ ดร.จิตเกษม สีบุญเรืองกลับมาจากฝรั่งเศสหลังจากไปประจำอยู่หลายปี     ท่านกวดขันนิสิตไม่ให้เผลอออกเสียง an ว่า อัง  ต้องเป็น ออง  อย่าง dans ออกเสียงว่า ดอง ไม่ใช่ ดัง    ถ้าออกเสียงว่า ดัง ละก็เป็นสำเนียงหัวเมือง   ก่อนจะรู้จากอาจารย์ นิสิตก็เผลอ "ดัง" กันไปพักใหญ่แล้ว
บันทึกการเข้า
ศานติ
ชมพูพาน
***
ตอบ: 190

อดีตศัลยแพทย์ช่องอกเส้นเลือด (เกษียณ) ปัจจุบันเป็นช่างไม้


ความคิดเห็นที่ 146  เมื่อ 12 มี.ค. 13, 02:57

ลองแนบเอกสารเก่าๆมา คิดว่าคงมีคนเคยเห็นกันน้อย

ตอนพ่อผมเสีย ผมไปกองทัพอากาศที่ดอนเมืองเพื่อติดต่อเรื่องเบี้ยบำนาญ ฯลฯ เจ้าหน้าที่เขาถามว่ามีใบสมรสเป็นหลักฐานว่าแม่เป็นภริยาจริงหรือไม่ ผมไม่เคยเห็น เลยกลับไปถามแม่ บอกว่ามีแล้วไปค้นมาให้ ผมเห็นแล้วอดทึ่งไม่ได้ นั่งอ่านดูแล้ววันที่มานั่งคิด ประการแรก ผมเกิด มกราคม ๒๔๗๗ แต่ใบสำคัญลงวันที่ เดือนสิงหาคม ๒๔๗๗  แต่แล้วมานึกได้ว่าสมัยนั้นปีใหม่เริ่ม ๑ เมษายน ดังนั้นมกราคมก็หลังสิงหาคม แล้วมานั่งนับนิ้วต่อ เอ๋ะเรานี่คลอดก่อนกำหนด (premature) หลายเดือน ไปถามแม่ พูดจาอ้อมแอ้มถามแม่ว่าวันที่มันยังไงอยู่ ผิดหรือเปล่า แม่หัวเราะที่ผมเกรงใจไม่กล้าถาม บอกว่าสมัยนั้นการจดทะเบียนสมรสยังไม่แพร่หลาย อยู่ด้วยกันก็เป็นสามีภริยากัน

แม่เล่าให้ฟังว่า พ่อกับแม่นั่งดูหนังอยู่กับอาว์เพิ่ม ลิมปิสวัสดิ์ กับ อาว์จำรัส ฉายะพงษ์ ที่โรงหนังเฉลิมกรุง แม่ก็บอกข่าวดีให้ทั้งสองคนรู้ว่าตั้งครรภ์ ก็คงจะมีการแสดงความยินดีกัน แล้วหันกลับมาคิดเรื่องปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ถ้าไทยกับฝรั่งเศสมีเรื่องกันขึ้นมา แล้วแม่แต่งกับคนไทย ถูกต้องทางกฎหมายไทย แต่ทางฝรั่งเศสไม่ยอมรู้เห็นด้วย กลัวจะยุ่งยากทีหลัง ยิ่งคิดถึงฐานะของเด็กด้วยยิ่งยุ่ง เลยตกลงกันว่าเพื่อความแน่นอนต้องทำให้ถูกต้องกับกฎหมายของทั้งสองประเทศ  ตกลงเลยไปที่กรมพระนครบาล กระทรวงมหาดไทย เพื่อจดทะเบียนต่อหน้าผู้แทนทั้งสองรัฐบาล

ดูจากเอกสารแล้วรู้สึกว่าไม่ได้ทำไว้เฉพาะจดทะเบียนสมรส แต่ใช้ทำสัญญาต่างๆได้ ผมลองถ่ายรูปส่งมาให้ดูเล่น ไม่ทราบว่าจะดีพออ่านได้หรือเปล่า  ที่อยู่ของคู่สัญญากับพยานก็สั้นดี ไม่ต้องมีซอย ไม่ต้องมีเลขบ้านที่มี / ที่ตัวเลข ไม่มีระหัสไปรษณีย์  แม่บอกว่าสมัยนั้นเคยมีเพื่อนส่งจดหมายมาโดยจ่าหน้าซองใช้ชื่อแรกแม่ นามสกุลก่อนแต่งงาน กับคำว่า Wichian พ่วงหลัง แล้ว Bangkok, Siam ก็มาถึง



บันทึกการเข้า
ศานติ
ชมพูพาน
***
ตอบ: 190

อดีตศัลยแพทย์ช่องอกเส้นเลือด (เกษียณ) ปัจจุบันเป็นช่างไม้


ความคิดเห็นที่ 147  เมื่อ 12 มี.ค. 13, 02:58

มีอีกสองหน้า



บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1275


ความคิดเห็นที่ 148  เมื่อ 12 มี.ค. 13, 05:11

ก่อนหน้านี้จินตนาการว่าท่านอาจารย์หมอศานติน่าจะอายุซัก  60 ปลายๆ  พออ่านเรื่องเล่าคุณพ่อคุณแม่ท่านผมเลยปรับมาว่าน่าจะ 70 ต้นๆ ที่แท้จะ 80 แล้วแต่ยังใช้อินเตอร์เน็ตคล่อง ทึ่งจริงๆ  กับซายานวรัตนนี่คิดไม่ออกเลยท่านไหนอาวุโสกว่ากัน  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10607


ความคิดเห็นที่ 149  เมื่อ 12 มี.ค. 13, 08:26

ซายานวรัตนเด็กกว่าครับ แต่อาว์เพิ่ม ลิมปิสวัสดิ์ของท่านเป็นบิดาของเพื่อนผม ดูเหมือนจะเป็นบุตรคนสุดท้องชื่อว่าสีหนาท ลิมปิสวัสดิ์
พล.อ.ท. มานพ สุริยะ นักบินเจ๊ทรุ่นแรกของไทยที่ท่านเล่าในกระทู้โน้น ก็เป็นบิดาของเพื่อนชื่อ ร.ศ.นพนิตย์ สุริยะ

อ่านที่ท่านเล่าแล้ว รู้สึกว่าสังคมไทยสมัยก่อนเล็กๆดี รู้จักกันเกือบหมด
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 8 9 [10] 11 12
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.048 วินาที กับ 19 คำสั่ง