เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
อ่าน: 7498 กฎหมายโบราณ จากเรื่องมหา'ลัยเหมืองแร่
ชลติณ
อสุรผัด
*
ตอบ: 11



 เมื่อ 01 ม.ค. 13, 15:25

พอดีว่ามีโอกาสได้ดูหนังเรื่องมหา'ลัยเหมืองแร่มาครับ แล้วมีช่วงนึงเป็นตอนที่พระเอก พูดคุยกับลุงสีเทา แล้วลุงได้ถามว่าเคยได้ยินกฎหมายโปราณไม๊ที่ว่า

"หากแม้นชายใดไปเมืองจีน  ไปทะเล   ไปชวา   ไปพังงาฟ้าแดง    ท่านให้หญิงคอยท่า 3ปี   แต่ถ้าพ้น 3ปีไปแล้ว  ท่านให้หญิงมีชู้ได้ไม่มีความผิด"

แต่เมื่อค้นหาดูพบว่าในเว็บ phangngacity.com กลับมีการอ้างประโยคที่คล้ายกันนี้ แต่แตกต่างไปเป็น  

"แม้ว่าชายไปเมืองจีน ไปทะเล เชียงใหม่ ไปพังงา ไปชวาฟ้าแดง  ถ้าพ้นสามปีเจ็ดปี หญิง(เมีย)มีชู้ มิให้โทษแก่หญิงนั้น"

มีการเพิ่มเมืองเชียงใหม่เข้ามา และ กลายเป็นชวาฟ้าแดง

จากข้อความตรงนี้มีคำถามดังนี้ครับ
1. กฎหมายนี้เป็นกฎหมายที่มีการตราขึ้นมาจริงๆไหมครับ (ในกฎหมายตราสามดวงมีไหมครับ) ถ้ามีจริงมีขึ้นในสมัยใด
2. ทำไมถึงระบุถึงเมืองพังงา เพียงเมืองเดียวครับ ทั้งๆที่มีเมืองอื่นที่มีระยะทางไกลกว่า พังงาก็มี (ในกรณีที่พบในหนัง)
3. ทำไมต้องพังงาฟ้าแดง ครับ เป็นไปได้ไหมที่ฟ้าแดงจะบ่งบอกว่าเป็นเมืองที่มีพายุ มรสุมรุนแรง ? (ในกรณีจากในหนัง)
4. สรุปว่าข้อความเดิมจริงๆ ในกฎหมายเป็นอย่างไรครับ (ในกรณีที่มีการตรากฎหมายนี้ขึ้นมาจริงๆ)
บันทึกการเข้า
ลุงไก่
สุครีพ
******
ตอบ: 1281



ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 01 ม.ค. 13, 21:28

อ้างถึง - กฎหมายตราสามดวง ฉบับพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง แก้ไขปรับปรุงใหม่ เล่ม ๒ พ.ศ. ๒๕๔๘ สถาบันปรีดี พนมยงค์

พระไอยการลักษณผัวเมีย หมวด ๗ มาตรา ๖๒ วรรค ๒

แม้นว่าชายไปเมืองจีนไปชะแลไปเชียงใหม่ไปพังค่าไปชะวาผาแดงดั่งนั้นไซ้ ท่านให้หญิงอยู่ถ้าสามปี ถ้าได้ข่าวว่าสลัดจับชายผัวไปได้ แลสำเภาสัดไปตกข้าศึก ให้หญิงอยู่ถ้าเจ็ดปี
ถ้าพ้นสาม/เจ็ดปีแล้วหญิงมีชู้ผัว มิให้มีโทษแก่หญิงชายนั้นเลย ถ้าชายผัวเก่ามาทำร้ายแก่เฃาทังสองไซ้ ท่านให้ไหมดุจเดียวแล

บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7153


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 02 ม.ค. 13, 07:24

การเดินทางไปเมืองจีนสมัยล่องเรือสำเภานั้น หากไปขึ้นท่าเรือแถวบกวางตุ้ง ใช้เวลาเดินทางจากสยามไปจีน ใช้เวลา ๑๔๕ วัน ส่วนขากลับใช้เวลา ๑๗๓ วัน รวมการเดินทางกว่า ๑๐ เดือนเศษ เหลือเวลาค้าขายอีกปีกว่า ๆ ก็ไม่ถึงสามปีก็คงเป็นระยะเวลาที่น่าเหมาะสม
บันทึกการเข้า
ชลติณ
อสุรผัด
*
ตอบ: 11



ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 02 ม.ค. 13, 11:34

ขอบคุณมากครับสำหรับทุกคำตอบ แสดงว่ากฎหมายนี้มีบัญญัติขึ้นมาจริงในกฎหมายตราสามดวง
ข้อความนี้จากที่คุณลุงไก่ยกมา ผมสงสัยในตัวเนื้อความเล็กน้อยครับเนื่อว่าเป็นคำศัพท์โบราณผมไม่ค่อยสันทัดนัด

ชะแล ที่ว่านี้ หมายถึง ทะเล หรือครับ? ผมหาเจอคำที่ใกล้เคียงกันคือ ชเล ที่แปลว่าทะเล  หากชะแล มิได้แปลว่าทะเล จะเป็นไปได้ไหมครับที่จะเป็นชื่อเมือง เพราะชื่ออื่นๆในกฎหมายข้อนี้เป็นชื่อเมืองทั้งสิ้น เช่น เมืองจีน เชียงใหม่ ชวา  ผมลองค้นดูชื่อเมืองหรือตำบลที่ใกล้เคียงกับคำว่าชะแลมีสองเมืองคือ
1 ต.ชะแล อ. ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี
2.ต. ชะแล้ อ. สิงหนคร จ. สงขลา

ซึ่งเมื่อพิจารณาดูแล้วในกรณีที่เป็นชื่อเมืองและความยากง่ายในการเดินทาง ผมคิดว่า เมืองชะแลที่ กาญจนบุรี น่าจะเดินทางไปลำบากกว่า เมืองชะแล้ที่สงขลา เนื่องจาก สงขลาสามารถเดินทางมากับเรือได้ ไม่ลำบากนักในสมัยนั้น แต่ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า "ชะแล" เป็นชื่อของเมืองครับ

ประเด็นต่อมาที่สงสัยคือ พังค่า นี่คือชื่อเมือง พังงาไหม? ถ้าออกเสียงอย่างคนใต้ เมืองพังงา จะออกว่า "พังฮา" อย่างไรก็ดีมีเอกสารอื่นใดไหมครับที่เรียกเมืองพังงาว่า พังค่า ที่เราพอจะเทียบเคียงได้มั่ง

เมื่อค้นจาก หนังสือชื่อบ้านนามเมืองภาคใต้ ท่านอ. ประพนธ์ เรืองณรงค์ ได้อรรถาธิบายที่มาของชื่อเมืองพังงาไว้ว่า  “พังงา” มาจากคำมลายูว่า “กัวลาภูงา” หรือ “กราภูงา” (Kuala Punggah) คำว่า “กัวลา” หรือ “กรา” แปลว่า ปากน้ำ ส่วน “ภูงา” แปลว่า ที่ขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือ รวมความแล้วพังงา หมายถึง ปากน้ำเป็นที่เทียบเรือขนถ่ายสินค้า แต่อย่างไรก็ดีไม่มีการกล่าวถึงคำว่า "พังค่า" เอาไว้เลย

คำว่าพังค่า นี้ พาลให้ผมนึงถึงคำว่า พังลา ในภาษาถิ่นใต้ พังลานี้เป็นชื่อกล้วย เรียกว่ากล้วยพังลา ซึ่งในภาษากลาง ก็คือ กล้วยตานีนั่นเองครับ ทำไมคนใต้เรียกว่า "กลัวยพังลา" พังลานี้ สันนิษฐานกันว่ามาจากคำว่า บังคลา ซึ่งก็หมายถึงเมือง บังกลาเทศ นั่นเองครับ อาจจะเพราะว่าชาวบัังคลาเทศนำเข้ามาก็เป็นได้
บันทึกการเข้า
ลุงไก่
สุครีพ
******
ตอบ: 1281



ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 03 ม.ค. 13, 21:36

อ้างถึง - กฎหมายตราสามดวง ฉบับพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง แก้ไขปรับปรุงใหม่ เล่ม ๒ พ.ศ. ๒๕๔๘ สถาบันปรีดี พนมยงค์

พระไอยการลักษณผัวเมีย หมวด ๗ มาตรา ๖๒ วรรค ๒

แม้นว่าชายไปเมืองจีนไปชะแลไปเชียงใหม่ไปพังค่าไปชะวาผาแดงดั่งนั้นไซ้ ท่านให้หญิงอยู่ถ้าสามปี ถ้าได้ข่าวว่าสลัดจับชายผัวไปได้ แลสำเภาสัดไปตกข้าศึก ให้หญิงอยู่ถ้าเจ็ดปี
ถ้าพ้นสาม/เจ็ดปีแล้วหญิงมีชู้ผัว มิให้มีโทษแก่หญิงชายนั้นเลย ถ้าชายผัวเก่ามาทำร้ายแก่เฃาทังสองไซ้ ท่านให้ไหมดุจเดียวแล



คำว่า ชะแล อาจจะหมายถึง ทะเล อย่างที่คุณอ้างถึงก็ได้ เพราะอิงกับคำว่าไปเมืองจีน ซึ่งต้องเดินทางไปทางทะเล

จากหนังสือที่อ้างถึง มีหมายเหตุกำกับไว้ว่า ฉบับรองทรง - พังคา คือไม่มีไม้เอกกำกับ

คำว่า พังค่า หรือ พังคา อิงกับเชียงใหม่ ผมก็สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเมืองใดเมืองหนึ่งทางเหนือ ก็เลยไปค้นในหนังสือประวัติศาสตร์ล้านนา ของอาจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล ก็พบมีเมืองหนึ่งชื่อ เวียงพางคำ โดยในหนังสืออ้างถึงตำนานเชียงแสน ดังนี้

"... กลุ่มคนไทยได้มาสร้างเวียงโยนกหรือต่อมาเรียกเวียงหนอง และต่อมาได้แตกตัวสร้างเวียงขึ้นอีก เช่น เวียงพางคำ เวียงไชยนารายณ์ ..."
ก็เลยค้นหาต่อในกูเกิ้ล ปรากฎข้อความดังนี้ "อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เป็นเมืองเก่ามาตั้งแต่โบราณเมืองหนึ่งของจังหวัดเชียงราย ตามประวัติ อำเภอแม่สายมีชื่อเรียกแต่เดิมว่า "เวียงสี่ดวง หรือเวียงพางคำ มีการปกครองโดยมีเจ้าผู้ครองนคร ..." ดังนั้น พังค่า หรือ พังคา น่าจะหมายถึง เวียงพางคำ หรืออำเภอแม่สายนี้ก็ได้

ชะวาผาแดง ผมสันนิษฐานว่าจะเป็น "ชะวา" กับ "ผาแดง" คำว่า "ชะวา" คงจะตรงไปตรงมาว่าหมายถึงเืมืองชะวาหรือเกาะชะวา คำว่า "ผาแดง" ผมสันนิษฐานว่าน่าจะหมายถึง ปาดัง ในภาษามลายู คือเมืองปาดังเบซาร์นี้เอง




บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7153


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 04 ม.ค. 13, 06:55

แผนที่สมัยรัชกาลที่ ๑ เขียนไว้บนผืนผ้าไหม ระวางฉบับเมืองถลาง เขียนเมืองพังงาไว้เป็น "พุงา"
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10734



ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 04 ม.ค. 13, 09:39

๑. "พังคา" ไม่ใช่เมืองพังงาดอก แต่จะเป็นเมืองอะไร ลองพิจารณาดู

๔ ศักราช ๗๓๓ ปีกุรตรีศก (พ.ศ. ๑๙๑๔) สมด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าเสด็จไปเอาเมืองฝ่ายเหนือ และได้เมืองเหนือทั้งปวง ศักราช ๗๓๔ ปีชวดจัตวาศก (พ.ศ ๑๙๑๕) เสด็จไปเอาเมืองนครพังคา และเมืองแซรงเซรา ศักราช ๗๓๕ ปีฉลูเบญจศก (พ.ศ. ๑๙๑๖) เสด็จไปเอาเมืองช้ากังราว และพระยาไซ้แก้ว พระยากำแหง เจ้าเมืองออก ต่อรบท่าน ๆ ได้ตัวพระยาไซ้แก้สตาย แต่พระยากำแหงและไพร่พล ทั้งปวงหนีเข้าเมืองได้ ทัพหลวงก็เสด็จกลับคืนมาพระนคร ศักราช ๗๓๖ ปีขาลฉอศก (พ.ศ. ๑๙๑๗)  สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าและพระเถรธรรมากัลยาณ แรกสถาปนาพระศรีรัตน มหาธาตุ ฝ่ายบุรทิศหน้าพระบันชั้นสิงห์สูง ๑๙ วา ยอดนพศูล สูง ๓ วา ศักราช ๗๓๗ ปีเถาะ สัปตศก (พ.ศ. ๑๙๑๘) เสด็จไปเอาเมืองพิษณุโลก และได้ตัวขุนสามแก้วเจ้าเมือง กวาดครัวอพยพ มาครั้งนั้นมาก ศักราช ๗๓๘ ปีมะโรงอัฐศก (พ.ศ. ๑๙๑๙) เสด็จไปเอาเมืองช้ากังราว ได้พระยากำแหง และท้าวผากองคิดกันว่าจะยอทัพหลวง ทำมิได้ ท้าวผากองเลิกทัพหนี เสด็จยกทัพหลวงตามตีทีพ ท้าวผากองแตก ได้ท้าวพระยาเสนาขุนหมื่นครั้งนั้นมาก แล้ว ทัพหลวงเสด็จกลับคืน

จาก ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๔ พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)

อ่านความตามพงศาวดารนี้ พอจะระบุได้ว่าเมืองพังคาน่าจะอยู่ทางเหนือ เชื่อว่าปัจจุบันคือ "เมืองนครสวรรค์" นั่นเอง

นครสวรรค์เป็นเมืองโบราณ สมัยกรุงสุโขทัย ซึ่งปรากฏชื่อในศิลาจารึกเรียกว่า "เมืองพระบาง" หรือ "ปากพระบาง" เป็นเมืองหน้าด่านใต้ของอาณาจักรสุโขทัย เมื่ออาณาจักรนี้เสื่อมลงได้ถูกอาณาจักรกรุงศรีอยุธยารวมเข้าไว้ และมีชื่อเรียกเพิ่มอีกชื่อว่า "เมืองพังคา" หรือ "นครพังคา" ซึ่งแปลว่าช้างศึกพวกหนึ่ง ที่ตั้งของตัวเมืองอยู่บนฝั่งขวาของต้นน้ำเจ้าพระยาจนถึงเขาขาด หันหน้าไปทางทิศตะวันออก เผชิญกับพระอาทิตย์ที่ขึ้นในตอนเช้า จึงมีสมญานามเมืองอีกชื่อหนึ่งว่า "เมืองชอนตะวัน" ครั้นถึงสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยาได้ทรงจัดระเบียบการปกครองใหม่ เมืองพระบางหรือนครพังคา จึงเปลี่ยนเป็น "เมืองนครสวรรค์" ตั้งแต่นั้นมา

จาก เว็บของเทศบาลนครนครสวรรค์

  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10734



ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 04 ม.ค. 13, 10:01

๒. "ชะวา" ก็ไม่ใช่เมืองชวาหรือเกาะชวาดอก ลองพิจารณาพงศาวดารข้างล่างดูอีกที

บริเฉทที่ ๑

........๏ ยังมีผู้หนึ่งชื่อว่าขุนชวาจึงมาสร้างบ้านแปงเมืองในเชียงคงเชียงทอง ลวดว่าเมืองชวาตามวงษา ขุนชวาจึงไว้ลูกผู้หนึ่งชื่อยีบา ขุนชวาตายไว้เมืองแก่ยีบา ๆ ไว้ลูกผู้หนึ่งชื่อว่าวิริยา ขุนวิริยาตาย ไว้ลูกผู้หนึ่งชื่อกันฮาง ขุนกันฮางไว้ลูกผู้หนึ่งชื่อลกลิง ขุนลกลิง ไว้ลูกผู้หนึ่งระวัง ขุนระวังไว้ลูกผู้หนึ่งชื่อยีผง เมื่อขุนกันฮางอยู่ สร้างบ้านแปงเมืองชวา ลูกมันผู้ชื่อลูกลิงก็ยัง หลานมันผู้ชื่อระวังก็ยัง เหลนมันผู้ชื่อยี่ผลก็ยัง เขา ๘ คนพ่อลูกหลานเหลน ยังเปนขุนใหญ่อยู่กินบ้านล้านช้างที่นี้มาก่อนแล ปฐมนิทานํ นิฎฺฐิตํ

บริเฉทที่ ๒

........๏ ขุนบูลมเล่าจักปันแก้วแหวนแก่ลูกทั้งหลาย จึ่งกล่าวว่า อันแหวนธำมรงค์เลื่อมแสงใสมณีโชติแก้ว ปู่เจ้าแถนกันแต่งมานั้น ให้ไว้แก่เจ้าขุนลอ หน่วยปัทมราช โชติแสงสิงตาวัน แถมคำกีใส่ถุงมาพร้อมนั้น ให้ไว้แก่ยี่ผาลาน หน่วยมุกตั้งเลื่อมผิวเงินเลียงล่องนาคราชน้อมนำมาส่งส่วยแถน ให้ไว้แก่จูสง หน่วยเพ็ชรเชิดตั้งแผ้วแผ่นบาดาลใคร ๆ แหงะหน้าคอยมิได้นั้น ไว้แก่เจ้าไสผง หมากนิลเลื่อมผ่านส่องแสงสองแถนลูบไลลมนิ้วส่งมานั้น ไว้แก่เจ้างัวอินอัมพาผ่องผายงามปัตลอดลิงลำไว้ห้า พากแพบนนั้น ให้ไว้แก่เจ้า ลกกลม มีหน่วยปัดคำแสงเลื่อมหลาย หลากแก้วแต่ฟ้าตนเจ้าปู่แถนนั้น ให้ไว้แก่เจ็ดเจิงทอญ ครั้นว่าขุนบูลมราชาแบ่งปันของแก่ลูกชายทั้งหลาย ๗ คนนี้แล้ว จึงบอกชี้ที่บ้านเมืองให้แก่เขาพี่น้องว่าขุนลอให้ไปสร้างเมืองชวา เปนท้าวเปนพระยาแก่คนทั้งหลายทอญยี่ผาลานให้ไปสร้างเมืองหัวแต สามจูสงให้ไปสร้างเมืองแกวช่องบัวไสผงให้ไปสร้างเมืองยวนโยนก งัวอินไปสร้างเมืองชาวใต้อโยทธยาลกลมให้ไปสร้างเมืองเชียงคม ยอสามเจ็ดเจิงให้ไปสร้างเมืองพวนครั้นชี้บ่อนให้แก่เขาแล้ว จึงให้คำสอนอธิษฐานไว้ดังนี้.........

จาก พงศาวดารล้านช้าง

เมืองชวาอยู่ในลาวเป็นแน่แท้ ปัจจุบันคือ "หลวงพระบาง"

คุณวิกกี้ ยืนยันไว้ดังนี้

หลวงพระบาง เป็นเป็นเมืองเก่าแก่ของอาณาจักรล้านช้าง ตั้งแต่สมัยสถาปนาอาณาจักรซึ่งแต่เดิมมีชื่อว่า เมืองชวา และเมื่อ พ.ศ. ๑๓๐๐ ขุนลอซึ่งถือเป็นปฐมกษัตริย์ลาว ได้ทรงตั้งเมืองชวาเป็นราชธานีของอาณาจักรล้านช้างและได้เปลี่ยนชื่อเมืองใหม่ว่า เชียงทอง

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10734



ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 04 ม.ค. 13, 10:19

๓. "ผาแดง" ไม่ใช่ปาดังเบซาร์แน่นอน

ผาแดงเป็นหน้าผาอยู่ติดกับแก่งหลวงในลำแม่น้ำโขง ห่างจากหลวงพระบางลงไปทางใต้โดยทางเรือประมาณ ๖ ชั่วโมง เป็นที่ตั้งของศาลเจ้าพ่อผาแดง ผู้มีหน้าที่ปกป้กรักษาลูกหลานชาวลาวผู้ที่เดินทางไปมาในลำน้ำโขง

ข้อมูลจาก “ยา (เจ้า) พ่อผาแดง” กับเขื่อนไซยะบุรี

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10734



ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 04 ม.ค. 13, 11:05

ทำไมจึงเรียกเมืองที่ขุนลอสร้างว่า "เมืองชวา"

คุณสุจิตต์ วงษ์เทศได้ให้ความเห็นไว้ในบทความเรื่อง "เจ้าฟ้า และฟ้ากับดิน ใน วรรณกรรมลาว-ไทย" ลงในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันศุกร์ที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๖ (วันนี้เอง-คุณสุจิตต์ตั้งใจตอบคำถามนี้หรือเปล่า  ยิ้มเท่ห์ )  ว่าน่าจะมาคำว่า "เมืองเจ้าฟ้า" มีรายละเอียดดังนี้


เมืองเจ้าฟ้า, ชวา, หลวงพระบาง

ศูนย์กลางของแถน แต่เดิมอยู่เมืองแถน (หรือเดียนเบียนฟู ทางภาคเหนือของเวียดนาม ติดพรมแดนลาว)

เมื่อขุนลอ ลูกชายคนแรกขุนบรม พาผู้คนมาอยู่เมืองเชียงดงเชียงทอง ทางลุ่มน้ำโขง ได้เชิญความเชื่อแถนมาด้วย แล้วเรียกชื่อว่า เมืองเจ้าฟ้า หมายถึงผู้เป็นใหญ่บนฟ้าก็คือ แถน ต่อมาเปลี่ยนชื่อเชียงดงเชียงทองเป็นเมืองหลวงพระบาง

คนดั้งเดิมออกเสียงเจ้าฟ้าต่างจากปัจจุบัน ว่า เจ้า ออกเสียงคล้าย ๆ เซ่า ส่วนฟ้า ออกเสียงคล้าย ๆ ฟวา, วา

รวมกันเป็น เซ่าฟวา หรือเซ่าวา แล้วเพี้ยนเป็น ชวา ดังมีในกฎหมายตราสามดวงว่า “ชวาฟ้าแดง สุโขทัยฟ้าเขียว” ชวาในที่นี้หมายถึงเมืองหลวงพระบาง


เจ้าฟ้าจึงไม่ใช่คำจากพม่าหรือไทยใหญ่ แต่มีอยู่ก่อนแล้วในวัฒนธรรมลาวสองฝั่งโขง


แต่ทว่า ฟ้าแดง ฟ้าเขียว มาจากไหนหนอ

 ฮืม

บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7153


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 04 ม.ค. 13, 11:09

คำถามคือ กฎหมายในตราสามดวงนั้น ใช้ภาษาการเรียกชื่อเมืองลึกเก่าขนาดนั้นเลยหรือ ควรจะเรียกชื่อเมืองในยุครัชกาลที่ ๑ ไม่ดีกว่าหรือครับคุณเพ็ญ  ฮืม
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10734



ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 04 ม.ค. 13, 11:25

คำตอบ

ในบรรดาเอกสารประวัติศาสตร์ไทยที่เป็นมรดกตกทอดมา เห็นจะไม่มีเอกสารใดสำคัญและยิ่งใหญ่ไปกว่าประมวลกฎหมายจุลศักราช ๑๑๖๖ หรือที่รู้จักกันในนาม “กฎหมายตราสามดวง” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ โปรดเกล้าฯให้ชำระและประกาศใช้เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๓๔๘ ประมวลกฎหมายนี้เป็นที่รวมของนิติบัญญัติเก่าที่แม้จะผ่านการชำระแก้ไขบ้าง แต่หลายส่วนก็มีอายุย้อนหลังไปถึงสมัยอยุธยาตอนกลางเป็นอย่างน้อย คนโบราณท่านถือว่ากฎหมายที่พระเจ้าแผ่นดินทรงประกาศใช้เป็นเอกสารศักดิ์สิทธิ์ เพราะฉะนั้นเคยเป็นมาอย่างไรก็ปล่อยไว้อย่างนั้น เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกแก่พม่าใน พ.ศ. ๒๓๑๐ นั้น กฎหมายไทยหายไปเสียเป็นส่วนใหญ่ ครั้นเมื่อรวบรวมชำระกันใหม่ ต้นฉบับคงวิปลาสคลาดเคลื่อนไปบ้างและไม่มีให้ตรวจสอบอย่างละเอียดในระยะเวลาอันสั้น จึงทำให้กฎหมายตราสามดวงเป็นผลมาจากการคัดลอกผิดพลาดบ้าง แต่คุณค่าในด้านภาษาของกฎหมายตราสามดวงมีอยู่อย่างมหาศาล

กฎหมายตราสามดวงเป็นเอกสารที่อ่านยาก เพราะเต็มไปด้วยโบราณศัพท์ ซึ่งปัจจุบันไม่ได้ใช้แล้ว แต่คำเก่าเหล่านี้ล้วนทำให้สืบประวัติภาษาไทยได้เท่า ๆ กับการเรียนรู้อัจฉริยลักษณ์ของภาษาไทยอย่างไรก็ตาม ในการศึกษาภาษาไทยในกฎหมายตราสามดวง เราจะต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ในสมัยก่อนการใช้ภาษาไทยได้พัฒนาไปโดยกระบวนการธรรมชาติ และมิได้ถูกมาตรฐานกลางกำหนดไว้ว่า คำหนึ่งควรเขียนอย่างไร และอ่านออกเสียงอย่างไร ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้เห็นความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดระหว่างภาษาพูดกับภาษาเขียน สำหรับคนเขียนแล้ว ได้ยินอย่างไรก็เขียนอย่างนั้น ถ้าอาลักษณ์มีหลายท่านก็อาจเขียนไปอย่างที่แต่ละท่านถนัด เช่นคำเดิมว่า ผู้ญาณ (ผู้ได้รู้ได้เห็น) ผู้เขียนจดลงไว้ต่างกันในกฎหมายตราสามดวงและเคลื่อนไปเป็นภญาณ พญาน พยาน และพยาน ในที่สุด เป็นต้น

ดังนั้นจึงมีประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องสองประเด็นด้วยกัน คือ ประเด็นแรก เราต้องศึกษาภาษาไทยและภาษาอื่น ที่ปรากฏในกฎหมายตราสามดวงโดยไม่พยายามใช้เกณฑ์มาตรฐานของภาษาไทยและอื่น ๆ ในปัจจุบันได้ตัดสินว่าถูกหรือผิด และประการที่สองข้อเท็จจริงว่า ในสมัยโบราณไทยไม่มีเกณฑ์อักขรวิธีที่เคร่งครัดและเป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงทำให้อาลักษณ์แต่ละท่านเขียนในรูปแบบแตกต่างกันออกไป ตัวอย่างเช่น ยุกระบัตร ยกกระบัตร หรือยุรบัตร และพิไย พิไนย หรือพินัย เป็นต้น แม้แต่ราชทินนามซึ่งในพระราชกำหนดบอกว่า ใครก็ตามจะเขียนผิดไม่ได้ ก็ปรากฏว่าเขียนไม่ค่อยตรงกัน ทั้งนี้โดยทั่วไปแล้วการเขียนของคนไทยสมัยก่อนมักอิงเสียงมากว่าอิงอักขรวิธี ดังนั้นเวลาศึกษาคำเก่าในกฎหมายตราสามดวง อาจจะเข้าใจได้ดีกว่าด้วยซ้ำจากการฟังคนอ่านมากกว่าพยายามที่จะแปลศัพท์ตามรูปเขียน

จาก  ภาษาไทยในกฎหมายตราสามดวง

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7153


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 04 ม.ค. 13, 11:44

เป็นอย่างนี้นี่เอง  ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า
ลุงไก่
สุครีพ
******
ตอบ: 1281



ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 04 ม.ค. 13, 21:10

เรือนไทยน่าจะมีปุ่มกด Like ได้มั่งนะ

บันทึกการเข้า
ชลติณ
อสุรผัด
*
ตอบ: 11



ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 15 ม.ค. 13, 14:12

ขอบพระคุณทุกท่านครับ ที่เข้ามาให้ความกระจ่าง  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.041 วินาที กับ 19 คำสั่ง